การท่องเที่ยวตามภพต่าง ๆ โดย สมพร บุญยเกียรติ (ต่อ)


ศิษย์ : "ท่านใจดี ไม่ดุร้าย ไม่มีเขา"
ครู : "ขอดูเนื้อของท่านพญายมราชว่าใสหรือทึบ...?"
ศิษย์ : "เนื้อใสเป็นแก้ว"
ครู : "ถ้าเนื้อของท่านพญายมราชเป็นแก้ว แสดงว่าท่านเป็นอะไรคะ...?"
ศิษย์ : "ท่านเป็นพรหมค่ะ"
ครู : "ถูกต้อง พรหมแปลว่าประเสริฐ ท่านพญายมราชท่านมาคอยกันคนลงนรก โดยอันดับแรกท่านถามถึงความดีก่อนถึง ๓ ครั้ง ถ้าท่านผู้นั้นนึกไม่ออกก็ไปเสวยทุกข์ในแดนอบายภูมิก่อน บริเวณนี้ทั้งหมด กว้างขวางหรือแคบ...?
ศิษย์ : "กว้างขวาง แต่ไม่สวยเท่าแดนต่าง ๆ ที่ผ่านมา"
ครู : "ถูกต้อง บริเวณนี้คือที่ตัดสินคนที่ตายจากเมืองมนุษย์มารอรับการตัดสินอยู่ในเขต สวรรค์ชั้น จาตุมหาราช ขอดูสถานที่ตัดสินทั้งหมดว่าเป็นอย่างไร...?
ศิษย์ : "ท่านพญายมราชประทับอยู่บนที่สูง ต่ำลงมาทางด้านขวามือคือท่านนายบัญชีมีสมุดบัญชีบันทึกคนทำความดีความชั่วใน เมืองมนุษย์ ทางซ้ายมือท่านพญายมราชมีอีกองค์หนึ่ง แต่งตัวเป็นเทวดา"
ครู : "ขอรับสัมผัสว่ามีคนมารอรับการตัดสินใจมากหรือน้อยเพียงใด...?"
ศิษย์ : "มีมาก เขารอกันหน้าตาเศร้าสร้อย"
ครู : "ถูกแล้ว ถ้าท่านพญายมราชถามถึงความดี เกิดนึกไม่ออกก็ต้องไปเสวยทุกข์ในแดนอบายภูมิก่อนแดนนรกขุมใหญ่ ๆ มี ๘ ขุม และมีนรกพิเศษอีกมุมหนึ่งคือโลกันตนรก เมื่อพ้นจากนรกขุมใหญ่แต่ละขุม ขุมใดขุมหนึ่งจะมีนรกบริวาร ๔ ขุม พ้นจากนรกบริวาร ๔ ขุม จะมียมโลกียนรก ๑๐ ขุม เหมือนกันหมด


ไปเที่ยวนรก

ครู : "ให้ทุกท่านนึกถึงพระบารมีขององค์สมเด็จพระทรงสวัสดิโสภาคย์ ขอพระบารมีท่านพญายมราช หลวงพ่อ ท่านแม่ ขอไปชมนรกขุมพิเศษคือโลกันตนรก ไปถึงหรือยังคะ...?"
ศิษย์ : "ถึงแล้ว"
ครู : "เมื่อไปถึงแล้ว มีความรู้สึกว่าดินแดนนี้เป็นอย่างไร..?"
ศิษย์ : "รู้สึกว่ามืด คล้าย ๆ อยู่ในถ้ำ พอเข้าไปความรู้สึกเย็นเฉียบ มากกว่าความเย็นในตู้เย็นบ้านเรา"
ครู : "ถูกต้อง ความรู้สึกว่าสัตว์นรก เวลาหิวมันทำอย่างไร...?"
ศิษย์ : "เวลาหิวมันจะจิกเนื้อกินกัน เล็บของสัตว์นรกแหลมยาว เมื่อจิกกินกันไป กินกันมา ก็จะหล่นลงมาข้างล้าง มีน้ำกรดละลายสัตว์นรก"
ครู : "แต่สัตว์นรกมีการตายหรือเปล่า...?"
ศิษย์ : "สัตว์นรกไม่มีการตาย มันจะรวมตัวขึ้นมาใหม่"
ครู : "แล้วต่อไปเป็นอย่างไรอีก...?"
ศิษย์ : "ลึกเข้าไปสัตว์นรกจะเห็นแสงสว่าง ก็ดีใจนึกว่าจะพ้นจากความเย็นเฉียบ ก็รีบวิ่งไปหาที่ใหม่ก็จะพบกับความร้อนมากทันที และก็ถูกทรมานเช่นนี้อีกสลับกันไปร้อน ๆ หนาว ๆ นานแสนนาน"
ครู : "นรกขุมนี้ไม่มีอายุ พระพุทธเจ้าตรัสรู้องค์หนึ่งก็จะมีแสงแวบผ่านเข้ามาครั้งหนึ่ง เมื่อพ้นจากขุมนี้ก็ต้องมาตกอเวจีมหานรกย้อนขึ้นมาจนถึงขุมที่ ๑ ผู้ที่ทำความชั่วหลาย ๆ อย่าง ศีลทั้ง ๕ ข้อไม่เหลือเลย ทำผิดครบถ้วน จึงต้องมาตกขุมนี้ นับว่าทุกข์ทรมานมากกว่าขุมอื่น ต่อไปนี้ให้ทุกคนขอพระบารมีขององค์สมเด็จพระชินวร ขอท่านพญายมราช ท่านพ่อ ท่านแม่ ไปชมนรกใหญ่ขุมที่ ๑ ชื่อ สัญชีพนรก ถึงหรือยัง...?"
ศิษย์ : "ถึงแล้ว ขุมนี้มีไฟลุกท่วมตัวสัตว์นรก และมีนายนิริยบาลถืออาวุธคอยสับพันสัตว์นรก"
ครู : "สัตว์นรกขุมนี้มีโทษอะไรบ้าง...?"
ศิษย์ : "โทษปาณาติบาต ฆ่าคน ฆ่าสัตว์"
ครู : "นรกขุมที่ ๑ มีอายุ ๕๐๐ ปีนรก ๑ วันในนรกเท่ากับ ๙ ล้านปีมนุษย์ จะเป็นเวลานานมากกว่าจะพ้นนรกขุมนี้ เมื่อหมดอายุจากขุมนี้จะมีนรกบริวารอีก ๔ ด้าน ๆ ละ ๔ ขุม ออกจากนรกบริวารก็ต้องมาตกยมโลกียนรกอีก ๑๐ ขุม ต่อไปให้ทุกคนกราบทูลถามองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าว่าเคยมาตกนรกขุมนี้ บ้างหรือเปล่าในอดีตชาติ...?"
ศิษย์ : "เคยตก"
ครู : "มากหรือน้อยครั้ง...?"
ศิษย์ : "มากครั้ง"
ครู : "ขอดูภาพอทิสสมานกายสมัยเป็นสัตว์นรกถูกทรมาน"
ศิษย์ : "มีความทรมานมาก มีไฟลุกท่วมตัว พื้นก็เป็นเหล็กแดง ซ้ำยังถูกอาวุธสับฟันตลอดเวลา"
ครู : "ขอบารมีขอองค์สมเด็จพระพิชิตมารขอให้ข้าพระพุทธเจ้าได้รับสัมผัสนรกขุมที่ ๒ ชื่อ กาฬปุตตะนรก ด้วยเถิดพระพุทธเจ้าข้า ถึงหรือยังคะ...?"
ศิษย์ : "ถึงแล้ว สัตว์นรกถูกทรมานในลักษณะนอนบนพื้นเหล็กที่ร้อน และนายนิริยบาลจะใช้เส้นลวดเหล็กร้อนกดลงไปบนร่างสัตว์นรก มีเลื่อยซี่แหลมร้อนเลื่อยตามเส้นเหล็กกดลงไปบนสัตว์นรก"
ครู : "อายุของขุมที่ ๒ นี้ ๑,๐๐๐ ปีนรก ต่อไปขอเลยไปชมนรกขุมใหญ่ขุมที่ ๘ ที่ชื่อ อเวจีมหานรก ขอไปชม พระเทวทัต ถึงหรือยัง...?"
ศิษย์ : "ถึงแล้ว พระเทวทัตถูกทรมานในลักษณะยืน ขยับเขยื้อนไม่ได้เพราะถูกตรึงไว้ กระดูกเผาไฟจนร้อน ไฟจะพุ่งมากทั้ง ๔ ด้าน"
ครู : "ขอท่านพญายมราชว่าในอเวจีมหานรกมีพระสงฆ์ที่คองผ้ากาสาวพัสตร์ในพระพุทธศาสนาเมื่อตายแล้วมาอยู่ในขุมนี้บ้างหรือเปล่า...?"
ศิษย์ : "มีมาก"
ครู : "พอจะรู้จักพระองค์ที่อยู่ในอเวจีบ้างไหม...?"
ศิษย์ : "เป็นพระสังฆาธิการ"
ครู : "ถามท่านว่าทำไมท่านบวชเป็นพระตายแล้วจึงต้องมาตกอเวจีมหานรก...?"
ศิษย์ : "เอาเงินของสงฆ์ไปใช้ส่วนตัว ส่งทางครอบครัวบ้าง ให้กู้บ้าง ไม่นำไปสร้างวัด แต่จริยาเรียบร้อยต่อหน้าบุคคลอื่น"
ครู : "ถามท่านว่าพอพ้นจากขุมนี้ท่านจะไปอยู่ที่ไหน...?"
ศิษย์ : "ก็ต้องมาตกขุมที่ ๗ อีกแล้ว ย้อนขึ้นไปจนถึงขุมที่ ๑ พอพ้นจากสัตว์นรกก็ขึ้นมาเป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉานกว่าจะเป็นคนสมบูรณ์แบบอีกนานแสนนาน"
ครู : "ในอเวจีมีสัตว์นรกมากหรือน้อย...?"
ศิษย์ : "มีมากทั้งผู้หญิงและผู้ชาย"
ครู : "ให้ทุกคนขอพระบารมีขององค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ ขอหลวงพ่อ ท่านแม่ ท่านพญายมราชไปชมยมโลกียนรก ขุมที่ ๑ ที่ชื่อ โลหกุมภี โทษปาณาติบาต โดยเฉพาะหลังจากตกขุมใหญ่แล้วมาตกนรกอีก ๔ ขุม จึงมาตกยมโลกียนรก คือ โลหะภุมภี ถึงหรือยัง...?"
ศิษย์ : "ถึงแล้วค่ะ"
ครู : "สัตว์นรกถูกทรมานในลักษณะอย่างไร...?"
ศิษย์ : "สัตว์นรกถูกต้มอยู่ในหม้อใหญ่ น้ำข้นร้อนมาก มีนายนิริยบาลถือาวุธคอยสับฟัน หนีออกมาไม่ได้"
ครู : "ขอพระบารมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปชมยมโลกียนรกขุมที่ ๒ ชื่อ สิมพลีนรก โทษกาเมสุมิจฉาจาร สัตว์นรกถูกทรมานอย่างไร...?"
ศิษย์ : "สัตว์นรกกำลังปีนต้นงิ้วที่มีหนามเป็นเหล็ก แหลมคม ตามเนื้อตัวเลือดไหล พอปีนสูงขึ้นไปก็มีกาปากเหล็กมาจิกเนื้อ และสัตว์นรกตกลงมาที่พื้น จะมีสุนัขตัวใหญ่ไล่กัด และนายนิริยบาลถืออาวุธทิ่มแทงเพื่อส่งสัตว์นรกขึ้นต้นงิ้วใหม่ ปีนขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่ตลอดเวลา ไม่มีการพัก"
ครู : "ต้นงิ้วมีต้นเดียวหรือหลายต้น...?"
ศิษย์ : "มีหลายต้น แต่ละต้นจะมีสัตว์นรกปีนอยู่"
ครู : "ถูกต้อง ต้นงิ้วจะขึ้นตามจำนวนคนทำความชั่ว ใครที่พูดว่าเอาขวานไปฟันต้นงิ้วหมดแล้ว หลวงพ่อท่านบอกว่าระวังตายแล้วจะต้องถูกทรมานคูณสองเท่า ต่อไปขอพระบารมีขององค์สมเด็จพระบรมสุคต ขอท่านพญายมราช หลวงพ่อ ท่านแม่ ขอไปชมยมโลกียนรกขุมที่ ๓ ที่ชื่อ อ  สินขนรก โทษอทินนาทาน สัตว์นรกถูกทำอย่างไร...?"
ศิษย์ : "สัตว์นรกถูกค้อนนายนิริยบาลเอาค้อนทุบตีหัว มีสุนัขตัวใหญ่เท่าช้างกัดกินตลอดเวลา เนื่องจากขณะที่มีชีวิตขโมยทรัพย์สมบัติของบุคคลอื่น ขุมนี้ไม่มีอายุแน่นอน"
ครู : "ต่อ ไปขอบารมีขององค์สมเด็จพระประทีปแก้วเป็นองค์ประธาน ขอท่านพญายมราช หลวงพ่อ ท่านแม่ ขอไปชมผู้ที่ทำผิดศีลข้อที่ ๕ หลังจากตกนรกขุมใหญ่ และตกนรกบริวารแล้วจึงมาตกยมโลกียนรกขุมที่ ๔ ที่เรียกว่า ตามโพทกนรก ถึงหรือยัง...?"
ศิษย์ : "ถึงแล้ว ขุมนี้มีกระทะใบใหญ่ ต้มน้ำทองแดงร้อน นายนิริยบาลเอาน้ำทองแดงกรอกปาก พอถึงปาก ปากก็พัง ถึงคอ คอก็พัง ถูกทรมานอย่างนี้ตลอดเวลา"
ครู : "แดนนรกทั้งหมดเท่าที่ผ่านมา ทุกคนมีความรู้สึกของใจว่าเป็นอย่างไร...?"
ศิษย์ : "มีแต่ความทุกข์ตลอดเวลา"
ครู : "ถูกต้องในนรกหาความสุขแม้แต่ ๑ วินาทีก็ไม่ได้ กราบทูลถามองค์สมเด็จพระชินสีห์ว่าในอดีตชาติทั้งหมดที่ผ่านมา ข้าพเจ้าเคยเกิดเป็นสัตว์นรกบ้างหรือเปล่า...?"
ศิษย์ : "เคยเกิด"
ครู : "มากหรือน้อยครั้ง ขอพระองค์ทรงโปรดสงเคราะห์แสดงภาพสมัยเป็นสัตว์นรกทั้งหมดด้วยเถิดพระพุทธเจ้าข้า"
ศิษย์ : "เคยเกิดมาจนนับไม่ถ้วน"
ครู : "เมื่อพ้นจากการเป็นสัตว์นรกขึ้นมาแล้วก็เป็นเปรต อีก ๑๒ ระดับ ขอดูอทิสสมานกายสมัยที่เราเคยเป็นเปรตว่ารูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร...?"
ศิษย์ : "ตัวสูงผอม หน้าตาอิดโรย"
ครู : "เปรตระดับ ที่ ๑๒ เท่านั้นที่เรียกว่า ปรทัตตูปชีวีดเปรต จึงจะสามารถโมทนาในบุญกุศลที่เราอุทิศให้ได้ ระดับที่ ๑-๑๑ ไม่มีโอกาสโมทนา เมื่อพ้นจากการเป็นเปรตขึ้นมาเป็น อสุรกาย อสุรกายลักษณะเป็นอย่างไร...?"
ศิษย์ : "ตัวไม่สูงเท่าเปรต ผิวดำมะเมื่อม หน้าตาไม่สวย ผมเป็นกระเซิง ตาไม่กล้าสู้คน"
ครู : "เพราะอสุรกาย แปลว่าผู้มีกายไม่กล้า เวลาหิวอสุรกายทำอย่างไร...?"
ศิษย์ : "กินของเน่าที่ตายแล้ว มีน้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนองของสกปรกต่าง ๆ"
ครู : "เมื่อพ้นจากการเป็นอสุรกายขึ้นมาเป็น สัตว์เดรัจฉาน ขอพระบารมีขององค์สมเด็จพระจอมไตรขอดูภาพว่าเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานตั้งแต่ สัตว์ใหญ่จนถึงสัตว์เล็ก ข้าพระพุทธเจ้าเคยเกิดมากหรือน้อยเพียงใด...?"
ศิษย์ : "เคยเกิดมากจนนับไม่ถ้วน"
ครู : "สัตว์ใหญ่ มีอะไรบ้าง...?"
ศิษย์ : "ช้าง ม้า วัว ควาย สิงโต เสือ"
ครู : "สัตว์เลื้อยคลานเคยเกิดบ้างไหม...?"
ศิษย์ : "เคยเกิดเป็นงู ไส้เดือน ตะขาบ"
ครู : "สัตว์เล็ก ๆ มีบ้างไหม...?"
ศิษย์ : "มด ปลวก หนอน เห็บ เหา ปลา"
ครู : "ก็แสดงว่าเราเป็นบรรพบุรุษต้นตระกูลของสัตว์เหล่านี้ ต่อไปนี้เราจะได้มีเมตตาปรานีแก่สัตว์ทั้งหลายในฐานะที่เป็นลูกหลานเราใช่ ไหม...?"
ศิษย์ : "ใช่"
ครู : "พ้นจากการเป็นสัตว์เดรัจฉานขึ้นมาเป็นแร้ง ๕๐๐ ชาติ กา ๕๐๐ ชาติ สุนัขบ้า ๕๐๐ ชาติ และขึ้นมาเป็นคนที่ไม่สมบูรณ์ คือคนที่มีร่างกายง่อยเปลี้ย เสียขา หูหนวก ตาบอด เป็นใบ้ กว่าจะมาเป็นคนที่สมบูรณ์แบบนานแสนนาน ทุกคนระลึกชาติกันมาทั้งหมดแล้วว่ามาจากจุดสูงสุดเราเคยเกิดเป็นพรหม เคยเกิดเป็นเทวดา เกิดเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉานแล้ว ชาติปัจจุบันนี้เราเกิดเป็นคน กราบทูลถามองค์สมเด็จพระภควันต์ว่าเราเคยเกิดเป็นคนมาก่อนในอดีตชาติบ้าง หรือเปล่า...?"
ศิษย์ : "เคยเกิด"
ครู : "ถ้าเกิด ขอดูภาพร่างกายของเราแต่ละชาติที่ตายไปให้กองซ้อนสูงขึ้นไป ว่าสูงมากหรือน้อยเพียงใด...?"
ศิษย์ : "เคยเกิดมากครั้ง มีทั้งผู้หญิง ผู้ชาย"
ครู : "ขอบารมี ขององค์สมเด็จพระประทีปแก้ว ขอดูสักหนึ่งชาติ สมัยที่เรายากจนมากที่สุด ให้เห็นตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก"
ศิษย์ : "เป็นเด็กผู้ชายผอมดำ ไม่ใส่เสื้อ บ้านก็ชั้นเดียว เตี้ย ๆ เสาเริ่มเอียงหลังคามีรูโหว่ สมัยนั้นลำบากมาก ถึงเทียบกับชาติปัจจุบันนี้"
ครู : "กราบทูลถามว่าก่อนที่เราจะเกิดมายากจนในชาติที่เห็นนี้ ชาติที่แล้วเราทำอะไร จึงเกิดมายากลำบาก"
ศิษย์ : "เป็นคนตระหนี่ถี่เหนียว ไม่ได้ทำทาน ขาดเมตตา"
ครู : "ขอได้ทรงโปรดสงเคราะห์ แสดงภาพสมัยที่ข้าพระพุทธเจ้ามีอำนาจวาสนาถึงขั้นเป็น กษัตริย์ เจ้าครองมคธ มีบ้างไหม...?"
ศิษย์ : "เคยเป็น สมัยนั้นหน้าตาสวย มีข้าทาสบริวารมาก"
ครู : "ความรู้สึกของใจว่าเป็นกษัตริย์ หรือเป็นเจ้าครองเมืองของไทยหรือต่างประเทศ...?"
ศิษย์ : "เป็นลูกกษัตริย์ในประเทศไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นนักรบด้วย เคยรบกับพม่า"
ครู : "ตายในสนามรบหรือเปล่า...?"
ศิษย์ : "ไม่ตายในสนามรบ สมัยนั้นก่อนออกรบปลุกพระก่อน มีคาคาอาคมทำให้หนังเหนียว ข้าศึกฟันไม่เข้า"
ครู : "เวลาตายในชาติที่เป็นนักรบไปเกิดในแดนนรกหรือเปล่า เพราะฆ่าข้าศึกมาก...?"
ศิษย์ : "ไม่ตกนรก ไปเกิดเป็นเทวดา"
ครู : "เพราะอะไร จึงเป็นเกิดเป็นเทวดาได้...?"
ศิษย์ : "เพราะหลังจากรบมีการทำบุญ ทำทาน รักษาศีล มีการบำเพ็ญภาวนา คือนั่งสมาธิ เวลาตายในชาตินั้นจึงไม่ตกนรก"
ครู : "รู้สึกภูมิใจว่าผืนแผ่นดินไทยที่เป็นเอกราชมาจนทุกวันนี้ เราได้มีส่วนเสียสละร่วมรบกู้ชาติให้เป็นอิสรภาพจนกระทั่งเรามาเกิดเป็นคนใน ปัจจุบันนี้ไหม...?"
ศิษย์ : "รู้สึกภูมิใจ และรักแผ่นดินไทยมาก จะช่วยทำทำนุบำรุงประเทศให้เจริญ ช่วยดำรงพระพุทธศาสนาให้สืบต่อไปเพื่อช่วยให้จิตใจของคนไทยมีความรักความ สามัคคี ซื่อสัตย์ เพื่อประเทศไทยจะได้รุ่งเรืองตลอดไป"
ครู : "ผลจากการฝึกวิชามโนมยิทธิซึ่งเป็นความรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยองค์หลวงพ่อเป็นผู้นำมาสอน ทำให้เราสามารถพิสูจน์คำสอนของสมเด็จพระพุทธองค์ที่ว่า แดนพระนิพพาน แดนพรหม แดนสวรรค์ แดนอบายภูมิ และการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารนั้นมีจริง ถ้าเรายังต้องการกลับมาเกิดอีก ก็ต้องประสบกับความทุกข์อีก ดังที่เราได้ระลึกชาติมาแล้วว่าเราเคยเกิดมาทุกอย่างแล้ว
ก็ขอให้ ตัดสินใจว่าชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายสำหรับการเกิด ถ้าตายเมื่อใดจุดหมายปลายทางมีจุดเดียวเท่านั้น นั่นคือขอเข้าสู่พระนิพพานตามองค์สมเด็จพระบรมสุคตแต่เพียงอย่างเดียว ทุกคนตัดสินใจได้ตามนี้ไหมคะ...?"
ศิษย์ : "ตัดสินใจไปนิพพานแน่นอน"
ครู : "เพราะฉะนั้นเมื่อกลับลงไปในเมืองมนุษย์ ขอให้ทุกคนรักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์ มีความเคารพในพระรัตนตรัยอย่างแท้จริง และจะทำงานทุกอย่างตามหน้าที่ให้ดีที่สุด ถ้าตายเมื่อใดขอไปพระนิพพานอย่างเดียว เมื่อทุกคนฝึกมโนมยิทธิ และฝึกเที่ยวภพต่าง ๆ ได้แล้ว แต่ละวันไม่ต้องไปหมดทุกจุดอย่างที่ฝึกวันนี้
หลวงพ่อท่านบอกว่า ตื่นนอนเช้าไม่ต้องลุกขึ้นมาก็ได้ ให้เอาจิตหรืออทิสสมานกายขึ้นมาที่พระแท่นบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ เพื่อกราบท่านปู่ ท่านย่า อัญเชิญท่านพ่อ ท่านแม่ ผู้มีพระคุณทั้งหมดแล้วกราบระลึกถึงพระคุณท่าน ต่อจากนั้นเอาจิตของเราไปอยู่ตรงหน้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่วิมาน ของพระองค์บนพระนิพพาน รับสัมผัสพระรูปพระโฉมท่านที่ทรงเครื่องพระนิพพานให้ใสเป็นแก้วทั้งองค์ เป็นการขับจิตเราให้สะอาดไปทีละนิด ไม่ช้าจิตก็จะชินกับอารมณ์พระนิพพาน ถ้าตายเมื่อใดเราจะได้มาอยู่บนแดนที่มีความสุขที่สุด นั่นคือแดนพระนิพพาน  
(จบคำแนะนำการฝึกท่องเที่ยวตามภพต่าง ๆ)

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘