๓๐. ประวัติ พระมหาโกฏฐิตเถระ
๑. สถานะเดิม
พระมหาโกฏฐิตเถระ นามเดิม โกฎฐิตะ มีความหมายว่า ทำให้คนหนีหน้าเพราะเขาเป็นผู้ฉลาดในศาสตร์ต่าง ๆ จึงเที่ยวทิ่มแทงคนอื่นด้วยหอกคือปากของตน
บิดาชื่อ อัสสลายนพราหมณ์
มารดาชื่อ จันทวดีพราหมณี ทั้งคู่เป็นชาวเมืองสาวัตถี
๒. ชีวิตก่อนบวช
เขาเจริญวัยแล้วได้เล่าเรียนไตรเพทจนถึงความสำเร็จในศิลปะของพราหมณ์ เป็นผู้ฉลาดในทางเวทางคศาสตร์ ตักกศาสตร์ นิฆัณฑุศาสตร์ เกฏุภศาสตร์ ในประเภทแห่งอักษรสมัยของตน และในการพยากรณ์ทั้งหมด เขาชอบพูดหักล้างคนอื่น ใครพบเขาจึงพากันหลบหน้า ไม่อยากสนทนาด้วย
๓. มูลเหตุแห่งการบวชในพระพุทธศาสนา
โกฏฐิตมานพ เข้าไปเฝ้าและฟังธรรมจากพระศาสดา แล้วเกิดศรัทธาปรารถนาจะบวช จึงทูลขอบวชกับพระองค์ ๆ ทรงบวชให้เขาตามประสงค์ ตั้งแต่เขาบวชแล้ว ก็พากเพียรศึกษาพระธรรมวินัย และตั้งใจบำเพ็ญวิปัสสนา ไม่ช้าก็ได้สำเร็จพระอรหัตผลพร้อมกับปฏิสัมภิทา ๔ มีความเชี่ยวชาญในปฏิสัมภิทาญาณ กล้าหาญ แม้จะเข้าไปหาพระมหาเถระหรือแม้แต่พระศาสดาก็จะถามปัญหาในปฏิสัมภิทา ๔ จึงมีนามเพิ่มอีกว่า มหาโกฏฐิตะ
๔. งานประกาศพระพุทธศาสนา
พระมหาโกฏฐิตเถระ เป็นพระเถระรูปหนึ่งที่ได้แสดงหลักธรรมในพระพุทธศาสนาไว้มาก เช่น ในมหาเวทัลลสูตร ท่านได้ชักถามพระสารีบุตรเถระเพื่อเป็นการวางหลักธรรมในพระพุทธศาสนา จะนำมาเฉพาะบางเรื่อง ดังนี้
ผู้มีปัญญาทราม คือ ผู้ไม่รู้อริยสัจ ๔ ตามเป็นจริง
ผู้มีปัญญา คือ ผู้รู้อริยสัจ ๔ ตามเป็นจริง
วิญญาณ คือ ธรรมชาติที่รู้จริง ได้แก่รู้แจ้ง สุข ทุกข์ และ ไม่ทุกข์ไม่สุข
ปัจจัยในการเกิดขึ้นแห่งสัมมาทิฏฐิมี ๒ อย่าง คือ การประกาศของผู้อื่น (ปรโตโฆสะ ) ๑ การทำไว้ในใจโดยแยบคาย ( โยนิโสมนสิการ ) ๑
การเกิดในภพใหม่มีได้ เพราะความยินดีในภพนั้น ๆ ของสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นนิวรณ์ (เครื่องกั้น) มีตัณหาเป็นสังโยชน์ ( เครื่องผูกมัด ) การไม่เกิดในภพใหม่มีได้ เพราะเกิดวิชชาและเพราะดับตัณหา
คนตายกับผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธต่างกัน คือ คนตายสิ่งปรุงแต่งกาย วาจา จิตดับ อายุสิ้น ไออุ่นดับ และอินทรีย์แตก ผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ สิ่งปรุงแต่งกาย วาจา จิตดับ แต่อายุยังไม่สิ้น ไออุ่นยังไม่ดับ อินทรีย์ผ่องใส
๕. เอตทัคคะ
เพราะอาศัยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ระหว่างท่านกับพระสารีบุตรเถระ ในมหาเวทัลลสูตรนี้ พระศาสดาจึงทรงยกย่องท่านว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้บรรลุปฏิสัมภิทา
๖. ปรินิพพาน
พระมหาโกฏฐิตเถระได้ทำหน้าที่ของท่านและหน้าที่ต่อพระศาสนาในฐานะที่เป็นพระสงฆ์แล้ว ได้ดำรงอยู่ตามสมควรแก่เวลา สุดท้ายก็ได้ปรินิพพานดับไป