๒. เป็นผู้มีศีล

                   ๒.  เป็นผู้มีศีล     หมายความว่า      ไม่ได้รับศีลแต่พอเป็นพิธี      หรือรับแล้วไม่
สามารถจะรักษาได้      เพราะเหตุแห่ง     ลาภ      ยศ      ญาติ     อวัยวะ      และชีวิต     แต่
ยึดมั่นในสับปุริสานุสติว่า      พึงสละทรัพย์      เพื่อรักษาอวัยวะ      พึงสละอวัยวะ     เพื่อ
รักษาชีวิต      พึงสละทั้งทรัพย์อวัยวะและชีวิตเพื่อรักษาธรรม        ดังพระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์  เป็นต้น

                    พระเจ้าสุตโสมเป็นกษัตริย์        ครองราชสมบัติในอินทปัตนคร      แคว้นกุรุ       วัน  หนึ่งขณะลงสรงสนานในสระโบกขรณี       อันเป็นมงคล       ได้ถูกนายโปริสาท         แปลว่า
 มนุษย์กินคนจับไป       เพื่อฆ่าบูชายัญ       และกินเนื้อเป็นอาหาร

                    ก่อนจะถูกฆ่าบูชายัญ        พระเจ้าสุตโสมได้ขอร้องนายโปริสาทว่า        ข้าพเจ้าติด
ค้าง         สัจวาจาที่ได้ให้ไว้กับพราหมณ์ท่านหนึ่งว่า       อาบน้ำเสร็จแล้วจะกลับไปฟังธรรม
ของท่าน        และบอกให้ท่านคอยอยู่ที่ประตูเมือง           ขออนุญาตให้ข้าพเจ้าได้ไปทำตาม
สัจวาจานั้นก่อน      แล้วจะกลับมาให้ท่านฆ่าบูชายัญ      และรับประทานเนื้อเป็นอาหาร

                    นายโปริสาท        กล่าวว่า      ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่า      คนผู้พ้นจากปากของมัจจุราชไป
มีความสุขแล้วจะกลับมาหามัจจุราชอีก

                    ข้าแต่พระเจ้าสุตโสม      พระองค์ก็เช่นเดียวกัน     พ้นจากเงื้อมมือของนายโปริสาท ได้ชีวิตอันเป็นที่รักกลับคืนแล้ว        ก็คงจะเสด็จกลับไปยังพระราชวัง        อันเพียบพร้อมไป
ไปด้วยความสุข       ไฉนจะกลับมาหานายโปริสาท          อันเปรียบเสมือนมัจจุราชของพระองค์       ข้าแต่พระเจ้าสุตโสม       คนผู้มีความสุขคนไหนบ้างที่อยากตาย     อย่าว่าแต่อยาก
ตายเลย  แม้เพียงจะแบ่งความสุขเพียงเล็กน้อย        จากความสุขที่มีอยู่อย่างมากมายของ
ตนให้แก่ผู้ยากไร้บ้าง        ยังทำได้ยากแสนยาก

                    พระเจ้าสุตโสม      ได้กล่าวตอบว่า      ข้าแต่นายโปริสาท        ถ้าคนดีมีศีลบริสุทธิ์
จะพึงปรารถนาความตาย       ก็สมควรแท้      เพราะว่าเมื่อเขาตายไป     เขาจะได้ไปเกิดใน
สุคติโลกสวรรค์

                      แต่คนชั่ว      มีนิสัยเลวทราม      ทำแต่ความชั่ว          ถูกแช่งด่าทุกสารทิศ      ไม่
สมควรปรารถนาชีวิต      เพราะอยู่ไปนานเท่าไร       ก็มีแต่จะสร้างความทุกข์ความเดือดร้อน
ให้แก่ผู้อื่น     และขุดหลุมนรกฝังตนเองให้ยิ่งลึกลงไปทุกวัน     จนยากที่จะปีนป่ายออกมาได้

                    ข้าแต่นายโปริสาท        การพูดเท็จอาจจะช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากความตายในวันนี้
ได้      แต่จะทำให้ข้าพเจ้าต้องไปตกนรก      นานหลายกัปหลายกัลป์      นับภพ      นับชาติ
ไม่ถ้วน      ไม่คุ้มกันเลย

                     เพราะฉะนั้น      ถึงแม้ว่า     ท้องฟ้าจะถล่มทลายลงมา         พื้นพสุธาจะพลิกคว่ำ    
น้ำในมหาสมุทรจะแห้งเป็นโคลนตม       ลมจะพัดภูเขาพระสุเมรุให้ลอยไปในอากาศ       แต่
ข้าพเจ้าจะไม่กล่าวมุสาวาทเป็นเด็ดขาด

                     นายโปริสาทได้ฟังคำรับรองของพระเจ้าสุตโสมมั่นคง        หนักแน่นเช่นนั้น        จึง
ยอมปล่อยพระองค์ไป          ทั้งที่ในใจไม่ได้มีความเชื่อเลยว่า        พระเจ้าสุตโสมจะกลับมา
ตามวาจาที่ได้ให้ไว้

              ฝ่ายพระเจ้าสุตโสม       ครั้นได้การปลดปล่อยจากนายโปริสาทแล้ว       ได้รีบเสด็จ
กลับไปหาพราหมณ์ตามที่นัดไว้       ฟังธรรมและบูชาธรรมเสร็จแล้ว         ได้รีบเสด็จกลับมาหานายโปริสาท       ครั้นมาถึง       ได้ตรัสกับเขาว่า

                    ข้าแต่นายโปริสาท       ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติตามสัจวาจาทั้งสองแล้ว        คือสัจวาจาที่
ได้ให้ไว้กับพราหมณ์        และสัจวาจาที่ได้ให้ไว้กับท่าน         บัดนี้ขอเชิญท่านฆ่าข้าพเจ้าบู
ชายัญ        และกินเนื้อเป็นอาหารได้แล้ว

                    นายโปริสาทได้เห็นพระเจ้าสุตโสมเสด็จกลับมาโดยไม่มีความกลัวตาย           และ
ตรัสอย่างองอาจเช่นนั้น       เกิดความสงสัยว่า       เพราะอานุภาพของอะไร      พระเจ้าสุต
โสมนี้จึงไม่กลัวความตาย       จึงได้ถามว่า      ทำไม      ท่านจึงไม่กลัวตาย

                    เพราะข้าพเจ้าเห็นคุณค่าของสัจวาจา  และเพราะข้าพเจ้าได้แผ้วถางทางสวรรค์เอาไว้แล้ว       พระเจ้าสุตโสมตรัส

                     เขาถามว่า       สัจวาจามีคุณค่าอย่างไร   

   พระเจ้าสุตโสมตรัสตอบว่า  บรรดารสทั้งหลายที่มีอยู่ในโลกนี้  ความสัตย์มีรสดีกว่ารสเหล่านั้น  สมณพราหมณ์ทั้งหลาย  ข้ามฝั่งแห่งชาติ และมรณะได้ ก็เพราะตั้งอยู่ในความสัตย์
                  นายโปริสาทถามว่า  ที่ท่านกล่าวว่า  ได้แผ้วถางทางสวรรค์ไว้แล้ว  ทางสวรรค์อยู่ที่ไหน

                  พระเจ้าสุตโสมตรัสตอบว่า      อยู่ที่การทำหน้าที่ของความเป็นมนุษย์      คือ 

            บิดามารดา      ที่ได้ให้ชีวิตให้เลือดเนื้อแก่ข้าพเจ้า        และได้เลี้ยงดูข้าพเจ้ามาจน
เจริญเติบโตทั้งทางร่างกาย      จิตใจและสติปัญญา       ข้าพเจ้าได้เลี้ยงดูท่านตอบแทนด้วย
ความเคารพ       นับถือ      บูชา      และความกตัญญูกตเวที
                 ญาติพี่น้อง        ผู้ตกทุกข์ได้ยาก       เข้ามาขอพึ่งพาอาศัยข้าพเจ้าก็ได้ช่วยเหลือ
เกื้อกูลด้วยความสำนึกในญาติธรรม

                    มิตรสหายข้าพเจ้าก็เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  ช่วยเหลือเกื้อกูล  จริงใจ และพูดแต่ความจริง  เสมอต้นเสมอปลายไม่ทำให้เจ็บช้ำน้ำใจ

                     อาณาประชาราษฎร์       ข้าพเจ้าก็ปกครองด้วยทศพิศราชธรรม       กำจัดทุกข์บำ รุงสุขโดยทั่วหน้า        ไม่เคยเบียดเบียนผู้ใดให้ได้รับความทุกข์        ความเดือดร้อน

                     คนยากจน       คนกำพร้า      อนาถา        ข้าพเจ้าก็ได้บริจาคทานด้วยการให้ข้าว
น้ำ        เสื้อผ้า          และของใช้ที่จำเป็นแก่ชีวิตตลอดมา

                    สมณพราหมณ์        ข้าพเจ้าก็ได้ให้ความคุ้มครองรักษาโดยธรรม       และได้ถวาย
การอุปถัมภ์บำรุงด้วยปัจจัย              ด้วยความเชื่อปรโลกว่า           นี้เป็นบุญเขตของเรา

                    ทั้งหมดนี้เป็นหน้าที่ของผู้เป็นมนุษย์พึงกระทำ        และเป็นหนทางไปสู่สวรรค์ของ
ผู้เดินทางไปปรโลก      ข้าพเจ้าได้ทำไว้เสร็จแล้ว      อย่างครบถ้วนบริบูรณ์       เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่าได้แผ้วถางทางสวรรค์เอาไว้แล้ว        จึงไม่กลัวต่อความตาย

                  นายโปริสาทฟังพระดำรัสของพระเจ้าสุตโสมแล้ว  มีความรู้สึกว่าถ้าเขากินเนื้อของพระราชานี้       ศีรษะของเขาคงจะต้องแตกเป็น          เสี่ยง      หรือแผ่นดินใหญ่นี้        คง
จะต้องสูบเขาทั้งเป็น       จึงได้ทูลว่า        ข้าแต่พระเจ้าสุตโสม         พระองค์เป็นผู้ไม่สมควร
ที่ข้าพเจ้าจะกินเนื้อเลย       เพราะผู้ใดกินเนื้อของผู้มีวาจาสัตย์เช่นกับพระองค์      ผู้นั้นชื่อว่า 
กินยาพิษทั้งที่รู้       จับงูพิษร้ายทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าจะถูกงูกัด       และศีรษะของผู้นั้น           จะ
ต้องแตก            เสี่ยง

             ข้าแต่พระเจ้าสุตโสม      ทั่วชมพูทวีปนี้      จะหาคนดีที่เสมอกับพระองค์ไม่มีอีกแล้ว
พระองค์พ้นจากเงื้อมมือของนายโปริสาทไปฟังธรรม  สักการะธรรมแล้วยังกลับมาหาความตาย      เพื่อรักษาสัจวาจา

                   ข้าแต่พระเจ้าสุตโสม       ขอพระองค์ได้โปรดแสดงธรรม      ที่ได้ทรงสดับมาแก่ข้าพ
เจ้าบ้าง        เพราะคนทั้งหลายรู้จักความดีและความชั่ว        แล้วยินดีละความชั่วประพฤติ
กุศลกรรมบถ      ๑๐     ประการ        ก็เพาะการฟังธรรมนั่นเอง

                    พระเจ้าสุตโสม        ทรงยึดมั่นในสัปปุริสานุสติว่า       บุคคลพึงเสียสละ      ทรัพย์ 
อวัยวะ      และชีวิตเพื่อรักษาธรรม        ด้วยอานุภาพแห่งความดีนั้น       จึงทรงรอดพ้นจาก
ความตาย      และทำให้นายโปริสาทเลิกทำบาปแล้วมาสมาทานศีล      ดังกล่าวมา    เพราะ
ฉะนั้น       การคิดถึงสัปปุริสานุสติ        จึงเป็นเหตุให้รักษาศีลไว้ได้        ผู้สมาทานศีลทุกคน
ควรคิดถึงอยู่เสมอ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘