ตัดนิวรณ์


การอธิบายพระกรรมฐานคืนนี้ ก็ขอต่อเมื่อคืนนี้ เมื่อคืนนี้เราได้ย้ำกันถึงว่า จุดของการเจริญพระกรรมฐานที่จะพึงให้ได้ดีก็คือ

๑. ตัดกังวลเสียให้หมด ขึ้นชื่อว่ากังวลภายนอกได้แก่บุคคลอื่น นอกจากตัวเราหรือว่าวัตถุ กังวลภายในได้แก่ร่างกายของเรา ตัดทิ้งไปเสียเลย ถือว่าภาระอันนี้เราไม่มีอีก เรามีแต่เฉพาะอย่างเดียวคือ คุมจิตให้เป็นสมาธิ หรือว่าใช้ปัญญาพิจารณารับรองความรู้ตามความเป็นจริง

๒. เราเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์

๓. ระงับนิวรณ์ห้าประการ และ

๔. ทรงพรหมวิหารสี่

นี่เป็นหลักใหญ่ในการควบคุมกำลังใจ ถ้าหากว่าเราไม่สามารถจะควบคุมกำลังใจได้ตามนี้ การเจริญพระกรรมฐานก็ไม่มีผล กฎสี่ประการนี้ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททุกคนจะต้องรักษาไว้ให้ได้จะต้องทรงไว้ให้ได้ด้วย ไม่ใช่สักแต่ว่าทำ ถ้ากฎสี่ประการนี้ประจำจิตของท่านบรรดาพุทธบริษัททุกขณะจิต จนเป็น เอกัคตารมณ์คือมีอารมณ์ทรงตัว ขึ้นชื่อว่ากังวลไม่มี มีศีลบริสุทธิ์ ระงับนิวรณ์ห้าได้ตามกำลังใจที่เราต้องการ จิตทรงพรหมวิหาร ๔ ตลอดวัน อย่างนี้พระพุทธเจ้าตรัสว่า เข้าถึงเปลือกของความดีของพระพุทธศาสนา นี่เราได้แค่เปลือกเท่านั้น ๔ ประการนี่

ทีนี้การทรงความดีระดับเปลือก วันนี้ก็ขอพูดต่อ การทรงความดีระดับเปลือก ความจริงระดับเปลือกนี่เป็นฌาน ๔ ถ้าเราไม่สามารถจะทรงฌาน ๔ ได้ เราก็ยังไม่ถึงเปลือก เว้นไว้แต่เพียงว่า ถ้าจิตเราเข้าถึงปฐมฌานแล้วก็ทรงวิปัสสนาญาณได้ นี่เข้าถึงแก่น ถ้าแม้ว่าอารมณ์จิตจะไม่เข้าถึงฌาน ๔ แต่เป็นแต่เพียงปฐมฌาน แต่ว่าจิตทรงวิปัสสนาญาณได้ตัดสังโยชน์ตั้งแต่สังโยชน์สามขึ้นไป อย่างนี้ชื่อว่าถึงแก่นเป็นสาระเป็นแก่นสารอย่างยอดเยี่ยมที่พระพุทธเจ้าต้องการ

การจะทรงอารมณ์ได้ เราจะไม่พูดกันถึงพวกศีล พวกอะไรต่อไปอีก อันดับแรก เราต้องการทรงสมถภาวนา สมถภาวนานี่แปลว่า อุบายเป็นเครื่องสงบใจ เป็นกำลังสำคัญใหญ่สำหรับนักปฏิบัติเพื่อความดี ถ้าจิตใจของเราไม่สงบเสียแล้ว ความกังวลมันก็เกิดศีลมันก็ไม่ทรงตัว การจะทรงพรหมวิหาร ๔ มันก็ไม่เป็นไปตามความมุ่งหมาย จะเจริญวิปัสสนาญาณก็ไม่ได้ผล ความสงบนี่จึงชื่อว่าเป็นตัวทรงไว้ทั้งศีลทั้งสมาธิและปัญญา มีความสำคัญมากจัดว่าเป็นกำลังใหญ่

การที่เราจะสงบจิตทำยังไง ? ก็มองดูหน้าของนิวรณ์ ตอนนี้เราศึกษากันด้านนิวรณ์ ถ้าอารมณ์ใจของเราที่พอใจในรูปสวย รสอร่อย กลิ่นหอม หรือว่าเสียงเพราะอย่างนี้เป็นต้น เรียกว่าพอใจในเรื่องสวยสดงดงามก็แล้วกัน ของสวย คนสวย สัตว์สวยใช้ได้หมด คือว่าสวย เราข้องใจอยู่ในสวย เราสวยคนอื่นสวย มันก็เหมือนกัน รวมความว่าจิตพอใจในความสวยสดงดงาม พระพุทธเจ้าให้ระงับอารมณ์นี้ด้วยกายคตานุสสติและอสุภกรรมฐาน ต้องใช้อารมณ์ถูก นี่เราว่ากันถึงนิวรณ์ ถ้าเราปราบนิวรณ์ได้จิตเราก็เข้าถึงปฐมฌานได้ การเจริญพระกรรมฐานไม่จำเป็นเฉพาะใช้อย่างใดอย่างหนึ่งตลอดกาลตลอดสมัย ให้เป็นไปตามอารมณ์ที่เกิด แต่สิ่งที่ใช้โดยเฉพาะก็มีอยู่ ประเดี๋ยวจะกล่าวให้ฟัง

เมื่อจิตมีความรักสวยรักงามเกิดขึ้นก็ให้ใช้พิจารณาในด้านอสุภกรรมฐานเป็นสำคัญ อสุภะแปลว่าความไม่สวยไม่งาม นี่พระพุทธเจ้าให้มองตามความเป็นจริง ไอ้สิ่งที่เราเห็นว่าสวยนี่ มันสวยจริง ๆ หรืออย่างไร ถ้าเราเห็นคนสวย คนสวยถ้าสวยจริง ๆ มันต้องไม่สกปรก ถ้าลงสกปรกแล้วจะให้มันสวยยังไงก็ใช้ไม่ได้ แม้คนก็ดี สัตว์ก็ดีเราเห็นว่าสวย เราก็มองดูหาความจริง ถ้ามันสวยจริง ๆ ดีจริง ๆ สะอาดจริง ๆ ละก็ไม่ต้องอาบน้ำ ไม่ต้องชำระร่างกายปล่อยมันเป็นอย่างนั้นร่างกายจะทรงความดีอยู่ตลอดเวลา นี้คนก็ดีสัตว์ก็ดีที่เราว่าสวยนะ ต้องชำระร่างกายหรือเปล่า นี่ดูกันแบบผิวเผินที่เราจะเห็นกันได้ง่าย ๆ คราวนี้ถ้าหากว่าจะไม่อาบน้ำสัก ๗ วัน นี่มันก็ทนไม่ไหว เจ้าตัวเองมันก็ทนไม่ไหว มันเกรอะกรังไปด้วยเหงื่อไคลเต็มไปด้วยความโสโครก จะมาเอาสวยอะไรกันตรงนี้ นี่ใจของเรามันหลอกตัวเอง ไอ้ของที่มันไม่ดีไปหาว่ามันดี มันก็ลงนรกกัน ที่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะเป็นเทวดาบ้าง เป็นพรมหบ้าง เป็นคนบ้าง เป็นสัตว์บ้าง เป็นสัตว์นรกบ้าง เป็นเปรตบ้าง เป็นอสุรกายบ้าง นี่หมุนกันไปหมุนกันมาอย่างนี้ ก็เพราะไอ้ความโง่ของจิตของเลวหาว่าเป็นของดี

คราวนี้มองเข้าไปอีกที ทั้งคนและสัตว์ ทะลุหน้าเข้าไปหาเนื้อ ถ้าเราลอกหนังกำพร้าออกหมดจะมีสภาพเป็นอย่างไร สิ่งที่เราคิดว่าสวย สิ่งที่เราคิดว่าดี นี่มันติดอยู่ที่หนังกำพร้านิดเดียวนี่เท่านั้น ถ้าลอกเข้าไปแล้วมันจะพบกันเลือด น้ำเลือดน้ำเหลืองน้ำหนองปรากฎอยู่ภายใน เลิกเนื้อขึ้นไปมีโครงกระดูก เหลือแต่ตับไตไส้ปอดอาหารใหม่อาหารเก่ามีเครื่องจักรกลทั้งหลายภายใน นี่หาจุดนี้ให้มันพบหาความจริง เราเจริญพระกรรมฐานนี่เราค้นคว้าต้องการหาความจริง แล้วลองคิดดูซิว่า ถ้าสภาวะมันเป็นอย่างนั้นนะ ความจริงมันเป็นอย่างนั้น ร่างกายมันสกปรกหรือมันสะอาด

ถ้าสภาวะมันเป็นอย่างนั้นนะ ความจริงมันเป็นอย่างนั้น ร่างกายมันสกปรกหรือมันสะอาด
ถ้าเราไม่สามารถจะมองเห็นภายในได้ จิตมันดื้อ ก็สิ่งที่มันหลั่งไหลจากภายในดูมันก็แล้วกัน น้ำลายที่เราอมอยู่ในปากได้ เวลาบ้วนออกมาแล้วหยิบได้ไหม น้ำลายอยู่ในปากเรา เราอมได้เรากลืนได้พอบ้วนออกมาแล้วกลืนไปอีกได้ไหม เอ้าไม่กลืนละ เอาเข้าไปอมได้ไหม ถ้าไม่อมเราเอามือแตะแล้วมาละเลงหน้าทำได้ไหม เราก็จะบอกว่ามันสกปรก แล้วไอ้ของที่มันสกปรกเหล่านี้มันอยู่ที่ไหน มันอยู่ในกายเราใช่ไหม อุจจาระปัสสาวะก็เหมือนกัน เรารังเกียจว่ามันสกปรกแล้วมันมาจากไหน อุจจาระมาจากอาหารที่เราเลือกแล้วด้วยดี ของอย่างนี้ดี ของอย่างนี้อร่อย ของอย่างนี้สะอาดแก่การกิน ถ้ามันสกปรกเราก็ไม่กิน เราคิดว่ามันสะอาด แต่ความจริงมันสกปรก กินเข้าไปแล้ว เลือกแล้วด้วยประการทั้งปวง พอเวลามันเป็นกากถ่ายออกมา เอามือหยิบได้ไหมออกมาจากกายเราใช่ไหม นี่พูดถึงร่างกาย สิ่งที่สกปรกพูดกันสักสิบวันมันก็ไม่จบ พิจารณากันแต่นี้ใช้ปัญญาพิจารณหาความจริง ตัดความรู้สึกในคำว่า เห็นว่าสวยสดงดงามสะอาดสะอ้านตามที่เราต้องการ

ถ้าเราว่ากันถึงด้านวัตถุ เราเห็นว่าสวย ก็ต้องดู วัตถุนี่ที่มันใหม่แล้วมันเก่าได้ไหม ก่อนที่มันจะเก่าถ้าเราปล่อยไว้ไม่มีอะไรปิดบัง ไม่คอยขัดสีฉวีวรรณ สักไม่กี่วันฝุ่นละอองเข้ามาจับ ความเศร้าหมองมันก็จะเกิด นี่เกิดจากอาการภายนอกเข้ามายุ่งกับมัน นี่ถ้าอาการภายนอกไม่มายุ่งกับมันปล่อยไว้นานความเศร้าหมองก็จะเกิดขึ้นเอง เพราะมันเก่ามันเสื่อมลง แล้วในที่สุดมันก็สลายตัว นี่ถ้าเราใช้ปัญญาพิจารณาอย่างนี้เป็นปกติ อารมณ์ที่รักในความสวยสดงดงามก็จะระงับไป ความดิ้นรนในความสวยงดงามก็หมดไป ถ้าความดิ้นรนอย่างนี้หมดไปก็ชื่อว่าเราชนะนิวรณ์ตัวที่หนึ่ง เรากำลังจะก้าวเข้าไปสู่ปฐมฌานซึ่งเป็นหลักชัยที่จะเจริญวิปัสสนาญาณให้ได้พระอริยเจ้า

นิวรณ์ตัวที่ ๒ ได้แก่โทสะ ความโกรธ หรือความพยาบาท ความคิดประทุษร้ายผู้อื่นที่มีในใจ อันนี้องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาตรัสบอกว่า ให้ใช้เมตตากับกรุณาทั้งสองประการเข้าประหัตประหาร เมตตาความรัก กรุณาความสงสาร ให้คิดเสียว่าเขากับเรามีสภาวะเช่นเดียวกัน เกิด แก่ เจ็บ ตาย มีความทุกข์เหมือนกัน ถ้าเขามีความผิดขึ้นมาบ้างก็จงนึกถึงจิตใจของเราว่าบุคคลทุกคนนี่ที่กระทำไปแล้วทั้งหมด ถ้าเขามีความผิดขึ้นมาบ้างก็จงนึกถึงจิตใจของเราว่าบุคคลทุกคนนี่ที่กระทำไปแล้วทั้งหมด จะพูดก็ดี จะทำก็ดี ก็คิดว่ามันดีจึงทำ ถ้าหากว่าเขารู้ว่ามันเลว มันจะเป็นเหตุความเดือดร้อน ก็ไม่ทำแต่ทำไมถึงได้ทำความชั่ว ทั้งนี้ก็เพราะว่าจิตที่เป็นอกุศล อกุศลจิตคือความเลวมันเข้ามาสิงใจ คล้ายกับผีสิง มันย้อมใจให้มัวเมาเข้าใจว่าความเลวเป็นความดี คนที่ถูกผีสิงหรือผีคือกิเลสสิงแบบนี้ ก็เป็นการสมควรแก่การให้อภัย เห็นเขาทำผิดไม่ผิดระเบียบวินัยก็ชื่อว่าเราให้อภัยได้สำหรับส่วนตัว ถ้าผิดกฎหมายผิดวินัยผิดระเบียบอันนี้ต้องลงโทษตามวินัยตามระเบียบ ไม่ใช่ถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัว เพราะว่าระเบียบและวินัยทั้งหมดเขาวางไว้เพื่อให้บุคคลทำความดี นี่ถ้าไปละเมิดเข้าก็แสดงว่าชั่ว ถ้าเราไม่ลงโทษก็แสดงว่า เราปล่อยให้เขาชั่วตลอดไป อย่างนี้ก็ไม่ชื่อว่ามีจิตเมตตาความรัก กรุณาความสงสาร คนที่รักกันสงสารกันจะต้องระมัดระวังกันไว้ไม่ให้ใครชั่วไม่ให้ใครเลว การลงโทษตามระเบียบตามวินัยถือว่าเป็นการเมตตาปรานี เพื่อป้องกันไม่ให้เขาทำความชั่ว ในเมื่อเรามีความรักความสงสารแล้ว ไอ้ความโกรธความพยาบาทคิดประทุษร้ายมันก็ไม่มี

ถ้าอารมณ์รักอารมณ์สงสารประเภทนี้เราทรงใจไม่อยู่ องค์สมเด็จพระบรมครูก็มีวิธีแนะนำอีก ให้ใช้กสิณ ๔ อย่างคือกสิณสีเรียกว่าวรรณกสิณ คือกสิณสีแดง สีเหลือง สีขาว สีเขียว อย่างใดอย่างหนึ่งจับเข้าไว้ให้เป็นอารมณ์ ให้จิตทรงในภาพกสิณนั้นไว้ก็สามารถที่จะทำลายโทสะจริตได้ เมื่อจิตใจของเราทำลายโทสะจริตได้ ก็จะมีแต่อารมณ์เยือกเย็น เพราะโทสะเป็นอารมณ์เร่าร้อน ถ้าเราทำลายเสียได้ก็จะมีแต่ความเย็น จิตจะมีความสุข จะทรงสมาธิอยู่ได้นาน เรียกว่าเราก็ใกล้จะถึงนิพพานเต็มที่เข้าไปแล้ว แม้แต่จะเจริญสมถภาวนา

นิวรณ์ตัวที่ ๓ ความง่วงเหงาหาวนอน ตัวนี้แก้ไม่ยาก ให้ลืมตาให้กว้างบ้าง เอามือขยี้ตาบ้าง เอาน้ำล้างหน้าบ้าง แหงนดูดาวบ้าง เดินไปเดินมาบ้าง นี่ตามวิธีที่พระพุทธทรงแนะนำแก่พระมหาโมคคัลลานะ เพราะว่าพระมหาโมคคัลลานะไปปฏิบัติกับพระพุทธเจ้า ท่านนั่งหลับนั่งง่วง พระพุทธเจ้าท่านแนะนำให้ปฏิบัติตามนี้ นี่ถ้าอารมณ์อย่างนี้เกิดขึ้นก็แก้แบบนี้

นิวรณ์ตัวที่ ๔ คือ อุทธัจจะกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านและรำคาญ อันนี้องค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาทรงแนะนำให้ใช้อานาปานุสสติกรรมฐานโดยเฉพาะไม่ต้องภาวนาบทใด ๆ ทั้งหมด ถ้าขืนไปภาวนาหรือพิจารณาเข้าไปไอ้จิตมันซ่านอยู่แล้วก็จะช่วยกันซ่านใหญ่ ท่านให้กำหนดรู้ลมหายใจเข้า หายใจออก เวลาหายใจเข้ารู้อยู่ว่าหายใจเข้า เวลาหายใจออกรู้อยู่ว่าหายใจออกเอาเพียงเท่านี้ จับเฉพาะลมหายใจเข้าหายใจออก ถ้าจับอย่างนี้มันยังไม่อยู่ เอาละ ไม่เอาเฉย ๆ เอานิมิตเข้าไปด้วย นิมิตอันนี้ไม่ใช่ภาพ หายใจเข้าหายใจออกหนึ่งคู่นับเป็น ๑ นับไปด้วยหายใจเข้าหายใจออกนับเป็น ๒ เป็นคู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ ถึงคู่ที่ ๑๐ ตั้งเกณฑ์ไว้ว่าตั้งแต่ ๑ ถึง ๑๐ นี่เราจะไม่ยอมให้อารมณ์จิตคิดอย่างอื่น เราจะจับอยู่เฉพาะลมหายใจเข้าหายใจออกเท่านั้น แล้วไม่ต้องทำมาก แค่ ๑๐ ก็เลิก ถ้าจิตมันซ่าน เพราะว่าในกาลบางครั้ง การนับมันก็ไม่ทรงตัวเหมือนกัน มันดิ้นไม่ยอมหยุด อันนี้พระพุทธเจ้าทรงแนะนำบอกว่า ถ้ามันดิ้นไม่ยอมหยุด ก็ให้เลิกเสีย ถ้าเราไม่เลิกก็มีวิธีอย่างหนึ่ง นั่นก็คือปล่อยให้มันคิดไปตามอารมณ์ มันอยากจะคิดอะไรเชิญคิดตามอัธยาศัย แล้วควบคุมกำลังใจเข้าไว้ ถ้ามันเลิกคิดเมื่อไร เราจะทรงสมาธิเมื่อนั้น ถ้าเราปล่อยอารมณ์คิดไปแบบนี้ไม่นานประมาณ ๕ นาที ๑๐ นาที ไม่เกิน ๒๐ นาที เป็นอย่างช้า อารมณ์จิตมันก็จะเหนื่อย มันจะเลิกคิด พอมันเลิกคิดเราก็มาจับเอาลมหายใจเข้าออก ตอนนี้จะมีอารมณ์ดิ่งเป็นฌานทันที แล้วก็จะทรงสมาธิอยู่ได้นาน นี่เป็นวิธีการที่จะระงับนิวรณ์ ค่อย ๆ ระงับมันไป

นิวรณ์ข้อที่ ๕ ความสงสัยในคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไอ้เรื่องนี้เห็นจะไม่ต้องบอก ถ้าสงสัยแล้วจะมานั่งทำเกลืออะไรกันอยู่ที่นี่เล่า ไปนอนอยู่บ้านไม่ดีกว่ารึ ข้อนี้ไม่ต้องอธิบาย เพราะคนที่มานั่งที่นี่ทั้งหมดแสดงว่าไม่มีความสงสัย เลิกกันยกยอดกันไป

นี่ถ้านิวรณ์ทั้งห้าประการนี่ ถ้าเราสามารถระงับด้วยวิธีนี้ ใหม่ ๆ มันก็จะระงับไม่ได้นาน สัก ๒ นาที ๓ นาที ๔ นาที ๕ นาที หรือ ๑๐ นาทีเป็นอย่างมาก ถ้า ๑๐ นาทีมันก็เก่งแล้ว อารมณ์จิตมันก็จะซ่าน เราก็จับดึงเข้ามาใหม่ มันไปไหนก็ให้มันไป มันเผลอนี่ก็ให้มันไป ไอ้จิตนี่มันซ่านมาเป็นแสน ๆ กัป อยู่ ๆ เราก็จะมาจับให้มันนิ่งเฉย ๆ มันอยู่ไม่ได้นาน เราก็ถือว่าถ้าทรงจิต เราทรงอยู่ได้บ้าง พอมันไปเรารู้ว่ามันไปใช้เวลาไม่มากนัก แล้วก็ดึงกลับเข้ามาอีกให้ทรงอารมณ์อยู่สักครู่หนึ่งมันก็หนีไปอีก อย่างนี้ก็ยังดีกว่าสภาวะเดิมที่มันไม่รู้ว่ามันท่องเที่ยวไป แสดงว่าจิตของเราเริ่มมีสมาธิแล้ว องค์สมเด็จพระประทีปแก้วกล่าวว่า อาการที่ปรากฎแล้วอย่างนั้นท่านเรียกว่า ขณิกสมาธิ คือทรงได้บ้างไม่ได้บ้าง ดึงกันไปดึงกันมา แล้วก็จับเอามาทรงไว้ชั่วขณะหนึ่งมันก็ดึงออกไป ดึงออกไปแล้วคิดอะไรต่ออะไรเพลิน พอรู้สึกตัวอ้าวนี่เพ่นพล่านไปเสียแล้วรึ แล้วก็ดึงกลับเข้ามาใหม่ อย่างนี้องค์สมเด็จพระจอมไตรเรียกว่าขณิกสมาธิ

เอาละสำหรับเวลากาลที่จะพูดมันก็เลยมามากแล้ว เพราะสัญญาณบอกหมดเวลาปรากฎ แล้ว ต่อแต่นี้ไปขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายพยายามตั้งกายให้ตรงดำรงจิตให้มั่น สำหรับนักปฏิบัติพระกรรมฐานใหม่ ใหม่หรือเก่าก็ตามพยายามจับลมหายใจเข้าออกให้รู้ลมเข้าลมออกอยู่ ถ้าเราจะภาวนาก็ภาวนาตามอัธยาศัย หรือว่าจะพิจารณาอะไรก็ได้ให้เป็นไปตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้ยินสัญญาณบอกหมดเวลา

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นตรี สอบในสนามหลวง วันอังคาร ที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๒

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร

ปัญหาและเฉลยวิชาอนุพุทธประวัติ นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันอาทิตย์ ที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘