๑. มีศรัทธา
๑. มีศรัทธา หมายความว่า มี ตถาคตโพธิศรัทธา คือ เชื่อในความ
ตรัสรู้ของพระตถาคต หมายถึง เข้ามานับถือพระพุทธเจ้าแล้ว หลังจากนั้นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับตนเอง หรือแก่พระพุทธศาสนา โดยเฉพาะแก่พระสงฆ์ ก็ไม่มีกลับกลายเป็นอื่น หรือแม้แต่จะเกิดความหวั่นไหว ยกตัวอย่างเช่นอนาถบิณฑิกเศรษฐี
เป็นต้น ดังท่านเล่าไว้ในอรรถกถาธรรมบทขุททกนิกายว่า
อนาบิณฑิกเศรษฐีนั้น ได้บริจาคทรัพย์เป็นอันมาก ซื้อที่และสร้างพระวิหาร
เชตวัน ถวายพระพุทธเจ้าพร้อมทั้งพระสงฆ์ หลังจากนั้นได้ถวายภัตตาหารแก่พระพุทธเจ้าพร้อมทั้งพระสงฆ์เป็นจำนวนมากทุกวัน และได้สมาทานศีลเป็นนิตย์
ครั้นเวลาผ่านไป เศรษฐีนั้นถูกโกงบ้าง ทรัพย์สินเงินทองถูกน้ำพัดลงแม่น้ำ
ไปบ้าง แม้จะตกอยู่ในสภาพหมดตัวอย่างนี้ เศรษฐีก็ยังทำบุญอยู่เสมอ แต่ว่า
ของที่ทำบุญนั้นเป็นของไม่ประณีตเหมือนแต่ก่อน วันหนึ่ง พระศาสดาตรัสถามว่า
ท่านเศรษฐี ยังบริจาคทานอยู่หรือ ทูลว่ายังบริจาคอยู่พระเจ้าข้า แต่ว่าของที่
บริจาคไม่ประณีต พระศาสดาตรัสว่า ท่านเศรษฐี ขออย่าได้คิดว่าของดีหรือไม่ดี
เมื่อท่านมีศรัทธาและได้พระทักขิไณยบุคคล ทั้งพระพุทธเจ้าและพระอริยสาวกเช่นนี้
ทานทุกชนิดเป็นของดีทั้งนั้น ท่านย่อมประสบบุญมาก
ครั้งนั้น เวลากลางคืน เทวดาตนหนึ่ง ซึ่งไม่พอใจพระพุทธเจ้ากับพระ
สงฆ์ ต้องการจะให้เศรษฐีเลิกนับถือมานานแล้ว แต่ยังไม่ได้โอกาส เพราะก่อน
นั้นเศรษฐียิ่งทำบุญมากเท่าไร ยิ่งร่ำรวยมากเท่านั้น แต่เวลานี้เศรษฐีทำบุญแล้วจน
ลง ๆ ถ้ายุยงคงจะเชื่อง่าย ตกกลางคืน ๆ หนึ่ง จึงเข้าไปยังห้องของเศรษฐี แสดง
ตนให้ปรากฏ เศรษฐีถามว่า ท่านเป็นใคร เราเป็นเทวดา ท่านมาเพื่ออะไร เพื่อเตือนสติท่าน เตือนว่าอย่างไร กรุณาเตือนได้เลย
เทวดาบอกว่า ท่านเศรษฐี เมื่อก่อนท่านมีทรัพย์สินเงินทองมากมาย แต่
พอท่านมานับถือพระสมณโคดม และพระสงฆ์สาวก บริจาคทานเป็นอันมากตลอดมา ทรัพย์สินเงินทองเหล่านั้นก็ค่อย ๆ หมดไป จนบัดนี้ท่านหมดตัวแล้ว ขอให้ท่านเลิก
นับถือ และเลิกบริจาคแก่พระสมณโคดม กับพระสงฆ์ แล้วทำงานเก็บทรัพย์เอา
ไว้ใช้ในบั้นปลายชีวิตเถิด
เศรษฐีไม่เชื่อคำของเทวดานั้น จึงถามว่า นี่หรือคือคำเตือนสติของท่าน
ท่านพูดคำที่ไม่เหมาะสม ข้าพเจ้าจะไม่เชื่อคำเตือนของท่านเด็ดขาด และขอเชิญ
ท่านออกไปจากบริเวณบ้านของข้าพเจ้าด้วย
บุคคลผู้มีศรัทธาต่อพระรัตนตรัย เหมือนกับอนาถบัณฑิกเศรษฐีนี้ ชื่อว่าผู้ มีศรัทธา