บทนำ
พุทธศาสนิกชน คือคนที่นับถือพระพุทธศาสนา อาจจัดได้ ๔ ระดับ คือ ๑. ขั้นบริจาคทาน ๒. ขั้นสมาทานศีล ๕ ๓. ขั้นสมาทานอุโบสถศีล ๔. ขั้นออกบวช ซึ่งเทียบเคียงได้กับเรื่องที่พระอรรถกถาจารย์กล่าวไว้ในอรรถถาธรรมบทว่า
มีบุตรชายของเศรษฐีชาวเมืองสาวัตถีคนหนึ่งได้เรียนถามพระเถระที่ครอบครัวของตนนับถือว่า กระผมต้องการความพ้นทุกข์ จะทำอย่างไร พระเถระตอบว่า จงถวายสังฆทาน เขาได้ปฏิบัติตามนั้น เวลาผ่านไปไม่นาน เขาถามอีกว่า มีบุญอะไรที่ยิ่งกว่านี้อีกไหม พระเถระตอบว่า จงรับสรณคมน์ และศีล ๕ เขาได้ปฏิบัติตามนั้น ต่อมาได้เรียนถามอีกว่า มีบุญอะไรที่ยิ่งกว่านี้อีกไหม พระเถระตอบว่า จงสมาทานศีล ๑๐ เขาได้ปฏิบัติตามนั้น เวลาผ่านไปไม่นานได้เรียนถามอีกว่า ยังมีบุญอะไรที่ยิ่งกว่านี้อีกไหม พระเถระตอบว่า ถ้าอย่างนั้น ขอให้ท่านบวชเป็นภิกษุเขาได้บวชตามคำแนะนำของพระเถระ ในที่สุดได้บรรลุพระอรหันต์
ผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนาทั้ง ๔ ระดับนั้น อาจแบ่งได้เป็น ๒ ประเภท คือ ๑. ผู้บริจาคทานและสมาทานศีล ๕ ยังคงดำเนินชีวิตเหมือนคนสามัญทั่วไปภายใต้ตถาคตโพธิสัทธาและกรอบแห่งศีล ๕ ๒. ผู้สมาทานศีล ๑๐ หรือในบัดนี้สมาทานอุโบสถศีล และผู้ที่ออกบวชจัดเป็นนักพรต เพราะนอกจากจะต้องปฏิบัติตามศีล ๕ แล้ว ยังต้องปฏิบัติตามข้อปฏิบัติอันเหมาะสมแก่ภาวะของตนอีกด้วย ดังนั้น ศีลจึงมี ๒ ประเภท คือ ๑. ศีลที่ทั่วไปแก่มนุษย์ทุกคน ใครล่วงละเมิดล้วนเป็นบาปเป็นอกุศลทั้งนั้น ๒. ศีลที่เป็นข้อประพฤติปฏิบัติของบุคคลคณะใดคณะหนึ่ง มีโทษเฉพาะบุคคลผู้สมาทานเท่านั้น ผู้ไม่ได้สมาทานประพฤติเช่นนั้นก็ไม่มีโทษอะไร
ศีลที่ทั่วไปแก่มนุษย์ทุกคนนั้นได้แก่ศีล ๕ และกรรมบถ ๑๐ ศีลที่เป็นข้อปฏิบัติเฉพาะบุคคลได้แก่ อุโบสถศีลบางข้อ เช่น อพรหมจรรย์ วิกาลโภชนสิกขาบทเป็นต้น ดังนั้น อุโบสถศีลจึงจัดเป็นศีลที่เป็นข้อปฏิบัติเฉพาะบุคคล ผู้ปฏิบัติจึงมีฐานะเป็นนักพรต
การดำเนินชีวิตแบบสามัญชนทั่วไปก็ดี แบบนักพรตก็ดี ล้วนมุ่งหาความสุขให้แก่ตัวเองทั้งสิ้น แต่ต่างกันที่ความสุขของสามัญชนเป็นสามิสสุข หรือกายิกสุข คือ สุขทางกายอันต้องอาศัยรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส ตลอดถึงยศศักดิ์และอำนาจวาสนาส่วนความสุขของนักพรตเป็นนิรามิสสุข หรือเจตสิกสุข คือความสุขทางใจโดยไม่ต้องอาศัยรูปเสียง เป็นต้นเหล่านั้น เกิดขึ้นเพราะอาศัยจิตใจที่สงบระงับดับเพลิงกิเลส มีราคะ โทสะ โมหะเป็นต้น
ผู้สมาทานอุโบสถศีล แม้ชั่ววันหนึ่งและคืนหนึ่งก็ย่อมมีโอกาสได้มาศึกษาหาความสุขทางใจโดยไม่ต้องอาศัยสิ่งภายนอก และได้ศึกษาชีวิตของนักพรตด้วยชีวิตจริงของตนเองอันจะนำไปสู่การเปรียบเทียบ ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างความสุขที่ต้องมีเหยื่อล่อ กับความสุขที่เกิดจากการปฏิบัติธรรมว่าอย่างไหนจะเป็นความสุขที่แท้จริง และมั่นคงถาวรกว่ากัน