ว่าด้วย P/E

P/E เป็นอัตราส่วนทางการเงิน ยอดนิยมและสำคัญที่เราควรทำความรู้จักไว้ เพราะค่านี้เป็นค่าที่บ่งบอกความถูกและแพงของหุ้น หลายคนใช้เป็นเงื่อนไขในการซื้อ ขาย หุ้นอีกด้วย สืบเนื่องจากอารมณ์ค้างจากเมื่อวานที่คุณเรื่อง P/E กับพี่คนหนึ่ง ระหว่างนั่งซุ่มหัวกันล้วงแคะแกะเกางบการเงินของบริษัทหนึ่งในร้านอาหาร มันมีประเด็นเรื่อง P/E ที่ผมยังไม่เคลียร์เลยใช้เวลาทั้งวันทำการบ้านเพิ่ม ผลก็คือ อินเตอร์เน็ตช่วยได้ กระจ่างศาสตร์ขึ้นมาก ตอนนี้เลยอยากเขียนถึง P/E เพื่อแชร์ความรู้ไว้บนบล็อคสำหรับท่านอื่นๆที่ผ่านเข้ามา เผื่อว่าจะได้เก็บนำไปใช้ประโยชน์กัน



P/E คืออะไร


P/E หรือ PER คือ Price/Earning per Share (EPS) เป็นอัตราส่วนที่ใช้อนุมานความถูกและแพงของตัวหุ้น(กิจการของบริษัท) โดยใช้ราคา หารด้วย EPS(กำไรสุทธิต่อหุ้น) ค่าที่ได้เป็นจำนวนเท่า โดยถ้ามองการเติบโตที่คงที่ ก็จะทำให้ทราบปีที่จะคุ้มทุน

ตัว EPS นี่ละครับ เป็นเหมือนหัวใจของ P/E อีกตัว ถ้าดูข้อมูล P/E ที่ใช้กัน EPS อาจจะใช้ข้อมูลผลประกอบการในอดีต 4Q ย้อนหลังมาคิด หรืออาจจะใช้ข้อมูลการประมาณการผลประกอบการ(เดา)ในอนาคตมาร่วมด้วย

P/E ไม่คงที่แปรผันตามเวลา
เนื่อง จาก P/E มันมีการคำนวณอ้างอิงข้อมูล ณ เวลาในขณะใด ขณะหนึ่งเพราะฉนั้น การที่หุ้นมี P/E สูงในปัจจุบันไม่ได้หมายความว่าจะแพงและมีค่าสูงตลอดไป เพราะอนาคตถ้า บริษัททำผลประกอบการได้ดี EPS สูง ค่า P/E ก็จะลดลง แต่แน่นอนว่าการที่ P/E ในปัจจุบันสูงอาจเพราะ ราคาสะท้อนความคาดหวังต่อผลประกอบการไปแล้ว ถ้าอนาคตผลประกอบการออกมาดี ก็ดีไป แต่ถ้าออกมาเน่า ค่า EPS ต่ำละก็ หุหุหุ

หุ้นวัฎจักรไม่ควรใช้ค่า P/E แต่อย่างเดียว
ธร กิจที่เป็นวัฏจักรมีขึ้นลงตามสภาวะเศรษฐกิจ และตามอุปสงค์อุปทานของวัตถุดิบ เช่น เหล็ก เดินเรือ อสังหาริมทรัพย์ แร่ธาตุ ถ่านหิน การใช้ P/E เพื่อตัดสินใจว่าควรจะซื้อหุ้นตัวนั้นหรือไม่ ก็อาจจะไม่เหมาะสมนัก เพราะถ้าช่วงวิกฤตขาลงของธุรกิจ ค่า P/E ของหุ้นอาจถูก แต่ถ้าผ่านพ้นไปสู่จุดขาขึ้นได้ค่า P/E ก็จะปรับตัวสูงขึ้นตาม

การประมาณแบบอ้างอิง(Relative)
สิ่ง หนึ่งที่นิยมนำมาใช้ในการตัดสินใจเลือกหุ้นลงทุนนั้นคือการใช้ P/E ของหุ้นเปรียบเทียบกับ P/E ของหุ้นตัวอื่นๆในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน รวมถึงการเทียบ P/E ของหุ้นกับ P/E ของกลุ่มอุตสาหกรรม ก็จะทำให้ทราบความถูกแพงของหุ้นได้ เช่น หุ้น S มี P/E = 16 ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทอนิคมีค่า P/E ประมาณ 8 นั้นหมายความว่าราคาหุ้น S ในตลาด ได้สะท้อนความคาดหวังของกิจการไปค่อนข้างมากถ้าเทียบกับตัวอื่นในกลุ่ม อุตสาหกรรม

การ ใช้ P/E เปรียบเทียบระหว่างหุ้นควรเทียบระหว่างหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน มากกว่าการเทียบข้ามกับหุ้นคนละกลุ่ม เพราะจะได้ค่าสัมพัทธที่มีประสิทธิภาพและสะท้อนความเป็นจริงมากกว่า หัวใจสำคัญของการจะใช้ค่า P/E ที่เหมาะสมนั้นเราควรจะเข้าใจธุรกิจและกิจการนั้นก่อนเสมอ

คุณภาพของ P/E
เนื่อง จาก ค่า P/E มีการนำเอากำไรต่อหุ้นมาคำนวณด้วย ดังนั้นหุ้นที่ค่า P/E ต่ำบางครั้งก็อาจจะดีไม่เท่ากับหุ้น P/E สูงเสมอไป ถ้ากรณีความสามารถในการทำกำไรที่ไม่สูง และสม่ำเสมอ บางครั้ง P/E ที่ต่ำอาจจะเกิดจากกำไรจากรายได้ชั่วคราวเช่นการขายทรัพย์สิน ไม่ได้เกิดจาก กำไรจากตัวธุรกิจจริงๆ

หุ้น ที่ผลกำไรไม่แน่นอน เช่นกลุ่มเกษตรที่มีปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมมาเกี่ยว ทำให้ต้นทุนสูงในขณะที่ไม่สามารถขยับราคาขายตามต้นทุนได้ทัน ซึ่งอาจจะทำให้ค่า EPS ไม่สม่ำเสมอ หรือหุ้นบางกลุ่มสร้างกำไรด้วยการขยายกิจการ ใช้การกู้เงินเพิ่มเพื่อสร้างผลกำไรจากการขายสินค้า เช่นการลงทุนเรื่องเทคโนโลยี การขยายกำลังการผลิต ซึ่งในปีแรกอาจจะมีกำไรเพิ่ม แต่เมื่อต้องมีการปรับปรุงหรือลงทุนด้านเทคโนโลยีเพิ่มก็ต้องกู้เพิ่มอีก ลงทุนเพิ่มซึ่ง สังเกตุได้จากค่า ROA และค่า D/E

ดัง นั้นการหาคุณภาพของ P/E จึงจำเป็นต้องมีการเอาข้อมูลอัตราส่วนการเงินอื่นๆมาร่วมพิจรณาและใช้ข้อมูล ย้อนหลังประกอบ รวมถึงการทำความเข้าใจกิจการเพื่อคาดการณ์ผลประกอบการในอนาคต

การวัดมูลค่าหุ้นด้วย P/E
ผม ชอบ P/E ตรงที่คิดคำนวณง่ายไม่ซับซ้อน และที่สำคัญคือการประมาณ(เดา) มูลค่าของหุ้นในอนาคตได้ โดยหลักการณ์คือ คาดการณ์การเติบโตของ EPS ในอนาคต เพื่อนำมาคูณกับค่า P/E ที่เหมาะสม

การอนุมานค่า EPS
สิ่ง ที่จะทำให้คาดการณ์ EPS ได้แม่นยำคือต้องศึกษาธุรกิจ และดูโครงการการลงทุน ประเมินรายได้สุทธิและกำไรสุทธิ การอ่านงบการเงินย้อนหลัง เพื่อดูค่าใช้จ่ายและต้นทุนขั้นต้นว่าจะมีการเพิ่มหรือเปลี่ยนแปลงไหม? ดูความสามารถในการแข่งขัน แนวโน้มการขยายตัวของอุตสาหกรรม เป็นต้น

เพื่อ คำนวณค่า EPS บางครั้งเราสามารถใช้ข้อมูลการคาดการณ์การเติบโตของบริษัทจากนักวิเคราะห์ หรือจากการให้ข้อมูลจากผู้บริหาร มาคำนวณหา EPS ในอนาคตได้ แบบหยาบๆโดยทำบนสมมติฐานที่ว่า EPS จะไม่ลดต่ำลงกว่าปีก่อน วิธีคิด
EPSอนาคต = EPS ปีก่อน + %Growth
แต่ การประมาณอีกวิธีที่จะแม่นยำมากกว่าคือการประมาณในระยะเวลาสั้นๆ เช่นทราบค่า EPS ของ 2 Q แล้วประมาณค่า EPS อีก 2 Qที่เหลือ แบบนี้จะแม่นยำกว่าการประมาณข้ามปี

การอนุมานค่า P/E
การอนุมาณค่า P/E ค่อนข้างจะยาก แต่ผมชอบใช้เทคนิคของคุณ สันติ สิงหวังชา ที่ใช้ปัจจัยต่างๆเช่น
- การเติบโตของรายได้ : แนวโน้มอุตสาหกรรม , ความสามารถของคู่แข่ง , ความสามารถในการเพิ่มยอดขายของบริษัท
-ความสามารถในการควบคุมต้นทุน : อำนาจต่อรองเทียบกับ supplier , ความสามารถในการผลักภาระไปให้ลูกค้า
-ความผันผวนของรายได้และกำไร : ยิ่งผันผวนมาก ผมมองว่าคุณภาพจะค่อนข้างต่ำ
-ผู้บริหาร : ความซื่อสัตย์ , ความขยัน , ความเก่ง (ต้องระวังผู้บริหารที่ขี้โม้เก่งนิดนึง เพราะเราอาจจะคิดว่าฝีมือดีทั้งที่จริงๆแล้วอาจจะไม่ได้เรื่องเลยก็ได้)
-โครงสร้างการเงินของบริษัท : หนี้สินเทียบกับส่วนทุน , หนี้สินเทียบกับกำไร , เงินสดที่เหลืออยู่หักด้วยหนี้สิน

แล้วนำปัจจัย เป็นตัวคุณภาพมาสรุปเป็นเงื่อนไข เพื่อจัดกลุ่มคราวๆ สำหรับการประมาณค่า P/E ที่เหมาะสม

หุ้นที่มีคุณภาพแย่ (หุ้นเกรด F) กิจการ ที่ขาดทุน หนี้สินเยอะๆ หรือกำไรเอาแน่เอานอนไม่ได้ ปีนึงกำไร ปีนึงขาดทุน หรือพวกที่ผู้บริหารไว้ใจไม่ได้ พวกนี้ไม่ต้องประเมิน pe หรอกครับอย่าไปซื้อมันเลยดีกว่า

หุ้นที่มีคุณภาพกลางๆ (หุ้นเกรด C) หนี้สินกลางๆ รายได้และกำไรไม่ค่อยเติบโต หรือเติบโตช้าไม่เกิน 5% ต่อปี pe ควรจะอยู่แถวๆ 5-6

หุ้นคุณภาพดีพอใช้ (หุ้นเกรด B) หนี้ไม่มาก รายได้ไม่ผันผวนโตอย่างสม่ำเสมอ กำไรในอนาคตเติบโตระดับ 5-15% ต่อปี pe น่าจะประมาณ 6-9


หุ้นคุณภาพดี (เกรด A) หนี้น้อย หรือไม่มีเลย รายได้โตอย่างต่อเนื่อง กำไรในอนาคตคาดว่าจะโตในระดับ 15% ขึ้นไป pe เหมาะสมประมาณ 9-12หุ้นสุดยอด (Super stock) หนี้น้อยหรือไม่มี รายได้มั่นคงมากและโตขึ้นอย่างสม่ำเสมอ กำไรโตขึ้นในระดับ 20-30% ผู้บริหารเก่ง ขยัน ซื่อสัตย์ แนวโน้มธุรกิจดี มีอำนาจในการต่อรองต่อ supplier สูง อยู่ในอุตสาหกรรมที่ไม่แข่งขันกันเรื่องราคาเป็นหลัก สามารถผลักภาระให้ลูกค้าได้ ฯลฯ พวกหุ้นชั้นยอดพวกนี้ pe ตั้งแต่ 12 ขึ้นไปจนถึง 20

แต่ บางครั้งกว่าจะได้ข้อมูลการประมาณค่า P/E ที่เหมาะสมอาจจะต้องใช้เวลาในการอ่านงบการเงิน เพื่อศึกษาถึงคุณภาพของบริษัท ก่อนจะตีเป็นค่า P/E ของหุ้น โดยส่วนตัวผมถ้าไม่มีเวลา ผมก็จะใช้ค่า P/E ของปีหรือ Q ก่อนหน้าที่มีข้อมูล โดยคิดในสมมติฐานว่า บริษัท P/E จะไม่แพงไปมากกว่านี้(หมายความว่า ผลประกอบการไม่แย่ลงไป) หรืออาจจะพิจารณาการโตของธุรกิจในปีหน้าร่วมด้วย ถ้าแย่มากอาจจะใช้ค่า P/E ของอุตสาหกรรม ในการคำนวณ

โดยค่า P(ราคาอนาคต) = P/Eคาดการณ์ * EPSคาดการณ์

ราคา ในอนาคต ก็ทำให้เราทราบได้ว่า การซื้อหุ้นของปัจจบันนี้มันคุ้นค่าหรือไม่ ถ้าได้ราคาหุ้นที่มีมูลค่าต่ำกว่ามูลค่าในอนาคตมากๆ ย่อมเป็นการดีในการลงทุน

PEG สักนิด
ก่อน จะจบเรื่อง P/E ของพูดถึงญาติผู้น้องคือ PEG หรือ PE Growth สักนิด เจ้าตัวนี้ช่วยบ่งบอก คุณภาพเบื้องต้นของ P/E ได้ว่า ที่ว่ามากตอนนี้มันแพงจริงไหมถ้าเทียบกับอัตราการเติบโตในอนาคต
PEG = P/E / %Growth

เช่น ถ้าหุ้น B มี P/E = 10 แต่บทวิเคราะห์ ผู้บริหารคาดการณ์ว่า Growth 20% ค่า PEG = 0.5
หุ้น A มี P/E = 5 ,ค่า Growth = 5% ดังนั้น PEG = 1

หุ้น ที่ค่า PEG มากกว่า 1 ก็จัดว่าแพง ,หุ้นที่ PEG น้อยกว่า 1 ยิ่ง PEG น้อยกว่า 1 ยิ่งดีครับ แสดงว่าไม่แพงไปเมื่อเทียบกับการโตอนาคต

สรุป
การ เป็นนักเก็งกำไร ก็ไม่ควรมองข้ามความรู้ความเข้าใจพื้นฐานนะครับ เพราะหุ้นนั้นมีบริษัท มีผลประกอบการเป็นตัวรองรับ Demand supply ของราคา แม้บางครั้งมันจะไม่สมเหตุผลก็ตาม แต่การรู้พื้นฐานช่วยให้เราเก็งกำไรบนหุ้นที่ดีและปลอดภัยได้มากขึ้น

ที่ สำคัญการเก็งกำไร บางครั้งวิ่งตามข่าวผลประกอบการ การรู้การวิเคราะห์พื้นฐานทำให้ เก็งค่า EPS รายไตรมาสได้ถูก และใช้ตัวนี้เป็นช่องในการทำกำไรรายรอบ (เคล็ดลับการเทรดของผม) ได้ดีทีเดียว ค่า P/E ที่เราฟังนักวิเคราะห์พูดก็ควรลึกซึ้งกับมันด้วย อย่างฟังอย่าเดียว อย่าไปจำว่า P/E มากไม่ดี หรือ P/E ต่ำแล้วดี เพราะมันไม่ง่ายแบบนั้นเสมอไป จงเข้าใจและเรียนรู้ ดีที่สุดครับ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘