๔. เป็นผู้เชื่อมงคล ไม่เชื่อกรรม

                    ๔.   เป็นผู้เชื่อมงคล    ไม่เชื่อกรรม       หมายความว่า        คิดหาแต่มงคลภาย
นอก      ไม่คิดถึงกรรม       คือเมื่อต้องการหรือกลัวอะไร        ก็คอยคิดแต่จะหาผู้ที่       หรือ
สิ่งที่จะมาช่วยดลบันดาลให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น            หรือหมดไปโดยไม่ต้องลงมือทำด้วยตนเอง
 บุคคลผู้มีความเชื่อถืออย่างนี้ย่อมหาความเจริญได้ยาก  หรือแม้ที่มีความเจริญอยู่ก่อนแล้ว  ก็มีแต่จะเสื่อมไป        ดังเรื่องของพระเจ้ากาลิงคะ       แห่งกาลิงครัฐ       เป็นอุทาหรณ์

                      ครั้งดึกดำบรรพ์       พระเจ้ากาลิคะ       ครองราชย์ในทันตบุรี         แคว้นกาลิงคะ  พระเจ้าอัสสกะ      ครองราชย์ในโปตลนคร       แคว้นอัสสกะ       พระเจ้ากาลิงคะ        สมบูรณ์ด้วยอาณาจักร       กองทหาร      และเงินตรา      ฝ่ายพระเจ้าอัสสกะ              อาณาจักรไม่ใหญ่โต      เงินตรามีไม่มาก      ทหารมีน้อยแต่มีความกล้าหาญ      สามัคคี       ภักดีและมีปรีชาญาณ
 พระเจ้ากาลิงคะมีพระทัยใฝ่สงคราม         แต่ไม่มีแคว้นไหนจะสู้รบด้วย         ต่าง
ยอมอ้อนน้อมส่งบรรณาการมาถวาย       วันหนึ่งตรัสแก่อำมาตย์ทั้งหลายว่า         เราอยาก
จะรบ แต่ไม่มีใครสู่รบด้วย     จะทำประการใดดี    อำมาตย์ทั้งหลายจึงกราบทูลว่าพระองค์ทรงมีพระราชธิดาผู้เลอโฉม      ๔     พระองค์       ขอทรงโปรดให้แต่งราชรถ        แล้วให้พระ
ธิดาทั้ง      ๔      ประทับนั่งแวดล้อมด้วยไพร่พล       ไปยังแคว้นต่าง ๆ            แล้วส่งสารให้ทราบว่า  ถ้าใครต้องการจะสู้รบกับกาลิงคะให้เปิดประตูพระนครรับเอาราชธิดาไปอภิเษกเป็นมเหสี       ถ้าไม่กล้าสู้รบให้ปิดประตูพระนครไว้       แต่ต้องส่งเครื่องบรรณาการมาถวาย
พระราชธิดา       ราชรถพาราชธิดาไปเกือบทั่วชมพูทวีป       โดยไม่มีแคว้นไหนเปิดประตูรับ
พระราชธิดา      มีแต่ส่งเครื่องบรรณาการไปถวาย             ซึ่งหมายถึงยอมเป็นเมืองขึ้นของ
กาลิงคะ

                    ราชรถของพระธิดาล่วงเข้าสู่ โปตลนครแห่งแคว้นอัสสกะ           แม้พระเจ้าอัสสกะ
ก็รับสั่งให้ปิดประตูพระนคร      แล้วส่งเครื่องบรรณาการไปถวายเหมือนกับนครต่าง ๆ      ที่
ผ่านมา       แต่อำมาตย์ของพระองค์มีนามว่า     นนทเสน        เป็นผู้จงรักภักดี        มีปรีชา
สามารถกล้าหาญ      และชาญฉลาดในกลอุบายการรบ      คิดว่าราชรถของพระราชธิดาทั้ง 
๔      แห่งพระเจ้ากาลิงคะ       ผ่านไปทั่วชมพูทวีป        มีแต่ผู้ส่งบรรณาการมาให้        ไม่มี
ใครสู้รบ      เหมือนกับว่าชมพูทวีปว่างเปล่าจากผู้มีฝีมือที่กล้าหาญ        เราจะรบกับพระ
เจ้ากาลิงคะ     จึงไปยังประตูนคร       สั่งให้ทหารเปิดประตูพระนคร         รับพระราชธิดาทั้ง 
๔     ไปถวายพระเจ้าอัสสกะราชาแห่งตน      พร้อมกับกราบทูลว่า     ขอพระองค์ทรงอภิเษก
ราชธิดาทั้ง      ๔     เป็นมเหสีเถิด      ไม่ต้องกลัวแสนยานุภาพของพระเจ้ากาลิงคะ        ข้า
พระองค์จะสู้รบกับพระเจ้ากาลิงคะเอง       แล้วกราบทูลให้พระเจ้าอัสสกะ          ยกกองทัพ
ออกไปตั้งมั่นยังชายแดน  ที่พระเจ้ากาลิงคะจะยกกองทัพมา
                    ฝ่ายพระเจ้ากาลิงคะ       ครั้นทรงทราบข่าวว่าอัสสกะเปิดประตูเมืองรับพระราช
ธิดาไปอภิเษกเป็นมเหสี        ซึ่งหมายถึงเป็นการประกาศสงครามกับกาลิงคะ       ทรงดี
พระทัย         เพราะจะได้ทำสงคราม          จึงยกกองทัพซึ่งมีรี้พลมากกว่าอัสสกะหลายเท่า 
มุ่งหน้าไปยังแคว้นอัสสกะ  เมื่อกองทัพทั้งสองมาเผชิญหน้ากันที่ชายแดน  ต่างฝ่ายตั้งค่ายอย่างมั่นคง
                    ครั้งนั้น      มีพระฤาษีรูปหนึ่งตั้งอาศรมอยู่ระหว่างพระราชาทั้งสองนั้น        พระเจ้ากาลิงคะทราบดั้งนั้น      จึงทรงดำริว่า     ธรรมดานักพรต  มักจะมีญาณวิเศษรู้อะไรทั้งในอดีตและอนาคตได้    จึงปลอมพระองค์เป็นคนธรรมดาเข้าไปหาพระฤาษีถามถึงเรื่องการรบระหว่างกองทัพทั้งสองว่าใครจะแพ้      ใครจะชนะ     พระฤาษีตอบว่า    อาตมาภาพไม่ทราบ      แต่เวลากลางคืนพระอินทร์มักเสด็จมาสนทนาธรรมด้วย                จะถามเรื่องนี้ให้ พรุ่งนี้ให้มาฟังข่าว

                  ครั้นเวลาค่ำ      พระอินทร์ได้เสด็จมายังอาศรมของพระฤาษี    พระฤาษีได้ถามถึงเรื่องนั้น   ได้ตรัสบอกว่า  กองทัพฝ่ายกาลิงคะจะมีชัย  ฝ่ายอัสสกะจะพ่ายแพ้  โดยกองทัพทั้งสองฝ่ายต่างก็มีเทวดามาช่วย      เทวดาฝ่ายกาลิงคะจะปรากฏเป็นรูปโคสีดำ          ของฝ่าย
อัสสกะจะปรากฏเป็นรูปโคสีขาว         โคทั้งสองจะต่อสู่กันในที่สุดโคสีดำซึ่งมีพละกำลังมาก
กว่าจะมีชัย      นั่นหมายถึง       กองทัพฝ่ายกาลิงคะ     จะได้รับชัยชนะ

                    วันรุ่งขึ้น      พระเจ้ากาลิงคะไปหาพระฤาษีตามนัด      ได้ทราบว่าฝ่ายพระองค์จะชนะ      ทรงดีพระทัยไม่ได้ตรัสถามรายละเอียดว่าจะชนะด้วยวิธีใด       รีบกราบลาพระฤาษี
กลับไปยังกองทัพของตน      แจ้งข่าวแก่ทหารทั้งหลาย       ข่าวสงครามแพร่ไปทั่วกองทัพทั้ง
สองฝ่ายว่า       พระอินทร์ตรัสบอกว่า       กองทัพฝ่ายกาลิงคะจะมีชัย           ฝ่ายอัสสกะจะ
พ่ายแพ้

                    แม้พระเจ้าอัสสกะก็ทรงทราบข่าวนั้น        จึงตรัสเรียก นนทเสนแม่ทัพใหญ่ของพระองค์มาปรึกษา       นนทเสนทูลถามถึงที่มาของข่าว        ได้ทราบว่ามาจากพระฤาษี        จึงเข้าไปหาพระฤาษี       แล้วถามถึงเรื่องการแพ้และชนะของกองทัพทั้งสอง            พระฤาษีก็
บอกให้เหมือนกับที่ได้บอกแก่พระเจ้ากาลิงคะ     นนทเสนได้ถามต่อว่ามีอะไรเป็นเหตุหรือเป็นตัวช่วยให้ฝ่ายกาลิงคะได้รับชัยชนะ  พระฤาษีจึงบอกถึงเทวดาประจำทัพทั้งสองฝ่ายให้ทราบ       และบอกว่าในขณะที่โคสองตัวนั้นต่อสู้กัน            มีแต่พระเจ้ากาลิงคะกับพระเจ้า
อัสสกะเท่านั้นที่เห็น       ทหารอื่น ๆ   ไม่มีใครเห็น

                    นนทเสนครั้นทราบรายละเอียดแล้ว       ได้กราบลาพระฤาษีกลับไปยังกองทัพของ
ตน       กราบทูลพระเจ้าอัสสกะว่า         เมื่ออยู่ในสนามรบพระองค์เห็นโคดำอยู่ที่ไหนให้ชัก
ม้าพระที่นั่งมุ่งไปยังที่นั้น        และใช้พระแสงหอกทิ่มแทงไปที่โคดำนั้น        ต่อจากนั้นสั่งให้
ทหารทุกคนเตรียมพร้อมตลอดเวลา                  แล้วได้พานายทหารผู้ใหญ่ขึ้นไปบนยอดเขา    
 กล่าวว่า       ถ้าท่านทั้งหลาย       ซื่อสัตย์        และภักดีต่อพระเจ้าอัสสกะราชาของพวกเรา
ก็ให้เสียสละชีวิตของตนกระโดดลงจากหน้าผานี้       ทหารทุกคนมุ่งตรงไปยังหน้าผา        ตั้ง
ท่าจะกระโดดลงไป   นนทเสนห้ามเอาไว้  และขอบใจทหารทุกคนที่พร้อมจะยอมตายเพื่อพระราชาของตน

                    ฝ่ายทหารของพระเจ้ากาลิงคะ       หลังจากได้ทราบว่า      พระอินทร์บอกว่าจะชนะ
สงครามแน่นอน      จึงวางใจ       อยู่กันตามสบาย       ไม่เตรียมพร้อมจับกลุ่มกัน        สนุก
สนานในเวลาที่ควรจะทำความเพียร       ขาดระเบียบวินัยทั้งผู้น้อยและผู้ใหญ่

                    พระราชาทั้งสองฝ่าย       ขึ้นทรงม้าศึกเข้าหากัน       โคทั้งสอง      คือ    โคดำ และ
โคขาว       ซึ่งเป็นเทวดาประจำทัพของทั้งสองออกมาต่อสู่กัน         พระเจ้าอัสสกะทอดพระ
เนตรเห็นโคดำจึงมุ่งไปหา        เอาพระแสงหอกทิ่มแทงเข้าใส่        ทหารทุกนายของพระองค์
ก็แสดงความกล้าหาญ        เข้มแข็งเด็ดเดี่ยว       ฟังคำสั่งของผู้บังคับบัญชา         พระราชา
เสด็จไปทางไหนก็ดาหน้าเข้าหาศัตรู       ใช้อาวุธเข้าห้ำหันฟาดฟัน      ในที่สุดทั้งโคดำ   และทหารฝ่ายกาลิงคะ       ต้านทานไม่ไหว        แตกพ่ายไป
                 
             พระเจ้ากาลิงคะ    ครั้นพ่ายแพ้แก่อัสสกะแล้วทรงกริ้วพระฤาษีมาก         ตรง
ไปยังอาศรม       ด่าว่าต่างๆ นานาแล้วกล่าวว่า      ท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์       ท่านพูด
ว่า       พระเจ้ากาลิงคะจะชนะ       พระเจ้าอัสสกะจะพ่ายแพ้      ทำไมคนตรงถึงพูดไม่จริง
แล้วได้เสด็จกลับไปยังพระนครของตน

                     ต่อจากนั้นสองสามวัน         พระอินทร์ได้เสด็จมายังอาศรม           พระฤาษีจึงได้
กล่าวกับพระองค์ว่า        ธรรมดาเทวดาทั้งหลาย       ย่อมไม่กล่าวเท็จ         ถือความสัตย์
เป็นเลิศ        ทำไมท่านจึงกล่าวเท็จ       หรืออาศัยเหตุอะไร      ท่านจึงได้กล่าวอย่างนั้น

                    พระอินทร์ตอบว่า         ท่านผู้เป็นเหล่าก่อพระพรหม        ท่านไม่เคยได้ยินคนเขา
พูดกันบ้างเลยหรือว่า        เทวดาทั้งหลายกลั่นแกล้งความเพียรของมนุษย์ไม่ได้          ฝ่าย
อัสสกะมีชัยชนะ          เพราะความฝึกตนไว้ดี          มีน้ำใจมั่นคง           มีความสามัคคีกัน         
มีความกล้าหาญ       พากเพียรพยายามถูกเวลา

                    กองทัพของพระเจ้ากาลิงคะ      ซึ่งมีทั้งกำลังพล               และยุทโธปกรณ์มากกว่า
 ต้องพ่ายแพ้แก่กองทัพของพระเจ้าอัสสกะ      เพราะเชื่อมั่นคำของเทวดาเกินไป       จนขาด
ระเบียบวินัย      และความเพียร     เมื่อคนขาดความเพียรเสียแล้ว     เทวดาที่ไหนก็ช่วยไม่ได้  เพราะฉะนั้น        การหวังพึ่งอำนาจดลบันดาลจากสิ่งที่ไม่มีตัวตน          จึงเป็นสิ่งที่อุบาสก  อุบาสิกาไม่ควรเชื่อถือ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘