บาลีแสดงสอุปาทิเสสนิพพาน
(เฉพาะคำแปล)
เพราะละตัณหาเสีย ท่านกล่าว่า นิพพาน
อุทายมาณวกปัญหา
ความดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ เพราะสิ้นตัณหาทั้งหลายด้วยประการทั้งปวง เป็นนิพพาน
นันทวัคค อุทาน
ธาตุอันหนึ่งแล เป็นไปในธรรมอันแลเห็นแล้วในโลกนี้ เป็นนิพพานธาตุมีอุปาทิยังเหลือ เพราะสิ้นธรรมชาติผู้นำไปสู่ภพ (ตัณหา)
ทุกนิบาต อิติวุตตก
ไวพจน์แห่งวิราคะมี มทนิมฺมทโน เป็นต้น ดังกล่าวมาในเรื่องวิราคะ ก็หมายเอา สอุปาทิเสสนิพพาน เช่นกัน
พระพุทธพจน์แสดงอนุปาทิเสสนิพพาน
(เฉพาะคำแปล)
เรากล่าวทวีปนั่นมิใช่อื่น หาห่วงมิได้ หาเครื่องยึดมิได้ เป็นที่สิ้นรอบแห่งชราและมัจจุว่านิพพาน
กัปปมาณวปัญหา
ส่วนธาตุเป็นไปในธรรมอันจะพึงถึงข้างหน้า ที่ภพทั้งปวงดับด้วยประการทั้งปวง เป็นนิพพานธาตุหาอุปาทิเหลือมิได้
ทุกนิบาต อิติวุตฺตก
ความเข้าไปสงบแห่งสังขารเหล่านั้น ย่อมเป็นความสุข
นิทานวัคค สังยุตตุ
ภิกษุทั้งหลาย อายตนะนั้นมีอยู่ ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่มีเลย อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญนาสัญญายตนะ ก็มิใช่ โลกนี้ก็มิใช่ โลกอื่นก็มิใช่ ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ทั้ง ๒ ก็มิใช่
อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย เราไม่กล่าวเลยซึ่งอายตนะนั้นว่า เป็นการมา เป็นการไป เป็นการยืน เป็นการจุติ เป็นการเกิด อายตนะนั้นหาที่ตั้งอาศัยมิได้ มิได้เป็นไป หาอารมณ์มิได้ นั่นแลที่สุดแห่งทุกข์
ปาฏลิคามิวัคค อุทาน
ในสูตรนี้ เรียกนิพพานว่า อายตนะ เพราะนิพพานเป็นธัมมายตนะ (เป็นอารมณ์ของมนายตนะ)
กล่าวว่า ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่มีในนิพพานนั้น ส่องความว่า นิพพานมิใช่รูปขันธ์
กล่าวว่า นิพพานไม่ใช่อากาสานัญจายตนะ เป็นต้น ส่องความว่า นิพพานมิใช่นามขันธ์
กล่าวว่า นิพพานมิใช่โลกนี้ มิใช่โลกอื่น มิใช่ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ส่องความว่านิพพาน ไม่ใช่โลกอย่างใดอย่างหนึ่ง (จักรวาล)
กล่าวปฏิเสธการไปมา การดำรงอยู่ การจุติ การเกิด ส่องความว่า นิพพานไม่มีสัมพันธ์ด้วยโลกอื่นด้วยการไปมาถึงกันธรรมดา และด้วยการเวียนเกิด
กล่าวว่า นิพพานไม่มีที่ตั้งอาศัย มิได้เป็นไป หาอารมณ์มิได้ ส่องความว่า นิพพานมิใช่โลก และมิใช่สัตว์โลก
รวมความแล้วนิพพานไม่ใช่อะไรสักอย่าง ถามว่า แล้วนิพพานคืออะไร คำตอบคือ อนฺโต ทุกฺขสฺส นิพพานเป็นที่สุดสิ้นแห่งทุกข์ เป็นปลายสายแห่งทุกขขันธ์ ทุกขขันธ์สุดลงเพียงนี้