ส่งสาวกไปประกาศพระศาสนา
สมัยนั้น พระศาสดาเสด็จจงกรมอยู่ในที่แจ้ง ในเวลาจวนใกล้รุ่ง ทรงได้ยินเสียงยสกุลบุตรออกอุทานว่า ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ เดินมายังที่ใกล้ จึงตรัสเรียกว่า ที่นี้ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง ท่านมานี่เถิด นั่งลงเถิด เราจักแสดงธรรมแก่ท่าน
ยสกุลบุตรได้ยินอย่างนั้นแล้ว คิดว่า เขาว่าที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง จึงถอดรองเท้า เข้าไปหา ไหว้แล้ว นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง พระศาสดาตรัสเทศนาอนุปุพพีกถา คือ ถ้อยคำที่กล่าวโดยลำดับ ได้แก่ ทาน ศีล สัคคะ คือ สวรรค์ กามาทีนพ โทษแห่งกาม เนกขัมมานิสงส์ อานิสงค์แห่งการออกจากกาม (บวช) ฟอกจิตของเขาให้ห่างไกลจากความยินดีในกามแล้วจึงทรงแสดงอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค ดังได้กล่าวแล้วในปฐมเทศนา ยสกุลบุตรได้ดวงตาเห็นธรรม ณ ที่นั่งนั้นแล้ว ภายหลังพิจารณาภูมิธรรมที่พระศาสดาตรัสสอนเศรษฐีผู้เป็นบิดาอีกวาระหนึ่ง จิตพ้นจากอาสวะ ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน (บรรลุพระอรหัต)
ฝ่ายมารดาของยสกุลบุตร เวลาเช้าขึ้นไปบนเรือนไม่เห็นลูก จึงบอกแก่เศรษฐีผู้สามี เศรษฐีให้คนออกตามหาทั้ง ๔ ทิศ ตนเองก็ออกติดตามด้วย เผอิญไปทางป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เห็นรองเท้าของลูกจึงตามเข้าไปหา พระศาสดาได้ตรัสอนุปพพีกถาและอริยสัจแก่เขา เมื่อจบเทศนาเขาได้แสดงตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยทั้ง ๓ เป็นสรณะ เป็นอุบาสกคนแรกในพระพุทธศาสนา แล้วได้กล่าวกับบุตรชายว่า พ่อยสะ มารดาของเจ้าเศร้าโศกพิไรรำพัน เจ้าจงให้ชีวิตแก่มารดาของเจ้าเถิด
พระศาสดาจึงตรัสให้เศรษฐีทราบว่า ยสกุลบุตรได้บรรลุพระอรหัตแล้ว ไม่มีการกลับคืนไปครองฆราวาสอีก เศรษฐีเข้าใจดี จึงทูลอาราธนาพระศาสดาพร้อมกับ
ยสกุลบุตรเพื่อทรงรับภัตตาหารในเช้าวันนั้น พระศาสดาทรงรับด้วยพระอาการดุษณีภาพ เศรษฐีทราบแล้วจึงได้อภิวาททูลลากลับไป
เมื่อเศรษฐีกลับไปแล้ว ยสกุลบุตรได้ทูลขออุปสมบท พระศาสดาทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุเหมือนที่ทรงอนุญาตแก่พระโกณฑัญญะ ต่างกันตรงที่ไม่ตรัสว่าเพื่อทำที่สุด ทุกข์โดยชอบ เพราะพระยสะได้บรรลุพระอรหันต์แล้ว พระยสะจึงเป็นองค์ที่ ๗ ในโลก
ในเวลาเช้าวันนั้น พระศาสดาพร้อมกับพระยสะ ได้เสด็จไปยังเรือนของเศรษฐีนั้น มารดาและภรรยาเก่าของพระยสะมาเฝ้า ทรงแสดงอนุปพพีกถาและอริยสัจ ๔ แก่พวกเขาให้เห็นธรรมแล้ว ได้แสดงตนเป็นอุบาสิกาถึงพระรัตนตรัย เป็นสรณะ คนแรกในโลก