๒๑. ประวัติพระจูฬปันถกเถระ

๑.  สถานะเดิม
              พระจูฬปันถกเถระ  นามเดิมว่า  ปันถกะ  เพราะเกิดในระหว่างทางขณะที่มารดาเดินทางกลับไปยังบ้านเศรษฐีผู้เป็นบิดา  และเพราะเป็นน้องชายของมหาปันถกะ  จึงมีชื่อว่า  จูฬปันถกะ
              บิดาเป็นคนวรรณะศูทร
              มารดาเป็นคนวรรณะแพศย์  หรือไวศยะ
              เด็กชายจูฬปันถกะ เพราะบิดาและมารดาต่างวรรณะกัน จึงอยู่ในฐานะเด็กจัณฑาลตามคำสอนของพราหมณ์  แม้ช่วงเวลาหนึ่งจะได้รับความลำบาก  เพราะบิดาและมารดายากจนมาก  แต่ต่อมาอยู่กับเศรษฐีผู้เป็นตาและยาย  ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี
๒.  มูลเหตุแห่งการบวชในพระพุทธศาสนา
              หลังจากที่พระมหาปันถกเถระบวชในพระพุทธศาสนาและได้บรรลุพระอรหัตแล้วพิจารณาเห็นว่า  ความสุขอันเกิดจากมรรคผลนิพพานนั้น  เป็นความสุขชั้นสูงสุด
อยากให้น้องชายได้รับความสุขเช่นนั้นบ้าง  จึงไปขออนุญาตธนเศรษฐีผู้เป็นตาพาน้องชาย
มาบวช  ซึ่งเศรษฐีก็ยินดีอนุญาต  จูฬปันถกะจึงได้บวชในพระพุทธศาสนา
๓.  การบรรลุธรรม
                  พระจูฬปันถกเถระนั้นครั้นบวชแล้ว พระมหาปันถกเถระผู้เป็นพี่ชาย ได้พยายามอบรมสั่งสอน แต่ท่านมีปัญญาทึบ พี่ชายให้ท่องคาถา ๔ บาท ใช้เวลา ๔ เดือนยังท่องไม่ได้ จึงถูกขับไล่ออกจากวัด  ท่านเสียใจยืนร้องไห้อยู่ที่ซุ้มประตู พระศาสดาทรงทราบเหตุการณ์นั้น จึงเสด็จมาปลอบเธอ แล้วได้ประทานผ้าขาวผืนหนึ่งให้แล้วตรัสสอนให้บริกรรมว่า รโชหรณํ  รโชหรณํ  (ผ้าเช็ดธุลี) พร้อมกับให้เอามือลูบผ้านั้นไปมา ท่านได้ปฏิบัติตามนั้น ไม่นานนักผ้าขาวผืนนั้นก็ค่อย ๆ หมองไปสุดท้ายก็ดำเหมือนกับผ้าเช็ดหม้อข้าว ท่านเกิดญาณว่า แม้ผ้าขาวบริสุทธิ์อาศัยร่างกายของมนุษย์ยังต้องกลายเป็นสีดำอย่างนี้ จิตของมนุษย์เดิมทีเป็นของบริสุทธิ์ อาศัยกิเลสจรมาก็ย่อมเกิดความเศร้าหมอง เหมือนกับผ้าผืนนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่เป็นของไม่เที่ยงแท้ ท่านบริกรรมผ้านั้นไป   จนจิตสงบแล้วได้บรรลุฌาณแต่นั้นเจริญวิปัสสนาต่อก็ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาและอภิญญา
๔.  งานประกาศพระศาสนา
                  พระจูฬปันถกเถระ  หลังจากที่สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว  แม้ในตำนานจะไม่ได้กล่าวว่า  ท่านได้ช่วยพระศาสดาประกาศศาสนา  จนได้ใครมาเป็นสัทธิวิหาริกและอันเตวาสิกก็ตาม  แต่ปฏิปทาของท่านก็เป็นเรื่องที่น่าศึกษา  สำหรับคนที่เกิดมาในภายหลัง  ท่านมีปัญญาทึบถึงเพียงนั้น แต่อาศัยพระศาสดาผู้ฉลาดในอุบาย และอาศัยท่านเป็นผู้มีความเพียร  จิตใจแน่วแน่  ไม่ย่นย่อท้อถอย  ก็กลับเป็นคนฉลาดสามารถบรรลุผลที่สูงสุดของชีวิตได้  เพราะฉะนั้นอย่าด่วนสรุปว่าใครโง่  แต่ควรคิดก่อนว่าผู้สอนฉลาดจริงหรือเปล่า
๕.  เอตทัคคะ
                  พระจูฬปันถกเถระ  เป็นผู้มีฤทธิ์ทางใจ  สามารถเนรมิตกายที่สำเร็จด้วยใจได้และฉลาดในการพลิกแพลงจิต  ( จากสมาธิให้เป็นวิปัสสนา )  พระศาสดาจึงยกย่องท่านว่า  เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้เนรมิตกายอันสำเร็จด้วยฤทธิ์และผู้พลิกแพลงจิต
.  บุญญาธิการ
              แม้พระจูณปันถกเถระนี้ก็ได้บำเพ็ญบารมีอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานมาช้านาน  จนในกาลแห่งพระทุมุตตรพุทธเจ้า  ได้เห็นพระพุทธองค์ทรงตั้งพระสาวกรูปหนึ่งไว้ในเอตทัคคะว่า  เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้เนรมิตรกายอันสำเร็จด้วยฤทธิ์และผู้ฉลาดในการพลิกแพลงจิต  ได้ตั้งความปรารถนาเพื่อจะเป็นเช่นนั้นบ้าง  ได้ก่อสร้างบุญกุศล  สมเด็จพระทศพลทรงพยากรณ์ว่าจะได้ในสมัยแห่งพระโคดม  จึงสร้างสมบุญกุศลอีกหลายพุทธันดร  มาสมคำพยากรณ์ในสมัยแห่งพระพุทธเจ้าของเราทั้งหลายจริงทุกประการ
๗.  ปรินิพพาน
              พระจูฬปันถกเถระนี้ก็เหมือนกับอสีติมหาสาวกทั่วไป  เมื่อบรรลุพระอรหัตแล้วก็ได้ช่วยพระศาสดาประกาศพระพุทธศาสนาตามความสามารถ  สุดท้ายก็ได้ปรินิพพานดับสังขารและการเวียนว่ายอย่างสิ้นเชิง

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘