[430] ให้ Click Dict. ช่วยพัฒนาทักษะการอ่านของท่าน

สวัสดีครับ
บรรทัดสุดท้ายของข้ดเขียนในวันนี้ผมกะจะพูดว่า “ขอ เชิญทุกท่านนำโปรแกรมฟรี ดิกชันนารี อังกฤษ – ไทย (My Buddy – Clicktionary) & ดิกชันนารี อังกฤษ – อังกฤษ (WordWeb) ไปใช้, ซึ่งใช้ได้ทั้ง online และ offline, ทั้งอ่าน Web และอ่านเอกสาร Word, ผมขอรับรองว่าทักษะในการอ่าน หรือ Reading Skill ของท่านจะดีขึ้นมากจนท่านก็แปลกใจตัวเอง ท้าท่านไม่ได้ผลผมยินดีให้ท่านต่อว่า ว่าผมเอาของไม่ดีมา ‘ขาย’”

แม้จะสรุปไม่กี่บรรทัดข้างต้น แต่เรื่องที่อยากจะคุยด้วยมีเยอะ ถ้าท่านมีเวลาและไม่ได้รีบไปไหน อยู่คุยกันหน่อยนะครับ

* * * * *


ในการที่จะเก่งภาษาอังกฤษ ทุกคนยอมรับว่าการอ่านสำคัญ ถ้าอ่านเก่งก็จะช่วยทำให้เราฟังเก่ง – พูดเก่ง – และเขียนเก่งตามไปด้วย

มีบางคนถามว่า ต้องเก่งขนาดไหนถึงจะ ‘พอ’ ผมตอบว่าวิธีวัดง่าย ๆ ที่สุดก็คือ ท่านสามารถอ่านหนังสือพิมพ์รายวัน Bangkok Post หรือ The Nation ได้รู้เรื่องใกล้เคียงกับอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาไทยหรือเปล่า ถ้าทำได้ก็ ‘พอ’ ถ้าทำไม่ได้ก็ยังไม่ค่อยพอ

ทำไมผมจึงตอบง่าย ๆ ดื้อ ๆ อย่างนี้ ขอให้เหตุผลอย่างนี้ครับ
1. ข้อสอบภาษาอังกฤษภาค Reading เข้าปริญญาโท หรือ ชิงทุนไปอบรมหรือดูงานเมืองนอก ก็ไม่ได้ยากไปกว่า Bangkok Post หรือ The Nation หรอกครับ ข้อสอบ Toefl จะยากกว่าก็อีกนิดหน่อยเท่านั้น
2. การตระเวณหาอ่านเรื่องราวต่าง ๆ ในโลกอินเตอร์เน็ต ถ้าอ่าน Bangkok Post หรือ The Nation ได้, โลกอินเตอร์เน็ตก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับท่านเลย
3. ผมเข้าใจว่าหนังสือพิมพ์เป็นแหล่งของเนื้อหาและภาษาที่ชาวโลกคุ้นเคยมากที่ สุด การรู้เรื่องราวที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์ ก็คือรู้เรื่องราวที่คนส่วนใหญ่เขารู้นั่นเอง แต่ถ้าท่านไปอ่านตำราวิชาการด้านเศรษฐกิจการคลัง ด้านฟิสิกส์ ด้านปรัชญา แล้วไม่รู้เรื่อง เพราะศัพท์มันยาก-เนื้อหามันยุ่ง ก็คงไม่มีใครว่าท่าน แต่หนังสือพิมพ์รายวันเป็นเรื่องต่ำสุดที่เราทุกคนต้องอ่านรู้เรื่อง ถ้าเราจะคุยกับชาวไทยทั้งประเทศรู้เรื่อง เราก็ต้องอ่านไทยรัฐ – เดลินิวส์ – มติชน – ผู้จัดการ ฯลฯ แต่ถ้าเราจะคุยกับชาวโลกรู้เรื่อง เราก็คงจะต้องอ่านข่าวรายวัน อย่าง Bangkok Post, The Nation, BBC, CNN หรือ Al Jazeera ฯลฯ

แต่..... แต่.... ทำอย่างไรจึงจะอ่านหนังสือพิมพ์รายวันภาษาอังกฤษให้รู้เรื่องล่ะ ?
จากประสบการณ์การอ่านของผม ผมว่ามันมีอยู่อย่างน้อย 3 ด่านที่เราต้องผ่านไปให้ได้ คือ
1. รู้ศัพท์ - ถ้าเดาไม่ออก และเป็นศัพท์สำคัญที่ต้องรู้ ก็หลีกหนีไม่พ้นที่จะต้องเปิดดิก
2. เลือกความหมายจากในดิก – ศัพท์บางคำมีตั้ง 5 – 10 ความหมาย ก็ต้องไล่ดูแหละครับว่า ความหมายใดที่ตรงกับเนื้อหาที่อ่าน
3. ตีความให้เข้าใจเนื้อหาที่อ่าน – บางทีรู้ความหมายแล้ว ก็ยังอ่านไม่รู้เรื่องอยู่นั่นเอง ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าเรามีความรู้พื้นฐานในเรื่องนั้นน้อยเกินไป และสำหรับบางคนที่แกรมมาร์อ่อนเกินไป อาจจะตีความผิดพลาดก็ได้

จะ เห็นว่าการอ่านให้รู้เรื่อง ให้เก่ง ให้เร็ว ไม่ใช่ของง่ายนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นเรื่องเนื้อหาหนัก ใช้ศัพท์ยาก แต่งด้วยประโยคโครงยุ่ง ๆ

แต่เมื่อภาษาอังกฤษสำคัญนักสำหรับคนยุคใหม่ ยังไง ๆ ก็ต้องอ่านให้รู้เรื่อง


คราวนี้มาถึงจุดที่ผมต้องการจะพูดในวันนี้แล้วครับ
1. แม้คุณครูบางท่านจะสอนว่า ไม่ต้องไปเสียเวลาไปเปิดดิกทุกคำ เดา ๆ เอาบ้างก็ได้ จับประเด็นสำคัญให้ได้ก็พอแล้ว แต่ผมเห็นว่าจนแล้วจนรอดเราก็ต้องเปิดดิกครับ เพราะหลายครั้งที่เราเดาไม่ออก และบางเรื่องที่เราอ่าน เราถูกบังคับให้ต้องรู้เรื่องทั้งหมด ไม่ใช่เพียงรู้คร่าว ๆ
2. เมื่อผ่านการอ่านไปมากเข้า ๆ ผมได้ข้อสรุปว่า ดิกอังกฤษ – ไทยมีข้อจำกัดหลายอย่าง
- นับตั้งแต่เรื่องง่าย ๆ คือ คำศัพท์ในภาษาอังกฤษจำนวนมาก ไม่สามารถหาคำไทยมาเทียบแปลได้เด๊ะ ๆ เพราะความหมายมันเหลื่อมกันไม่มากก็น้อย แต่ผู้รู้ที่เรียบเรียงดิกก็ไม่สามารถแปลความหมายในลักษณะบรรยายได้ทุกคำ ศัพท์ เช่น เพราะจะทำให้ดิกหนาเกินไป เพราะฉะนั้น ศัพท์ภาษาอังกฤษหลายคำที่เราจำคำแปลสั้น ๆ เป็นภาษาไทย จึงทำให้เราเข้าใจนัยะเพียงคร่าว ๆ เท่านั้น
- การใช้ดิก “อังกฤษ – ไทย” ตลอดเวลา ทำให้เราเข้าใจเป็นภาษาไทย ซึ่งที่ถูกต้องแล้ว เมื่อเราอ่านภาษาอังกฤษและเข้าใจ เข้าใจก็คือเข้าใจ ไม่มีความจำเป็นต้องแปลความเข้าใจนั้นออกมาเป็นภาษาไทยในสมอง ถ้าเปรียบเทียบกับการพูด คนที่พูดคล่อง ๆ เป็นภาษาอังกฤษ ก็คิดเป็นภาษาอังกฤษ และพูดเป็นภาษาอังกฤษไปเลย ถ้าขืนต้องแปลเป็นภาษาไทยทุกครั้งที่ได้ยินฝรั่งพูด หรือเมื่อจะพูดอังกฤษต้องแต่งเป็นประโยคภาษาไทยก่อน อย่างนี้ไม่ทันกินครับ อย่างที่ผมเรียนแล้ว เข้าใจก็คือเข้าใจในภาษาแรกเลย คนไทยบางคนพูดได้หลายภาษา เช่น ทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมัน ตอนพูดคุยภาษาไหนก็เข้าใจเป็นภาษานั้น ไม่ต้องแปลเป็นภาษาไทยในสมองให้เสียเวลา

การพูดเป็นเช่นไร การอ่านก็เป็นเช่นนั้นแหละครับ และผมเชื่อว่า หลาย ๆ คนที่ทำข้อสอบ Reading ไม่ค่อยทัน ก็เพราะตอนอ่านข้อสอบต้องคิดเป็นภาษาไทยก่อนนี่แหละครับ

แต่,,, ท่านอาจจะบอกว่า อ้าว ! ก็เราคนไทยนี่ เราก็ต้องคิดเป็นภาษาไทย จะให้คิดเป็นภาษาอังกฤษ มันจะไม่ยากไปหน่อยหรือ ?
คำตอบของผม คือ ใช่ครับ ยาก แต่ถ้าทำได้ ก็จะเป็นประโยชน์มาก เพราะจะทำให้เราอ่านได้รวดเร็วขึ้น และเป็นพื้นฐานที่ดีมาก ๆ เมื่อเราต้องพูดและเขียน เพราะจะได้ทำเป็นภาษาอังกฤษไปเลย ไม่ต้อง ‘ร่าง’ เป็นภาษาไทยเสียก่อน

และผมขอบอกว่า ดิกชันนารี อังกฤษ – ไทย ช่วยให้เราอ่านภาษาอังกฤษได้ในระดับเริ่มต้น(คิดแปลเป็นภาษาไทย) แต่ดิกชันนารี อังกฤษ – อังกฤษ เท่านั้น ที่จะช่วยให้เราอ่านภาษาอังกฤษได้ในระดับที่สูงขึ้นไป (ไม่ต้องคิดแปลเป็นภาษาไทย)

ข้อ ความข้างต้นทั้งหมดนี้ผมเคยเอาไปคุยกับน้อง ๆ ก็ได้รับคำตอบว่า โอ้โอ ! แค่เปิดดิกภาษาไทยอย่างเดียวก็แทบตายแล้ว นี่จะให้เปิดดิกอังกฤษอีกเล่มนึง โอ๊ย ! ตายดีกว่า

ข้อเสนอของผมก็คือ ถ้าท่านอ่านจากหนังสือพิมพ์เล่ม ๆ ก็คงจะแทบตายอย่างที่ว่านั่นแหละครับ แต่ถ้าท่านอ่านจากอินเตอร์เน็ต ท่านก็จะมี ‘ตัวช่วย’ ที่ช่วยให้ท่านเบาแรงลงอย่างมากมาย

‘ตัวช่วย’ นี้ช่วยได้ยังไง? ช่วยอย่างนี้ครับ....
เมื่อ ท่านอ่านภาษาอังกฤษจาก web หรือเอกสาร word ไม่ว่าจะขณะต่อเน็ตหรือไม่ได้ต่อเน็ต และถ้าท่านพบคำศัพท์ที่ท่านจำเป็นต้องทราบความหมายแต่ไม่ทราบหรือไม่แน่ใจ ท่านก็คลิกที่คำศัพท์นั้น ก็จะมีหน้าต่างเล็ก ๆ แสดงคำแปล pop ขึ้นมา,

ท่าน จะเลือกให้เป็นคำแปลแบบ อังกฤษ – ไทย, หรือแบบอังกฤษ – อังกฤษ ก็ได้ ถ้าท่านตั้งใจฝึกฝนโดยเลือกดูคำแปลแบบ อังกฤษ – ไทย ให้น้อยลง ๆ และใช้คำแปลแบบอังกฤษ – อังกฤษ ให้มากขึ้น ๆ ทักษะในการอ่านภาษาอังกฤษของท่านก็จะพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะภาระ 3 ข้อในการอ่าน คือ ข้อ 1) รู้ศัพท์ ข้อ 2) เลือกความหมาย และ ข้อ 3) ตีความทำความเข้าใจ จะเหลือเพียงข้อ 2) และ ข้อ 3) เท่านั้น และถ้าเรื่องที่อ่านเป็นเรื่องที่ท่านคุ้นเคย ก็จะหมูเอามาก ๆ เพราะท่านจะเลือกความหมายของศัพท์และตีความได้อย่างง่ายดาย หลังจากนี้ก็ขยับจากเรื่องใกล้ตัวออกไปอ่านเรื่องไกลตัว, เรื่องง่ายไปสู่เรื่องที่ยากขึ้น, เรื่องสั้นไปสู่เรื่องยาวขึ้น
ทั้งหมดนี้คือทางเดินที่น่าชมเชยทั้งสิ้น ซึ่งถ้าท่านได้ทำเรื่อย ๆ ท่านก็ทำได้ โดยมีตัวช่วยที่ขยันขันแข็ง คือ Click Dictionary

ถ้าท่านชักคล้อยตามที่ชมชักชวน ตอนนี้ก็เข้าไปดาวน์โหลด Click Dictionary ได้เลยครับ
[1]. ดิกชันนารี อังกฤษ – ไทย มี 2 โปรแกรมฟรี ครับ คือ
-My Buddy Dictionary คลิกดูรายละเอียด ที่นี่ -Clicktionary คลิกดูรายละเอียด ที่นี่
[2].
ดิกชันนารี อังกฤษ – อังกฤษ มี 1 โปรแกรมฟรี คือ
-WordWeb Dictionary คลิกดูรายละเอียด ที่นี่

ผมขอ copy ย่อหน้าแรกมา paste ไว้ตรงนี้ และยีนยันตามข้อความนั้นทุกประการ

“ขอ เชิญทุกท่านนำโปรแกรมฟรี ดิกชันนารี อังกฤษ – ไทย (My Buddy – Clicktionary) & ดิกชันนารี อังกฤษ – อังกฤษ (WordWeb) ไปใช้, ซึ่งใช้ได้ทั้ง online และ offline, ทั้งอ่าน Web และอ่านเอกสาร Word, ผมขอรับรองว่าทักษะในการอ่าน หรือ Reading Skill ของท่านจะดีขึ้นมากจนท่านก็แปลกใจตัวเอง ท้าท่านไม่ได้ผลผมยินดีให้ท่านต่อว่า ว่าผมเอาของไม่ดีมา ‘ขาย’”

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘