101 ปฏิบัติการพลิกชีวิต ตอนที่ 29 "กองทุนการออมแห่งชาติ"

สำหรับคนที่เดินมาตามเส้นทางของการเปลี่ยนแปลงเพื่อพลิกชีวิต มาถึงตอนนี้น่าจะเริ่มอุ่นใจว่า เมื่อถึงเวลาที่แก่เฒ่า คงไม่ต้องกลัวเหมือนในอดีตอีกต่อไปแล้ว เพราะได้มีการเตรียมความพร้อมเอาไว้ในระดับหนึ่ง
  
     หลายคนเริ่มเห็นความสำคัญของการออมและการลงทุน และปฏิบัติตามแผนเพื่อสร้างความมั่นคงสำหรับชีวิตในบั้นปลายที่จะมาถึง

     แต่สิ่งที่น่าวิตกก็คือจากตัวเลขประชากรวัยทำงานในปัจจุบันกว่า 40 ล้านคน มีเพียง 14 ล้านคนเท่านั้น ที่มีหลักประกันรายได้ยามชราภาพ ผ่านกลไกการออมภาคบังคับของรัฐ และ กึ่งบังคับของภาคเอกชน และรัฐวิสาหกิจ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ หรือ กบข. กองทุนประกันสังคม หรือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
          
     ขณะเดียวกัน คนเหล่านี้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางที่มีรายได้มากพอสมควร ก็ยังสามารถจะออมผ่านการประกันชีวิต หรือ การลงทุนใน กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ RMF หรือ กองทุนหุ้นระยะยาว LTF ซึ่งรัฐบาลพยายามจะส่งเสริมและจูงใจโดยการให้สิทธิลดหย่อนด้านภาษี
          
     คำถามก็คือ สำหรับคนที่มีรายได้ต่ำ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ใช้แรงงาน หรือผู้มีอาชีพอิสระ ที่ไม่อยู่ภายใต้ระบบประกันสังคม 26 ล้านคน จะทำอย่างไรไม่ให้ตกอยู่ในสภาพของคนไข้อนาถาที่ต้องนอนโดดเดี่ยวเดียวดายตาม ลำพังบนเตียงคนไข้โรงพยาบาลของรัฐ หรือในบ้านพักคนชรา
          
     หากกลุ่มคนเหล่านี้ยังไม่ได้รับการดูแล คนกลุ่มนี้จะมีความเสี่ยงอย่างมากที่จะไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ เมื่อก้าวเข้าสู่วัยชราและจะกลายเป็นภาระของรัฐในที่สุด

     อย่างที่เคยบอก ทุกวันนี้สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ครั้งใหญ่ โดยก้าวไปสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” ในอีก 10 ปีข้างหน้า

     สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คาดการณ์ว่าในปี 2563 หรืออีก 10 ปีข้างหน้า จำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้น โดยมีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 15% หรือประมาณ 10.5 ล้านคน จากประชากรทั้งประเทศราว 70 ล้านคน

     แต่ยังไม่ต้องมองไปไกลถึงอีก 10 ข้างหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะจากสภาพปัจจุบันที่ดำรงอยู่จริง มีจำนวน ผู้สูงอายุที่อายุเกิน 60 ปี สูงถึง 11.36% ของประชากรทั้งประเทศ หรือ 7,639,000 คน ในจำนวนนี้เป็น ผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย คือโดยแยกเป็น หญิง 4,162,000 คน และ ชาย 3,477,000 คน

     บรรดาผู้สูงวัย หรือ ส.ว.เหล่านี้มีถึงประมาณ 65% ที่มีรายได้ต่ำ เพียงประมาณเดือนละ 800 บาท และครึ่งหนึ่งมีโรคเรื้อรังหรือโรคประจำตัว โดยในจำนวนนี้ ¼ มีภาวะทุพพลภาพระยะยาว ที่ต้องพึ่งพาผู้อื่นในการดำรงชีวิต โดย 5% อยู่ตัวคนเดียว และ อีก 18% ใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังสองตายาย โดยไม่มีลูกหลานคอยดูแล   
          
     เรื่องนี้ใกล้ตัวกว่าที่คิดจริงไหมครับ เพราะถึงตรงนี้ หลายคนอาจคิดในใจว่า ถ้าต้องอยู่ในสภาพแบบนั้น ก็ไม่อยากอยู่จนแก่ให้ลำบากลำบน หรือเป็นภาระลูกหลาน แต่ไม่ว่าคุณจะอยากอยู่ต่อไปหรือไม่ ความจริงที่น่าตระหนกก็คือ อายุเฉลี่ยของคนไทยในปัจจุบันได้เขยิบขึ้นไปที่อายุประมาณ 75 ปีแล้ว
          
     หากรัฐบาลไม่ดำเนินการอะไรเพื่อเตรียมรองรับสถานการณ์ที่กำลังจะมาถึง ในอนาคตอันใกล้ รัฐบาลจะต้องมีภาระด้านงบประมาณอย่างมหาศาลในการดูแลสวัสดิการความช่วยเหลือ และเยียวยาคนชราที่ไม่อยู่ในฐานะที่จะพึ่งพาตัวเองได้ยามเมื่อแก่เฒ่า นอกเหนือจากภาระในการจ่ายเบี้ยยังชีพคนชราคนละ 500 บาทต่อเดือน      
          
     ระดับความรุนแรงของปัญหาจะมากขนาดไหน หากไม่เร่งแก้ไขเสียตั้งแต่วันนี้ มีบางคนกล่าวอย่างประชดประชันว่า บางทีเราอาจจะเห็น “เรียลลิตี้“ ชีวิตจริงอันแสนทุกข์ระทมของผู้คนเหล่านี้ที่จะถูกนำเสนอกันในจอโทรทัศน์ เพื่อเรียกน้ำตาคนดูได้ทุกๆวันโดยไม่ซ้ำ  
          
     ถึงแม้ จะเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่รัฐบาลชุดนี้ดูจะตระหนักและมีวิสัยทัศน์ในการมอง ภาพในระยะยาว และเริ่มพยายามวางรากฐานเพื่อทำให้คนกลุ่มนี้สามารถพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น โดยมีการปรับนโยบายที่หันมาให้ความสำคัญกับเรื่องของรัฐสวัสดิการมากขึ้น
          
     ไม่เพียงแต่ในเรื่องของการศึกษา (โครงการเรียนฟรี 15 ปี)  เรื่องของสุขภาพ (กองทุนหลักประกันสุขภาพ) การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ และ การปรับโครงสร้างหนี้สินของครู และเกษตรกร รัฐบาลยังมีการดูแลผู้สูงอายุผ่านการจ่ายเบี้ยยังชีพผ้สูงอายุเดือนละ 500 บาท
          
     นโยบายที่สำคัญอีกเรื่องที่อยู่ภายใต้แนวคิดของการปฏิรูประบบสวัสดิการของประเทศก็คือ โครงการกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ที่ต้องการจะช่วยสร้างหลักประกันในยามชราภาพให้กับบรรดากลุ่มคนที่อยู่นอกระบบในปัจจุบัน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมให้ลดลง
          
     รูปแบบของกองทุนดังกล่าวจะมีลักษณะคล้ายกับ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการในปัจจุบัน คือเปิดโอกาสให้สมาชิกเข้าโครงการโดยสมัครใจ สามารถออมเป็นรายเดือนหรือรายงวดเพื่อให้สอดคล้องกับวิถีการดำเนินชีวิตของ แต่ละกลุ่มอาชีพ
          
     ผู้ออม หรือสมาชิก สามารรถจะจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนเดือนละ100-1,000 บาท โดยอาจะจะชำระเป็นรายเดือน รายไตรมาส ทุกๆครึ่งปี หรือรายปีก็ได้ 
          
     ในวเลาเดียวกันรัฐบาลจะจ่ายสมทบให้ตามช่วงอายุของผู้ออม เพื่อสร้างแรงจูงใจให้สมาชิกเริ่มออมตั้งแต่อายุ 20 ปี โดยรัฐจะออกเงินสมทบให้ตามช่วงอายุ เช่นอายุตั้งแต่ 20-30 ปี ได้รับการสมทบ 50 บาท อายุ 30-50 ปี ได้รับสมทบ 80 บาท และ อายุตั้งแต่ 50-60 ปี ได้รับสมทบ 100 บาท
          
     สมาชิกจะได้รับผลประโยชน์ตามจำนวนเงินในบัญชีของแต่ละคน ซึ่งจะเป็นยอดรวมของเงินสะสมและเงินสมทบของรัฐบาล บวกด้วยผลตอบแทนจากการออม ซึ่งน่าจะสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำปี และอัตราเงินเฟ้อ
          
     ผลประโยชน์ดังกล่าวจะได้รับในรูปของเงินบำนาญตลอดชีพ ซึ่งมีการประมาณการขั้นต้นว่า หากออมเดือนละ 100 บาท ตั้งแต่อายุ 20 ปี จะได้รับเงินบำนาญสูงสุดประมาณ เดือนละ 1,710 บาท
          
     นอกจากนี้ ยังอาจจะสามารถนำไปผูกโยงกับผลประโยชน์กับการประกันสุขภาพ และ ประกันชีวิต หรือ หากกองทุนมีขนาดใหญ่มากพอ อาจจะสามารถทำหน้าที่ในการปล่อยกู้ให้กับสมาชิกได้อีกด้วย

     โครงการนี้ ผ่านมติคณะรัฐมนตรีมาตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2552 แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังระหว่างการปรับปรุงในรายละเอียดต่างๆ แต่ก็หวังกันว่า น่าจะสามารถผลักดันออกมาบังคับใช้ได้ภายในปี 2553 นี้

     คงไม่มีใครปฏิเสธว่า แนวคิดดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่หลายๆคนก็ยังอดปรารภไม่ได้ว่า “แก้วันนี้ก็ยังอาจจะสายเกินไปหน่อย” แต่อย่างน้อยก็คงพอจะจุดประกายความหวังให้กับ คนทำงานอีกจำนวนไม่น้อย ที่มีความรู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้งให้เผชิญชะตากรรมอย่างโดดเดี่ยว

     สำหรับหลายๆคน หากไม่หวังจะพึ่งพารัฐบาล หวังโชคลาภ หรือ ลาภลอยที่เลื่อนลอย ก็ลงมือสร้างด้วยตัวเองก็ได้ครับ เพราะถึงอย่างไรทุกสิ่งทุกอย่างจะเกิดขึ้นได้จุดเริ่มต้นก็ต้องมาจากความ สามารถและพลังความมุ่งมั่นของตัวคุณเองเท่านั้น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันอาทิตย์ ที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕