กสิณ
ศัพท์นี้ แปลว่า วัตถุอันจูงใจ คือ จูงใจให้เข้าไปผูกอยู่ เป็นชื่อของกัมมัฏฐาน แปลว่ามีวัตถุที่ชื่อว่ากสิณเป็นอารมณ์ กัมมัฏฐานนี้เป็นคู่ปรับแก่อุทธัจจกุกกุจจนีวรณ์ อุทธัจจะมีปกติให้คิดพล่าน กุกกุจจะมีปกติให้จับจด ส่วนกัมมัฏฐานนี้ มีปกติคุมใจให้มั่น วัตถุที่เป็นกสิณนั้น ต้องเป็นของไม่บาดตา เป็นของทำให้ใจของผู้แลแช่มชื่น ท่านจัดไว้ ๑๐ ประการ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม ที่เป็นอยู่โดยปกติ หรือบางอย่างจัดขึ้นไว้สำหรับ เรียกว่าภูตกสิณ นับเป็น ๔, สีขาว เหลือง แดง ขาบ ที่จัดขึ้นไว้สำหรับเรียก วรรณกสิณ นับเป็น ๔, แสงอากาศ แสงไฟที่เข้าตามช่อง เรียก อากาสกสิณ และอาโลกกสิณ โดยลำดับ ในที่นี้ จะแสดงโอทาตกสิณ คือสีขาวพอเป็นตัวอย่าง
สาธุชนผู้เจริญกสิณชนิดนี้ พึงขดไม้ให้เป็นวงกลม กว้างโดยศูนย์กลางสัก ๑๖ นิ้ว หรือราวนั้น พอตาจับได้ถนัด อย่าให้เล็กเกินไปจนนัยน์ตาจับเอาอื่นด้วย หรือใหญ่เกินไปจนนัยน์ตาจับไม่ทั่ววง เอาผ้าขาวอันบริสุทธิ์หุ้ม หรือเอาดอกไม้ขาวจัดในภาชนะอันกว้างโดยศูนย์กลางได้ราวเท่านั้นก็ได้ แล้วเอาวางห่างจากที่นั่งสัก ๒ ศอกคืบ หรือราวนั้น พอเพ่งดูถนัด อย่าให้ชิดเกินไป หรือห่างเกินไป จนนัยน์ตาจับไม่ถนัด แล้วพึงนั่งเพ่งดู โดยอาการตามถนัด ตากำหนดจำกสิณนั้น ใจนึกถึงสีว่า “โอทาตํ ๆ” แปลว่า “ขาว ๆ” คุมนัยน์ตาอันแลเห็น กับใจอันนึกให้อยู่ที่กสิณพร้อมกัน กิริยาที่ทำเรียกว่า บริกรรม ดวงกสิณเรียกว่าบริกรรมนิมิต กิริยาที่นึกว่า “โอทาตํ ๆ” เรียกว่า บริกรรมภาวนา บริกรรมนี้เป็นชั้นที่ ๑ ครั้นทำในชั้นนี้ชำนาญแล้ว พึงตั้งใจจำกสิณนั้นให้ติดตา ลองหลับตาดูในระหว่าง ๆ ถ้ายังไม่ติดตาต้องลืมดูใหม่ ในสมัยใดจำได้ติดตา หลับตาลง ดวงกสิณปรากฏในใจ เหมือนแลเห็น ในสมัยนั้น นิมิตที่ปรากฏในใจนั้น เรียก อุคคหนิมิต แปลว่านิมิตที่จิตจำได้ หรือเรียกว่า นิมิตติดตา กิริยาที่นึกนั้นเรียก บริกรรมสมาธิ แปลว่าสมาธิในบริกรรม นิมิตอันติดตา ที่กล่าวว่าปรากฏในใจนั้น เช่น กับคนขลาดได้พบสิ่งที่น่ากลัวอันให้ตกใจ หรือคนที่ผูกพันอยู่ในสิ่งหนึ่งหลับตาลง ย่อมแล
เห็นสิ่งนั้นติดตา แต่ท่านไม่จัดว่าเป็นอารมณ์ของกัมมัฏฐาน เพราะเป็นเหตุตกใจหรือเป็นเหตุติดข้อง บริกรรมสมาธินี้เป็นชั้นที่ ๒ ครั้นทำในชั้นนี้ช่ำชองแล้ว พึงลองหลับตานึกถึงนิมิตนั้นขยายให้ใหญ่บ้างเล็กน้อย แต่อย่าให้เสียส่วนตามสัณฐาน ตัวอย่างเช่น รูปถ่ายมีขนาดต่างกัน แต่ส่วนแห่งอวัยวะนั้น ๆ ของรูปทั้งปวงทุกชนิดคงสมกันกับกาย เหมือนคนผู้เป็นเจ้าของรูปนั้น ในสมัยใด จิตจำนิมิตนั้นได้จนขยายออกหรือย่นเข้าได้ในสมัยนั้น นิมิตนั้นเรียกว่า ปฏิภาคนิมิต แปลว่านิมิตเทียบเคียง ภาวนานั้นเรียกว่า อุปจารภาวนา แปลว่าภาวนาใกล้อัปปนาสมาธิ อุปจารสมาธินี้เป็นชั้นที่ ๓ ผู้ทำได้แม่นยำจนถึงชั้นนี้แล้ว บำเพ็ญภาวนาต่อไปจนเข้าองค์กำหนดชั้นต้น จัดได้ว่าบรรลุปฐมฌาน เป็นสมาธิชั้นสูง เรียกอัปปนาสมาธิ แปลว่าสมาธิแน่นแฟ้น อัปปนาสมาธินี้ เป็นชั้นที่ ๔ นี้อธิบายตามมติของพระคันถรจนาจารย์ ฝ่ายข้าพเจ้าเองปรารถนาจะเข้าใจว่าชั้นที่ ๒ เป็นอุปจารภาวนา หรืออุปจารสมาธิ ชั้นที่ ๓ เป็นอัปปนาภาวนา หรือเป็นอัปปนาสมาธิ เพราะละนีวรณ์ ๕ ได้ในชั้นที่ ๓ แล้วก็เป็นอัปปนาอยู่เอง เพราะในปฐมฌาน ก็ยังมีวิตกวิจารอยู่เหมือนกัน
กัมมัฏฐานนี้ท่านพรรณนา ว่า บรรลุได้ถึงชั้นอัปปนา เพราะคุมจิตให้แน่วแน่อยู่ที่เดียว ผู้ศึกษาในกัมมัฏฐาน ไม่ควรมุ่งเฉพาะคุณที่สูงอย่างเดียว ควรมุ่งเฉพาะคุณที่เป็นวิสัยของตน พึงเจริญกัมมัฏฐานอันเป็นสบายแก่ตน เช่นคนสามัญปรารถนาฐานันดรเป็นมหาอำมาตย์จะได้สมหวังทั้งนั้นเทียวหรือ ถ้าไม่ได้ พยายามนั้นก็ไม่มีผล ควรพยายามในทางอื่นยังจะดีกว่า เพราะเหตุนั้น คนมุ่งจะเป็นมหาอำมาตย์ ต้องรู้จักกำลังของตน ทั้งแลเห็นช่องทางก่อน อุปมานี้ฉันใด ผู้เจริญกัมมัฏฐานก็พึงประพฤติฉันนั้น ไม่ควรจะเลยคุณเบื้องต่ำ ซึ่งตนควรจะถือเอาได้ก่อน
แม้แต่เพียงในชั้นบริกรรม ในสมัยใด คุมจิตไว้ที่กสิณแห่งเดียวได้ ไม่คิดพล่านในทางอื่น ได้ให้ความแช่มชื่นไม่อึดอัดเบื่อหน่ายในสมัยนั้น จัดว่าเป็นอันสำเร็จผลมุ่งหมายแห่งกัมมัฏฐานนี้
กัมมัฏฐานนี้ เป็นที่สบายแก่คนมีอุทธัจจกุกกุจจะหรือเป็นวิตกจริตเป็นเจ้าเรือน มีอานิสงส์ให้พินิจอดทน ในการงานที่ปรารภ