เบญจกัลยาณธรรม
ผู้เว้นจากข้อห้ามทั้ง ๕ ดังกล่าวมา ได้ชื่อว่า เป็นผู้มีศีล ผู้มีศีลย่อมไม่ทำหรือพูดอะไรที่สร้างความทุกข์ ความเดือดร้อนให้แก่ตนเอง และผู้อื่น แต่จะได้ชื่อว่ามีกัลยาณธรรมทั่วทุกคน หามิได้ ต่างว่าคนมีศีลผู้หนึ่ง พบคนเรือล่มว่ายน้ำอยู่เขาสามารถจะช่วยได้ แต่หามีจิตกรุณาช่วยเหลือไม่ และคนนั้นไม่ได้ความช่วยเหลือจึงจมน้ำตาย เช่นนี้ ศีลของเขาไม่ขาด แต่ปราศจากกรุณา ยังเป็นที่น่าติเตียน เพราะส่วนนั้น จะจัดว่าเขามีกัลยาณธรรมไม่ได้
ถ้าเขาเห็นดังนั้นแล้ว มีกรุณาเตือนใจ หยุดช่วยคนนั้นให้พ้นอันตรายเช่นนี้ จึงได้ชื่อว่า มีทั้งศีล มีทั้งกัลยาณธรรม
กัลยาณธรรมนั้น แปลว่า ธรรมอันงาม กล่าวโดยความก็คือ ข้อปฏิบัติพิเศษยิ่งขึ้นไปกว่าศีล ได้ในสิกขาบทนั้น ๆ เอง
ในสิกขาบทที่ ๑ ได้กัลยาณธรรม คือ เมตตากับกรุณา
ในสิกขาบทที่ ๒ ได้กัลยาณธรรม คือ สัมมาอาชีวะ
ในสิกขาบทที่ ๓ ได้กัลยาณธรรม คือ ความสำรวมในกาม
ในสิกขาบทที่ ๔ ได้กัลยาณธรรม คือ ความมีสัตย์
ในสิกขาบทที่ ๕ ได้กัลยาณธรรม คือ ความมีสติรอบคอบ