โปรดชฎิลพันหนึ่ง

                  ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปยังอุรุเวลาประเทศเพื่อโปรดชฏิล    พี่น้อง  คือ  พี่ชายใหญ่นามว่า  อุรุเวลกัสสปะ  มีบริวาร  ๕๐๐  คนกลางนามว่า  นทีกัสสปะ  มีบริวาร  ๓๐๐  คนเล็กนามว่าคยากัสสปะ  มีบริวาร  ๒๐๐
                  ทรงทรมานอุรุเวลกัสสปะด้วยอิทธิปาฏิหาริย์และอาเทสนาปาฏิหาริย์ให้สิ้นพยศ เกิดความสลดใจ  ได้ความเลื่อมใส  ลอยชฏิลบริขาร  แล้วทูลขอบรรพชาอุปสมบท  พร้อมกับบริวาร
                  ฝ่ายนทีกัสสปะ  และคยากัสสปะ  เห็นบริขารของพี่ชายคิดว่าเกิดอันตรายจึงพากันมายังสำนักของพี่ชาย  ได้ฟังพระธรรมเทศนาแล้วพร้อมกับบริวารทูลขอบรรพชาอุปสมบท
                  เมื่อประทับอยู่ที่อุรุเวลาตามพระพุทธอัธยาศัยแล้ว พร้อมด้วยภิกษุปุราณชฎิล  ๑,๐๐๐  องค์  ได้เสด็จไปยังคยาสีสะประเทศ   ที่นั้น  ได้ตรัสเรียกภิกษุเหล่านั้นมาแล้ว  ทรงแสดงอาทิตตปริยายสูตร  เป็นไวยากรณภาษิตว่า
                  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของร้อน  อะไรคือทุกสิ่งทุกอย่างที่ร้อน  คือ  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  รูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ  (สิ่งที่มาถูกต้องกาย)  ธรรมารมณ์  (เรื่องที่ใจคิด)  การเห็น  การได้ยิน  การได้กลิ่น  การลิ้มรส  การได้สัมผัสถูกต้อง  การคิดนึก  ทั้ง    อย่าง  (ตา  +  รูป  +  จักขุวิญญาณ  ฯลฯ  ใจ  +  ธรรมารมณ์  +  มโนวิญญาณ)  มาประจวบกันทำให้เกิดความรู้สึกเป็นสุข  เป็นทุกข์  หรือไม่สุขไม่ทุกข์  นี้แหละชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของร้อน   ร้อนเพราะอะไร  ร้อนเพราะไฟราคะ  ไฟโทสะ  ไฟโมหะ  ร้อนเพราะความเกิด  ความแก่  ความเจ็บ   ความตาย  ร้อนเพราะความเสียใจ  การร้องไห้  ความทุกข์  ความโทมนัส  ความตรอมใจ

                  สรุปพระธรรมเทศนานี้ว่า  อายตนะภายใน   ประการ  อายตนะภายนอก    ประการ  วิญญาณ   อย่าง  ผัสสะคือการกระทบกันของสภาวธรรม    อย่างนั้น  ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นสุข  เป็นทุกข์  หรือไม่สุขไม่ทุกข์  เพราะมีอุปาทาน  คือ  ความยึดติดอยู่กับความสุข  ความทุกข์  หรือความไม่สุขไม่ทุกข์นั้น  จึงถูกกิเลสมีราคะเป็นต้น  หรือถูกกองทุกข์มีชาติ  ชรา  มรณะ  เป็นต้น  เผาใจให้เร่าร้อน
              สมเด็จพระนราสภทศพลทรงแสดงอานิสงส์แห่งวิปัสสนาปัญญา  ที่รู้แจ้งเห็นจริงความเร่าร้อนอันเกิดจากกิเลสและกองทุกข์ว่า  อริยสาวกผู้สดับแล้วเห็นอยู่อย่างนี้  ย่อมเบื่อหน่ายในจักษุ  โสตะ  ฆานะ  ชิวหา  กาย  ใจ  รูป  เสียง  กลิ่น  รส โผฏฐัพพะ  ธรรมารมณ์  จักขุวิญญาณ    โสตวิญญาณ  ฆานวิญญาณ  ชิวหาวิญญาณ  กายวิญญาณ  มโนวิญญาณ  และเวทนา  คือ  ความรู้สึกเป็นสุข  เป็นทุกข์  หรือไม่สุขไม่ทุกข์  อันเกิดจากสภาวธรรมทั้ง   นั้น  มาประจวบกัน
                  เมื่อท่านเบื่อหน่าย  จิตย่อมหมดความกำหนัด  เมื่อหมดความกำหนัดย่อมหลุดพ้น   ครั้นหลุดพ้นจากกิเลสแล้ว  ชาติ  คือความเกิดในปัญจโวการภพ  (มีขันธ์  ๕)  จตุโวการภพ  (มีขันธ์  ๔)  เอกโวการภพ  (มีขันธ์  ๑)  ย่อมสิ้นไป  ชื่อว่าเป็นผู้อยู่จบพรหมจรรย์และทำกิจที่ควรทำสำเร็จแล้ว
                  เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้จบลง  ภิกษุหนึ่งพันรูปก็มีจิตหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย  ได้บรรลุอรหัตผล  เป็นอเสขบุคคลทั้งหมดด้วยประการฉะนี้

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘