ปลูกฉันทะในนิพพาน
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงประทานข้อคิดไว้ว่า
วิสัยนักปราชญ์ มีปกติใช้สติปัญญาสอดส่องอรรถอันสุขุม หรือทั้งเคยได้ประสบ สามิสสุขมาด้วยตนเอง เห็นลงว่า สามิสสุขเป็นเครื่องเกี่ยวไว้ดุจเบ็ด เป็นเครื่องร้อยไว้ดุจสนตะพายหรือบังเหียน ผู้ข้องในสามิสสุขนั้น เป็นผู้อันจะพึงจูงไปได้ตามปรารถนา ไม่เป็นโสดแก่ตน ทั้งเป็นสุขไม่รู้จักอิ่ม ได้แล้วยังไม่พอ ในที่สุดย่อมแปรปรวนไป ท่านจึงทำความพอใจในสุขอันสุขุมกว่านั้น เช่นสุขเกิดแต่การรู้สึกว่าได้ทำกิจอันควรทำ
พระศาสดาทรงหมายเอาการรู้สึกอย่างนี้ จึงได้เปล่งพระสุรสิงหนาทว่า กิจอย่างใดอันพระศาสดาผู้เอ็นดู แสวงหาประโยชน์เพื่อสาวกทั้งหลายจะพึงทำ กิจอย่างนั้นอันเราได้ทำแล้วแก่พวกเธอทุกอย่าง
หรือว่า ตนอยู่ด้วยความไม่มีภัย ไม่มีเวร กับผู้อื่น ดังแสดงว่า ภิกษุมีใจประกอบด้วยเมตตา กรุณา เป็นจิตวิบูล ถึงความเป็นใหญ่หาจำกัดมิได้ หาเวรมิได้ หาความเบียดเบียนมิได้ แผ่ไปอยู่
หรือว่า ไม่เป็นอยู่เปล่า ได้ยังประโยชน์ให้สำเร็จแก่เขาทั้งหลาย ดังแสดงว่า สัตบุรุษย่อมเกิดมาเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่มหาชน
หรือเกิดแต่การนึกอารมณ์อย่างอื่นอีก อันละม้ายกัน หรือเกิดแต่ความเลื่อมใสในธรรมดังแสดงว่า ผู้มีใจผ่องใส ได้ปีติอาศัยธรรมย่อมอยู่เป็นสุข
หรือเกิดแต่การพิจารณาธรรมดังแสดงว่า ในกาลใด ๆ ย่อมพิจารณาความเกิด ความดับ แห่งขันธ์ทั้งหลาย ในกาลนั้น ๆ ย่อมได้ปีติปราโมทย์ นั้นเป็นน้ำอมฤตของผู้รู้ทั้งหลาย
การใช้สติปัญญาสอดส่องอรรถอันสุขุมดังกล่าวมา ย่อมยังฉันทะให้เกิดในนิรามิสสุขละเอียดเป็นชั้น ๆ ปลูกความนิยมในธรรมอันซึ้งตามกัน ตลอดถึงนิพพานเป็นที่สุด เหตุนั้นพระพุทธเจ้าทั้งหลาย จึงกล่าวยกย่องนิพพานว่า เป็นธรรมยวดยิ่ง