๑. ประวัติพระอัญญาโกณฑัญญะ
๑. สถานะเดิม
ชื่อโกณฑัญญะ ส่วนที่มีคำว่า อัญญานำหน้านั้นเกิดจากพระศาสดาทรงเปล่งอุทานตอนท่านได้ดวงตาเห็นธรรมว่า อญญาสิ วต โภ โกณฑญฺโญ แปลว่า โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ คำว่า อัญญา จึงเป็นคำนำหน้าชื่อของท่านตั้งแต่นั้นมา
เกิดที่บ้านพราหมณ์ชื่อโทณวัตถุ อยู่ใกล้กรุงกบิลพัสด์ วรรณะพราหมณ์ การศึกษาจบไตรเพท และรู้ตำราทำนายลักษณะ
๒. มูลเหตุแห่งการบวชในพระพุทธศาสนา
ท่านเป็น ๑ ในจำนวนพราหมณ์ ๘ คน ที่คัดจากพราหมณ์ ๑๐๘ คน เพื่อทำนายพระลักษณะของพระราชกุมาร ซึ่งท่านได้ทำนายว่า พระราชกุมารจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันต่างไปจากพราหมณ์อื่นอีก ๗ คนที่ทำนายว่า พระราชกุมารมีคติเป็น ๒ คือ ถ้าอยู่ครองฆราวาสจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ถ้าออกบวชจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เพราะเชื่อตำราทำนายลักษณะของตน เมื่อทราบข่าวว่าเจ้าชายสิทธัตถะ เสด็จออกบรรพชา จึงได้ออกบวชตาม
๓. การบรรลุธรรม
ท่านได้บรรลุโสดาปัตติผล เพราะฟังปฐมเทศนาที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน และบรรลุพระอรหัตผล เพราะฟังอนัตตลักขณสูตรที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันเช่นกัน เมื่อท่านได้บรรลุโสดา-ปัตติผลแล้ว ได้ทูลขอบวชกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยพระวาจาว่า จงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว จงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด วิธีบวชแบบนี้เรียกว่า เอหิภิกขุอุปสัมปทา ท่านเป็นพระสงฆ์สาวกรูปแรกในพระพุทธศาสนา
๔. งานประกาศพระศาสนา
พระอัญญาโกณฑัญญะ มีผลงานสำคัญคือ ให้นายปุณณะ บุตรของนางมันตานีน้องสาวของท่านบวชในพระพุทธศาสนา ซึ่งต่อมาได้เป็นกำลังสำคัญในการช่วยประกาศศาสนา โดยมีกุลบุตรบวชในสำนักของท่านเป็นจำนวนมาก
๕. เอตทัคคะ
พระอัญญาโกณฑัญญะ ได้รับยกย่องจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้รัตตัญญู แปลว่า ผู้รู้ราตรี หมายความว่ารู้ธรรมที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนก่อนใครทั้งหมด
๖. บุญญาธิการ ( การสร้างบารมี )
ในกาลแห่งพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ท่านได้ปรารถนา ตำแหน่งรัตตัญญู คือรู้ธรรมก่อนใคร แล้วได้ทำบุญมาตลอดจนถึงกาลแห่งพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า วิปัสสี ได้เกิดเป็นกุฎุมพี ชื่อมหากาล ได้ถวายทานอันเลิศ ๗ ครั้ง จึงได้รับเอตทัคคะนี้
๗. ปรินิพพาน
ในบั้นปลายชีวิต ท่านได้ทูลลาพระศาสดาไปจำพรรษาในป่าหิมพานต์ ที่ฝั่งสระฉัททันต์ ๑๒ พรรษา เมื่อใกล้จะปรินิพพานได้มาทูลลาพระศาสดา แล้วกลับไปปรินิพพาน ณ สถานที่นั้น
นิพพานมี ๒ อย่างคือ สอุปาทิเสสนิพพาน แปลว่าดับกิเลสมีเบญจขันธ์เหลือ หมายถึงพระอรหันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่ อนุปาทิเสสนิพพาน ดับกิเลสด้วยเบญจขันธ์ดับด้วย หมายถึงพระอรหันต์ที่สิ้นชีวิต ดังนั้น อนุปาทิเสสนิพพานจึงน่าจะใช้คำว่า ปรินิพพาน จึงได้ใช้อย่างนี้