ชำแหละ SNC อะไรทำให้ราคาหุ้นไต่ระดับขึ้นไปอย่างมั่นคง

ในครั้งที่แล้วผมได้ชำแหละปัจจัยพื้นฐานและจังหวะการซื้อขายหุ้น PTL  (คลิกที่นี่เพื่อย้อนไปอ่าน) ซึ่งทำให้ตัวผมเองเกิดอาการ "ตาสว่าง" ขึ้นมาพร้อมกับวาบความคิดที่ผุดขึ้นมาพร้อม ๆ กันว่า "อย่างนี้นี่เอง !" จากนั้นเป็นต้นมานิสัยการลงทุนโดยไม่ทำการบ้านให้ดีก่อนก็ได้อันตรธานหายไป เกิดเป็นกฎเหล็กข้อใหม่ที่ต้องบังคับใช้ก่อนซื้อหุ้นทุกครั้งว่า "จงชำแหละหุ้นดูให้ดี ๆ ก่อน ยังไม่ถึงเวลาอย่าซื้อ" มาในครั้งนี้ ผมจะลองชำแหละดูสิ่งที่อยู่ภายในหุ้นอีกตัวหนึ่งซึ่งมีลักษณะการประกอบ กิจการแตกต่างจาก PTL ออกไป นั่นคือหุ้น SNC บริษัทนี้เข้ามาสู่ความสนใจของผมเมื่อประมาณ 1-2 ปีที่แล้ว โดยผมได้ดูรายการ Money Talk ทาง Money Channel ผู้ดำเนินรายการได้สัมภาษณ์ผู้บริหารเกี่ยวกับกิจการ ซึ่งผมก็ดู  ไปเรื่อย ๆ ไม่ได้คิดอยากซื้อหุ้นตัวนี้แต่อย่างใด มาบัดนี้หุ้น SNC ได้เพิ่มราคาขึ้นจากเวลานั้นเกินสองเท่าตัวเข้าไปแล้ว เมื่อดูกราฟราคาหุ้นพบว่า ไต่ระดับสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ อย่างมั่นคง อะไรทำให้เป็นเช่นนั้น ? ต่อไปนี้ผมจะใช้กระบวนการชำแหละหุ้น SNC เช่นเดียวกับที่เคยทำกับ PTL มาก่อน แล้วมาดูกันว่าเราจะได้เรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่
          เิริ่มด้วยการรู้จักกิจการของ SNC ก่อน ข้อมูลจากเว็บไซต์บริษัทสรุปได้ว่า SNC former เป็นผู้ผลิต ชิ้นส่วนแอร์รถยนต์ ชิ้นส่วนแอร์บ้าน ชิ้นส่วนคอมเพรสเซอร์ ชิ้นส่วนตู้เย็น ชิ้นส่วนโลหะแผ่นขึ้นรูป และรับจ้างผลิตเครื่องปรับอากาศแบบ OEM (ใส่ยี่ห้อของลูกค้า) เมื่อคิดถึงภาวะโลกร้อนแล้วกิจการนี้น่าจะมีอนาคตและอยู่ไปได้อีกนาน ลักษณะที่ต่างจาก PTL คือมีการใช้แรงงานฝีมือในการผลิตและประกอบชิ้นส่วนผลิตภัณฑ์ ส่วน PTL ผลิตฟิล์มพลาสติกด้วยเครื่องจักร ใช้แรงงานฝีมือน้อย ต่อไปจึงดูกราฟราคาหุ้น SNC แบบรายเดือนเท่าที่มีข้อมูล พบว่า กราฟฮิสโตแกรม MACD รายเดือน เคยตัดแกนศูนย์จากด้านลบขึ้นไปด้านบวก 2 ครั้ง ครั้งแรกเกิดเมื่อปลายเดือนตุลาคม 2006 (ช่วงรัฐประหาร คมช.) หลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวในกราฟ MACD รายเดือน ราคาหุ้นได้ไต่ระดับจาก 6.25 บาท ขึ้นไปถึง 17.30 บาท ณ ปลายเดือนกรกฎาคม 2007 หรือเพิ่มขึ้น 176% ภายใน 9 เดือน ต่อมาเมื่อเกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ราคาหุ้นได้ลดลงมาจนต่ำกว่าช่วงก่อนรัฐประหาร จนกระทั่งเกิดการตัดแกนศูนย์จากด้านลบขึ้นไปด้านบวกของกราฟ MACD รายเดือนอีกครั้งเมื่อปลายเดือนกันยายน 2009 ในครั้งที่ 2 นี้ ราคาหุ้นได้ไต่ระดับจาก 6.15 บาท ขึ้นมาที่ 21.50 บาท ณ ปลายเดือนเมษายน 2011 หรือเพิ่มขึ้น 249% ภายใน 19 เดือน ณ จุดนี้ เราพบว่า การใช้กราฟ MACD รายเดือนเพื่อดูแนวโน้มราคาหุ้นในกรอบใหญ่ใช้ได้ดีกับหุ้น SNC เช่นเดียวกันกับหุ้น PTL

                                  (คลิกเพื่อขยายภาพ)

          ต่อไปเป็นการรวบรวมงบการเงินของ SNC ย้อนกลับไปไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยการสืบค้นจากหน้าเว็บไซต์ของบริษัท หรือจากกูเกิล หรือขอจากเจ้าหน้าที่มาร์เก็ตติ้งของโบรกเกอร์ที่เราเปิดบัญชีอยู่ ผมรวบรวมข้อมูลย้อนไปได้ไกลที่สุดถึงปี 2003 (ในช่วง 2003- 2005 เป็นงบรายปีเพราะบริษัทยังไม่เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์) สำหรับปี 2006 เป็นต้นมาจึงเป็นงบรายไตรมาส เริ่มต้นเป็นการแกะข้อมูลจากงบการเงินรายไตรมาสเพื่อคำนวณหา กำไรสุทธิต่อ หุ้น (earning per share: EPS) การเติบโตของกำไรต่อหุ้นเทียบกับระยะเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า (YOY EPS growth) รายได้ต่อหุ้น (revenue per share) การเติบโตของรายได้ของกิจการ (YOY revenue growth) กำไรของผู้ถือหุ้น (owner's earning) มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (Net Asset Value) และการประหยัดจากขนาด (economy of scale)  การเปลี่ยนแปลงค่าของปัจจัยเหล่านี้ในแต่ละไตรมาสที่ผ่านไปจะให้ข้อมูลที่ เป็นประโยชน์ในการติดตามความก้าวหน้าของการดำเนินกิจการได้อย่างทันท่วงที วิธีการคำนวณปัจจัยพื้นฐานดังกล่าวตลอดจนที่มาของข้อมูลจากส่วนต่าง ๆ ของงบการเงินสรุปได้ดังนี้
  • EPS หาได้จากการนำ กำไรสุทธิ (net income) หารด้วยจำนวนหุ้น โดยเอากำไรสุทธิมาจาก งบกำไร-ขาดทุน (income statements) และเอาจำนวนหุ้นมาจาก งบดุล (balance sheet)
     
  • การเติบโตของ EPS หาได้จากการเปรียบเทียบ EPS ของไตรมาสที่กำลังคำนวณ กับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า หรือ
    100 x ( EPS ไตรมาสที่คำนวณ - EPS ไตรมาสปีก่อนหน้า) / EPS ไตรมาสปีก่อนหน้า
    เป็นเปอร์เซนต์
     
  • รายได้สุทธิต่อหุ้น หาได้จาก รายได้สุทธิ (total revenue) หารด้วยจำนวนหุ้น โดยเอารายได้สุทธิมาจาก งบกำไร-ขาดทุน (income statements)
     
  • การเติบโตของ รายได้สุทธิต่อหุ้น หาได้จากการเปรียบเทียบ รายได้สุทธิต่อหุ้น ของไตรมาสที่กำลังคำนวณ กับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า หรือ
    100 x (รายได้ไตรมาสที่คำนวณ - รายได้ไตรมาสปีก่อนหน้า) / รายได้ไตรมาสปีก่อนหน้า
    เป็นเปอร์เซนต์
     
  • กำไรของผู้ถือหุ้น (owner's earning) เป็นเงินสุทธิที่ไหลเข้าบริษัทในรอบระยะเวลานั้นซึ่งหักค่าใช้จ่ายลงทุน เกี่ยวกับที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ ออกไปแล้ว เปรียบเสมือนมูลค่ากำไรที่สะสมตกทอดมายังเจ้าของกิจการ (ผู้ถือหุ้น) กำไรของผู้ถือหุ้น อาจเรียกได้อีกชื่อหนึ่งว่า กระแสเงินสดอิสระ (free cash flow) การคำนวณเริ่มจากการนำกระแสเงินสดที่ได้รับจากการดำเนินงาน (operating cash flow) หักออกด้วยค่าใช้จ่ายลงทุนใน ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ (capital expenditures) ที่จำเป็นต้องใช้ในการรักษาสถานะของกิจการให้คงอยู่ต่อไป

    สำหรับกระแสเงินสดจากการดำเนินงานหาได้จากงบกระแสเงินสด (cash flow statements) ในส่วน กระแสเงินสดจากกิจกรรมการดำเนินงาน (cash flow from operating activities) ที่ระบุว่า เงินสดที่ได้รับเข้ามาจากกิจกรรมการดำเนินงาน (net cash obtained from operating activities)

    ส่วนค่าใช้จ่ายลงทุนเพื่อรักษาสถานะของกิจการหาได้จากงบกระแสเงินสด (cash flow statements) ในส่วน กระแสเงินสดจากกิจกรรมการลงทุน (cash flow from investing activities) ที่ระบุว่าเป็นเงินสดจ่ายเพื่อซื้อที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ (cash paid for acquisition of property, plant and equipment)

    โดยสรุป owner's earning  = free cash flow =
    [cash obtained from operation] -[ cash paid for acquisition of property, plant and equipment]
     
  • การประหยัดจากขนาด (economy of scale) หมายถึง กำไรของผู้ถือหุ้นที่กิจการได้รับต่อปริมาณเงินลงทุนที่ใช้ไปในการซื้อ ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์  กิจการที่ใช้สร้างกำไรของผู้ถือหุ้นได้มากโดยใช้เงินลงทุนในที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์น้อย ๆ ถือเป็นกิจการที่มีการประหยัดจากขนาด เปรียบกิจการแบบนี้เหมือนเป็นเครื่องปั๊มเงิน เราแค่ป้อนวัตถุดิบคือ กระดาษ หมึกพิมพ์ และไฟฟ้าเข้าไป เครื่องก็จะพ่นธนบัตรออกมา ในฐานะเจ้าของเครื่องปั๊มเงิน เราย่อมอยากได้เครื่องปั๊มเงินที่กินไฟน้อย ใช้กระดาษ และหมึกพิมพ์อย่างประหยัดที่สุด แต่พ่นธนบัตรออกมามากที่สุด ดังนั้นตัวเลขการประหยัดจากขนาดที่ได้จากการคำนวณแบบนี้ ยิ่งเป็นตัวเลขที่มาก ยิ่งดี
     
  • มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) ต่อหุ้น คือ สินทรัพย์ลบด้วยหนี้สิน หารด้วยจำนวนหุ้น เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า มูลค่าทางบัญชีของกิจการ (book value) สินทรัพย์สุทธิ และหนี้สินสุทธิ เอามาจากงบดุล  (balance sheet)
          เป้าหมายของการชำแหละหุ้นก็คือการดูว่าราคาหุ้นมีโอกาสพุ่งขึ้นไปอย่างต่อ เนื่องด้วยความแข็งแกร่งหรือไม่ โดยมองหาหุ้นที่มีกำไรสุทธิเติบโตอย่างน้อย 20% เทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว (ผมใช้เกณฑ์นี้เพราะหุ้นที่มีผลประกอบการเปลี่ยนแปลงเกิน 20% YOY จะต้องชี้แจ้งและชี้แจงกับตลาดหลักทรัพย์ทุกครั้ง ดังนั้นเราก็คอยอ่านรายงานพวกนี้ในฤดูประกาศผลประกอบการ) ถ้าพบหุ้นที่กำไรสุทธิเติบโตประมาณ 20% ขึ้นไป ก็มองต่อไปอีกว่าไตรมาสที่แล้วมีการเติบโตอย่างน้อย 20% ด้วยหรือไม่ พร้อมกันนั้นก็ดูในแง่รายได้ของกิจการในทำนองเดียวกัน เพราะกำไรสุทธิที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งควรมาจากรายได้ที่เติบโตอย่างแข็ง แกร่งด้วย เมื่อได้ตามเกณฑ์นี้ทั้งในแง่กำไรสุทธิและรายได้แล้ว จึงดูต่อว่าการดำเนินงานมีผลลัพธ์เป็นกระแสเงินสดไหลเข้าบริษัทหรือไม่ เงินที่ไหลเข้ามาเมื่อหักค่าที่ดิน เครื่องจักร อุปกรณ์แล้วเหลือสะสมเป็นกำไรของผู้ถือหุ้นไว้ในบริษัทเท่าใด และดูว่าการประกอบกิจการมีเครื่องช่วยผ่อนแรงมากน้อยเพียงใด (เครื่องช่วยผ่อนแรงในที่นี้หมายถึงการประหยัดจากขนาด ตามหลักการของแม่แรงที่เราออกแรงโยกแม่แรงเบา ๆ ก็สามารถยกรถทั้งคันขึ้นได้ กิจการที่มีเครื่องช่วยผ่อนแรง คือกิจการที่มีการลงทุนที่ดิน เครื่องจักร อุปกรณ์ไปในปริมาณน้อย แต่ได้เงินสดไหลกลับเข้าบริษัทมาก) เมื่อแกะข้อมูลจากงบการเงินของ SNC ตามวิธีการดังกล่าวมาจะได้ตัวเลขออกมาดังตารางแรกดังนี้

                                    (คลิกเพื่อขยายภาพ)

          จากผลลัพธ์ในตารางจะเห็นว่า ข้ิอมูลปี 2003-2005 ไม่แจกแจงเป็นรายไตรมาสเนื่องจากขณะนั้นยังไม่เป็นบริษัทมหาชน จึงหาการเติบโตของกำไรและรายได้เป็นรายไตรมาสสำหรับปี 2006 ไม่ได้ ลักษณะการเติบโตของกำไรต่อหุ้นของ SNC นับจากปี 2007 เป็นต้นมา แบ่งได้เป็นสามช่วง ช่วงแรกมีกำไรสุทธิเติบโตปกติในไตรมาส 2007Q1-2007Q3 ช่วงที่สองมีการหดตัวของกำไรสุทธิ (เติบโตเป็นลบ) ในไตรมาส 2007Q4-2009Q4 และช่วงสุดท้าย มีกำไรสุทธิเติบโตโดดเด่นในไตรมาส 2010Q1-2011Q1 จังหวะเวลาของช่วงแรกและช่วงที่สามสอดคล้องกันกับการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้น อย่างต่อเนื่อง 176% และ 249% ดังได้กล่าวมาแล้วในกราฟ MACD รายเดือน สำหรับแนวโน้มของกำไรสุทธิ รายได้ ตลอดจนอัตราการเติบโตของทั้งสองปัจจัยเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน จะดูได้ง่ายขึ้นจากกราฟต่อไปนี้

กราฟแสดงกำไรสุทธิของ SNC ซึ่งมีแนวโน้มลดลงจากปี 2003 ถึงไตรมาส 2008Q4 จากนั้นจึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจนถึงปัจจุบัน

กราฟแสดงอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิของ SNC พบว่ามีการเติบโตเกิน 25% ติดต่อกันใน 5 ไตรมาสล่าสุด

กราฟ แสดงแนวโน้มรายได้ของ SNC ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2006 จะสังเกตเห็นอิทธิพลของฤดูกาลในการรับรู้รายได้ซึ่งเป็นขยักขึ้นลง

 กราฟแสดงอัตราการเติบโตของรายได้ของ SNC พบว่ามีการเติบโตเกิน 25% ติดต่อกันใน 5 ไตรมาสล่าสุด

          จากข้อมูลในงบการเงินรายไตรมาส เมื่อนำตัวเลขสินทรัพย์ ลบออกด้วยหนี้สิน จะได้มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) หรือมูลค่าทางบัญชี (book value) ของกิจการในแต่ละไตรมาส พบว่า สินทรัพย์สุทธิของกิจการมีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงไตรมาส 2007Q3 และในไตรมาสถัดมา บริษัทได้เพิ่มทุนทำให้จำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 100 ล้านหุ้น สังเกตได้จากการกระโดดของมูลค่าทางบัญชีขึ้นไปประมาณ 2 เท่าในไตรมาส 2007Q4 หลังจากการเพิ่มทุนมูลค่าทางบัญชีมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยและเปลี่ยนเป็นแนว โน้มขาขึ้นนับแต่ไตรมาส 2009Q4 เป็นต้นมาดังกราฟข้างล่าง

          คราวนี้มาดูกันว่ากิจการ SNC มีเงินสดในส่วนที่เป็นกำไรตกทอดมาถึงผู้ถือหุ้นไหลเข้า-ออกอย่างไร (ไม่ใช่ปันผล แต่เป็นมูลค่าที่สะสมอยู่ในกิจการ) จากข้อมูลในตารางข้างบน กำไรของผู้ถือหุ้น  (Owner's earning) รายไตรมาสมีทั้งไหลเข้าและไหลออกสลับกันไป ซึ่งข้อมูลนี้ถ้าแสดงเป็นตัวเลข ในตารางจะไม่เห็นแนวโน้มอะไร แต่ในการแปลความหมายของปัจจัยพื้นฐานที่สกัดได้จากงบการเงินนั้น ข้อมูลบางชนิดจะมีความหมายและเห็นแนวโน้มชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อพิจารณาในรูป แบบมูลค่าสะสมนับตั้งแต่ก่อตั้งกิจการเป็นต้นมา หรือพิจาณาย้อนกลับไปไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้นในกรณีของ SNC ข้อมูลปัจจัยพื้นฐานแบบสะสมที่สกัดได้จากงบการเงินจึงเป็นค่าที่เริ่มนับจาก ปี 2003 ซึ่งผมมีข้อมูลย้อนกลับไปได้ไกลที่สุดดังแสดงในตารางข้างล่าง

                                   (คลิกภาพเพื่อขยาย)

เมื่อนำข้อมูลตัวเลขมาแสดงให้ดูง่ายขึ้นในรูปของกราฟ ปัจจัยพื้นฐานชนิดสะสมเป็นไปตามกราฟต่อไปนี้

กราฟแสดงมูลค่าสะสมของกำไรสุทธิของ SNC นับตั้งแต่ปี 2003 เป็นต้นมา พบว่ามีการสะสมกำไรสุทธิด้วยอัตราเฉลี่ย 0.20 บาทต่อไตรมาส

กราฟ แสดงกำไรสุทธิสะสมคิดเป็นเปอร์เซนต์เทียบกับรายได้สะสมของ SNC พบว่ากำไรสุทธิสะสมเทียบเป็นสัดส่วนกับรายได้สะสมมีค่าลดลงเรื่อย ๆ จาก 9.54% ในปี 2003 มาเป็น 5.67% ในไตรมาสล่าสุด หมายความว่า ในรายได้ที่หามาได้นั้น มีกำไรสุทธิปนอยู่จางลงเรื่อย ๆ


กราฟ แสดงกำไรของ SNC ที่ตกทอดไปยังผู้ถือหุ้นในรูปมูลค่าซึ่งสะสมไว้ในกิจการ ซึ่งตั้งแต่ไตรมาส 2008Q1 เป็นต้นมามีการสะสมเพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ย 0.17 บาทต่อไตรมาส

กราฟ แสดงกำไรของผู้ถือหุ้นสะสมที่ตกทอดไปยังผู้ถือหุ้นคิดเป็นเปอร์เซนต์เทียบ กับรายได้สะสมของ SNC พบว่ากำไรของผู้ถือหุ้นสะสมเทียบเป็นสัดส่วนกับรายได้สะสมมีค่าลดลงเรื่อย ๆ ในช่วงเวลาระหว่างปี 2003 ถึงไตรมาส 2008Q2 จากนั้นจึงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนมีค่า 1.03% ในไตรมาสล่าสุด 

          ในทำนองเดียวกันกับการมองสัดส่วนของกำไรของผู้ถือหุ้นว่าเป็นกี่เปอร์เซนต์ ของรายได้ที่เข้ามา (ค่าตัวเลขยิ่งมากยิ่งดี) ถ้าเรามองประสิทธิภาพของกิจการ ด้วยคำถามที่ว่า ตั้งแต่ปี 2003 เป็นต้นมา กำไรของผู้ถือหุ้นที่ได้สร้างสมไว้ในบริษัทคิดเป็นกี่เท่าของ มูลค่าลงทุนในที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์รวมทั้งหมด ถ้าได้กำไรของผู้ถือหุ้นมากแต่ลงทุนในที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์น้อยกว่า ก็แสดงว่ากิจการมีประสิทธิภาพ หรือมีการประหยัดจากขนาดมากกว่า (economy of scale) คำว่าการประหยัดจากขนาดในที่นี้อาจจะมีความหมายไม่ค่อยตรงนักกับนิยามที่ใช้ อยู่ในวงการอุตสหกรรมซึ่งมีการคำนวณที่ซับซ้อนอันแสดงถึงความสามารถในการ ประหยัดต้นทุนเมื่อสั่งซื้อวัตถุดิบในปริมาณมาก ๆ ในคราวเดียวกัน หรือการทำให้ราคาต่อชิ้นของสินค้าถูกลงเมื่อทำการผลิตและขายสินค้านั้นเป็น จำนวนมาก ๆ แต่ผมและนักลงทุนหลายคนที่ผมศึกษามา ใช้คำนี้ในความหมายว่ามีการใช้ทรัพยากรประเภทที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ในการผลิตและจำหน่ายสินค้า/บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงไร เมื่อเทียบกับกำไรที่ตกทอดมายังผู้ถือหุ้น (เอา owner's earning ตั้ง แล้วหารด้วย capital expenditures) ทำให้ประเมินได้ต่อไปว่าถ้าต้องขยายกิจการเพื่อให้ได้กำไรมากขึ้นกิจการที่ กำลังพิจารณาอยู่นั้นจะต้องลงทุนซื้อที่ดิน สร้างอาคาร หรือซื้อเครื่องจักรอุปกรณ์เพิ่มขึ้นอีกมากน้อยเพียงไร ซึ่งค่า economy of scale ในความหมายนี้ของ SNC มีความเป็นมาดังกราฟข้างล่าง


เมื่อ มองในมุมนี้จะเห็นได้ว่าในช่วงแรก ๆ การใช้ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ เทียบเป็นสัดส่วนกับกำไรของผู้ถือหุ้นที่สร้างได้ มีค่า 67% และได้ลดลงเรื่อย ๆ จนมีค่าติดลบ (การดำเนินกิจการมีผลทำให้กำไรของผู้ถือหุ้นที่สะสมไว้ในกิจการลดลง) ในช่วง 2007Q3 ถึง 2009Q1 หลังจากนั้นจึงกลับมาเป็นบวกและเพิ่มค่าขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบัน   จากกราฟจะสังเกตได้ว่าค่า economy of scale มีค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยมา จากจุดต่ำสุด -32% ในไตรมาส 2007Q4 จนมีค่า 15% ในปัจจุบัน เมื่อคิดถึงเหตุการณ์การเพิ่มทุนในไตรมาส 2007Q4 เป็นไปได้หรือไม่ว่าการเพิ่มทุนได้ช่วยเปลี่ยนแนวโน้มให้การผลิตและจำหน่าย สินค้าของ SNC มีประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรมากขึ้น ? และนี่จะถือเป็นการเปลี่ยนแปลงปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญอันมีผลทำให้ราคาหุ้น เพิ่มขึ้นอย่างมากในเวลาต่อมาได้หรือไม่ ?

จาก ข้อมูลในรูปแบบมูลค่าสะสม พูดได้ว่า ปัจจุบัน SNC มีรายได้สะสม 9.03 บาทต่อหุ้น ในรายได้ก้อนนี้คิดเป็นกำไรสุทธิสะสม 6.02 บาท หรือ 66.67% ของรายได้ ในกำไรสุทธิก้อนนี้ ได้ตกทอดไปเป็นมูลค่ากำไรของผู้ถือหุ้นที่สะสมอยู่ในกิจการ 1.09 บาท หรือ 12.07% ของรายได้ กำไรของผู้ถือหุ้นก้อนนี้เกิดขึ้นได้ด้วยการใช้ทรัพยากรที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ มูลค่า 7.20 บาท เท่ากับว่ามีการประหยัดจากขนาด 15%

ถ้านำเอาการเติบโตของกำไรสุทธิรายไตรมาสที่คำนวณได้ไปเติมลงในกราฟราคาหุ้นในกรอบ 5 ปีของ SNC จะได้ผลดังภาพต่อไปนี้


                                (คลิกเพื่อขยายภาพ)

จากกราฟราคาหุ้นจะเห็นได้ว่าราคาหุ้นเริ่ม วิ่งแรงหลังจากผลประกอบการไตรมาส 2007Q1 ออกมามีกำไรเติบโต 27.08% ตามด้วยไตรมาส 2007Q2 โตต่อเนื่องอีก 53.86% ราคาหุ้นวิ่งไปทำจุดสูงสุดที่ 17.30 บาทจึงปรับฐานลงมาแล้วพยายามดีดกลับแต่ไม่สามารถทำ new high ได้ ตอนนี้เองที่เป็นอย่างคุณวิชัย  วชิรพงศ์ว่าไว้
  • ท่องเอาไว้เลย "วอลุ่มพีค" คือ "ราคาพีค" และ ถ้าหุ้นปรับฐานแล้ว "รีบาวด์" แต่ไม่ทำ "นิวไฮ" ใหม่..."มันต้องลง (คลิก ที่นี่ เพื่อดูข้อคิดอื่น ๆ จากวิชัย  วชิรพงศ์)
หลังจากนั้นราคาหุ้นก็ลงอย่างต่อ เนื่องยาวนาน แม้ว่าไตรมาสถัดมากำไรสุทธิจะเติบโตต่อไปอีก 28.15% ก็ตาม การลงครั้งนี้กินเวลากว่า 2 ปี (ใครที่ซื้อหุ้นเอาไว้แล้วเก็บเข้าลิ้นชักไม่ขาย คิดผิดคิดใหม่ได้นะครับ)  เมื่อผ่านช่วงตกต่ำไปได้ระยะหนึ่งจนถึงปลายปี 2008 ราคาหุ้นเริ่มขยับขึ้นอย่างช้า ๆ จนตัดผ่านเส้นค่าเฉลี่ยรายสัปดาห์ SMA25W, SMA50W และขึ้นไปยืนเหนือ SMA100W ได้ในที่สุด ระหว่างนี้ กำไรสุทธิยังคงเติบโตเป็นลบอยู่ แต่ต่อมารายได้เริ่มโตเป็นบวกตามด้วยการเติบโตเกิน 20% ของกำไรสุทธิต่อเนื่องจากไตรมาส 2010Q1 ตราบจนถึงปัจจุบัน จากกราฟสรุปได้ว่าช่วงที่กำไรสุทธิโตเกิน 20% ต่อเนื่อง ราคาหุ้นก็เติบโตต่อเนื่องเช่นกัน

ต่อไปผมพิจารณาคุณค่าของหุ้น SNC ในแง่ของราคาต่อกำไรต่อหุ้น (P/E) และราคาต่อกำไรต่อมูลค่าทางบัญชี (P/B) โดยใช้ข้อมูลดังนี้
  • กำไร ต่อหุ้น (Earning) คิดเป็นรายปี โดยรวมกำไรต่อหุ้นของ 4 ไตรมาส (12 เดือน) ล่าสุด หรือที่เรียกว่า trailing twelve month (ttm) จาก 2010Q2-2011Q1 ได้ 1.55 บาทต่อหุ้น
  • มูลค่าทางบัญชี = มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (ไตรมาสล่าสุด) ได้ 6.59 บาท
กำหนดราคาหุ้นในช่วง 15 ถึง 35 บาท จะได้ข้อมูลคุณค่าหุ้นเบื้องต้นดังนี้

                                (คลิกเพื่อขยายภาพ)

ราคาหุ้น SNC ในปัจจุบันอยู่ประมาณ 25 บาท ซึ่งได้ P/B 3.80 เท่า P/E 16.15 เท่า เทียบได้กับการลงทุนพันธบัตรรัฐบาลที่ให้ดอกเบี้ย 6.19% นับว่าเป็นระดับที่เหมาะสม มีเหตุผลดี (สูงกว่า SET เล็กน้อย) ถ้าราคาหุ้นจะขึ้นไปถึง 30 บาท ผมคิดว่า P/B และ P/E ก็ยังไม่น่าเกลียดนักสำหรับหุ้นโตเร็ว แต่ margin of safety ในการเข้าลงทุนดูเหมือนจะน้อยไปนิดหน่อย การเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นในขาขึ้นรอบปัจจุบันมีรูปแบบที่คาดเดาได้กล่าวคือ เมื่อมีการประกาศผลประกอบการรายไตรมาสออกมาดี ราคาหุ้นจะพุ่งทำ new high แล้วพักฐานออกข้างไปจนมีผลประกอบการไตรมาสถัดไปออกมาดีราคาจึงจะเพิ่มขึ้นไป อีกรอบ การเข้าลงทุนหุ้น SNC จึงไม่จำเป็นต้องรีบร้อนแต่อย่างใด นักลงทุนสามารถรอให้ราคาหุ้นที่เป็น new high อยู่ในขณะนี้พักฐานก่อนสักระยะแล้วค่อยทยอยเข้าลงทุนอย่างใจเย็น ๆ แถว ๆ 23 บาทก็ได้ครับ ในระหว่างที่ราคาหุ้น SNC เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ ในแต่ละไตรมาสที่ผ่านไป เราจึงควรติดตามค่ากำไรของผู้ถือหุ้นสะสม และการประหยัดจากขนาดสะสมต่อไป

สุดท้ายผมลองส่องให้เห็นภาพที่ทุกคนไม่อยากให้เกิด ด้วยคำถามที่ว่า ถ้า SNC เกิดเจ๊งขึ้นมาตอนนี้ ผู้ถือหุ้นจะได้เงินคืนเท่าไร ? สมมุติว่าหุ้นทั้งหมดของ SNC เป็นหุ้นสามัญ ถ้าบริษัทเลิกกิจการ ขายสินทรัพย์และชำระหนี้ทั้งหมดที่มีอยู่ แล้วเอาเงินสดที่เหลืออยู่จ่ายคืนผู้ถือหุ้น การดำเนินการดังกล่าวเขียนเป็นสมการได้ว่า สินทรัพย์ - หนี้สิน = ส่วนของผู้ถือหุ้น = มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) = มูลค่าทางบัญชี (book value) จากตารางข้างบน ปัจจุบันกิจการมี NAV หุ้นละ 6.59 บาท ดังนั้นอย่างน้อยเราจะได้เงินคืน 6.59 บาทต่อหุ้นครับ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร