[477] ความอยากผิด ๆ ในการเรียนภาษาอังกฤษ

สวัสดีครับ
ตั้งแต่เริ่มเขียน Blog นี้จนถึงปัจจุบัน คำถามที่ท่านผู้อ่านถามมาบ่อยที่สุด คือ “ทำอย่างไรจึงจะพูดภาษาอังกฤษเก่ง ๆ ?” คำถามนี้ตอบยากที่สุดเลยครับ เพราะ
1. ผมเองเพียงแค่พอพูดภาษาอังกฤษได้บ้าง ไม่ได้พูดเก่ง คำถามนี้จึงต้องให้คนพูดเก่งเป็นคนตอบ
2. ผมเชื่อว่าท่านผู้ถามส่วนใหญ่ก็สามารถตอบได้เองว่าต้องทำอย่างไร ภาษิตอังกฤษว่า “Practice makes perfect”. ภาษิตไทยว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น“ โกวเล้งปรมาจารย์นิยายจีนกำลังภายในกล่าวว่า “ฟ้าไม่รานน้ำใจคนพยายาม” ผมเองผู้น้อยก็ต้องพูดตามภาษิตเหล่านี้ว่า “ขยันฝึกพูดไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็พูดได้เก่งเองแหละ” คงตอบได้ดื้อ ๆ แบบนี้แหละครับ

แต่เมื่อ มีหลายท่านให้เกียรติผมในการตอบคำถามนี้ ผมก็ขอเล่าประสบการณ์ของตัวเองที่มีอยู่ไม่มาก ถือว่าเล่าสู่กันฟังตามประสาคนที่ยังต้องเรียนภาษาอังกฤษอยู่เรื่อย ๆ เหมือน ๆ กัน เอาอย่างนั้นแล้วกันนะครับ

ท่านที่ถามว่าทำอย่างไรจึงจะพูดภาษาอังกฤษให้เก่ง ๆ โดยมากเรียนจบและ
ทำงานแล้ว และในงานบังคับให้ต้องพูดภาษาอังกฤษ และที่หนักข้อคือต้องพูดให้ได้ทันที ไม่มีเวลาให้ฝึกนานนัก ก็เลยหนักใจ

สิ่ง ที่ผมรู้สึกอยู่เสมอและอยากจะพูดเป็นอันดับแรกก็คือไม่มีทางลัด ไม่มีหลักสูตรพิเศษใด ๆ ทั้งสิ้นในการเก่งภาษาอังกฤษ ทุกอย่างเป็น slow, continuous process ทั้งสิ้น อย่าหวังปาฏิหาริย์ในการเรียนภาษาอังกฤษเลยครับ ไม่เจอหรอก เดี๋ยวจะถูกเกจิทางภาษาโฆษณาเกินจริงหลอกเอาเปล่า ๆ

เขียนมาถึง บรรทัดนี้ก็รู้สึกว่า คนที่อยากจะเก่งภาษาอังกฤษไม่ว่าจะเป็นอยากพูดเก่ง อ่านเก่ง หรือเขียนเก่ง ความอยากที่ถูกต้องเช่นนี้ยากนักที่จะได้สมอยาก ถ้าหากว่ามีความอยากผิด ๆ บางอย่างขวางอยู่ สิ่งที่จะพูดต่อไปนี้ถ้าไม่เพราะหรือหยาบคายท่านผู้อ่านโปรดอภัยด้วยนะครับ

(1) อยากปลูกบ้านโดยไม่ลงเสาเข็ม
บ้าน หรือตึกที่ไม่ลงเสาเข็มโดยเฉพาะอย่างยิ่งปลูกบนพื้นดินนิ่มปลูกได้ไม่นาน เท่าไรก็ทรุด ยิ่งถ้าต่อเติมเพิ่มขึ้นก็อาจพังลงมาเลย ภาษาอังกฤษก็เช่นเดียวกันครับ ถ้าเสาเข็มไม่มีหรือมีน้อยเกินไป เรียนไปได้ไม่เท่าไหร่ก็คงล้ม

แล้วอะไรล่ะครับคือเสาเข็มของการศึกษา ภาษาอังกฤษ มี 2 เสาเข็มครับที่ท่านต้องตอกลงถี่ ๆ เป็นพื้นฐานบ้านภาษาอังกฤษของท่าน คือเสา Vocab กับเสา Grammar ผมพูดเรื่องนี้ไว้มากพอสมควรที่ลิงค์นี้ ถ้ามีเวลาลองอ่านดูนะครับ ศัพท์ และ แกรมมาร์
ถ้าให้ผมเดา หลายท่านที่ talk และท้อ มาให้ผมฟังเรื่องการเรียนภาษาอังกฤษก็น่าจะเป็นเพราะเสาเข็มน้อยเกินไปนี่แหละครับ

ไม่มีทางอื่นหรอกครับ ต้องลงเสาเข็มเพิ่มเรื่อย ๆ จนฐานบ้านภาษาอังกฤษของท่านมั่นคง
(2) อยากปลูกต้นมะม่วงเพียงชั่วข้ามคืนให้ได้กินลูก
ต่อ ให้ท่านได้พันธ์ดี ดินดี ปุ๋ยดี อากาศดี ตำราการปลูกดี ก็ไม่มีทางหรอกครับที่จะได้กินลูกมะม่วงเพียงปลูกชั่วข้ามคืน ต้องรอครับ รอ = ร + อ, ร.เรือ คือ รัก, อ. อ่าง คือ อดทน “รอ” จึง = รักและอดทน คือ
- ขยันสม่ำเสมอ - ซื่อสัตย์ต่อตารางฝึกที่ตั้งไว้ไม่เบี้ยวตัวเอง
- รออย่างมีความสุขไม่ หงุดหงิดตอนที่ยังไม่เก่ง ไม่โทษฟ้า ไม่โทษดิน ไม่โทษครู ไม่โทษโรงเรียน ไม่โทษบรรพบุรุษของไทยที่รักษาเอกราชไว้ได้ไม่เอาเมืองไทยไปเป็นเมืองขึ้น อังกฤษสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ทำให้คนไทยพูดอังกฤษไม่ค่อยเป็น
- พอใจในผลที่ได้รับ เห็นคนอื่นเขาขยันแล้วรู้เรื่องมากกว่าเราก็ไม่อิจฉาเขา, ไม่ยั๊วะตัวเองว่าเรียนไม่รู้เรื่อง เรื่องของเรื่องก็คือว่าต่อให้ขยันเหมือนกันก็อาจเรียนได้ผลไม่เท่ากันเพราะ ยีนและกรรมคนเรามีไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกัน ก็ต้องยอมรับในยีนและเงยหน้ารับกรรมอย่างยิ้มแย้มและขยัน
- ปรับปรุงตัวเองตลอดเวลา ต้องสังเกตเอาเองครับว่าแผนที่วางไว้เพื่อเอาชนะภาษาอังกฤษ พอทำศึกแล้วมันแพ้ที่ชัยภูมิไหน รายละเอียดของการแพ้เป็นยังไง เรื่องนี้ถามครูก็ได้แต่น่าจะถามตัวเองก่อนดีกว่า
- ข้อสุดท้าย แม้ว่าจะใช้ครบแล้ว ทั้งฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ก็ต้องรอ คนที่ใจร้อนและหงุดหงิดเกินไปทำอะไรไม่สำเร็จหรอกครับ ถ้าขยัน – ใจเย็น – และพอใจ ไม่เท่าไรก็ได้กินลูกมะม่วง

ผลของการเรียนภาษาอังกฤษด้วยความรัก-อดทน-ใจเย็น อร่อยและหอมหวานมากกว่ามะม่วงสุกหลายเท่าครับ

(3) อยากผอมโดยกินยาลดความอ้วน แต่ไม่ยอมลดอาหาร ไม่ยอมออกกำลังกายหลาย คนอ้วนและอยากผอมอย่างรวดเร็ว ก็เลยตระเวนหายาลดความอ้วนมากิน ทั้ง ๆ ที่ก็รู้ว่าการจะผอมอย่างมีสุขภาพดีต้องลงทุนทำหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการลดอาหารหวาน ลดอาหารมัน และออกกำลังกายให้เหงื่อออก

หลาย คนอยากพูดเก่งแต่ก็เอาแต่พูดในใจ หรือฟังคนอื่นพูด อยากเขียนเก่งแต่ก็เอาแต่อ่านสิ่งที่คนอื่นเขียน ไม่ยอมฝึกเขียนเอง อยาก perfect แต่ไม่ยอม perform

แม้ว่าการฝึกทักษะใดทักษะหนึ่ง จะช่วยให้อีก 3 ทักษะดีตามไปด้วย แต่ถ้าเราอยากพูดเก่ง แต่ไม่ชอบพูด มันก็พูดไม่ได้หรอกครับ เราจะต้องพูดออกไปทั้ง ๆ ที่ไม่อยากพูด วิธีใดได้ผลก็ต้องทำวิธีนั้นแม้ว่าจะไม่ชอบทำก็ตาม เหมือนอยากผอมอย่างมีสุขภาพดี เอาแต่กินยาลดความอ้วนและลดอาหาร ร่างกายอาจจะผอมลง แต่เป็นความผอมพร้อมมันเปลว ไม่ใช่ผอมพร้อมเนื้อสันเพราะไม่เคยออกกำลังกาย

เราต้องฝึกภาษาอังกฤษโดยวิธีที่ฝึกแล้วได้ผล ไม่ใช่ฝึกโดยวิธีที่เราอยากฝึกแต่ไม่ได้ผล
(4) อยากขึ้นภูกระดึง โดยนั่ง Cable car

แม้ รู้ว่าทิวทัศน์บนภูกระดึงสวยมาก ไม่ว่าจะเป็นภาพริมผาเวลาดวงอาทิตย์ขึ้น ดวงอาทิตย์ตก ป่าสน น้ำตก ป่าปิด และเราก็รู้อีกว่าจะได้พบทิวทัศน์อันงดงามเช่นนั้นต้องเดินด้วย 2 ขาขึ้นไปเอง สัมภาระอาจจะจ้างลูกหาบช่วยแบกขึ้นไปได้ แต่ตัวเองต้องเดินเอาเอง

คนที่อยากขึ้นภูกระดึงทุกคนยอมรับสภาพนี้ ไม่มีใครอยากขึ้น โดยนั่ง cable car เพราะ cable car ไม่มีให้เรานั่งขึ้นไป การเรียนภาษาอังกฤษก็เช่นเดียวกันครับ เมื่อไม่มี “cable car” ช่วยหิ้วเราไปถึงยอดแห่งความสำเร็จเร็ว ๆ เช่น ไม่มีพ่อแม่ให้เงินไปเรียนหรือเข้าคอร์สเมืองนอก, ไม่มีเงินเยอะ ๆ จ้างครูมาสอนส่วนตัว, ไม่มีเวลาว่างมาก ๆ ทั้งวันเพื่อการเรียนภาษาอังกฤษโดยเฉพาะ ไม่มีแฟน ไม่มีเพื่อน ให้ speak English ด้วยเมื่อใดก็ตามที่โทรถึง ฯลฯ และไม่มีอื่น ๆอีกสารพัดอย่าง ก็ต้องเรียนจากทรัพยากรเท่าที่เรามีนี่แหละครับ

เมื่อ ไม่มี cable car ก็ต้องใช้ 2 ขาของตัวเองนี่แหละครับ, ถ้า cable car ก็ไม่มี, 2 ขาก็ไม่ยอมใช้ ก็ไม่มีทางได้ขึ้นไปชมความงามบนภูกระดึงหรอกครับ ความงามของภาษาอังกฤษที่ท่านต้องการชื่นชมก็เป็นเช่นเดียวกัน

(5) อยากได้ลูกเสือแต่ไม่กล้าเข้าถ้ำเสือ
ใน 4 ทักษะภาษาอังกฤษ การพูดเป็นเรื่องที่ต้องแสดงออกมากที่สุด แต่หลายคนก็ไม่อยากแสดงออก ไม่อยากพูด เพราะไม่มั่นใจ กลัวหน้าแตก

อยาก จะพูดว่าถ้ากลัวหน้าแตก ชาตินี้คงไม่มีวันพูดได้หรอกครับ เราต้องยอมงงและคลำทางไปเรื่อย ๆ ก่อนจะพบความง่าย การเรียนแล้วไม่รู้เรื่องไม่ได้แปลไม่ได้เรื่อง จะลักลูกเสือออกจากถ้ำเสืออาจจะถูกเสือแม่ลูกอ่อนตระครุบตาย แต่การพูดภาษาอังกฤษผิด ๆ ถูก ๆ ไม่ถึงกับตายหรอกครับ แต่กลับมีผลดีซะอีกเพราะทุกครั้งที่ “หน้าแตก” หน้าจะกลับเต่งตึงขึ้นเรื่อย ๆ เพราสิ่งที่ได้รับทุกครั้งคือความชำนาญ และความมั่นใจที่เพิ่มมากขึ้น

ย้อนกลับมายังคำถามเดิม “ทำอย่างไรจึงจะพูดภาษาอังกฤษเก่ง ? หรือพูดกว้าง ๆ คือทำอย่างไรจึงจะเก่งภาษาอังกฤษ

ผม มีความรู้สึกทุกครั้งที่ได้ยินคำถามนี้ว่า คำตอบอยู่ที่ใจมากกว่าอย่างอื่น ถ้าใจสู้ –ใจรัก - และเชื่อมั่นว่าทำได้ เชื่อผมเถอะครับว่า ท่านทำได้

แต่ถ้าเราไม่สู้ – ไม่รัก - เราก็จะไม่เชื่อมั่นว่าเราทำได้ และเราก็จะไม่ทำ และเราก็จะทำไม่ได้
ผม นึกไปถึงกาพย์ยานี 16 ของนักเขียนการ์ตูนชื่อดังของเมืองไทยที่ล่วงลับไปแล้ว คือคุณประยูร จรรยาวงศ์ ท่านเขียนไว้ในหนังสือวันเด็กปีหนึ่ง เรื่อง “เรียนเก่งเรียนอย่างไร” กาพย์ยานีบทนี้นำมาเป็นคติสำหรับทุกท่านที่ต้องการเก่งภาษาอังกฤษได้อย่างดี เลยครับ ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่
“เรียนเก่งเรียนอย่างไร เรียนด้วยใจหิววิชา
อยากรู้ดูตำรา ยิ่งค้นคว้ายิ่งพาเพลิน
ยิ่งเรียนยิ่งสนุก ผลักความทุกข์พ้นทางเดิน
ไม่หิวไม่อิ่มเกิน ไม่ห่างเหินไม่โหมเอย”

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘