อนัตตานุปัสสนาละอัตตวาทุปาทาน
สัตว์ทั้งหลายล้วนยินดีในธรรมเครื่องเนิ่นช้าทั้ง ๓ นี้ แม้ผู้เป็นคณาจารย์บางคน จะสอนให้ละอุปาทาน ก็ละได้เฉพาะกามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน และสีลพตุปาทาน เท่านั้น แต่ไปยึดมั่นอยู่กับอัตตวาทุปาทาน ว่ามีอาตมันตัวตนอยู่ จึงเห็นความจริงแต่เพียง ๒ ประการ คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีใครเห็นอนัตตา นานเข้าจึงเวียนมาหาปปัญจธรรมด้านเดิม คือ ตัณหา มานะ และทิฏฐิอีก ย่อมไม่พ้นจากวัฏฏสงสาร
ส่วนพระตถาคตทั้งหลาย ทรงทราบความจริงทั้ง ๓ ประการ คือ ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตา ของสังขารทั้งหลาย ถอนอุปาทานทั้ง ๔ คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลพตุปาทาน และอัตตวาทุปาทาน เสียได้ จึงเป็นผู้ไม่มีธรรมเครื่องเนิ่นช้า ได้บรรลุอมตมหานิพพาน
เพราะทรงมุ่งผลคือ ความพ้นจากวัฏฏทุกข์ของเวไนยสัตว์ พระองค์จึงทรงสั่งสอนให้พิจารณาสังขาร โดยลักษณะ ๓ ประการ คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา เป็นพหุลานุศาสนี คำสอนที่มากกว่าคำสอนอย่างอื่นในพระพุทธศาสนา