คำถาม-คำตอบเกี่ยวกัับน้ำมันมะพร้าว

คำถาม
น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ (Extra Virgin Coconut Oil) คืออะไร ?
ตอบ
น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันพืชที่เก่าแก่ที่สุดในโลกชนิดหนึ่ง ในสภาพที่บริสุทธิ์จะใสเหมือนน้ำ ไม่มีสี ไม่เหม็นหืน มีกลิ่นของมะพร้าวอ่อนๆ ถึงแรง ขึ้นอยู่กับกระบวนการผลิต เป็นน้ำมันที่มีคุณค่าต่อสุขภาพมากเป็นอันดับต้นๆของโลก เนื่องจากมีส่วนประกอบสำคัญคล้ายกับไขมันในน้ำนมมารดาที่ช่วยสร้างภูมิคุ้ม กันให้แก่ทารก และเป็นน้ำมันชนิดเดียวในโลกที่มีแคลอรี่ต่ำ มีกรดไขมันอิ่มตัวสายโซ่ปานกลาง (Medium chain fatty acid) ซึ่งสลายตัวเป็นพลังงานและไม่สะสมเป็นไขมันภายในร่างกาย

คำถาม
มะพร้าวจัดเป็นผลไม้แห้งเปลือกแข็ง (Nut) หรือผลไม้ (Fruit) หรือพืช (Vegetable) ?
ตอบ
แท้จริงแล้ว มะพร้าวสามารถเป็นได้ทั้ง 3 กรณีดังที่กล่าว โดยเนื้อมะพร้าวถูกจัดอยู่ในประเภทผลไม้ และผลมะพร้าวถูกจัดอยู่ในประเภทผลไม้แห้งเปลือกแข็ง และน้ำมันมะพร้าวถูกจัดอยู่ในประเภทน้ำมันพืช

คำถาม
น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ (Extra Virgin Coconut Oil) มีสถานะเป็นของแข็งหรือของเหลว ?
ตอบ
น้ำมันมะพร้าวมีสถานะเป็นของ เหลวเมื่ออุณหภูมิสูงกว่า 25 องศาเซลเซียสโดยประมาณ และจะมีสถานะเป็นของแข็งเมื่ออุณหภูมิต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส และเราสามารถทำให้มันเป็นของเหลวได้อย่างง่ายโดยใช้ความร้อนเพียงเล็กน้อย เท่านั้น เช่น แช่บรรจุภัณฑ์นั้นๆ ลงในน้ำอุ่น ณ อุณหภูมิไม่เกิน 80 องศาเซลเซียส

คำถาม
น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ (Extra Virgin Coconut Oil) ที่ดีมีลักษณะเป็นอย่างไร ?
ตอบ
น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ที่ดีจะต้องมีลักษณะใสเหมือนน้ำ ความหนืดต่ำ ไม่ข้น ไม่เหม็นหืน ไม่เหม็นเปรี้ยว มีกลิ่นหอมของมะพร้าวอ่อนๆ ถ้าใช้ทาผิวจะต้องซึมสู่ผิวได้ดี ไม่เหนอะหนะ

คำถาม
การผลิตน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ (Extra Virgin coconut Oil) ด้วยวิธีการ
เหวี่ยงแยก (Centrifugal Process) มีข้อดีอย่างไร ?
ตอบ
การเหวี่ยงแยก ( Centrifugal Process) คือกระบวนการผลิตซึ่งอาศัย
หลักการความแตกต่างกันระหว่างความหนาแน่นของสสาร
(น้ำ น้ำมันมะพร้าว และตะกอน) โดยสสารที่มีความหนาแน่น (density) สูง
กว่า ในที่นีคือน้ำและตะกอนจะถูกเหวี่ยงแยกออก ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้ระยะ
เวลาสั้นในการผลิตและบรรจุ จึงส่งผลให้มีโอกาสปนเปื้อนต่ำและสามารถ
รักษาคุณภาพของน้ำมันมะพร้าวได้ดี น้ำมันที่ได้จึงเหมาะแก่การบริโภค
ไม่เหม็นหืน มีลักษณะใสเหมือนน้ำ ความหนืดต่ำ ซึ่งวิธีการนี้สามารถ
แยกชั้นน้ำและตะกอนออกจากน้ำมันได้อย่างสมบูรณ์

คำถาม
ได้ยินมาว่า น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง มันไม่ดีต่อสุขภาพไม่ใช่หรือ ?
ตอบ
เราถูกปลูกฝังมาว่าน้ำมันทุกชนิดที่มีกรดไขมันอิ่มตัวไม่ดีต่อร่างกายทำให้ เกิดโรคต่างๆมากมาย แต่มันก็มีข้อยกเว้นสำหรับน้ำมันมะพร้าวซึ่งเป็นไขมันอิ่มตัวที่มาจากพืชไม่ ใช่มาจากสัตว์ เป็นน้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวขนาดสายโซ่ปานกลางซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพ บางคนถึงกับพูดว่า
"น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุดในโลก"
เราอยากให้คุณลอง search หาใน google คำว่า virgin coconut oil คุณจะพบว่ามีน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ขายอยู่มากมายและส่วนใหญ่ขายอยู่ใน อเมริกามากกว่า 30 แบรนด์ ! ทำไมล่ะ ? ประเทศอเมริกา เป็นประเทศที่เข้มงวดมากในเรื่องความปลอดภัยของผู้บริโภค ซึ่งถ้ามันไม่ดีต่อสุขภาพ แล้วทำไมถึงมีน้ำมันมะพร้าวขายมากกว่า 30 แบรนด์ ในอเมริกา

คำถาม
น้ำมันที่ประกอบด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัว (Unsaturated fatty acid) มีผลเสียต่อร่างกายอย่างไร ?
ตอบ
นักโภชนาการแนะนำให้เราลดไขมันอิ่มตัวในอาหาร ทำให้ต้องไปเพิ่มไขมันไม่อิ่มตัว ที่กลับมีผลเลวร้ายต่อสุขภาพกว่าน้ำมันหมู เพราะ ไขมันไม่อิ่มตัว มีพันธะคู่ซึ่งสามารถทำปฏิกริยากับออกซิเจนและเกิดอนุมูลอิสระได้ง่ายๆ ไขมันไม่อิ่มตัวจะทำปฏิกิริยากับออกซิเจน ความร้อน แสง เกิดความหืน และอนุมูลอิสระ ซึ่งไปลดสารต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่ในร่างกาย ทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่ไปทำลายเซลล์และเนื้อเยื่อ

คำถาม
เราควรจะบริโภคน้ำมันมะพร้าวปริมาณเท่าใดในแต่ละวัน เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุด ?
ตอบ
ประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าว นั้น โดยหลักๆ มาจากคุณค่าสารอาหารจากกรดไขมันสายโซ่ปานกลาง ( Medium chain fatty acids) ในการเปรียบเทียบปริมาณที่เหมาะสมในการบริโภคนั้น เราสามารถเปรียบเทียบกับปริมาณการบริโภคน้ำนมมารดาซึ่งอุดมไปด้วยกรดไขมัน สายโซ่ปานกลาง (Medium chain fatty acids) ของทารกซึ่งได้รับอย่างเพียงพอในวันหนึ่งๆ ซึ่งพบว่าผู้ใหญ่นั้นควรบริโภคในปริมาณประมาณ 3 ช้อนโต๊ะในแต่ละวันตามการศึกษาวิจัย ด้วยเหตุที่ว่าน้ำมันมะพร้าวสามารถพบได้ในเนื้อมะพร้าว มันจึงถูกแนะนำให้บริโภคในปริมาณหนึ่งๆ ในแต่ละวันร่วมกับอาหารที่ประกอบด้วยไฟเบอร์และโปรตีน อย่างไรก็ตาม เราควรเริ่มรับประทานในปริมาณน้อยๆ ในช่วงแรก เพื่อที่จะได้สังเกตการเปลี่ยนแปลงและผลตอบสนองที่เกิดขึ้นภายในร่างกายของ เรา และค่อยๆ เพิ่มปริมาณขึ้นจนถึงปริมาณที่เหมาะสมสำหรับคนนั้นๆ
ตารางแนะนำการบริโภคน้ำมันมะพร้าวต่อวันเทียบกับน้ำหนักตัว
น้ำหนักตัว ช้อนโต๊ะต่อวัน
80.1 กิโลกรัม ขึ้นไป
2.5 - 3
60.1 - 80.0 กิโลกรัม
1.5 - 2
50.1 - 60.0 กิโลกรัม
1
40.1 - 50.0 กิโลกรัม
1
30.0 - 40.0 กิโลกรัม
0.5
จากตารางจะเห็นว่า เราจะแนะนำให้คนทั่วไปกินน้ำมันมะพร้าวประมาณ 1-3 ช้อนโต๊ะต่อวัน และจะเพิ่มขึ้นตามน้ำหนักตัวซึ่งกลับจะลดน้ำหนักหรือไขมันในเลือด แต่ทั้งนี้เมื่อน้ำหนักลดลงแล้วต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินด้วย อย่ากินแต่แป้ง ข้าวขัดขาว อาหารขยะ นม รวมทั้งผลิตภัณฑ์จากนมวัว น้ำอัดลม ขนมกรุงกรอบ ให้หันมากินข้างกล้องและผักผลไม้ให้มากขึ้น รวมทั้งหมั่นออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญแคลอรีส่วนเกินออกไปด้วย

คำถาม
น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ (Extra Virgin Coconut Oil) มีผลข้างเคียงหรือผลเสียหรือไม่ ?
ตอบ
อย่างที่ทราบกันว่า ผู้คนจำนวนมากในอดีตได้ใช้ประโยชน์อันมากมายจากน้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะพร้าวจึงเป็นอาหาร ไม่ใช่ยา ดังนั้นมันจึงไม่มีผลข้างเคียงใดๆ แต่อาจจะเกิดขึ้นกับบางรายได้ โดยอาการส่วนใหญ่คือ อาการท้องเสีย ซึ่งพบได้ในผู้ที่เคยลดน้ำหนักอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าอาหารใดๆก็ตาม คนบางคนก็มีสิทธิ์ที่จะเกิดอาการแพ้ได้ เช่นเดียวกับน้ำมันมะพร้าว ดังนั้นในช่วงแรกเราควรรับประทานในปริมาณน้อยๆ ก่อนเพื่อดูผลตอบสนองที่เกิดขึ้นภายในร่างกายเสียก่อน

คำถาม
เราได้รับสารอาหารอะไรบ้างจากน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์สกัดเย็นและสารอาหารเหล่านั้นมีประโยชน์ต่อร่างกาย อย่างไร ?
ตอบ
น้ำมันมะพร้าวที่ได้จากกระบวน การสกัดเย็นนั้น จะอุดมไปด้วยกรดลอริก (Lauric acid) มากกว่า 50 % ของปริมาณกรดไขมันอิ่มตัวทั้งหมด ซึ่งเป็นสารตัวเดียวกันที่พบในน้ำนมมารดา มีคุณสมบัติพิเศษในการเสริมสุขภาพความงาม เมื่อบริโภคเข้าสู่ร่างกายแล้วกรดลอริคจะเปลี่ยนเป็นโมโนลอริก (Mono Lauric) ซึ่งป็นตัวสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดขาว ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง มีสารปฏิชีวนะที่ทำลายเชื้อโรคได้หลายชนิด ตั้งแต่เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ไปจนถึงไวรัสซึ่งมีเกราะไขมันหุ้มเซลล์อยู่ กรดลอริกมีกลไกที่เข้าไปทำลายเกราะไขมันหุ้มเซลล์ไวรัส ทำให้เชื้อไวรัสหลายชนิดตาย อีกทั้งยังประกอบไปด้วยวิตามินอี ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในการต้านการเกิดอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย

คำถาม
เราสามารถนำน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ (Extra Virgin Coconut Oil) ไปใช้ทำประโยชน์อะไรได้บ้าง ?
ตอบ
มีหลากหลายวิธีในการนำน้ำมัน มะพร้าวไปใช้และใช้ประกอบกับอาหารของคุณ เนื่องด้วยน้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันที่มีความเสถียรสูง มันจึงสามารถใช้แทนที่น้ำมันที่ให้ผลเสียต่อสุขภาพได้ และเนื่องจากสถานะของมันสามารถเปลี่ยนเป็นของแข็งได้ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส เมื่อมันอยู่ในสถานะของแข็ง เราจะเรียกมันว่า เนยมะพร้าว (Coconut butter) หรือเนยมะพร้าวเทียม (Coconut margarine) ซึ่งเราสามารถใช้ในการทาขนมปังได้ น้ำมันมะพร้าวสามารถใช้ผสมกับน้ำมันชนิดอื่นๆได้อย่างเข้ากันดี ผู้คนจำนวนมากรับประทานหลังจากที่นำไปแช่ในตู้เย็นแล้ว ซึ่งเราจะได้รสชาติที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับการรับประทาน น้ำมันมะพร้าวในรูปของเหลว บางคนกล่าวว่ารสชาติของมันเหมือนลูกกวาด บางคนก็กล่าวว่ารสชาติเหมือน White chocolate

คำถาม
อาหารประเภทไหน ที่เราควรใช้น้ำมันมะพร้าวในการทำอาหารมากที่สุด ?
ตอบ
อาหารประเภททอด เพราะว่า น้ำมันมะพร้าวมีกรดไขมันอิ่มตัวทำให้มีจุดเดือดสูง เกิดปฏิกริยาออกซิไดเซชั่น และกรดไขมันที่แปรสภาพ (Trans fatty acid) น้อย ซึ่งกรดไขมันที่แปรสภาพ (Trans fatty acid) เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อการเกิดโรคแห่งความเสื่อมมากมาย เช่น โรคหัวใจ มะเร็ง เบาหวาน

คำถาม
น้ำมันทรานส์ (Trans fatty acid) เกิดขึ้นได้อย่างไร ?
ตอบ
โครงสร้างของโมเลกุลไขมัน
1.  เกิดขึ้นในอุตสาหกรรม คือในกระบวนการสกัดน้ำมันพืชของโรงงานซึ่งใช้อุณหภูมิสูง ทำให้น้ำมันนั้นบิดตัวทางโครงสร้าง กลายเป็นน้ำมันทรานส์แทรกซึมอยู่
2.  เกิดในครัวเรือน คือการทอดน้ำมันจนท่วม แถมน้ำมันนั้นใช้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็สามารถทำให้เกิดน้ำมันทรานส์ได้เช่นกัน
สำหรับคนไทย ส่วนใหญ่ผู้ที่รับประทานน้ำมันทรานส์จะเกิดจากการนำน้ำมันมาใช้ทอดซ้ำ

คำถาม
น้ำมันทรานส์ (Trans fatty acid) มีประโยชน์และโทษอย่างไรบ้าง ?
ตอบ
ประโยชน์ของน้ำมันทรานส์
น้ำมันชนิดนี้เมื่อนำไปทำอาหารจะไม่เหนียวเหนอะหนะ  ช่วยให้เก็บรักษาได้ยาวนานขึ้นโดยไม่เหม็นหืน และยัง ช่วยให้อาหารกรอบอร่อยอีกด้วย
โทษของน้ำมันทรานส์
น้ำมันทรานส์เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ ทำให้เชื้อโรคและสารพิษเข้าสู่เซลล์ได้โดยง่าย เกิดโรคหัวใจ ความดันเลือดสูง เพราะการเพิ่มขึ้นของ LDL และลด HDL นอกจากนี้ยังขัดขวางกระบวกการขจัดคลอเรสเตอรอลและการเปลี่ยนไปเป็นพลังงานใน ตับ ทั้งยังเพิ่มโอกาสในการเป็นเบาหวานอีกด้วย

คำถาม
ในปัจจุบันมีน้ำมันประเภทไหนบ้าง ที่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าส่งผลเสียต่อรา่งกาย เมื่อบริโภคเข้าไป ?
ตอบ
ในปัจจุบัน มีน้ำมัน 2 ประเภทที่มีหลักฐายยืนยันชัดเจนว่าส่งผลเสียต่อร่างกาย คือ ไขมันที่มาจากสัตว์ และไขมันที่มาจากกระบวนการไฮโดรจิไนเซชั่น (Hydroginization Process) ที่เปลี่ยนน้ำมันพืชกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนให้แข็งตัวที่ระดับอุณหภูมิ ห้อง ทั้ง 2 ประเภทนี้จะเพิ่มปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งและโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

คำถาม
ปกติที่เราทานอาหาร 3 มื้อ เราก็ทานน้ำมันต่างๆอยู่แล้ว ถ้าเราทานน้ำมันมะพร้าวไปอีกวันละ 3 ช้อนโต๊ะ จะเป็นการทานมากไปหรือเปล่า ?
ตอบ
น้ำมันที่เรารับประทานอยู่ ไม่ว่าจะเป็น ปาล์ม ถั่วเหลือง ข้าวโพด ทานตะวัน มะกอก ล้วนเป็นกรดไขมันสายยาว ในขณะที่น้ำมันมะพร้าวเป็นกรดไขมันสายโซ่ปานกลาง แม้มันจะเป็นไขมันอิ่มตัวก็ตาม  มีหลายงานวิจัยที่ได้แนะนำการรับประทาน ไขมันสายโซ่ปานกลาง เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะย่อยสลายกลายเป็นพลังงานได้อย่างรวดเร็วโดยไม่สะสมตาม ส่วนต่างๆของร่างกายเหมือนกรดไขมันสายโซ่ยาว    สมาคมหัวใจของ usa ได้แนะนำการรับประทานน้ำมันไว้ไม่เกิน 30 % ของแคลอรีรวม  วันหนึ่ง เราสามารถรับประทานประมาณ 2500 cal เพราะฉะนั้น 30 % ก็จะได้ 750 แคลอรีต่อวัน ในจำนวนนี้เป็นกรดไขมันอิ่มตัว 1/3 ก็จะได้ 250 แคลอรีต่อวัน ซึ่งจะได้น้ำมันมะพร้าวประมาณ 2 ช้อนโต๊ะต่อวัน  ส่วนที่เหลือจะเป็นไขมันไม่อิ่มตัว หรือที่เรารับประทานทั่วๆไป ในการประกอบอาหาร ทางที่ดีให้หลีกเลี่ยงการรับประทานของมันๆทั้งหลาย เพราะใช้น้ำมันไม่อิ่มตัว แล้วนำมาทอดซ้ำกันอยู่แล้ว ซึ่งจะทำให้น้ำมันกลายสภาพเป็น trans fat ทันที หรือถ้าไม่ทอดซ้ำ ก็ให้รับประทานปริมาณน้อยๆ เนื่องจากเป็นกรดไขมันสาบโซ่ยาว ซึ่งเมื่อเข้าไปในร่างกายจะย่อยสลายได้ยาก
นายแพทย์บรรจบ ชุณหสวัสติกุล ให้ความเห็นเกี่ยวกับการรับประทานน้ำมันดังนี้
1.  รับประทานน้ำมันอิ่มตัว 1 ใน 3 ของปริมาณน้ำมันที่รับประทานในแต่ละวัน ประมาณ 250 แคลอรีต่อวัน น้ำมันที่แนะนำคือ น้ำมันมะพร้าว
2.  รับประทานน้ำมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว 1 ใน 3 ของปริมาณน้ำมันที่รับประทานในแต่ละวัน ประมาณ 250 แคลอรีต่อวัน น้ำมันที่แนะนำคือ น้ำมันเมล็ดชา และน้ำมันมะกอก
3. รับประทานน้ำมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน 1 ใน 3 ของปริมาณน้ำมันที่รับประทานในแต่ละวัน ประมาณ 250 แคลอรี/วัน  ได้แก่ น้ำมันพืชชนิดอื่นๆ

คำถาม
เราควรจะเก็บน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ไว้ในตู้เย็นหรือไม่ และสามารถเก็บไว้ได้นานเท่าไหร่ ?
ตอบ
เราไม่จำเป็นต้องเก็บน้ำมัน มะพร้าวไว้ในตู้เย็น เพราะว่าน้ำมันมะพร้าวมีความเสถียรสูงซึ่งทำปฎิกริยากับสารอื่นๆ ได้ต่ำมาก เราสามารถเก็บน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ (Extra Virgin Coconut Oil) ไว้ได้ถึง 2 ปี อย่างไรก็ตามเราสามารถยืดวันหมดอายุของมันไปได้อีก โดยการเก็บไม่ให้สัมผัสกับแสงแดดโดยตรง

คำถาม
ทำไมไม่ทำเป็นรูปแคปซูล รับประทานสะดวกและง่ายกว่าตั้งเยอะ ?
ตอบ
เพราะว่าการรับประทานในหนึ่งครั้งนั้น เราจะต้องรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมที่สามารถออกฤทธิ์ได้ หรืออีกนัยหนึ่งคือสามารถกระตุ้นระบบต่างๆภายในร่างกายได้ ซึ่งปริมาณที่เหมาะสมในการรับประทานต่อครั้งคือ 15 มิลลิลิตร หรือเทียบเท่ากับการรับประทาน 1 ช้อนโต๊ะซึ่งถ้ารับประทานในปริมาณที่น้อยเกินไป จะไม่ได้ผลเท่าที่ควร
1 เม็ดแคปซูลทั่วไป มีปริมาณสารที่บรรจุข้างในประมาณ 1 มิลลิลิตร (1,000 มิลลิกรัม) เท่านั้น ซึ่งถ้าเทียบกับการรับประทานในปริมาณที่กำหนดไว้คือ 15 มิลลิลิตรต่อมื้อพบว่า เราจะต้องรับประทานปริมาณแคปซูลถึง 15 เม็ดต่อมื้อ ซึ่งใน 1 วันเราจะต้องรับประทานถึง 45 เม็ด อาจจะไม่สะดวกต่อการรับประทาน โดยมาตรฐานทั่วไป 1 ขวดบรรจุภัณฑ์ มีปริมาณแคปซูลที่สามารถรับประทานได้ถึง 30 วัน ดังนั้นถ้าเราทำน้ำมันมะพร้าวในรูปแคปซูล เราจะต้องมีปริมาณแคปซูลถึง 1350 เม็ดต่อ 1 ขวด ซึ่งขนาดขวดจะต้องใหญ่มากอีกทั้งยังไม่สะดวกต่อการพกพาอีกด้วยเช่นกัน

คำถาม
การทำอาหารโดยใช้ น้ำมันมะพร้าวจะทำให้มันกลายเป็น Hydrogenated Oil หรือไม่ และเป็นอันตรายเหมือนกับการใช้น้ำมันที่มีการเติมไฮโดรเจน (Hydrogenated Oil) ลงไปหรือไม ่?
ตอบ
กระบวนการไฮโดรจิเนชั่น (Hydrogenation process) คือกระบวนการในระดับอุตสาหกรรม โดยใช้วิธีการเติมไฮโดรเจนลงไปในน้ำมันเพื่อทำให้เป็นของแข็งที่อุณหภูมิ ห้อง ผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตคือ กรดไขมันที่แปรสภาพ (Trans fatty acid) เป็นผลผลิตจากกระบวนการเติมไฮโดรเจน ซึ่งเป็นกรดไขมันที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยเป็นไขมันที่ก่อมะเร็ง น้ำมันมะพร้าวซึ่งเป็นน้ำมันที่มีความเสถียรสูงแม้ว่าที่อุณหภูมิสูงก็ตาม ดังนั้นมันจึงเป็นน้ำมันที่ดีที่สุดตัวหนึ่งในการนำมาใช้ในการประกอบอาหาร อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรใช้ความร้อนที่สูงเกินจุดควัน (Smoke point) ของมัน ซึ่ง ณ จุดนี้จะทำให้น้ำมันมะพร้าวเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีเหลืองได้ และเมื่อมันเปลี่ยนเป็นสีเหลืองดำ เราควรจะต้องเปลี่ยนน้ำมันใหม่ทันที จุดควันของน้ำมันมะพร้าวสามารถทำให้เพิ่มขึ้นได้โดยการเติมน้ำมันปาล์มสาย โซ่สั้น (Palm shortening) หรือน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ (Virgin palm oil)
*จุดควัน (Smoke point) ในที่นี้คือ อุณหภูมิแรก ณ จุดที่ทำให้น้ำมันมะพร้าวเกิดควันขึ้น

คำถาม
น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ (Extra Virgin Coconut Oil) มีประโยชน์อย่างไร
ต่อผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ?
ตอบ
โรคเบาหวานแบ่งออกเป็น 2 ชนิด
ชนิดที่ 1: ร่างกายไม่สามารถสร้างอินซูลินอย่างพอเพียง
ชนิดที่ 2: ร่างกายสร้างอินซูลินได้ แต่เซลล์ไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน

ได้มีการศึกษาพบว่าน้ำมันมะพร้าวช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือดได้ช่วยให้
ร่างกายเพิ่มการสร้างอินซูลิน และปรับเปลี่ยนให้เซลล์ตอบสนองต่ออินซูลิน
(Garfinkel et al. 1992; Han et al. 2003) ดังนั้นน้ำมันมะพร้าวจึงแก้โรคเบา
หวานทั้ง 2 ชนิดได้ ผู้ป่วยที่มือเท้าสูญเสียความรู้สึก กลับมามีความรู้สึกได้
เมื่อเติมน้ำมันมะพร้าวในอาหารเพียงไม่กี่สัปดาห์

โดยปรกติหลังจากรับประทานอาหาร ผู้ป่วยจะมีน้ำตาลในเลือดมาก
ปริมาณน้ำตาลที่สูงนี้สร้างปัญหาต่อสุขภาพ ผู้ป่วยจึงต้องตรวจน้ำตาลใน
เลือด หากมีน้ำตาลในระดับสูงจำเป็นต้องฉีดอินซูลินเพื่อลดน้ำตาล การ
บริโภคน้ำมันมะพร้าวจะช่วยลดการนำน้ำตาลเข้าไปในกระแสเลือด ผู้ป่วย
บางคนสามารถควบคุมและลดปริมาณน้ำตาลในเลือด โดยการเติมน้ำมัน
มะพร้าวลงในอาหาร (Fife 2006)
ที่มา: เอกสารวิชาการ "มหัศจรรย์น้ำมันมะพร้าว" โดย ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา

คำถาม
น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ (Extra Virgin Coconut Oil) ปลอดภัยต่อหญิงตั้งครรภ์หรือไม่ ?
ตอบ
น้ำมันมะพร้าวคืออาหาร และเป็นอาหารหลักของพวกเรามาตั้งแต่อดีตกาล มันจึงปลอดภัยสำหรับทุกๆคน อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณยังไม่เคยบริโภคน้ำมันมะพร้าว คุณควรจะรับประทานเริ่มต้นทีละน้อยก่อนเสมอ

คำถาม
น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ (Extra Virgin Coconut Oil) มีประโยชน์อย่างไร่
ต่อผู้ที่เป็นโรคตับ ?
ตอบ
กรดไขมันสายสั้นและสายกลางเป็นกรดไขมันโมเลกุลเล็ก หากกินเข้าไป
มันจะถูกดูดซึมเข้าสู่ตับโดยตรง แล้วจะถูกใช้เป็นพลังงานของตับ ซึ่งจะมี
ประโยชน์ ในกรณีของตับอักเสบเรื้อรัง หากจะให้แนะนำการรับประทาน
น้ำมันมะพร้าว เพื่อรับเอากรดไขมันขนาดกลางและสั้น จำเป็นจะต้อง
1. งดน้ำมันอย่างอื่นทั้งหมดรวมทั้งกะทิ เพื่อป้องกันไม่ให้มีไขมันมากเกิน
.   ไปให้เป็นปัญหาต่อตับอีก
2. ใช้น้ำมันมะพร้าวเพียงเล็กน้อย แนะนำว่าใช้เพียงวันละ 1-2 ช้อนโต๊ะ
    ก็เพียงพอแล้ว ถึงน้ำมันมะพร้าวจะมีประโยชน์ก็ต้องไม่ใช้มากกว่านี้
ที่มา : หนังสือเรื่อง ไวรัสตับอักเสบ บำบัดได้ด้วยวิธีธรรมชาต

คำถาม
การตรวจสอบสุขภาพโดยดุจากค่าคลอเรสเตอรอลนั้นทำได้อย่างไร ?
ตอบ
วิธีเปรียบเทียบที่สำคัญที่เราควรรู้ไว้เป็นพื้นฐานสำหรับเวลาไปหาหมอตรวจสุขภาพ ให้ดูไขมันทั้ง 3 ชนิดโดยดูสัดส่วนดังนี้
1. สัดส่วนของ  Total Chol / HDL-Chol  ควรน้อยกว่า 4.6
2. สัดส่วนของ  LDL-Chol / HDL-Chol ควรน้อยกว่า 3
ซึ่งจะพบว่า ผู้ที่มีคลอเรสเตอรอลรวมเยอะก็ไม่ได้หมายความว่าสุขภาพไม่ดี ต้องมาดูกันที่คลอเรสเตอรอลตัวอื่นๆประกอบด้วย ถ้า HDL-Chol  เพิ่มขึ้นก็แสดงถึงสุขภาวะที่ดี แต่ในทางกลับกัน ถ้าคลอเรสเตอรอลรวมเพิ่มขึ้น แต่ LDL-Chol ไม่เพิ่ม ต้องลองเอา LDL-Chol และ HDL-Chol มาหารกันดู ถ้า LDL-Chol ไม่ได้มากกว่า HDL-Chol เกิน 3 เท่า ก็ยังถือว่าปลอดภัย

คำถาม
ทำไมน้ำมันมะพร้าวถึงเป็นน้ำมันที่ดีต่อโรคหัวใจ ?
ตอบ
1. ไม่เพิ่มระดับคอเรสเตอรอลในเลือด
2. ไม่ได้ทำให้เกล็ดเลือดซึ่งมีขนาดครึ่งหนึ่งของเม็ดเลือดแดงจับตัวกันเป็น
     ลิ่มเลือด
3.  ช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอลทั้งในเลือดและในตับ
4.  เพิ่มการสะสมของสารต้านอนุมูลอิสระ
ที่มา : หนังสือ "น้ำมันมะพร้าวรักษาโรค" โดย นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล และ ดร. ณรงค์ โฉมเฉลา

คำถาม
น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ (Extra Virgin Coconut Oil) มีประโยชน์ในการป้องกันโรคหัวใจได้อย่างไร ?
ตอบ
ความคิดและความเชื่อว่า น้ำมันมะพร้าวซึ่งมีไขมันอิ่มตัวสูงนั้นเป็นต้นเหตุของโรคหัวใจนั้นอยู่คู่ กับชาวโลกมานานหลายสิบปี จนเมือไม่นานมานี้เริ่มมีข้อมูลใหม่เกิดขึ้นคือน้ำมันมะพร้าวไม่ได้เป็น สาเหตุของโรคหัวใจ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ขัดแย้งอย่างรุนแรงกับข้อมูลเดิม
มาพิจารณากันที่ความจริงที่เกิดกับชาวหมู่เกาะ แปซิฟิกและชาวศรีลังกา ซึ่งเป็นชนชาติที่กินน้ำมันมะพร้าวกันมาก พบว่าไม่มีใครมีปัญหาเรื่องคอเลสเตอรอลสูง โรคอ้วน ไม่มีใครท้องผูกหรือมีปัญหาระบบขับถ่าย ไม่มีใครป่วนเป็นโรคไต แม้กระทั่งโรคหัวใจ ในประทศศรีลังกามีอัตราการเกิดโรคหัวใจเพียง หนึ่งแสนคนเท่านั้น ซึ่งถ้าน้ำมันมะพร้าวไม่ดีต่อสุขภาพจริง ชาวเกาะทั้งหลายหรือแม้แต่ชาวศรีลังกาก็คงป่วยตายกันไปหมดแล้ว

ชอร์แลนด์และคณะเสนองานวิจัยทางระบาดวิทยาว่าด้วยเรื่องไขมันเลือดของชาว เกาะโพลีนีเซียนซึ่งกินน้ำมันมะพร้าวเป็นอาหารประจำวันมาก เขาพบว่ากลุ่มคนเหล่านี้มีระดับคลอเรสเตอรอลต่ำ และมีอัตราโรคเส้นเลือดแข็งต่ำกว่ากลุ่มคนชาวยุโรป รวมทั้งชาวเกาะที่กินอาหารแบบตะวันตกด้วย (Shorland, F.B., et al. Studies on fatty acid composition of adipose tissue and blood lipids of Polynesians. Am J Clin Nutr 1969; 22(5): 594-605.)
ความรู้นี้ได้รับการยืนยันในปี  ค.ศ. 1981 ด้วยงานของไพเออร์ที่พบว่าชาวเกาะซึ่งกินน้ำมันมะพร้าวเกิน 50% ของแคอรีรวมกลับไม่มีปัญหาเรื่องระดับคอเลสเตอรอล งานของไพเออร์ดูละเอียดลึกเข้าไปถึงอาหารของชาวเกาะ และพบว่าพวกเขากินน้ำมันมะพร้าวมากถึงวันละ 100 กรัม ซึ่งให้แคลอรีสูงถึง 900 กิโลแคลอรี แต่กลับไม่พบโรคหัวใจ โรคเบาหวาน มะเร็ง และโรคไทรอยด์ต่ำ นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยทำนองเดียวกันอีกหลายชิ้นที่พบความปลอดภัยของน้ำมัน มะพร้าวต่อโรคหัวใจอีกด้วย
ที่มา : หนังสือ น้ำมันมะพร้าวรักษาโรค โดย นพ.บรรจบ ชุณหสวัสติกุล และ ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา หน้า 25-28

คำถาม
ทำไมกินน้ำมันมะพร้าวแล้วถึงไม่อ้วน และยังช่วยลดความอ้วนได้อีกด้วยจริงหรือไม่ ?
ตอบ
อาหารที่เรากินเข้าไปนั้น มีส่วนประกอบของไขมันอยู่ ไขมันที่เรากินเข้าไปนั้นจะแตกตัวออกเป็นกรดไขมันสายโซ่โมเลกุลต่างๆกันมาก มายโดยเอนไซม์เลเปส ซึ่งกรดไขมันเหล่านี้จะไปยึดจับกับเซลล์ไขมันของเราโดยตรง และสะสมในปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ เมิ่อเปรียบเทียบกับสารอาหารอื่นๆ เช่น โปรตีนหรือคาร์โบไฮเดรต จะถูกย่อยสลายและใช้เป็นพลังงานอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ถ้าเรารับประทานโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตมากเกินความต้องการของร่างกาย ก็จะทำให้เราอ้วนได้เช่นกัน จะเห็นได้ว่าอาหารที่เรารับประทานเข้าไป ซึ่งเป็นประเภทไขมันนั้นจะไปสะสมที่เซลล์ไขมันของเราโดยตรง และวิธีที่จะกำจัดมันทิ้งคือการใช้พลังงานของร่างกายให้มากกว่าพลังงานที่ รับเข้าไป เราจึงจะสามารถดึงไขมันที่สะสมอยู่ออกมาใช้เป็นพลังงานได้

ร่างกายของมนุษย์สามารถเปลี่ยนน้ำมันมะพร้าวที่มีสายโซ่โมเลกุลขนาดกลาง (C8 - C14) ให้เป็นพลังงานอย่างรวดเร็ว โดยมันจะไม่เข้าสู่กระแสเลือดเหมือนไขมันชนิดอื่นๆ และได้มีการวิจัยว่าน้ำมันมะพร้าวมีปริมาณคอเลสเตอรอลน้อยที่สุด เพียง 14 ส่วนในล้านส่วนเมื่อเทียบกับน้ำมันชนิดอื่นๆ เมื่อเราบริโภคเข้าสู่ร่างกายมันจะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานที่ตับอย่างรวดเร็ว ทำให้ไม่เกิดการสะสมเป็นไขมันในหลอดเลือดและเนื้อเยื่อส่วนอื่น ๆ ในร่างกาย และน้ำมันมะพร้าวยังไปกระตุ้นอัตราการเผาผลาญพลังงาน (Metabolic rate) ไขมันส่วนเกินที่สะสมไว้ในส่วนต่างๆของร่างกายให้เป็นพลังงานอีกด้วย จึงมีส่วนช่วยในการลดน้ำหนักและลดความอ้วนได้ อย่างไรก็ตามเราควรที่จะต้องออกกำลังกายร่วมด้วยเพื่อสร้างเซลล์กล้ามเนื้อ เพราะว่า เซลล์กล้ามเนื้อมีความสามารถในการเผาผลาญพลังงานได้ดีกว่าเซลล์ไขมัน ดังนั้นถ้าเรามีเซลล์กล้ามเนื้อมากซึ่งได้จากการออกกำลังกาย ก็จะทำเรามีระบบการเผาผลาญที่ดีตามไปด้วย ซึ่งแน่นอนว่าการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุย่อมดีกว่าการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เช่น การอดอาหาร เป็นต้น
งานวิจัยที่ 1: เป็นงานวิจับของมหาลัยแม็กกิลที่แคนาดาพบว่า ถ้าคุณทดแทนน้ำมันทุกชนิดในอาหารของคุณซึ่งก็ล้วนเป็นกรดไขมันสายยาวทั้ง นั้น เช่น น้ำมันหมู น้ำมันปาล์ม น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันทานตะวัน แม้กระทั่งน้ำมันมะกอก แต่ทดแทนด้วยน้ำมันมะพร้าวซึ่งเป็นกรดไขมันสายกลาง กินต่อเนื่องไปตลอดปี คุณจะลดน้ำหนักได้ถึง 15 กิโลกรัมต่อปี อย่างไรก็ตามนักวิจัยทีมนี้กล่าวว่า คุณต้องไม่กินนมและผลิตภัณฑ์นมวัว เพราะนั่นเป็นแหล่งน้ำมันจากสัตว์ ต้องไม่กินเฟรนซ์ไฟร์ซึ่งเป็นน้ำมันปาล์มทอดซ้ำ ไม่กินขาหมู ข้าวมันไก่ ซึ่งเป็นกระทำที่ทำได้ยากทีเดียว แต่มันก็ช่วยเรื่องสุขภาพได้ดีทีเดียวเช่นกัน (St-Onge, M. and Jones, P.J.H. Physiological effects of medium-chain triglycerides: potential agents in the prevention of obesity. J of Nutr 2002;132(3): 329-332.)
งานวิจัยชิ้นที่ 2: เป็นงานวิจับของสกาลฟี กล่าวว่า พลังงานที่ใช้ก่อนและหลัง มื้ออาหารที่ใส่น้ำมันสายกลาง พบว่าในคนปกติเมื่อกินน้ำมันมะพร้าว อัตราการเผาผลาญพลังงานจะเพิ่มขึ้น 48% ครั้นศึกษาในคนอ้วนพบว่า น้ำมันมะพร้าวช่วยเร่งอัตราการเผาผลาญถึง 65% เลยที่เดียว นั้นแปลว่า คนยิ่งอ้วนยิ่งถูกกระตุ้นให้เผาผลาญอาหารได้เร็วขึ้นด้วยน้ำมันมะพร้าว มากกว่าคนผอม ด้วยเหตุนี้คนที่มีรูปร่างผอมอยู่แล้ว การกินน้ำมันมะพร้าวไม่น่าจะเห็นผลที่ชัดเจนมากนัก (Scalfi, L., et. Al. Postpandial thermogenesis in lean and obese subjects after meals supplemented with medium-chain and long-chain triglycerides. Am J Clin Nutr 1991; 53:1130-1133.)
งานวิจัยชิ้นที่ 3: เป็นงาน วิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร International Journal of Obesity โดนสตับบส์และคณะ ดป็นการศึกษาเปรียบเทียบความหิวกระหายระหว่าการกินกรดไขมันสายกลาง (น้ำมันมะพร้าว) และกรดไขมันสายยาว (น้ำมันขนิดอื่นๆ) พยว่า น้ำมันมะพร้าวทำให้ผู้บริโภคอิ่มเร็วและอิ่มนานกว่าน้ำมันประเภทอื่นๆ งานวิจัยชิ้นนี้มีความนัยอยู่ว่า การกินน้ำมันมะพร้าวจะได้ผลลดน้ำหนักก็ต่อเมื่อ คนนั้นกินแคลอรี่รวมน้อยลงด้วย น้ำมันมะพร้าวมีผลเพิ่มอัตราการเผาผลาญอาหารของร่างกายเพิ่มขึ้น ทำให้ไม่เหลือน้ำมันตกค้างภายในร่างกายจนสะสมเป็นความอ้วน ซึ่งหมายถึงพฤติกรรมเรื่องการออกกำลังกาย จำเป็นด้วย ถ้าเพียงแต่กินน้ำมันมะพร้าวแล้วนั่งเฉยๆย่อมได้ผลลัพธ์ที่น้อยกว่า (Stubbs, R.J. and Harbron, C.G., Covert manipulation of the ration of medium to long-chain triglycerides in isoenergetically dense diets: effect on food intake in ad libitum feeding men. Int. J. Obs 1996; 20:435-444.)

คำถาม
น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์สกัดเย็นมีประโยชน์อย่างไรบ้าง ในการป้องกันโรคมะเร็ง?
ตอบ
1. มะเร็งลำไส้ : ได้มีการศึกษาน้ำมันชนิดต่างๆ ในหนูทดลองซึ่งถูกกระตุ้นด้วยสารก่อมะเร็งชื่อ azoxymethane ผลปรกฎว่า น้ำมันมะพร้าวมีผลชงักการเจริญเติบโตของมะเร็งลำไส้ ที่กระตุ้นด้วยสารก่อมะเร็ง ได้ดีกว่าน้ำมันไม่อิ่มตัว เช่น น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันข้าวโพด และน้ำมันมะกอก โดยน้ำมันมะกอกและน้ำมันมะพร้าว ต่างก็สร้าง adenocarcinomas ในระดับเท่ากันคือ 3 % แต่ในสัตว์ทดลองที่มีลำไส้เล็กที่เลี้ยงด้วยน้ำมันมะพร้าว ไม่เกิดเ้ื่นื้องอก ในขณะที่สัตว์ทดลองที่เลี้ยงด้วยน้ำมันมะกอกเกิดเนื้องอก 7% (Reddy and Macura 1984)
2. มะเร็งเต้านม : จากผลการวิจัยของ Cohen และคณะ (1984, 1986a, b, 1987) แสดงให้เห็นถึงผลของน้ำมันมะพร้าวในการชงักการเจริญเติบโตของมะเร็งเต้านม ที่ถูกกระตุ้นทางเคมี ในขณะที่น้ำมันอื่นๆไม่ได้ชงักเลย ในกรณีนี้ การเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยของคอเลสเตอรอลในกระแสเลือดในสัตว์ทดลองที่เลี้ยง ด้วยน้ำมันมะพร้าวมีผลต่อต้านมะเร็ง เมื่อเปรียบเทียบกับการเลี้ยงด้วยน้ำมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน น้ำมันมะพร้าวมีผลในการไปลดคอเลสเตอรอลรวมในกระแสเลือด และลดการเกิดเนื้องอกมากกว่า
3. มะเร็งผิวหนัง : จากผลการวิจัยของ Nolasco และคณะ (1994) ได้ทดลองใช้สารเคมีกระตุ้นให้เกิดมะเร็งผิวหนังในหนูทดลอง ซึ่งมะเร็งจะพัฒนาขึ้นภายใน 20 สัปดาห์ อย่างไรก็ตามเมือใช้น้ำมันมะพร้าวร่วมกับสารเคมี ก็ไม่เกิดมะเร็งขึ้นแต่อย่างใด เนื่องจาก น้ำมันมะพร้าวมมีโมเลกุลขนาดเล็กจึงสามารถถูกดูดซึมเข้าไปในผิวหนังได้ง่าย จึงช่วยต่อต้านการเกิดอนุมูลอิสระได้ดี และยังช่วยให้ผิวหนังดูอ่อนกว่าวัยด้วย
4. มะเร็งตับ : จากการศึกษาของ Balatano-Jayme และคณะ (1976) การบริโภคน้ำมันมะพร้าวสามาถป้องกันตับไม่ให้เกิดมะเร็งที่เกิดจากผลของ อัลฟาทอกซินได้ โดยสารนี้สร้างขึ้นโดยเชื้อรา Aspergillus flava ซึ่งน้ำมันมะพร้าวสามารถฆ่าได้
ที่มา: น้ำมันมะพร้าวป้องกันมะเร็งตับได้อย่างไร? โดย ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา หน้า 17-20

คำถาม
วิตามินอี (Vitamin E) ซึ่งพบได้ในน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์สกัดเย็นมีประโยชน์อย่างไร ?
ตอบ
ได้มีการศึกษาวิจัยมากมาย เกี่ยวกับประโยชน์ของวิตามินอี ซึ่งในปัจจุบันได้ยอมรับว่ามันมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ที่ดีโดยไปขัดขวางปฏิกิริยาออกซิเดชั่นของสารในร่างกาย จึงเป็นตัวที่ถูกออกซิไดส์เองแทนสารอื่นๆในร่างกายที่มีความไวต่อการถูกออก ซิไดส์ได้น้อยกว่า ป้องกันไขมันไม่อิ่มตัวที่กินเข้าไปรวมกับออกซิเจนซึ่งจะก่อให้เกิดอนุมูล อิสระ ช่วยขยายหลอดเลือดและป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือดที่เป็นสาเหตุของโรค หัวใจ ทำให้การไหลเวียนดีขึ้น ป้องการการเกาะตัวของเกร็ดเลือดที่ผนังหลอดเลือด จึงช่วยลดการอุดตันของคอเลสเตอรอล ทั้งตัวมันเองยังมีฤทธิ์ลดคอเลสเตอรอล ทำให้ร่างกายมีการนำพาออกซิเจนได้อย่างสะดวก ส่งผลให้ร่างกายใช้ออกซิเจนได้ดีขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อมีกำลังมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้มีการผลัดผิวหนังขึ้นมาใหม่ ช่วยเพิ่มการทำงานของอินซูลิน ทำให้ระบบประสาทดีขึ้นสามารถทำงานได้ตามปกติ ช่วยทำให้ระบบสืบพันธ์เป็นปกติ รักษาอาการเป็นหมันได้ ช่วยป้องกันการเกิดต้อกระจกได้ และยังเชื่อว่าทำลายฤทธิ์ของสารก่อมะเร็งได้ด้วย โดยวิตามินอีที่พบในน้ำมันมะพร้าวนั้นจะต้องเป็นกระบวนการสกัดเย็นจึงจะ สามารถรักษาวิตามินอีตัวนี้ไว้ได้ในปริมาณสูง

คำถาม
น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ (Extra Virgin Coconut Oil) มีประโยชน์ต่อผิวหนังและเส้นผมอย่างไรบ้าง ?
ตอบ
น้ำมันมะพร้าวมีฤทธิ์ในการ ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราที่ก่อให้เกิดโรคที่ผิวหนัง เช่น กลากเกลื้อน ฮ่องกงฟุต ผิวหนังเป็นผื่น อักเสบ ตลอดจนผิวหนังแห้งที่แห้งหยาบ ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นได้ดี ทำให้ผิวเนียนนุ่ม จึงช่วยลดริ้วรอยเหี่ยวย่นตื้นๆได้ รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก โดยการทาชโลมทั่วบริเวณนั้น แล้วใช้ผ้าสะอาดพันรอบซึ่งจะช่วยป้องกันการติดเชื้อได้ โดยผิวหนังที่เสียสภาพไปนั้นอย่าขูดออก พยายามอย่าให้แผลโดนน้ำ และปล่อยให้มันลอกหลุดไปเองซึ่งจะทำให้ไม่เป็นแผลเป็นหรือเป็นน้อยที่สุด รักษาโรคผิวหนังสะเก็ดเงิน หนังศรีษะแห้งลอก ด้วยการหมักผมทิ้งไว้ก่อนใช้แชมพูสระผมผสมโคลทาร์ อย่างไรก็คามโรคนี้รักษาไม่หายขาด ดังนั้นเราต้องช่วยเหลือตัวเองด้วย เช่น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ เป็นต้น และน้ำมันมะพร้าวมีประโยชน์ต่อเส้นผมคือ ช่วยให้ผมนิ่ม ช่วยรักษาผมแห้งแตกปลาย ช่วยบำรุงหนังศีรษะป้องกันรังแคทำให้เส้นผมดกดำ

คำถาม
อยากทราบว่าการนำน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์มาหมักผม จะต้องทำอย่างไร ?
ตอบ
การหมักผมส่วนใหญ่แล้ว ทำอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง ครั้งนึงใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง ก็เพียงพอแล้ว และถ้าบางคนต้องการนำมาใช้เป็นเซรั่มบำรุงผม ให้ใฃ้ลูบผมปริมาณน้อยๆ จับที่บริเวณโคนผมแล้วลูบมาที่
ปลายผม ผมจะสวย เงางาม ไม่ต้องล้างออก เส้นผมไม่เสียแน่นอน
เคล็ดลับผมสวยด้วยน้ำมันมะพร้าว

บำรุงเส้นผมไม่ให้ร่วง

ป้องการผมหลุดร่วงโดยบำรุงผมให้แข็งแรงถึงรากผมด้วยการใช้ขิงแก่นำมาบดแล้วห่อด้วยผ้าขาวบาง ผสมน้ำมันมะพร้าวประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะ นำ มาคลึงที่หนังศีรษะให้ทั่วเป็นเวลานานประมาณ 15-20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด การประคบดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นรากผมให้ผมที่งอกขึ้นมามีรากผมที่แข็งแรง และไม่หลุดร่วง

ลดความมันของเส้นผม ปกป้องผมจากรังแค

ด้วยการใช้มะนาวหรือมะกรูดผสมกับน้ำมันมะพร้าวประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะ นำ ส่วนผสมดังกล่าวมาชโลมผม ทิ้งไว้ประมาณ 1-2 ชั่วโมงแล้วจึงล้างออกและสระด้วยยาสระผม และครีมบำรุงผมมะกรูด - มีองค์ประกอบของสารไนอาซีน เหล็ก ฟอสฟอรัส แคลเซียม โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และกรดอินทรีย์อื่นๆ ที่ช่วยบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะ ทำให้เส้นผมนุ่ม มีน้ำหนัก เงางาม ดกดำ และไม่มีรังแค ช่วยปรับค่า pH ของเส้นผมที่มีค่าความเป็นด่างสูง ซึ่งเกิดขึ้นจากการใช้แชมพู อีกทั้งยังช่วยบำรุงผมไม่ให้หงอกก่อนวัย

ฟื้นฟูผมเสียสู่สภาพปกติ

บำรุงผมเสียให้กลับคืนสู่ผมที่มีสุขภาพดีได้ด้วยการนำว่านหางจระเข้มาปอกเปลือก นำไปปั่นให้ละเอียดผสมน้ำมันมะพร้าว 2-3 ช้อนโต๊ะ แล้วนำมาหมักผมไว้เป็นเวลานาน 30 นาที หรืออาจจะใช้ตะไคร้ ให้นำมาปั่นผสมน้ำมันมะพร้าวแล้วเอาน้ำมาหมักผมที่แตกปลายให้กลับสู่สภาพปกติได้ดี
ผมนุ่มสลวยมีน้ำหนัก
ใช้กล้วยหอมที่สุกค่อนข้างจะงอม นำเอามายีหรือปั่นผสมกับน้ำมันมะพร้าว นำ มาใช้หมักผมที่แห้งหมาดๆ แล้วทิ้งไว้เป็นเวลานาน 15-20 นาที เมื่อล้างออกแล้วให้ใช้มะกรูดเผา คั้นเอาน้ำมาชโลมผม นอกจากจะช่วยให้ผมมีน้ำหนัก และสปริงตัวได้อย่างเป็นธรรมชาติแล้ว ยังช่วยให้ผมมีกลิ่นหอมและไม่แห้งแตกปลายอีกด้วย
กล้วยหอม - มีองค์ประกอบของสารเพคตินที่จะช่วยเคลือบเส้นผม ให้ผมนุ่มมันเงา นุ่มลื่น โดยแร่ธาตุต่างๆ อาทิ ฟอสฟอรัส แคลเซียม ฯลฯ จะช่วยบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะ ป้องกันเส้นผมถูกทำลายจากอนุมูลอิสระ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘