กัลยาณธรรมสิกขาบทคำรบ ๕
ความมีสติรอบคอบนั้น ได้แก่ความมีสติ ตรวจตราไม่เลินเล่อ มีอาการที่จะพึงเห็นในข้อต่อไปนี้
๑. ความรู้จักประมาณในอาหารที่จะพึงบริโภค หมายถึง รู้จักเว้นอาหารที่แสลงโรค บริโภคอาหารแต่พอดี และรู้จักประมาณในการจับจ่ายหาอาหาร บริโภคแต่พอสมควรแก่กำลังทรัพย์ที่หาได้
๒. ความไม่เลินเล่อในการงาน คือไม่ทอดธุระเพิกเฉยเสีย เอาใจใส่คอยประกอบให้ชอบแก่กาลเทศะ ไม่ปล่อยให้อากูลเสื่อมเสีย เช่นทำนาก็ต้องทันฤดู ค้าขายก็ต้องรู้คราวที่คนต้องการหรือไม่ต้องการของนั้น ๆ รับราชการก็ต้องเข้าใจวิธีดำเนินและรักษาระเบียบ เป็นต้น
๓. ความมีสติสัมปชัญญะในการประพฤติตัว หมายถึงความรอบคอบ รู้จักระวังหน้าระวังหลัง จะประกอบกิจใด ๆ ก็ตริตรองให้เห็นก่อนว่า จะมีคุณหรือมีโทษ จะมีประโยชน์หรือจะเสียประโยชน์ อันจะควรทำหรือไม่ควรทำ ถ้าเห็นว่าไม่ควรทำก็งดเสียถ้าเห็นว่าควรทำ จึงทำ
ถึงจะพูดอะไรก็ระวังวาจา ลั่นออกมาแล้วไม่ต้องคืนคำ และไม่ให้นำแต่ความเสียหายมาให้ตัวและผู้อื่น
ถึงจะคิดอะไรก็อาศัยหลักฐาน ไม่ปล่อยให้พล่านไปตามกำลังความฟุ้ง
บุคคลมีสัมปชัญญะ ตรวจทางได้ทางเสียก่อนแล้วจึงทำกิจนั้น ๆ เช่นนี้ ย่อมมีปกติทำอะไรไม่ผิดในกิจที่เป็นวิสัยของคน
๔. ความไม่ประมาทในธรรมะ หมายถึงไม่ประมาทในธรรม คือสภาวะอันเป็นอยู่ตามธรรมดาของโลก อธิบายว่า กิริยาที่ร่างกายวิปริตแปรผัน จากหนุ่มสาวมาเป็น ผมหงอก ฟันหลุดเนื้อหนังหย่อนเป็นเกลียว ตกกระ หลังโกง ตามืด หูตึง ใจฟั่นเฟือนหลงใหล มีกำลังน้อยถอยลง ชื่อว่าชรา ความไม่ผาสุกเจ็บไข้ไปต่าง ๆ ของสังขารร่างกาย ชื่อว่า พยาธิ กิริยาที่ธาตุทั้ง ๔ ชราพยาธิ และมรณะทั้ง ๓ นี้ เป็นสภาวะของสังขารอย่างหนึ่ง ซึ่งมนุษย์ยังไม่มีอุบายแก้ไขให้ไม่แก่ไม่เจ็บ ไม่ตาย ตั้งแต่กาลนานมา จนถึงปัจจุบันนี้
ผู้หยั่งรู้ธรรมดาของสังขารเช่นนี้แล้ว ไม่เลินเล่อมัวเมาในวัย ในความสำราญ และในชีวิต เตรียมตัวที่จะรับทุกข์ ๓ อย่างนี้ อันจะมาถึง เมื่อยังเป็นเด็ก รีบศึกษาแสวงหาวิชาความรู้ไว้เป็นเครื่องมือ เติบใหญ่หมั่นทำการงาน สั่งสมเมื่อชรา พยาธิ ครอบงำ ไม่อาจทำการหาเลี้ยงชีพได้ ก็จะได้อาศัยทรัพย์และชื่อเสียงคุณความดี ที่ได้สั่งสมไว้เลี้ยงชีพให้ตลอดไปโดย ผาสุข
เมื่อมรณะมาถึง ก็จะได้ไม่ห่วงใยพะวักพะวน สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นอาการของคนหลงตายเช่นนี้ได้ชื่อว่า ไม่ประมาทในธรรม คือสภาวะอันเป็นอยู่ตามธรรมดาของโลก
อีกประการหนึ่ง ทุจริต คือ ความประพฤติชั่วด้วย กาย วาจา และใจ ย่อมให้ ผลแก่ผู้กระทำ ล้วนแต่เป็นส่วนที่ไม่น่าปรารถนา รักใคร่ พึงใจใคร ๆ จะเลินเล่อเสียว่า ตนทำแต่เล็กน้อยไม่เป็นไร ไม่พอจะให้ผลทำให้ตนเสีย ดังนั้นไม่ชอบ มากมาแต่ไหน ก็มาแต่น้อยก่อน เขาทำทีละน้อยย่ามใจเข้า ความชั่วก็สะสมมากขึ้น
อีกอย่างหนึ่ง สุจริต คือ ความประพฤติชอบด้วยกาย วาจา ใจ ย่อมให้ผลแก่ผู้ทำ ล้วนแต่ส่วนที่น่าให้ปรารถนา รักใคร่ พึงใจ ใคร ๆ จะเห็นว่า ทำแต่เพียงเล็กน้อย ที่ไหนจะให้ผล ดังนี้แล้ว จะท้อถอยและทอดธุระเสีย ไม่สมควร แต่หมั่นทำบ่อย ๆ เข้า ความดีก็ สะสมมากขึ้น น้ำฝนที่ตกทีละหยาด ๆ ยังเต็มภาชนะที่รองได้ ควรถือเป็นเยี่ยงอย่าง ผู้ไม่วางธุระ คอยระวังตัว ไม่ให้เกลือกกลั้วด้วยทุจริต หมั่นสั่งสมสุจริต เช่นนี้ก็ได้ชื่อว่า ไม่ประมาทในธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล
อีกประการหนึ่ง คนทั้งหลายผู้เกิดมา ได้ชื่อว่าที่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏ ก็เป็นธรรมดาที่จะได้พบเห็นสิ่งต่าง ๆ เป็นที่น่าปรารถนาบ้าง ไม่ปรารถนาบ้าง เรียกว่า โลกธรรม แปลว่า ธรรมสำหรับโลก ส่วนที่น่าปรารถนา คือ ได้ลาภ ได้ยศ ได้ความสรรเสริญ ได้สุข ส่วนที่ไม่น่าปรารถนา คือ ขาดลาภ ขาดยศ ได้นินทา ได้ทุกข์ เปรียบเหมือนคนเดินทางไปไหน ๆ ก็ย่อมจะได้พบสิ่งต่าง ๆ ในระหว่างทางที่น่าดูน่าชมบ้าง ไม่น่าดูไม่น่าชมบ้าง
โลกธรรมนี้เป็นสิ่งที่จะพึงประสบชั่วเวลา ไม่ควรจะเก็บเอามาเป็นทุกข์เป็นเหตุทะเยอทะยาน หรือซบเซาด้วยอำนาจความยินดียินร้ายให้เกินกว่าที่ควรจะเป็น เช่น แสดงอาการด้วยกายหรือวาจาให้ปรากฏ เมื่อทำเช่นนั้นไป ก็แสดงความมีใจอ่อนแอของตนเองหาสมควรไม่
ผู้ไม่เลินเล่อ คอยระวังไม่ให้โลกธรรมครอบงำใจ จนถึงแสดงวิการให้ปรากฏ เช่นนี้ได้ชื่อว่า ไม่ประมาทในธรรมที่มีสำหรับโลก ความมีสติรอบคอบประดับผู้มีศีล ให้มีความประพฤติดีงามขึ้น จึงได้ชื่อว่า เป็นกัลยาณธรรมในสิกขาบทคำรบ ๕
คนผู้ตั้งอยู่ในกัลยาณธรรม ได้ชื่อว่า กัลยาณชน คือคนมีความประพฤติดีงาม ควรเป็นที่นิยมนับถือ และเป็นเยี่ยงอย่างของคนทั้งปวง