[422] ประสบการณ์ในการเขียนภาษาอังกฤษ

สวัสดีครับงานประจำที่ทำอยู่ทำให้ผมต้องเขียนภาษาอังกฤษอยู่บ้าง บางครั้งเขียนบ่อย บางครั้งเขียนไม่บ่อย บางครั้งไม่ได้เขียนเลย

ถ้า ถามว่าเขียนภาษาอังกฤษเป็นงานยากไหม ตอบว่าบางทีก็ยากมาก บางทีก็ยากน้อย บางทีก็ไม่ยากเลย ขึ้นอยู่กับว่าเขียนอะไร เช่น เขียนสุนทรพจน์ บันทึก โครงการ บทความ บทสัมภาษณ์ จดหมาย หรืออีเมล และเขียนให้ใครหรือเขียนถึงใคร เช่น ถ้าเขียนร่างสุนทรพจน์ให้ผู้บริหารก็ยากหน่อย ถ้าเขียนอีเมลอย่างไม่เป็นทางการไปถึงชาวต่างประเทศก็ง่ายหน่อย เป็นต้น แต่ถ้าท่านจะเกณฑ์ให้ผมตอบคำเดียวว่าการเขียนภาษาอังกฤษยากหรือง่าย ผมขอต่อรองตอบสองคำว่า ‘ไม่ง่าย’ แต่ก็ ‘ไม่ยากนัก’
ผมขออนุญาตพูดถึงประสบการณ์และความคิดเห็นของตัวเองเกี่ยวกับเรื่องการเขียนภาษาอังกฤษ ถือว่าเล่าสู่กันฟังแล้วกันครับ
ภาษา อังกฤษที่เรียนในชั้นตั้งแต่เด็ก แม้เขาจะมุ่งให้ได้ทั้ง 4 อย่าง คือ ฟัง – พูด – อ่าน – เขียน แต่ผมได้มามาก ๆ อย่างเดียว คือ ทักษะการอ่าน ส่วนการฟัง – พูด – เขียน ผมได้มาน้อย

การเรียนภาษาอังกฤษให้ได้ผลดีและเร็วจะเกณฑ์ให้ทุกคนใช้วิธีเดียวกับเราคงเป็นการทำบาปด้วยกุศลเจตนา วิธีที่ผมใช้เป็นหัวหอกในการเรียนภาษาอังกฤษคือการอ่าน บางคนใช้วิธีดูหนัง – ฟังเพลงเป็นวิธีหลักและได้ผลซึ่งผมก็อนุโมทนาด้วย ส่วนผมใช้วิธีอ่านเป็นหลักและจนถึงบัดนี้ก็ร้องเพลงฝรั่งไม่เป็นแม้แต่เพลง เดียว เพื่อน ๆหลายคนไม่เชื่อว่าผมร้องเพลงฝรั่งไม่เป็น ส่วนบางคนที่เชื่อก็รู้สึกสงสาร ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นความสงสารที่มีเหตุผลทีเดียว ผมเคยอ่านบทความเกี่ยวกับการเรียนรู้ของผู้คน ซึ่งให้ข้อสรุปว่าถ้าจะให้ได้ผลดีก็น่าจะใช้หลาย ๆ วิธี เพราะแต่ละวิธีก็มีข้อดีของมัน ผมโชคไม่ค่อยดีนักที่ในช่วงวัยรุ่น วิธีที่ใช้เรียนภาษาอังกฤษมีเพียงการอ่านเท่านั้น มันจึงเป็นเรื่องของ ‘by chance’ น่าอิจฉารุ่นน้องทุกวันนี้ซึ่งมี ‘ตัวช่วย’ มากมายในการศึกษาภาษาอังกฤษ เขาจึงสามารถเลือกได้หลาย ๆ วิธีที่เหมาะกับตัวเขา คือเป็น ‘by choice’ ซึ่งผมไม่ค่อยมีโอกาสมากนักเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว

แต่ถึงอย่างไรก็ต้องบอกว่าผมไม่โชคร้ายซะทีเดียว เพราะ reading skill ที่สะสมไว้ตอนอายุน้อยเป็นพื้นฐานที่วิเศษมาก สำหรับ listening, speaking และ writing ซึ่งต้องมาฟิตเอาตอนหลังเพราะ หน้าที่การงานบังคับ เพราะตั้งแต่เรียนจบมหาวิทยาลัยและไปทำงานต่างจังหวัดไกล ๆ ผมก็ยังคงอ่าน Bangkok Post ทุกวันถ้าเป็นไปได้ จำได้ว่ามีอยู่วันหนึ่งขณะที่กินมันเทศเผาในหมู่บ้านพร้อมกับหยิบ Bangkok Post ขึ้นมาอ่าน ผมถูกเพื่อนทักเล่น ๆว่า ถ้าชอบกินมันเทศเผาให้อ่าน ‘ไทยรัฐ’ ถ้ายังยืนยันจะอ่าน Bangkok Post ให้ซื้อแฮมเบอร์เกอร์มากิน เพราะสิ่งที่กินกับสิ่งที่อ่านมันไม่ match กัน ตอนนั้นที่ถูกทักผมยังงง ๆ และตอบเพื่อนไม่ได้ถนัด ถ้าเพื่อนคนนั้นบังเอิญมาได้อ่านสิ่งที่ผมเขียนบรรทัดนี้ ผมขอตอบใหม่ว่า ทุกวันนี้ผมกินทั้งมันเทศเผาและแฮมเบอร์เกอร์ ส่วนหนังสือพิมพ์ก็อ่านทั้งไทยรัฐและ Bangkok Post เพื่อนคงไม่ว่าอะไรนะ

การอ่านเป็นพื้นฐานที่ดีได้อย่างไรสำหรับการฟัง – พูด – และเขียน การอ่านมีประโยชน์อย่างนี้ครับ
[1] การอ่านทำให้รู้ศัพท์เยอะ ซึ่งศัพท์ที่รู้นี้ก็เอาไปใช้ในการฟัง พูด และเขียน เพราะฉะนั้นเมื่อฟังข่าวหรือบทสนทนาภาษาอังกฤษ ถ้าผมไม่รู้เรื่องก็เพราะ ‘สำเนียง’ มิใช่ ‘สำนวน’ เพราะศัพท์และสำนวนนั้นผมตุนทำความเข้าใจไว้มากแล้วด้วยการอ่าน

เพราะ ฉะนั้นในการฝึก listening skill จึงลดงานไปครึ่งหนึ่ง คือทำให้หูของตัวเองคุ้นเคยกับสำเนียง ถ้าต้องรับมือทั้งสำนวนและสำเนียงคงหนักเอาการ และนี่น่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ผมได้ยินน้องในที่ทำงานบางคนที่ไม่ชอบศัพท์สมัยเรียนหนังสือบ่นว่าฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่องช้า

กฎส่วนตัวที่ผมถือเป็นหลักในการเรียนศัพท์ใหม่ ก็คือ
1) จำทีละ 1 ความหมาย:
เมื่อเปิดดิกจะพบว่า ศัพท์ตัวหนึ่งบางทีมีตั้ง 5 – 6 ความหมายหรือมากกว่า ผมก็จะจำเฉพาะความหมายที่ผมพบในเรื่องที่อ่าน เพราะถ้าขืนอัดจำให้ได้หมดในคราวเดียวกันคงล้นและไหลออกจากสมองหมด ข้อที่น่ายินดีก็คือ ความหมายหนึ่งความหมายใดที่เราจำไว้ได้นี้ จะช่วยให้เราเดาไปถึงความหมายอื่น ๆ ได้ง่ายขึ้นเมื่อไปอ่านพบที่อื่น ไม่ต้องเปิดดิกทุกครั้งก็พอเดาได้

2) ต้องรู้คำอ่านและเปล่งเสียงออกมาให้ได้อย่างมั่นใจ โดยเฉพาะพยางค์ที่ลงเสียงหนัก เพราะถ้าเราไม่รู้หรือไม่มั่นใจในการออกเสียง ก็ยากนักที่ศัพท์ใหม่จะประทับในสมอง ผมไม่รู้ว่าทฤษฎีเขาว่าไว้อย่างไร แต่ตัวผมเป็นเช่นนี้จริง ๆ พยางค์ที่ลงเสียงหนักมักจะมีเสียงตรีในระดับเสียงภาษาไทย (daughter จึงออกเสียง ด๊อ เทอะ ) ดิกชันนารีอังกฤษ – ไทย บางเล่มก็มีเครื่องหมาย ไว้หน้าพยางค์ที่ลงเสียงหนัก บางเล่มก็พิมพ์ไว้หลังพยางค์นั้น ผมคิดว่าน้องหลายคนอาจจะงงเรื่องนี้ เพราะผมเองก็เคยงงมาแล้ว

3) ผมทำสมุดจดศัพท์ส่วนตัวเพื่อการนี้ รูปร่างของสมุดจดศัพท์เป็นอย่างนี้ครับ
http://home.dsd.go.th/freeenglish/Vocab_book.doc
โดย การทวนศัพท์ผมจะใช้แผ่นกระดาษเปิดเฉพาะคำศัพท์ในคอลัมน์แรก และปิดในคอลัมน์อื่น ๆ ไว้และจะนึกตอบตัวเองก่อนเปิด และบางทีผมก็จะเปิดเฉพาะคำแปลภาษาไทยในคอลัมน์สุดท้าย และปิดคำศัพท์ภาษาอังกฤษในคอลัมน์อื่น พูดง่าย ๆ ก็คือ จะใช้วิธีทวนศัพท์ทั้ง 2 แบบ คือ จากคำศัพท์ภาษาอังกฤษไปหาคำแปลภาษาไทย และจากคำแปลภาษาไทยไปหาศัพท์ภาษาอังกฤษ
[2] การอ่านทำให้รู้แกรมมาร์ ซึ่งเป็นแกรมมาร์ที่มีชีวิต ไม่ใช่แกรมมาร์ที่เหมือนเทวรูปตัวแข็งทื่ออยู่ในตำรา ซึ่งใคร ๆ ก็รู้ว่าสำคัญแต่ไม่อยากจะยุ่งด้วย การรู้แกรมมาร์ก็เหมือนกับการรู้ศัพท์นั่นแหละครับ คือรู้แล้วเอาไปใช้ได้ทั้งในการฟัง พูด และเขียน ถ้าเรารู้แกรมมาร์เราจะฟังได้ดี พูดได้ดี และเขียนได้ดีกว่าไม่รู้
เรื่อง แกรมมาร์นี่ผมได้ยินคนทะเลาะกันมามาก ถ้าแกรมมาร์เป็นคนผมจะสงสารเขามากทีเดียว เพราะดูเหมือนเขาจะเป็นแพะรับบาปถูกบูชายัญในฐานะที่ทำให้นักเรียนไทยทั้ง ประเทศพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ เป็นอนันตริยกรรมทางภาษาที่ต้องตกนรกหมกไหม้ถึงขุมอเวจี ครูที่สอนแกรมมาร์ก็พลอยถูกตราหน้าเป็นตราบาปไปด้วย ‘แกรมมาร์’ ในภาษาไทยจึงแปลว่า ‘กรรมมาก’ ‘ครูสอนแกรมมาร์’ ก็คือ ‘คนมีกรรมมาก’ เอ๊ะ ! นี่ผมพูดเวอร์เกินไปหรือเปล่าครับ

เอาอย่างนี้ดีกว่าครับ ผมไม่ขอทะเลาะด้วย แต่จะขอเล่าประสบการณ์ฝึกส่วนตัวเกี่ยวกับแกรมมาร์
ถ้า ท่านให้ผมพูดความรู้สึกคำเดียวที่มีต่อหนังสือแกรมมาร์ หลังจากไตร่ตรองอย่างรอบคอบทั่วสิบทิศแล้ว ผมคิดว่าความรู้สึกที่เหมาะสมและยุติธรรมที่สุดสำหรับตำราแกรมมาร์ก็คือ ‘น่าเบื่อ’ ผมนึกถึงสมัยเรียนชั้นมัธยมในห้องเรียนภาคบ่ายไม่มีแอร์ติดในต่างจังหวัด บ้านเกิด เพิ่งกินข้าวกลางวันอิ่มมาใหม่ ๆ และต้องนั่งทนฟังครูอธิบายเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ทางภาษาซึ่งคนอีกมุมโลกหนึ่งเขา ใช้พูดกันแต่เราไม่ได้พูดกับเขาด้วย ถ้าจะให้ผมซึ่งเป็นเด็กนักเรียนนุ่งกางเกงขาสั้นนั่งฟังอย่างชื่นชมและไม่ ง่วง ผมคิดว่าอย่างต่ำผมต้องบรรลุโสดาบันซะก่อน นี่ผมพูดจริง ๆ นะ

แต่ อย่างไรก็แล้วแต่ ผมถือว่าตัวเองโชคดีครับที่ชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็กโดยไม่ต้องให้ใครมา ส่งเสริมการอ่าน และภาษาอังกฤษก็มีเรื่องดี ๆ ให้อ่านที่หาอ่านไม่ได้หรือหาอ่านได้ยากจากหนังสือภาษาไทย ช่วงนั้นผมรับเป็นสมาชิกหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษสำหรับเด็ก ๆ คือ Student Weekly แล้วก็พบว่า ถ้าจะอ่านให้รู้เรื่องต้องรู้ทั้งศัพท์และแกรมมาร์ มิฉะนั้น แม้จะรู้ว่า eat แปลว่า กิน, man แปลว่า คน, และ shark แปลว่า ปลาฉลาม แต่ถ้าไปอ่านเจอคำว่า man-eating shark และ shark-eating man คำไหนแปลว่า ‘ปลาฉลามกินคน’ หรือ ‘คนกินปลาฉลาม’ ก็ยังงง ๆ อยู่ นี่เรื่องกินง่าย ๆ ยังงงถึงขั้นนี้ เรื่องที่มันยากและยุ่งกว่านี้ล่ะยิ่งไม่ต้องพูดถึง ฉะนั้นตำราแกรมมาร์แม้จะ ‘น่าเบื่อ’ แต่ก็ ‘จำเป็น’

ผมก็เลยต้องหาหนังสือแกรมมาร์ดี ๆ เล่มหนึ่งมาอ่านเท่าที่จะหาซื้อได้ในขณะนั้น การอ่านแกรมมาร์เป็นเรื่องที่ ‘ยาก’ เพราะต้อง ‘ย่อย’ อาหารฝรั่งที่กระเพาะสมองของคนไทยอย่างผมไม่คุ้น แต่มันก็จำเป็นครับ ผมอ่านให้เข้าใจไม่ได้มุ่งให้จำ เพราะถึงอย่างไรมันก็จำไม่ได้หมด แต่ต้องทำให้ตัวเองเข้าใจให้ได้ เพราะถ้าไม่เข้าใจแกรมมาร์ก็จะไม่เข้าใจภาษาอังกฤษจริง ๆ ใช้เวลานานพอสมควรครับกว่าจะอ่านและย่อยจนจบเล่ม

แกรมมาร์จะยังคงเป็นเพียงแกรมมาร์ โดยแกรมมาร์ และเพื่อแกรมมาร์ ถ้าเราไม่ได้ใช้แกรมมาร์ในการอ่าน ในการฟัง ในการพูด หรือในการเขียน แต่ก็อย่างที่บอกแล้ว ผมไม่มีโอกาสมากนักในการฟัง – พูด – เขียนภาษาอังกฤษ แกรมมาร์ที่ตายอยู่ในตำราก็ถูกชุบชีวิตขึ้นมาด้วยการอ่าน

เมื่อ ผมอ่าน Student Weekly หรือ Bangkok Post ผมจะสังเกตไปเรื่อย ๆ ว่าทำไมเขาถึงเขียนอย่างนั้น มันรู้สึกตะหงิด ๆ ผิดหลักแกรมมาร์ที่เคยอ่านมาหรือเปล่า เรื่องของเรื่องก็คือว่า เราจะไม่รู้สึก หรือไม่รู้เรื่องอะไรเพิ่มเติมเลย ถ้าเราไม่เรียนแกรมมาร์ตุนไว้ในสมองซะก่อน แต่ถ้าสมองของเราเคยย่อยเรื่องนี้ไว้ พอได้อ่านเนื้อเรื่องก็เหมือนเป็นการทบทวนกฎเกณฑ์แกรมมาร์ ยิ่งอ่านมากก็ยิ่งจำได้โดยไม่ต้องบีบบังคับให้สมองจำ เพราะมันจำของมันเอง เปรียบ ไปก็เหมือนดูเขาเล่นหมากรุกนั่นแหละครับ ถ้าไม่รู้มาก่อนว่าขุน-โคน-ม้า-เรือ-เบี้ยเดินอย่างไร ต่อให้ดูเขาเล่นสักกี่ร้อยกระดานก็ตาม ก็ยังไม่รู้เรื่องอยู่นั่นเอง แต่ถ้ารู้กฎเกณฑ์ไว้ก่อน ความรู้ก็จะค่อย ๆ ต่อยอดตัวมันเอง การลงทุนยอมศึกษาแกรมมาร์สักเล่มหนึ่งจึงคุ้มค่าเอามาก ๆ
[3] นอกจากศัพท์และแกรมมาร์แล้ว การอ่านยังทำให้เราได้เรียนรู้การใช้ภาษาในลักษณะต่าง ๆ ที่เมื่อรู้แล้วสามารถเอาไปใช้ได้ทั้งในการฟัง พูด และเขียน เรื่องประสบการณ์การใช้ภาษานี้ถ้าเราไม่ค่อยมีโอกาส ‘ฟัง’ เราก็ต้อง ‘อ่าน’ ครับ ถ้าฟังก็ไม่ได้ฟัง อ่านก็ไม่ได้อ่าน ก็ย่อมไม่มีวัตถุดิบที่จะเอาไปใช้พูดหรือเขียน คนที่ฝึกพูดโดยไม่ ได้ฝึกฟัง และฝึกเขียนโดยไม่ได้ฝึกอ่าน ผลการฝึกคงได้ไม่ดี เพราะจริง ๆ แล้วการเรียนภาษาเริ่มต้นด้วยการ ‘จำขี้ปาก’ และเลียนแบบจากการอ่านและการฟัง แล้วพัฒนาไปสู่การพูดและเขียนด้วยตัวเอง
ผมกำลังพูดกับท่านเกี่ยวกับเรื่องที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า collocation ถ้าฝรั่งพูดภาษาไทยว่า ‘ลมพัดหนัก’ และ ‘ฝนตกแรง’ เราก็คงเข้าใจ แม้เราจะพูดของเราว่า ‘ลมพัดแรง’ และ ‘ฝนตกหนัก’ ทุกภาษาเป็นเช่นนี้ คือเขาพูดของเขาอย่างนั้นโดยห้ามถามถึงเหตุผล และเอาแกรมมาร์มาอธิบายก็ไม่ได้ถนัดนัก เรื่องของเรื่องก็คือว่า ถ้าไม่พูดหรือเขียนอย่างนั้น อาจทำให้สื่อสารเสียหายเพราะเข้าใจผิด หรือเพียงแค่ตลกขบขันก็ได้

เรื่องการจำ style หรือลักษณะต่าง ๆ ในการใช้ภาษาเพื่อนำมาประยุกต์ใช้เองนี้ การสังเกตสำคัญที่สุด แต่ก็ดูเหมือนว่า skill ในการสังเกตสอนกันลำบาก ก็คงต้องเริ่มที่การใส่ใจ แต่คนจะไม่ใส่ใจถ้าไม่มีใจให้ ทำไปทำมาก็อยู่ที่ฉันทะหรือความรักนั่นแหละ ถ้าไม่รักก็ล้มเหลวตั้งแต่เริ่ม แต่ถ้ารักก็ยินดีฝ่าฟันไปได้แม้ไม่ง่ายนัก

อ่านมาถึงบรรทัดนี้บางท่านอาจจะบอกว่า โอ้โฮ จะพูดจะเขียนสักทีต้องให้ถูกเด๊ะเลยทั้งศัพท์สำนวน – แกรมมาร์ – การใช้ภาษาเลยหรือ? อย่าง นี้ก็ไม่ต้องทำอะไรเลย ใน 4 ทักษะคือ ฟัง – พูด – อ่าน – เขียน ก็เอาแค่ฟังกับอ่านก็พอ ส่วนพูดกับเขียนให้พวกที่เขาคล่อง ๆ ทำกันจะได้ไม่ต้องผิด

อย่าน้อยใจอย่างนั้นเลยครับ ผมเพียงแต่จะบอกว่า ถ้า เราฝึกอ่านและฟังเยอะ ๆ เราก็จะได้ศัพท์สำนวน – แกรมมาร์ – การใช้ภาษาอย่างถูกต้องที่สามารถเอาไปใช้ได้โดยอัตโนมัติ เมื่อเราต้องเขียนหรือพูด ผมอยากจะบอกแค่นี้แหละครับ
ที่คุยมาทั้งหมดตั้งแต่ต้นคืออารัมภบทที่นับว่ายาวมาก ต่อไปนี้ผมจะขอวกเข้าเรื่อง ‘ประสบการณ์ในการเขียนภาษาอังกฤษ’
เมื่อ เรียนจบแล้วผมก็ทำงานอยู่ต่างจังหวัดประมาณ 10 ปี และก็อย่างที่บอกแล้วว่า ในช่วง 10 ปีนี้การฟิตภาษาอังกฤษของผมก็มีแต่เพียงการอ่าน – การอ่าน – และการอ่านเท่านั้น เมื่อเข้ามาทำงานในกรุงเทพและต้องเขียนภาษาอังกฤษ หรือบางทีมีคนขอร้องให้ช่วยเขียน หรือต้องแนะนำให้คนอื่นเขียน และไม่ค่อยมีคนให้ถามเมื่อสงสัย ผมก็ต้องหาอุปกรณ์เสริมมาช่วยให้เบาแรงเมื่อต้องเขียนอะไรสักอย่างหนึ่ง และ เป็นเรื่องโชคดีจริง ๆ ที่ในช่วงประมาณ 10 ปีนี้ผมได้อาศัยอินเตอร์เน็ตเป็นตัวช่วยที่ต้องขอขอบคุณยิ่ง ผมจึงขอสรุปให้ท่านฟังเกี่ยวกับตัวช่วยทั้งหลายที่ผมเคยไหว้วานมาตั้งแต่ต้น ว่าเป็นข้อ ๆ ไปเลยนะครับ

[1] ดิกชันนารีผมได้พูดถึงการใช้ประโยชน์จากดิกชันนารีไว้มากพอสมควรใน Blog นี้ ท่านผู้อ่านสามารถคลิกเข้าไปชมได้ที่นี่ครับ: พจนานุกรม dictionary

* * * * * * * * * *
โดยทั่วไปเมื่อเราเปิดดิกก็เพราะต้องการทราบความหมายของศัพท์ แต่ถ้า เราต้องการศึกษาการใช้ศัพท์คำนั้นเพื่อที่เราจะได้ประยุกต์เอาไปพูดหรือ เขียนเอง ก็ต้องหาตัวอย่างที่เจ้าของภาษาเขาใช้ ยิ่งเยอะยิ่งดี ผมก็ได้อาศัยเว็บพวกนี้ครับ
- http://www.dicts.info/define.php
(คลิ กที่รูปลำโพงเพื่อฟังการออกเสียง, วางเมาส์ที่ไอคอนรูปหน้าคำศัพท์(ถ้ามี), เลื่อนลงมาข้างล่างใต้หัวข้อ 'word' English examples of use ตรงนี้แหละครับจะมีตัวอย่างให้ดูเยอะเลย

-http://www.manythings.org/voa/sentences.htm
( กำหนดเอาเองนะครับว่า คำที่พิมพ์จะต่อท้ายด้วย –s, -es, -ed, -ing, -ly, ฯลฯ หรือไม่)

- http://eedic.naver.com/
(พิมพ์คำศัพท์, คลิกที่ Example)

- เพิ่ม 4 มค 50: http://www.natcorp.ox.ac.uk/
-เพิ่ม 14 มค 50: http://nhd.heinle.com/advanced_search.aspx
* * * * * * * * * *

[2] ปัญหาหนึ่งที่ผมพบบ่อยคือไม่รู้ว่า preposition อะไรที่จะต้องเอามาเติมท้าย Verb ก็ได้อาศัยเว็บพวกนี้ช่วยบอก
http://dictionary.cambridge.org/Default.asp?dict=P
http://www.englishpage.com/prepositions/verb_preposition.html
http://www.englishpage.com/prepositions/phrasaldictionary.html
http://www.phrasalverbdemon.com/dictionarya.htm

[3] หลายครั้งผมต้องการหาตัวอย่างที่คนอื่นเขาได้เขียนไว้ จะได้ดูเป็นแนวทาง ก็ได้เว็บพวกนี้ครับ

หนังสือราชการ:
http://www.do.rtaf.mi.th/Publication/files/13_4800457.pdf

จดหมายติดต่องาน
[132] การเขียนจดหมายติดต่องาน (ธุรกิจ)

บทคัดย่อวิทยานิพนธ์ (ภาษาอังกฤษ)
http://library.bu.ac.th/buonline/onlinedb/onlinedb.html
http://www.research.chula.ac.th/abstract/prints.htm

การเขียนสุนทรพจน์ จากเว็บกระทรวงการต่างประเทศ
http://www.mfa.go.th/web/486.php?Qsearch=speech&type=0&lang=2

[4] สิ่งที่ผมชอบใจมาก ๆ เกี่ยวกับภาษาอังกฤษ คือสิ่งที่เรียกว่า plain English คนเข้าใจไปว่าอ่าน plain English แล้วไม่มีรสชาติ น่าเบื่อ แต่จริง ๆ แล้ว plain English สามารถทำให้คนอ่าน เข้าใจ – ชอบใจ – ประทับใจ ไปพร้อม ๆ กันเลยทีเดียว ผมเองก็พยายามฝึกอยู่เรื่อย ๆให้ตัวเองเขียน plain English ให้ได้ ท่านผู้อ่านลองเข้าไปอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ
[74] วิธีเขียนภาษาอังกฤษให้อ่านง่าย ๆ (Plain English)

เนื่อง จากผมไม่ต้องเขียนภาษาอังกฤษทุกวันในงานประจำที่ทำอยู่ แต่พอถึงเวลาที่งานเขียนมาถึงก็ถูกคาดหมายว่า จะต้องเขียนได้และไม่แย่กว่าการเขียนครั้งก่อน ๆ ผมจึงต้องฟิตตัวเองอยู่เสมอ วิธีฟิตก็ง่าย ๆ ครับ คือ อ่าน Bangkok Post และเขียนไดอะรี่ทุกวันเป็นภาษาอังกฤษ เปรียบไปก็เหมือนต้องหาลูกปืนมาใส่รังปืนและซ้อมยิงปืนทุกวัน การอ่านภาษาอังกฤษคือการหาลูกปืนมาใส่รังปืน ส่วนการเขียนภาษาอังกฤษทุกวันก็คือการซ้อมยิงปืน ต้องทำทั้ง 2 อย่าง ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ครับ
ในย่อหน้าต้น ๆ ผมพูดว่า การเขียนภาษาอังกฤษ ‘ไม่ง่าย’ แต่ก็ ‘ไม่ยากนัก’ ผมยังยืนยันเหมือนเดิมครับ และเชื่อว่าทุกท่านที่อ่านภาษาอังกฤษได้ย่อมสามารถเขียนภาษาอังกฤษได้ ถ้าวันนี้ท่านเริ่มเขียน และพรุ่งนี้ไม่เลิกเขียน
ประสบการณ์ในการเขียนภาษาอังกฤษของผมมีน้อย ผมจึงอยากได้รับฟังประสบการณ์ของท่านผู้อ่านบ้าง ผมรอทุกท่านอยู่ครับ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘