๑๒. ประวัติ พระราหุลเถระ

๑.  สถานะเดิม
              พระราหุลเถระ  นามเดิม  ราหุล  เป็นพระนามที่ตั้งตามอุทานของพระสิทธัตถะ  พระราชบิดา  ที่ตรัสว่า  ราหุลํ  ชาตํ  เครื่องผูกเกิดขึ้นแล้ว  เมื่อทรงทราบข่าวว่า  พระกุมารประสูติ
              พระบิดา  ทรงพระนามว่า  สิทธัตถะ 
              พระมารดา  ทรงพระนามว่า  ยโสธรา  หรือพิมพา
๒.  มูลเหตุแห่งการบวชในพระพุทะศาสนา
              พระศาสดาเสด็จไปยังกรุงกบิลพัสดุ์  ในวันที่    ทรงบวชให้นัทกุมารในวันที่    พระมารดาพระราหุลทรงให้พระกุมารไปทูลขอมรดกกับพระองค์  พระผู้มีพระภาค  ทรงพระดำริว่า  กุมารนี้อยากได้ทรัพย์ของบิดา  แต่ว่าทรัพย์นั้นพันธนาใจให้เกิดทุกข์ไม่สุขจริง  เราจะให้ทรัพย์ประเสริฐยิ่ง    ประการ  ที่เราชนะมารได้มา  จึงรับสั่งหาท่านพระสารีบุตร  มีพุทธดำรัสว่า  สารีบุตร  เธอจงจัดการให้ราหุลกุมารนี้บรรพชา  พระเถระจึงทูลถามถึงวิธีบรรพชา  พระศาสดาตรัสให้ใช้ตามวิธีติสรณคมนูปสัมปทา เปล่งวาจาถึง  พระรัตนตรัยให้พระกุมารบวช  วิธีนี้ได้ใช้กันสืบมาถึงทุกวันนี้  เรียกว่า บวชเณร
              พระราหุลเถระนี้ได้เป็นสามเณรรูปแรกในพระพุทธศาสนา  ครั้นอายุครบ  ๒๐  ปี  จึงอุปสมบทด้วยวิธีญัตติจตุตถกรรมในสมัยเป็นสามเณร  ท่านสนใจใคร่ศึกษาพระธรรมวินัย  ลุกขึ้นแต่เช้าเอามือทั้งสองกอบทรายได้เต็ม  แล้วตั้งความปรารถนาว่า  ขอให้ตนได้รับโอวาทจากพระศาสดาหรือพระอุปัชฌาย์อาจารย์จดจำ  และเข้าใจให้ได้จำนวนเท่าเม็ดทรายในกอบนี้
              วันหนึ่งท่านอยู่ในสวนมะม่วงแห่งหนึ่ง  พระศาสดาเสด็จเข้าไปหา  แล้วตรัสจูฬราหุโลวาทสูตร  แสดงโทษของการกล่าวมุสา  อุปมาเปรียบกับน้ำที่ทรงคว่ำขันเททิ้งไปว่า  ผู้ที่กล่าวมุสาทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ  ความเป็นสมณะ  ของเขาก็ไม่ต่างอะไรกับน้ำในขันนี้  แล้วทรงชี้ให้เห็นว่า  ไม่มีบาปกรรมอะไร  ที่ผู้หมดความละอายใจกล่าวเท็จ  ทั้ง ๆ  ที่รู้จะทำไม่ได้
              ต่อมาได้ฟังมหาราหุโลวาทสูตรใจความว่า  ให้พิจารณาร่างกายให้เห็นเป็นธาตุ    ประการ  คือ  ดิน  น้ำ  ลม  ไฟ  อากาศ  นั่นไม่ใช่ของเรา  เราไม่ได้เป็นนั่น  นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา  แล้วตรัสสอนให้อบรมจิตคิดให้เหมือนกับธาตุแต่ละอย่างว่า  แม้จะมีสิ่งที่น่าปรารถนา  หรือไม่น่าปรารถนา  ถูกต้อง  ก็ไม่มีอาการพอใจรักใคร่  หรือเบื่อหน่ายเกลียดชัง
              สุดท้ายทรงสอนให้เจริญเมตตาภาวนา  เพื่อละพยาบาท  เจริญกรุณาภาวนาเพื่อละวิหิงสา  เจริญมุทิตาภาวนา  เพื่อละความริษยา  เจริญอุเบกขาภาวนา  เพื่อละความขัดใจ  เจริญอสุภภาวนา  เพื่อละราคะ  เจริญอนิจสัญญาภาวนา  เพื่อละอัสมิมานะ  ท่านได้พยายามฝึกใจไปตามนั้น  ในที่สุดได้สำเร็จพระอรหัตผล
๓.  งานประกาศพระศาสนา
              พระราหุลเถระนี้  ถึงแม้จะไม่มีในตำนานว่า  ท่านได้ใครมาเป็นศิษย์บ้าง  แต่ปฏิปทาของท่าน  ก็นำมาซึ่งความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธสาสนาแก่บุคคลผู้ได้ศึกษาประวัติของท่านในภายหลัง  ว่าท่านนั้นพร้อมด้วยสมบัติ    ประการ  คือ  ชาติสมบัติและปฏิปัตติสมบัติ  เป็นผู้ไม่ประมาทรักษาศีล  สนใจใคร่ศึกษา  เคารพอุปัชฌาย์อาจารย์  มีปัญญารู้ทั่วถึงธรรม  มีความยินดีในพระศาสนา
๔. เอตทัคคะ
              พระราหุลเถระนี้  เป็นผู้ใคร่ในการศึกษา  ดังได้กล่าวมาแล้ว  เพราะฉะนั้นท่านจึงได้รับยกย่องจากพระศาสดาว่า  เป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย  ผู้ใคร่ในการศึกษา
๕.  บุญญาธิการ
              พระราหุลเถระนี้  ได้บำเพ็ญบุญญาธิการ  อันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานมานาน  ในกาลแห่งพระปทุมุตตรพุทธเจ้า  ได้บังเกิดในเรือนผู้มีสกุล  ครั้นรู้เดียงสาแล้ว  ได้ฟังธรรมของพระศาสดาเห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในฐานะที่เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย  ผู้ใคร่ต่อการศึกษา  จึงปรารถนาตำแหน่งนั้นบ้าง  แล้วได้สร้างความดีมากมาย  มีการทำความสะอาดเสนาสนะ  และการทำประทีปให้สว่างไสวเป็นต้น  ผ่านพ้นไปอีกหลายพุทธันดร  สุดท้ายได้รับพรที่ปรารถนาไว้  ในสมัยแห่งพระพุทธเจ้าของเราทั้งหลาย  ดังได้กล่าวมา
๖.  ธรรมวาทะ
              สัตว์ทั้งหลาย  เป็นดังคนตาบอด  เพราะไม่เห็นโทษในกาม  ถูกข่ายคือตัณหาปกคลุมไว้  ถูกหลังคาคือ  ตัณหาปกปิดไว้  ถูกมารผูกไว้ด้วยเครื่องผูกคือความประมาทเหมือนปลาที่ติดอยู่ในลอบเราถอนกามนั้นขึ้นได้แล้ว  ตัดเครื่องผูกของมารได้แล้ว  ถอนตัณหาพร้อมทั้งรากขึ้นแล้ว  เป็นผู้เยือกเย็น  ดับแล้ว
๗.  ปรินิพพาน
              พระราหุลเถระ  ครั้นสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วได้ช่วยพระศาสดาประกาศพระศาสนาตลอดอายุไขยของท่าน  สุดท้ายได้ปรินิพพานดับสังขาร  เหมือนกับไฟที่เผาเชื้อหมดแล้วก็ดับไป    แท่นกัมพลศิลาอาสน์  ที่ประทับของท้าวสักกเทวราช

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘