ลงทุนหุ้นแบบพอเพียง

บ่อย ครั้งที่ผมมักได้ยินคำกล่าวที่ว่า คนที่เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้น หากินกับการทำกำไรจากหุ้น มักเป็นพวกที่หิวเงินและชอบล่าเงิน แต่จากประสบการณ์ที่ได้สัมผัสมาในตลาดแห่งนี้ ผมกลับมองว่าคำพูดเหล่านั้นไม่เป็นจริงไปทั้งหมด เพราะคนส่วนมากที่ประสบความสำเร็จ ต่างล้วนแต่ไม่ใช่คนโลภที่หิวกระหายในเงิน แต่คนเหล่านั้นเป็นคนที่รู้จักคุณค่าของเงิน รู้จักการรอคอยการงอกเงยและเติบโตของเงินแทบทั้งนั้น ยอมรับครับว่าในที่แห่งนี้กลิ่นของเงินมันหอมหวลชวนให้เราอยากกระโจนเข้าไป หาจริงๆ






แต่ อย่างไรเสีย สัจธรรมพื้นฐานที่นักลงทุนอย่างเราต้องตระหนัก หรือจะใช้คำว่าสำเนียกก็ได้คือ "ไม่มีอะไรฟรีในโลกนี้" ทุกอย่างเรามักจะต้องจ่ายค่าตอบแทน มากน้อย ช้าเร็วก็ว่ากันไป สิ่งหนึ่งที่เป็นคำสอนที่ผมได้รับจากรุ่นพี่ที่แนะนำเรื่องการลงทุน ตั้งแต่สมัยผมเริ่มลงทุนใหม่ๆ ซึ่งผมยังจำได้ดี นั้นก็คือเรื่องของความพอเพียง แน่นอนว่าตอนแรกที่คำนี้ ถูกถ่ายทอดเข้าสู่โสตประสาทของผม ความฉงนสงสัยก็วิ่งเข้ามา เพราะความไม่เข้าใจว่าในตลาดที่ทุกคนจ้องแต่จะฉกฉวย กอบโกยเอาผลกำไรเข้าสู่กระเป๋าตนเอง เรายังสามารถใช้ความพอเพียงอยู่ได้อีกหรือ?? จนเมื่อเวลาล่วงเลยผ่านมาหลายปี จากการลองผิดลองถูกมากมายหลายตลบ จนความคิดได้ตกผลึก และแล้วคำตอบของคำถามก็ปรากฎขึ้น มันเป็นความเข้าใจอย่างชัดเจนถึงการลงทุนแบบพอเพียง ไม่เกินตน พอประมาณ ตามแบบอย่างปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวงที่ได้สังสอนเรามา 


ปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง ไม่ได้เป็นเรื่องของ ชาวไร่ชาวนา หรือเรื่องของความล้าหลัง แต่กลับเป็นแนวคิดพื้นฐาน ที่สำคัญต่อการเติบโตและการก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน แน่นอนว่าถ้าเรามีความคิดที่จะร่ำรวยแบบยั่งยืนจากการลงทุนในหุ้นไม่ว่าจะ แบบ VI หรือ VS ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้แหละครับคือคำตอบ หรือเป็นกุญแจดอกสำคัญที่เปิดประตูสู่ความสำเร็จให้ท่าน 


ผม ขอเขียนเรื่องปรัญาเศราฐกิจพอเพียงกับการลงทุนในหุ้น จากมุมมองและประสบการณ์ของผม อาจจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ผมเชื่อว่ามันทำได้และเป็นไปได้จริงจากการพิสูจน์การลงทุนในตลาดหุ้นแห่ง นี้มา 5 ปีแล้ว




1. พอประมาณ : คือการลงทุนแบบสอดคล้องกับทรัพยากรที่เรามี ทั้งเรื่องของ เงินทุนและเวลา (สำหรับติดตามราคาหุ้น) หลีกเลี่ยงการลงทุนแบบเกินตัว เพื่อหวังผลตอบแทนที่สูงเกินไป หลายครั้งเรามักจะนำเงินกู้มาใช้ในการลงทุน เมื่อผิดพลาดก็มักจะไม่ยอมจำกัดการขาดทุน ยอมถือติดดอยทำให้ต้องเสียดอกเงินกู้มากมาย จนสุดท้ายอาจจะถูกบังคับขาย ขาดทุนในที่สุด เราควรพอใจในผลตอบแทนที่เราได้รับ รู้จักยินดีกับกำไรที่ได้มาแบบพอประมาณไม่โลภเกินตัว หรือพยายามไปเปรียบเทียบกับนักลงทุนคนอื่น 


แม้ แต่เรื่องทรัพยากรเวลา ซึ่งถือเป็นยุทธปัจจัยที่มีค่าสำหรับนักลงทุน ทั้งเรื่องของเวลาศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับการลงทุน และส่วนของเวลาเฝ้าติดตามราคาหุ้น บางคนใช้ทรัพยกรเวลาไม่เหมาะ ลงทุนหุ้นประเภทที่ต้องใช้การติดตามราคาอย่างใกล้ชิดทั้งที่ ตัวเองนั้นมีภาระงานประจำ มีภาระประจำวันที่ยุ่ง เมื่อใช้ทรัพยกรเวลาเกินตัว ผมก็คือ แทนที่จะกำไร ได้ผลตอบแทนสูงสุดท้าย ก็ขาดทุน หรือไม่ได้รับผลตอบแทนดังหวัง 


2. มีเหตุผล : เราต้องรู้จักระงับความโลภด้วยเหตุผล ไม่หลงไปกับความอยากได้กำไรเยอะๆ 10-20% ในเวลาอันสั้น ซึ่งนั้นมีความเป็นเหตุเป็นผลที่น้อย แถมเรายังต้องจ่ายค่าตอบแทนเป็นความเสี่ยงแบบมากมายตามมา(ซึ่งแมงเม่ามักมอง ไม่เห็นในตอนเข้าซื้อ) หลายครั้งคนเรามักจะพูดถึงแต่การได้กำไร แต่มักจะละเลยที่จะพูดถึงผลที่ตามมาเมื่อขาดทุน ดังนั้นการจะเลือกลงทุนในหุ้นตัวใด ประเภทใด เราควรใช้เหตุผลในการพิจารณาให้ถ่องแท้ ทำความเข้าใจในหุ้นที่เราจะลงทุน มองให้เห็นความเสี่ยงที่จะเกิด และโอกาสที่จะได้กำไร จงอย่ามองแค่ผลตอบแทนที่นำมาล่อ หรือถูกกล่าวอ้างถึงเพียงอย่างเดียว


3. ภูมิคุ้มกันที่ดี : การลงทุนในหุ้นเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยง แต่แท้จริงแล้วในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ไม่เสี่ยง ใจความสำคัญมันจึงอยู่ที่การที่เราเข้าใจและรู้จักความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ในการลงทุนมากน้อยแค่ไหน การเรียนรู้และเข้าในความเสี่ยง จะทำให้เราสามารถป้องกันและจำกัดความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี และนั้นก็จะเป็นภูมิคุ้มกันชั้นเลิศ ในการลงทุน 


สำหรับ ผม การบริหารจัดการเงิน(Money Mangement) ถือเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีในการลงทุน ผมจะมีวินัยกับการลงทุนอย่างยิ่งยวดโดยเฉพาะเมื่อต้องทำการ cut loss เพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้น และเป็นการจำกัดความเสี่ยง ที่เกิด เพื่อให้เห็นภาพผมขอยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่ผมไม่มีมีวันลืมถึงประโยชน์ของ การ cut loss 


ใน ช่วงปลายปี 2550 ยังเป็นช่วงที่มีข่าวเรื่องปัญหาเศรษฐกิจที่สหรัฐออกมาเป็นระยะๆ เป็นสัญญาณภาวะตลาดหมีบนวิกฤตการเงินซับไพม์ ช่วงแรกดัชนีหุ้นหลังจากที่ขึ้นอย่างต่อเนื่องมาทั้งปีก็มีการชะลอตัว และแกว่งตัวในกรอบ แต่ข่าวดีปลอบใจก็ออกมาเป็นระยะ ไม่มีอะไรให้น่ากังวลใจ จนถึงช่วงเดือนที่ 11 ข่าวร้ายต่างๆและการประกาศภาวะวิกฤตการเงินก็เกิดขึ้นหุ้นทั้งกระดาน ต่างเดินหน้าดิ่งลงต่อเนื่องอย่างไม่ได้นัดหมาย ติดต่อกัน จากสัปดาห์เป็นเดือน มีข่าวร้ายๆมากมายสไตล์แมงสาปไม่ได้มาตัวเดียว แบบการละลายของวาณิชธนกิจ เลห์แมน บราเตอร์ส ปัญหาสภาพคล่องของ AIG 





ผม เอง ขณะที่เกิดวิกฤตพอร์ตถือหุ้น PTT เต็มเหนี่ยวหลังจากที่ทยอยซื้อสะสมมาเรื่อยๆ ตอนนั้นต้นทุน PTT อยู่ที่ 390 บาท ซึ่งราคาเคยขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ 440 (10-2007) เคยทำกำไรให้ผมชื่นใจอยู่พักหนึ่ง เมื่อเกิดวิกฤตจากกำไร กลายเป็นขาดทุน จนมาถึงจุด cutloss ที่ 10% ตอนนั้นผมไม่คิดว่ามันจะรุนแรง (ปลอบใจตัวเอง ว่าหุ้นพื้นฐานดี คนไทยยังต้องใช้น้ำมัน) แต่ด้วยวินัยการเทรด ก็เลยยอมตัดขาดทุนหลังจากยื้อและทนต่อสู้กับจิตใต้สำนึก ที่ ขาดทุน 20% หลังจากนั้นผมก็ล้างพอร์ตด้วยการตัดขาดทุนอีกหลายตัว ใครจะเชื่อว่า ในวิกฤตการเงินครั้งนั้นหุ้นนำตลาดที่มี มาร์เก็ตแคปต้นๆแบบ PTT จะมีราคาลดลงได้ถึง 147 บาท ในเดือน 11 ปี 2008 เล่นเอาหลายคน ในแวดวงการเงิน การธนาคารออกมาร้องเสียหลงพร้อมกันว่า หุ้นไทยตอนนี้ราคาถูก ถูกกว่าพื้นฐาน หุ้นบางตัวบริษัทมาตั้งโต๊ะรับซื้อหุ้นเอง ราคายังลดลงต่อได้อีกเกือบ 30% หลายตัวในตลาด MAI ราคาดิ่งแบบติดดิน


วัน นั้นถ้าผมไม่หยุดการขาดทุนที่ 20% ยอมทิ้งเงินหลายแสนแบบไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมคงกอดหุ้นติดอยู่บนยอดดอยหลายปี ถึงแม้จะซื้อถั่วขาลงตามธรรมเนียมนิยมแบบแมงเม่า ก็คงยังไม่ได้ลงจากดอย ที่สำคัญคงต้องแช่แข็งเงินทุน เสียโอกาสในการลงทุนเพื่อทำกำไรในตลาดขาขึ้น ในช่วงปี 2009 - 2011 ที่แค่เลือกหุ้นในกลุ่ม SET100(จะปาเป้าก็ได้นะ) แล้วกอดไว้เฉยๆก็กำไรเป็น100 % ได้แล้ว(เพราะดัชนีพุ่งจาก 408 ไป 1148 ใน 3 ปีต่อมา) 


ที่ หยิบยกเรื่องนี้ก็เพราะอยากให้รู้ว่า อนาคตไม่มีทางล่วงรู้ สิ่งที่เราทำได้ก็คือสร้างภูมิคุ้มกัน เตรียมรับกับการเปลี่ยนแปลงที่จะมาถึงอย่างไม่ประมาท


สามข้อที่กล่าวมาจะไม่สามารถสมบูรณ์ได้ถ้าขาดอีก 2 เงื่อนไข นั้นคือ 


เงื่อนไขด้านความรู้ : ความรู้ที่เกี่ยวข้องที่นำมาใช้ในการลงทุน ศึกษาให้เข้าใจอย่างท่องแท้ ไม่ใช่รู้เอาไว้อวดรู้ แบบผิวเผินเพียงอย่างเดียว ที่สำคัญการศึกษาหาความรู้ควรใช้ปัญญาพิจารณาต่อยอดให้เหมาะกับ รูปแบบการลงทุนของตัวเราให้มากที่สุด


เงื่อนไขด้านคุณธรรม : หัวใจสำคัญคือ การใช้หลักธรรมมาประยุกต์ในการดำเนินในโลกการลงทุน ในสังคมนักลงทุน ทั้งเรื่อง ความอดทน การรู้จักรอคอย ความขยันหาความรู้ใส่ตนเอง ความรอบคอบ มีทัศนคติที่เป็นบวก มีวิสัยทรรศในการลงทุนที่กว้างไกล ที่สำคัญต้องมีจิตใจสุจริต ไม่คิดหลอกลวง หรือเอาเปรียบคนอื่นๆ 


ปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงเป็นดั่งธงชัยที่นำเราสู่ความสำเร็จระยะยาวได้ การลงทุนหัวใจคือต้องรักษาทุนและทำให้มันงอกเงย ถ้ากำไรหลายแสนหลายล้าน แล้ววันหนึ่งต้องหมดตัว ขาดทุนหมดหน้าตัก จากความผิดพลาด สิ่งที่สะสมมาก็จะหายไปหมดแบบนี้เท่ากันคุณแพ้อย่างสิ้นเชิง ดังนั้น รวยช้าๆรวยอย่างพอเพียง ดีที่สุดครับ




อ้างอิงเพิ่มเติม
http://th.wikipedia.org/wiki/เศรษฐกิจพอเพียง
http://th.wikipedia.org/wiki/วิกฤติสินเชื่อซับไพรม์
http://www.learners.in.th/blogs/posts/77559

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘