ทรงแสดงปฐมเทศนา
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ได้เสด็จเข้าไปหาปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ แต่พวกเขาแสดงความไม่เคารพ พูดออกพระนามและใช้คำว่า อาวุโส พระองค์ทรงห้ามแล้วตรัสบอกว่า เราได้ตรัสรู้อมฤตธรรมโดยชอบเองแล้ว
ปัญจวัคคีย์ไม่เชื่อ กล่าวคัดค้านว่า อาวุโสโคดม แม้ท่านทำทุกกรกิริยาอย่างหนัก ท่านยังไม่บรรลุธรรมพิเศษอะไร บัดนี้ ท่านมาปฏิบัติเพื่อความเป็นคนมักมากเสียแล้ว เหตุไฉนจะบรรลุธรรมพิเศษได้เล่า พวกเธอคัดค้านอย่างนั้นถึง ๒ – ๓ ครั้ง
พระองค์จึงทรงตรัสเตือนพวกเธอให้ระลึกถึงความหลังว่า ท่านทั้งหลายจำได้อยู่หรือว่า วาจาเช่นนี้เราได้เคยพูดแล้วในปางก่อนแต่กาลนี้
ปัญจวัคคีย์นึกได้ว่า วาจาเช่นนี้ไม่เคยมีเลย จึงมีความสำคัญในอันที่จะฟังพระองค์ทรงแสดงธรรม
ครั้นเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสเตือนปัญจวัคคีย์ให้ตั้งใจฟังธรรมได้แล้ว รุ่งขึ้นวันอาสาฬหบุรณมี ได้ตรัสปฐมเทศนามีใจความโดยย่อว่า ที่สุด ๒ อย่าง ได้แก่ กามสุขัลลิกานุโยค คือ การประกอบตนให้พัวพันด้วยสุขในกาม ๑ อัตตกิลมถานุโยค คือ การประกอบความเหน็ดเหนื่อยแก่ตนเปล่า ๑ อันบรรพชิตไม่ควรเสพ (ประพฤติ) บรรพชิตควรเสพมัชฌิมาปฏิปทา คือ ข้อปฏิบัติเป็นทางกลาง ได้แก่ ทางมีองค์ ๘ อันนำผู้ปฏิบัติให้เป็นอริยะ คือ ปัญญาอันเห็นชอบ ๑ ความดำริชอบ ๑ วาจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ เลี้ยงชีพชอบ ๑ ความเพียรชอบ ๑ ระลึกชอบ ๑ ตั้งใจชอบ ๑
ทรงแสดงอริยสัจ ๔ คือ ๑. ทุกข์ ได้แก่ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นต้น ๒. สมุทัย เหตุให้ทุกข์เกิด ได้แก่ ตัณหา ๓ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ๓. นิโรธ ได้แก่ ความดับทุกข์ คือ ความสละ ละ วาง ไม่พัวพันติดอยู่กับตัณหาทั้ง ๓ นั้น ๔. มรรค ได้แก่ ทางที่ทำให้ถึงความดับทุกข์ คือ ทางมีองค์ ๘ อันนำผู้ปฏิบัติให้เป็นอริยะ ดังกล่าวแล้ว
เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสพระธรรมเทศนาอยู่ ธรรมจักษุ คือ ดวงตาอันเห็นธรรม ปราศจากธุลีมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่ท่านโกณฑัญญะว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา
พระองค์ทรงทราบว่า ท่านโกณฑัญญะได้เห็นธรรมแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานว่า โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ เพราะอุทานว่า อญญาสิ อญญาสิ ที่เป็นภาษามคธ แปลว่า ได้รู้แล้ว ๆ คำว่า อัญญาโกณฑัญญะ จึงได้เป็นชื่อของท่านตั้งแต่กาลนั้นมา
ฝ่ายท่านโกณฑัญญะได้เห็นธรรมแล้ว จึงทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัย พระองค์ทรงอนุญาตให้ท่านเป็นภิกษุด้วยพระวาจาว่า ท่านจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว ท่านจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด พระวาจานั้นให้สำเร็จการอุปสมบทแก่ท่าน
ต่อจากนั้น ทรงจำพรรษาอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ทรงสั่งสอนบรรพชิตทั้ง ๔ รูปด้วยพระธรรมเทศนาเบ็ดเตล็ดตามสมควรแก่อัธยาศัย ท่านวัปปะและภัททิยะ ได้ดวงตาเห็นธรรม จึงบวชให้พร้อมกัน ต่อมา ท่านมหานามะและอัสสชิ ได้ดวงตาเห็นธรรม จึงบวชให้พร้อมกัน ทั้ง ๔ ท่านบวชวิธีเดียวกับท่านโกณฑัญญะ