๑. เป็นผู้ไม่มีศรัทธา
๑. เป็นผู้ไม่มีศรัทธา หมายถึงไม่มีตถาคตโพธิศรัทธา คือ ความเชื่อใน
ความตรัสรู้ของพระตถาคต อันเกิดขึ้นภายหลังจากเข้ามานับถือพระพุทธศาสนาแล้ว
เพราะเขาเข้ามานับถือด้วยความเชื่อที่ผิด ยกตัวอย่าง เช่น สุนักขัตตลิจฉวี เข้า
มาบวชในพระพุทธศาสนา เพราะมีความเชื่อที่ผิดว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีอิทธิ
ปาฏิหาริย์ และสามารถบัญญัติสิ่งที่เป็นเลิศ คือ สามารถบอกสิ่งที่เป็นต้นเดิมของ
สิ่งทั้งหลายได้ เขาบวชแล้วได้ติดตามพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นเวลา ๑๒ ปี แต่
กลับไม่เคยเห็นพระองค์ทรงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ เช่น เหาะเหินเดินอากาศ เป็นต้น และไม่เคยได้ยินพระองค์ทรงบอกว่าใครเป็นผู้สร้างมนุษย์และสรรพสิ่งในโลก มีแต่ทรงสอนว่า แม้พระองค์จะแสดงปาฏิหาริย์เช่นนั้นให้ดู ก็ไม่ช่วยให้มนุษย์พ้นทุกข์ได้เลย ในที่สุดเขาได้ละเพศภิกษุไป และเที่ยวพูดในที่ต่าง ๆ ว่า พระสมณะโคดมไม่มีอิทธิปาฏิหาริย์แต่อย่างใด
แม้ในปัจจุบันนี้ การเข้าวัดด้วยความเข้าใจผิดอย่างนี้ ก็ยังมีอยู่ไม่น้อยเลย ซึ่งนอกจากจะไม่เกิดประโยชน์อะไรแก่ผู้เข้ามาแล้ว บางครั้งยังเป็นอันตรายต่อพระพุทธศาสนาด้วย บางทีพระสงฆ์ก็เป็นผู้ทำเรื่องนี้เสียเอง เช่นบางรูป หวังลาภสักการะ จึงอวดอิทธิปาฏิหาริย์ของตน หรือของสิ่งที่ตนสร้างขึ้นมา ครั้นผู้มีความทุกข์นำเอาไปใช้ แต่กลับไม่มีอิทธิปาฏิหาริย์อย่างที่อวดอ้าง ไม่สามารถแก้ปัญหาให้เขาได้ จึงทำให้เกิด
การดูหมิ่นพระพุทธศาสนาในส่วนรวม บางคนถึงกับเอาพระพุทธรูปไปทำลาย แล้ว
เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่นก็มี เพราะฉะนั้น ทั้งพระสงฆ์ที่อยู่ในวัด และพุทธศาสนิกชนที่เข้าวัด ควรทำความเข้าใจพระพุทธศาสนาให้ถูกต้องว่า พระสัมมาสัมพุทธ
เจ้าเป็นสรณะของชาวโลก ด้วยการแนะนำสั่งสอนให้เขาเลิกละสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์
แล้วให้ประกอบแต่ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่ทรงใช้อิทธิปาฏิหาริย์ดลบันดาลอะไรให้แก่ใคร พระองค์ทรงสอนว่า ความหมดจดหรือความเศร้าหมองเป็นของเฉพาะตน คน
อื่นทำคนอื่นให้หมดจดหรือให้เศร้าหมองไม่ได้ บุคคลย่อมพ้นทุกข์เพราะความพากเพียรของตนเอง พระตถาคตทั้งหลาย เป็นผู้บอกเท่านั้น