ตอนที่ 94. บุญคุณสุดอำมหิต
ฝ่ายข้างเมืองเสียวพ่ายครั้นเห็นกองทัพโกสุ้นถอนทัพ ทหารรักษาเชิงเทินจึงรายงานให้เล่าปี่ทราบ เล่าปี่สั่งให้ทหารติดตามข่าวความคืบหน้าต่อไป ก็ได้ทราบว่ากองทัพของโกสุ้นเมื่อได้ถอนทัพแล้วได้ถอยไกลจากเมืองเสียวพ่ายไปสามร้อยเส้น แล้วตั้งค่ายมั่นอยู่
เล่าปี่ทราบรายงานดังนั้นก็คาดหมายว่าโจโฉคงยกกองทัพมาใกล้เขตเมืองเสียวพ่ายแล้ว โกสุ้นทราบข่าวกลัวว่าจะถูกตีกระหนาบจึงถอนทัพออกไปตั้งรับกองทัพโจโฉให้ไกลจากตัวเมือง จึงสั่งให้ซุนเขียน บิต๊ก บิฮองอยู่รักษาเมือง แล้วพากวนอู เตียวหุย ยกทหารออกไปตั้งค่ายอยู่นอกเมืองเพื่อเตรียมตีกระหนาบหลังโกสุ้นได้ทันท่วงทีที่โจโฉยกกองทัพมาถึง
ฝ่ายโกสุ้นเมื่อตั้งค่ายเตรียมรับกองทัพโจโฉแล้วให้ทหารคอยลาดตระเวนติดตามสถานการณ์อยู่อย่างใกล้ชิด ครั้นทราบว่ากองทัพหน้ากำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ จึงพาทหารเข้ารบกับกองทัพของแฮหัวตุ้น
โกสุ้นนำทหารม้าออกรบกับแฮหัวตุ้นได้ห้าสิบเพลง สู้แฮหัวตุ้นมิได้ จึงชักม้าหนีจะกลับเข้าค่าย แฮหัวตุ้นได้ทีก็นำทหารไล่ตามไป โจเสงเห็นแฮหัวตุ้นขับม้าไล่โกสุ้นและขาดความระวังตัวจึงเอาเกาทัณฑ์ยิงไปที่แฮหัวตุ้น ลูกเกาทัณฑ์ปักเข้าเสียบลูกตาด้านซ้ายของแฮหัวตุ้น
แฮหัวตุ้นถูกเกาทัณฑ์ก็ร้องขึ้นด้วยเสียงอันดัง ด้วยอารามตกใจจึงดึงเกาทัณฑ์ออกจากดวงตา ลูกตาได้ติดลูกเกาทัณฑ์ออกมาด้วย แฮหัวตุ้นเป็นชายชาติทหาร น้ำใจเด็ดเดี่ยว ชูลูกเกาทัณฑ์ซึ่งลูกตาติดอยู่แล้วประกาศต่อหน้าทหารว่า “ลูกตานี้เป็นดวงแก้วอันประเสริฐ ไม่ควรจะละทิ้งเสีย”
สิ้นคำก็เอาลูกตานั้นกินกลืนเข้าไปท่ามกลางความตกตะลึงของบรรดาทหารที่ติดตามมา
เมื่อกลืนลูกตาตัวเองแล้ว แฮหัวตุ้นซึ่งอยู่ในท่ามกลางความเจ็บปวดเกิดอาการบ้าเลือด เห็นโจเสงซึ่งเป็นผู้ยิงเกาทัณฑ์ก็โกรธจัด ชักม้าพุ่งฝ่าทหารเข้าหาโจเสงแล้วเอาทวนแทงถูกโจเสงตกม้าตาย ทหารของโจเสงเห็นเช่นนั้นก็พากันตกใจแตกตื่นถอยหนี แฮหัวตุ้นจึงพาทหารจะกลับเข้าค่าย
ฝ่ายโกสุ้นเห็นแฮหัวตุ้นถูกเกาทัณฑ์บาดเจ็บ และกำลังพาทหารกลับเข้าค่ายจึงขับทหารเข้าตามตี ทหารของแฮหัวตุ้นไม่ทันระวังตัวก็แตกกระจาย โกสุ้นนำทหารตีเข้าไปจนถึงในค่ายของแฮหัวตุ้น แฮหัวเอี๋ยนเห็นดังนั้นก็ตกใจรีบพาแฮหัวตุ้นและทหารหนีออกจากค่าย
ฝ่ายลิยอยกับลิเตียนเห็นค่ายของแฮหัวตุ้นแตกก็ตกใจ จึงรีบพาทหารออกจากค่ายตามไปสมทบแล้วยกถอยไปตั้งอยู่ที่ชายแดนเมืองเจปัก
โกสุ้นครั้นได้ชัยชนะต่อกองทัพหน้าของโจโฉแล้ว จึงสั่งทหารให้ยกกลับไปตีเมืองเสียวพ่าย พอดีลิโป้ยกกองทัพหนุนตามมาถึง โกสุ้นจึงรายงานการศึกให้ลิโป้ทราบ ครั้นทราบความแล้วลิโป้จึงสั่งให้เคลื่อนทัพยกไปเมืองเสียวพ่าย
ลิโป้เห็นเล่าปี่ตั้งค่ายอยู่นอกเมืองเสียวพ่ายเป็นสามค่าย จึงสั่งให้โกสุ้น กับเตียวเลี้ยวยกเข้าตีค่ายกวนอู ตัวลิโป้ยกเข้าตีค่ายเตียวหุย และให้จัดทหารไว้อีกกองหนึ่งสั่งการว่าเมื่อใดที่ทั้งสองฝ่ายรบกันก็ให้รีบยกกำลังเข้าตีทางด้านหลังค่ายของกวนอูและเตียวหุย
ครั้นสั่งการเสร็จ ลิโป้ก็สั่งให้เคลื่อนทัพเข้าตีค่ายกวนอูและเตียวหุยตามแผนการที่วางไว้ กวนอูและเตียวหุยทราบว่าลิโป้ยกทหารมาก็พาทหารออกไปรบกับทหารของ ลิโป้ที่นอกค่าย ในขณะที่รบกันอยู่นั้น ทหารของลิโป้อีกกองหนึ่งก็ได้ยกอ้อมเข้าตีค่ายกวนอูและเตียวหุยทางด้านหลัง
ทหารในค่ายของกวนอูและเตียวหุยเหลืออยู่แต่น้อยตัว ต้านทานทหารของลิโป้ไม่ได้จึงแตกหนีออกจากค่ายออกไปสมทบกับทหารของกวนอูและเตียวหุยที่รบกันอยู่นอกค่ายนั้น กวนอู เตียวหุย เห็นค่ายแตกก็ตกใจ จึงพาทหารหนีมาที่ค่ายของเล่าปี่ ทหารของลิโป้จึงยึดค่ายกวนอูและเตียวหุยได้
เล่าปี่เห็นค่ายกวนอูและเตียวหุยแตกและทหารลิโป้กำลังไล่ตามมาจึงพาทหารประมาณสามสิบคนหนีออกจากค่ายจะเข้าไปในเมือง ครั้นถึงประตูเมืองทหารในเมืองก็เปิดประตูรับ พอดีขณะนั้นลิโป้ยกทหารไล่ตามมาตีฝ่าเข้าไปในเมืองได้ ทหารในเมืองก็แตกตื่นพากันวิ่งหนีเอาตัวรอด เล่าปี่เห็นดังนั้นจึงควบม้าพาทหารหนีไปทางด้านตะวันตก
ลิโป้ได้คุมทหารฆ่าฟันทหารของเล่าปี่ล้มตายลงเป็นอันมาก ครั้นยึดเมืองเสียวพ่ายได้บิต๊กซึ่งเล่าปี่ได้มอบให้ดูแลครอบครัวก็ได้เข้ามาหาลิโป้ คารวะแล้วกล่าวกับลิโป้ว่า “ข้าพเจ้าได้ยินโบราณว่าสืบ ๆ กันมาว่าผู้ที่จะตั้งตัวเป็นใหญ่ถึงจะตีบ้านเมืองได้เอาแต่ชัยชนะ ผู้ใดเป็นเสี้ยนหนามก็ทำอันตรายแก่ผู้นั้น มิได้ทำอันตรายแก่บุตรภรรยาแลราษฎรทั้งปวง บัดนี้ท่านก็คิดอ่านจะตั้งตัวเป็นใหญ่อยู่ จะเป็นศัตรูของท่านก็แต่โจโฉผู้เดียว อันเล่าปี่นี้คิดถึงท่านอยู่เนือง ๆ ว่าเมื่อครั้งอ้วนสุดให้กิเหลงยกมาตีเมืองเสียวพ่ายนั้น เพราะท่านยกมาช่วยเสี่ยงยิงเกาทัณฑ์และพูดจาเกลี่ยไกล่ให้กิเหลงยกกลับไป เล่าปี่จึงได้อยู่เย็นเป็นสุขมา เล่าปี่มีความกตัญญูต่อท่านอยู่ อนึ่งท่านกับเล่าปี่ก็มีคุณต่อกันมา ขออย่าให้ท่านทำอันตรายแก่ครอบครัวเล่าปี่เลย คุณของท่านนั้นก็จะมีอยู่กับเล่าปี่สืบไป”
ความอันบิต๊กได้กล่าวกับลิโป้ในตอนนี้ แม้ว่าจะไม่สมเหตุสมผลเท่าใดนัก แต่เป็นเนื้อความอันไพเราะที่กล่าวขึ้นด้วยเจตนาประการเดียวเท่านั้นคือเพื่อเอาครอบครัวเล่าปี่รอดจากการเข่นฆ่าสังหารของลิโป้ และด้วยคำพูดไม่กี่คำนี้ความกินใจลึกของลิโป้ยิ่งนัก ลิโป้ได้ฟังความก็อิ่มใจว่าเล่าปี่ยังคิดถึงบุญคุณของตนอยู่ ทั้งเนื้อความนั้นก็สรรเสริญในฝีมือเกาทัณฑ์อันล้ำเลิศ ทั้งยังได้สร้างความหวังโดยอิงธรรมว่าลิโป้จะเป็นใหญ่กว่าใครในแผ่นดิน และผู้เป็นใหญ่นั้นย่อมไม่ทำอันตรายต่อครอบครัวของศัตรูและราษฎร มิหนำซ้ำยังได้วางยาพิษไว้กับใจลิโป้ด้วยการชี้ว่า ศัตรูที่แท้จริงของลิโป้คือโจโฉผู้เดียวเท่านั้น เล่าปี่เป็นฝ่ายที่ลิโป้สามารถสามัคคีเอาเป็นพวกได้
ดังนั้นลิโป้จึงกล่าวว่า “ท่านอย่าวิตกเลย เรากับเล่าปี่ก็เป็นมิตรกันมาแต่ก่อน ซึ่งครอบครัวของเล่าปี่นั้นเรามิได้ทำอันตราย”
แต่ในขณะเดียวกันลิโป้ก็คงคิดที่จะป้องกันมิให้เล่าปี่คิดทำอันตรายแก่ตัว และต้องการที่จะเอาครอบครัวของเล่าปี่ไว้เป็นตัวประกัน ดังนั้นลิโป้จึงสั่งให้ทหารคุมบิต๊กและครอบครัวเล่าปี่ไปอยู่เมืองชีจิ๋ว จากนั้นจึงสั่งให้โกสุ้นกับเตียวเลี้ยวอยู่รักษาเมืองเสียวพ่าย ตัวลิโป้ยกทหารเตรียมจะไปหนุนกองทัพด้านตะวันออกของตันก๋งและจงป้า
ในขณะที่ลิโป้ยกกองทัพไปถึงเขตเขาไทสัน ก็ได้พบกับตันก๋งกับจงป้ากำลังเกลี้ยกล่อมนายโจรทั้งสี่คนอยู่ นายโจรทั้งสี่คนถูกเกลี้ยกล่อมก็ตกลงปลงใจเข้าร่วมในกองทัพของลิโป้ ลิโป้จึงให้ตันก๋งและนายโจรทั้งสี่คนยกไปรักษาด่านเสียวก๋วน ตัวลิโป้ยกกองทัพไปตีหัวเมืองทางด้านตะวันออกแทน
ฝ่ายกวนอู และเตียวหุย ครั้นหนีออกจากค่ายแล้วต่างสอบถามกันถึงเล่าปี่ก็มิได้ความพากันร้องไห้คิดถึงเล่าปี่ แล้วพาทหารไปตั้งมั่นอยู่ในซอกเขาแห่งหนึ่งไม่ไกลจากเมืองเสียวพ่าย และให้ทหารออกสืบหาข่าวของเล่าปี่
ทางด้านเล่าปี่เมื่อหนีออกจากเมืองไปได้ห้าร้อยเส้นจึงได้พบกับซุนเขียนซึ่งรักษาเมืองแล้วหนีออกไปก่อน ต่างถามข่าวคราวของกวนอูและเตียวหุยก็ไม่ทราบความต่างคนต่างร้องไห้ ซุนเขียนจึงเสนอเล่าปี่ว่าเกิดเหตุทั้งนี้ขึ้นเนื่องจากเล่าปี่เข้าร่วมกับโจโฉเป็นศัตรูด้วยลิโป้ ดังนั้นเล่าปี่จึงชอบที่จะไปหาโจโฉเพื่อคิดการสืบไป เล่าปี่เห็นชอบกับความคิดของซุนเขียนจึงพากันไปทางทิศที่โจโฉจะยกมา แต่เนื่องจากทหารลิโป้ลาดตระเวนอยู่ตามเส้นทางเดินโดยทั่วไป เล่าปี่จึงพาซุนเขียนหลบหลีกเดินทางในป่า
เล่าปี่และซุนเขียนเดินทางในป่าด้วยความยากลำบาก เสบียงก็หมดสิ้นลง ค่ำลงถึงบ้านใดก็เข้าอาศัยและขออาหารราษฎรประทังชีวิต ราษฎรตามทางผ่านครั้นได้ทราบว่าเป็นเล่าปี่ก็มีน้ำใจยินดีเกื้อกูลให้ที่พักอาศัยและจัดอาหารเลี้ยงดูทุกหมู่บ้าน จนกระทั่งมาถึงบ้านแห่งหนึ่งเป็นเวลาค่ำลง เล่าปี่ก็พาซุนเขียนเข้าไปขออาศัย
เจ้าของบ้านชื่อว่าเล่าอั๋น เห็นเล่าปี่กับซุนเขียนก็ออกมารับ สอบถามความกันแล้วเล่าอั๋นก็มีความยินดีเพราะเห็นเป็นคนแซ่เดียวกัน และมีน้ำใจจงรักภักดีต่อราชวงศ์ฮั่นของพระเจ้าฮั่นโกโจจึงต้อนรับขับสู้เล่าปี่เป็นอันดี แล้วจัดเรือนพักของตัวเองให้เป็นที่อาศัยของเล่าปี่ และซุนเขียน
เล่าอั๋นอยู่ที่บ้านกับภรรยา เป็นคนยากจนเข็ญใจ ทำไร่ปลูกผัก หาของป่าเป็นอาชีพ ครั้นได้เวลาอาหารก็ไม่มีสิ่งใดนำมาเลี้ยงดูเล่าปี่ ครั้นจะออกไปหาอาหารก็ไม่ทันเพราะเป็นเวลากลางคืน เล่าอั๋นจึงตัดสินใจฆ่าภรรยาของตัวเสียแล้วเชือดเอาเนื้อที่แขนและสะโพกเอามาทำเป็นอาหารเลี้ยงดูเล่าปี่และซุนเขียน
เล่าปี่และซุนเขียนกินอาหารที่เล่าอั๋นยกมาให้ เห็นเนื้อนั้นมีกลิ่นและรสผิดจากที่เคยกินก็สงสัยจึงถามเล่าอั๋นว่าอาหารนี้ทำจากเนื้ออะไร เล่าอั๋นจึงบ่ายเบี่ยงเลี่ยงไปว่าเมื่อเช้านี้ข้าพเจ้าล่าเก้งได้ตัวหนึ่ง เล่าปี่ฟังแล้วก็สิ้นสงสัย จึงกินอาหารนั้นกับซุนเขียนจนอิ่มหนำสำราญ
ครั้นรุ่งขึ้นเล่าปี่และซุนเขียนจึงคารวะขอบคุณและขออำลาเล่าอั๋น ในขณะที่เล่าปี่และซุนเขียนเข้าไปแก้เชือกม้าจึงได้พบศพของภรรยาเล่าอั๋นก็ตกใจ จึงถามเล่าอั๋นว่าเป็นศพของผู้ใดมาทิ้งไว้ที่นี่
เล่าอั๋นเข้าใจว่าเล่าปี่ทราบความก็ยอมรับความจริงว่าได้สังหารภรรยาตนแล้วเอาเนื้อทำเป็นอาหารเลี้ยงเล่าปี่และซุนเขียน เล่าปี่ได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจและมีน้ำใจสงสารก็ร้องไห้แล้วว่าเทพยดาได้ลงโทษข้าพเจ้ารุนแรงยิ่งนัก อาหารมื้อค่ำของคืนก่อนได้ทำลายครอบครัวของท่านลงไปเป็นที่สลดใจของข้าพเจ้าอย่างหาที่สุดมิได้ ข้าพเจ้าจะจดจำไว้ไม่มีวันลืมเลือน มีโอกาสวันใดจะขอทดแทนคุณท่าน ว่าแล้วเล่าปี่ก็รีบอำลาเล่าอั๋น
อาหารมื้ออำมหิตที่เล่าปี่ต้องติดหนี้บุญคุณชีวิตของภรรยาเล่าอั๋นและครอบครัวเล่าอั๋นในครั้งนี้ เป็นอาหารมื้อประวัติศาสตร์ที่ไม่มีใครคาดคิดถึงว่าชาวชนบทอย่างเล่าอั๋นจะมีน้ำใจอำมหิตคิดการบ้าได้ถึงเพียงนี้ แต่เมื่อเล่าปี่ทราบความทุกอย่างก็สายจนเกินแก้ไขแล้ว หากจะตำหนิเล่าอั๋นก็คงมิได้ประโยชน์อันใด ดังนั้นวิถีทางเดียวที่พึงกระทำก็คือรีบไปให้ไกลโดยไว
เล่าปี่ออกจากบ้านเล่าอั๋นมาได้สามร้อยเส้นก็เห็นกองทัพยกมาเป็นอันมาก เมื่อดูเครื่องหมายธงประจำกองทัพแล้วก็รู้ว่าเป็นกองทัพของโจโฉยกมาจึงค่อยคลายใจ แล้วพาซุนเขียนตรงไปที่กองทัพของโจโฉ
เล่าปี่ได้เข้าไปพบโจโฉ กระทำคารวะโอภาปราศรัยกันตามอย่างธรรมเนียมแล้ว จึงรายงานการศึกทั้งปวงให้โจโฉทราบแล้วว่า บัดนี้เมืองเสียวพ่ายเสียแก่ศัตรูแล้ว กวนอู เตียวหุย น้องร่วมสาบานของข้าพเจ้าก็มิรู้ว่าพลัดพรากเป็นตายประการใด แม้กระทั่งครอบครัว บุตรภรรยาและสมัครพรรคพวกจะเป็นตายร้ายดีประการใดก็ไม่แจ้ง ว่าแล้วเล่าปี่ก็ร้องไห้
โจโฉเห็นเล่าปี่ร้องไห้ก็แสร้งร้องไห้ทำทีเป็นสงสารเล่าปี่ตามไปด้วย จากนั้นเล่าปี่จึงเล่าเรื่องเล่าอั๋นให้โจโฉฟัง โจโฉทราบความแล้วมีความรู้สึกนับถือน้ำใจของเล่าอั๋น จึงสั่งทหารให้เบิกทองคำร้อยตำลึงมอบแก่ซุนเขียนให้ซุนเขียนนำไปมอบแก่เล่าอั๋นเป็นการตอบแทนคุณที่ได้ทำไว้กับเล่าปี่
โจโฉเมื่อได้ทราบรายงานการศึกแล้ว เกรงว่าหากจะยกกองทัพไปเมืองเสียวพ่ายทีเดียวก็ยังไม่ทราบสถานการณ์ที่แน่ชัด จึงสั่งให้เคลื่อนทัพไปตั้งหลักอยู่ที่ชายแดนเมืองเจปัก
ฝ่ายแฮหัวตุ้นและแฮหัวเอี๋ยนเมื่อแตกทัพแล้วก็พากันหนีไปทางด้านชายแดนเมืองเจปักจึงได้พบกับลิยอยและลิเตียนซึ่งหนีไปตั้งค่ายอยู่ก่อนแล้ว ครั้นได้ทราบว่าโจโฉยกกองทัพมาถึง แฮหัวเอี๋ยน ลิเตียน และลิยอยจึงพากันออกไปต้อนรับโจโฉ แล้วรายงานการศึกทั้งปวงให้โจโฉทราบ
โจโฉครั้นทราบความจึงเข้าไปเยี่ยมแฮหัวตุ้น ซึ่งบัดนี้ป่วยหนัก แฮหัวตุ้นเมื่อรู้สึกตัวว่าโจโฉมาเยี่ยมก็ดีใจ โจโฉจึงสั่งทหารให้พาแฮหัวตุ้นกลับไปรักษาที่เมืองหลวง
โจโฉเมื่อตั้งค่ายเสร็จแล้วสั่งทหารให้ออกลาดตระเวนสืบหาข่าวคราวของกองทัพลิโป้ ครั้นได้ทราบว่าลิโป้ ตันก๋ง และจงป้าได้เกลี้ยกล่อมสี่นายโจรเข้าเป็นพวกแล้วยกไปตีหัวเมืองตะวันออกจึงกำหนดแผนการรบกับลิโป้
โจโฉได้สั่งให้โจหยินคุมทหารสามพันยกไปตีเมืองเสียวพ่าย ตัวโจโฉพาเล่าปี่และทหารทั้งปวงยกตามลิโป้ไปทางด้านหัวเมืองตะวันออก ครั้นกองทัพโจโฉยกมาถึงเขตด่านเสียวก๋วน ด่านสำคัญของหัวเมืองด้านตะวันออก ซึ่งสี่นายโจรรับคำสั่งจากลิโป้ให้อยู่รักษาด่านกับตันก๋ง ก็ถูกสี่นายโจรคุมทหารออกมาตั้งสกัด
โจโฉสั่งให้เคาทูนำทหารออกรบด้วยกองทหารของนายโจรทั้งสี่ ทั้งสองฝ่ายรบกันตั้งแต่เช้าจนเที่ยง กองทัพของนายโจรทั้งสี่ก็อิดโรยลง.
เล่าปี่ทราบรายงานดังนั้นก็คาดหมายว่าโจโฉคงยกกองทัพมาใกล้เขตเมืองเสียวพ่ายแล้ว โกสุ้นทราบข่าวกลัวว่าจะถูกตีกระหนาบจึงถอนทัพออกไปตั้งรับกองทัพโจโฉให้ไกลจากตัวเมือง จึงสั่งให้ซุนเขียน บิต๊ก บิฮองอยู่รักษาเมือง แล้วพากวนอู เตียวหุย ยกทหารออกไปตั้งค่ายอยู่นอกเมืองเพื่อเตรียมตีกระหนาบหลังโกสุ้นได้ทันท่วงทีที่โจโฉยกกองทัพมาถึง
ฝ่ายโกสุ้นเมื่อตั้งค่ายเตรียมรับกองทัพโจโฉแล้วให้ทหารคอยลาดตระเวนติดตามสถานการณ์อยู่อย่างใกล้ชิด ครั้นทราบว่ากองทัพหน้ากำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ จึงพาทหารเข้ารบกับกองทัพของแฮหัวตุ้น
โกสุ้นนำทหารม้าออกรบกับแฮหัวตุ้นได้ห้าสิบเพลง สู้แฮหัวตุ้นมิได้ จึงชักม้าหนีจะกลับเข้าค่าย แฮหัวตุ้นได้ทีก็นำทหารไล่ตามไป โจเสงเห็นแฮหัวตุ้นขับม้าไล่โกสุ้นและขาดความระวังตัวจึงเอาเกาทัณฑ์ยิงไปที่แฮหัวตุ้น ลูกเกาทัณฑ์ปักเข้าเสียบลูกตาด้านซ้ายของแฮหัวตุ้น
แฮหัวตุ้นถูกเกาทัณฑ์ก็ร้องขึ้นด้วยเสียงอันดัง ด้วยอารามตกใจจึงดึงเกาทัณฑ์ออกจากดวงตา ลูกตาได้ติดลูกเกาทัณฑ์ออกมาด้วย แฮหัวตุ้นเป็นชายชาติทหาร น้ำใจเด็ดเดี่ยว ชูลูกเกาทัณฑ์ซึ่งลูกตาติดอยู่แล้วประกาศต่อหน้าทหารว่า “ลูกตานี้เป็นดวงแก้วอันประเสริฐ ไม่ควรจะละทิ้งเสีย”
สิ้นคำก็เอาลูกตานั้นกินกลืนเข้าไปท่ามกลางความตกตะลึงของบรรดาทหารที่ติดตามมา
เมื่อกลืนลูกตาตัวเองแล้ว แฮหัวตุ้นซึ่งอยู่ในท่ามกลางความเจ็บปวดเกิดอาการบ้าเลือด เห็นโจเสงซึ่งเป็นผู้ยิงเกาทัณฑ์ก็โกรธจัด ชักม้าพุ่งฝ่าทหารเข้าหาโจเสงแล้วเอาทวนแทงถูกโจเสงตกม้าตาย ทหารของโจเสงเห็นเช่นนั้นก็พากันตกใจแตกตื่นถอยหนี แฮหัวตุ้นจึงพาทหารจะกลับเข้าค่าย
ฝ่ายโกสุ้นเห็นแฮหัวตุ้นถูกเกาทัณฑ์บาดเจ็บ และกำลังพาทหารกลับเข้าค่ายจึงขับทหารเข้าตามตี ทหารของแฮหัวตุ้นไม่ทันระวังตัวก็แตกกระจาย โกสุ้นนำทหารตีเข้าไปจนถึงในค่ายของแฮหัวตุ้น แฮหัวเอี๋ยนเห็นดังนั้นก็ตกใจรีบพาแฮหัวตุ้นและทหารหนีออกจากค่าย
ฝ่ายลิยอยกับลิเตียนเห็นค่ายของแฮหัวตุ้นแตกก็ตกใจ จึงรีบพาทหารออกจากค่ายตามไปสมทบแล้วยกถอยไปตั้งอยู่ที่ชายแดนเมืองเจปัก
โกสุ้นครั้นได้ชัยชนะต่อกองทัพหน้าของโจโฉแล้ว จึงสั่งทหารให้ยกกลับไปตีเมืองเสียวพ่าย พอดีลิโป้ยกกองทัพหนุนตามมาถึง โกสุ้นจึงรายงานการศึกให้ลิโป้ทราบ ครั้นทราบความแล้วลิโป้จึงสั่งให้เคลื่อนทัพยกไปเมืองเสียวพ่าย
ลิโป้เห็นเล่าปี่ตั้งค่ายอยู่นอกเมืองเสียวพ่ายเป็นสามค่าย จึงสั่งให้โกสุ้น กับเตียวเลี้ยวยกเข้าตีค่ายกวนอู ตัวลิโป้ยกเข้าตีค่ายเตียวหุย และให้จัดทหารไว้อีกกองหนึ่งสั่งการว่าเมื่อใดที่ทั้งสองฝ่ายรบกันก็ให้รีบยกกำลังเข้าตีทางด้านหลังค่ายของกวนอูและเตียวหุย
ครั้นสั่งการเสร็จ ลิโป้ก็สั่งให้เคลื่อนทัพเข้าตีค่ายกวนอูและเตียวหุยตามแผนการที่วางไว้ กวนอูและเตียวหุยทราบว่าลิโป้ยกทหารมาก็พาทหารออกไปรบกับทหารของ ลิโป้ที่นอกค่าย ในขณะที่รบกันอยู่นั้น ทหารของลิโป้อีกกองหนึ่งก็ได้ยกอ้อมเข้าตีค่ายกวนอูและเตียวหุยทางด้านหลัง
ทหารในค่ายของกวนอูและเตียวหุยเหลืออยู่แต่น้อยตัว ต้านทานทหารของลิโป้ไม่ได้จึงแตกหนีออกจากค่ายออกไปสมทบกับทหารของกวนอูและเตียวหุยที่รบกันอยู่นอกค่ายนั้น กวนอู เตียวหุย เห็นค่ายแตกก็ตกใจ จึงพาทหารหนีมาที่ค่ายของเล่าปี่ ทหารของลิโป้จึงยึดค่ายกวนอูและเตียวหุยได้
เล่าปี่เห็นค่ายกวนอูและเตียวหุยแตกและทหารลิโป้กำลังไล่ตามมาจึงพาทหารประมาณสามสิบคนหนีออกจากค่ายจะเข้าไปในเมือง ครั้นถึงประตูเมืองทหารในเมืองก็เปิดประตูรับ พอดีขณะนั้นลิโป้ยกทหารไล่ตามมาตีฝ่าเข้าไปในเมืองได้ ทหารในเมืองก็แตกตื่นพากันวิ่งหนีเอาตัวรอด เล่าปี่เห็นดังนั้นจึงควบม้าพาทหารหนีไปทางด้านตะวันตก
ลิโป้ได้คุมทหารฆ่าฟันทหารของเล่าปี่ล้มตายลงเป็นอันมาก ครั้นยึดเมืองเสียวพ่ายได้บิต๊กซึ่งเล่าปี่ได้มอบให้ดูแลครอบครัวก็ได้เข้ามาหาลิโป้ คารวะแล้วกล่าวกับลิโป้ว่า “ข้าพเจ้าได้ยินโบราณว่าสืบ ๆ กันมาว่าผู้ที่จะตั้งตัวเป็นใหญ่ถึงจะตีบ้านเมืองได้เอาแต่ชัยชนะ ผู้ใดเป็นเสี้ยนหนามก็ทำอันตรายแก่ผู้นั้น มิได้ทำอันตรายแก่บุตรภรรยาแลราษฎรทั้งปวง บัดนี้ท่านก็คิดอ่านจะตั้งตัวเป็นใหญ่อยู่ จะเป็นศัตรูของท่านก็แต่โจโฉผู้เดียว อันเล่าปี่นี้คิดถึงท่านอยู่เนือง ๆ ว่าเมื่อครั้งอ้วนสุดให้กิเหลงยกมาตีเมืองเสียวพ่ายนั้น เพราะท่านยกมาช่วยเสี่ยงยิงเกาทัณฑ์และพูดจาเกลี่ยไกล่ให้กิเหลงยกกลับไป เล่าปี่จึงได้อยู่เย็นเป็นสุขมา เล่าปี่มีความกตัญญูต่อท่านอยู่ อนึ่งท่านกับเล่าปี่ก็มีคุณต่อกันมา ขออย่าให้ท่านทำอันตรายแก่ครอบครัวเล่าปี่เลย คุณของท่านนั้นก็จะมีอยู่กับเล่าปี่สืบไป”
ความอันบิต๊กได้กล่าวกับลิโป้ในตอนนี้ แม้ว่าจะไม่สมเหตุสมผลเท่าใดนัก แต่เป็นเนื้อความอันไพเราะที่กล่าวขึ้นด้วยเจตนาประการเดียวเท่านั้นคือเพื่อเอาครอบครัวเล่าปี่รอดจากการเข่นฆ่าสังหารของลิโป้ และด้วยคำพูดไม่กี่คำนี้ความกินใจลึกของลิโป้ยิ่งนัก ลิโป้ได้ฟังความก็อิ่มใจว่าเล่าปี่ยังคิดถึงบุญคุณของตนอยู่ ทั้งเนื้อความนั้นก็สรรเสริญในฝีมือเกาทัณฑ์อันล้ำเลิศ ทั้งยังได้สร้างความหวังโดยอิงธรรมว่าลิโป้จะเป็นใหญ่กว่าใครในแผ่นดิน และผู้เป็นใหญ่นั้นย่อมไม่ทำอันตรายต่อครอบครัวของศัตรูและราษฎร มิหนำซ้ำยังได้วางยาพิษไว้กับใจลิโป้ด้วยการชี้ว่า ศัตรูที่แท้จริงของลิโป้คือโจโฉผู้เดียวเท่านั้น เล่าปี่เป็นฝ่ายที่ลิโป้สามารถสามัคคีเอาเป็นพวกได้
ดังนั้นลิโป้จึงกล่าวว่า “ท่านอย่าวิตกเลย เรากับเล่าปี่ก็เป็นมิตรกันมาแต่ก่อน ซึ่งครอบครัวของเล่าปี่นั้นเรามิได้ทำอันตราย”
แต่ในขณะเดียวกันลิโป้ก็คงคิดที่จะป้องกันมิให้เล่าปี่คิดทำอันตรายแก่ตัว และต้องการที่จะเอาครอบครัวของเล่าปี่ไว้เป็นตัวประกัน ดังนั้นลิโป้จึงสั่งให้ทหารคุมบิต๊กและครอบครัวเล่าปี่ไปอยู่เมืองชีจิ๋ว จากนั้นจึงสั่งให้โกสุ้นกับเตียวเลี้ยวอยู่รักษาเมืองเสียวพ่าย ตัวลิโป้ยกทหารเตรียมจะไปหนุนกองทัพด้านตะวันออกของตันก๋งและจงป้า
ในขณะที่ลิโป้ยกกองทัพไปถึงเขตเขาไทสัน ก็ได้พบกับตันก๋งกับจงป้ากำลังเกลี้ยกล่อมนายโจรทั้งสี่คนอยู่ นายโจรทั้งสี่คนถูกเกลี้ยกล่อมก็ตกลงปลงใจเข้าร่วมในกองทัพของลิโป้ ลิโป้จึงให้ตันก๋งและนายโจรทั้งสี่คนยกไปรักษาด่านเสียวก๋วน ตัวลิโป้ยกกองทัพไปตีหัวเมืองทางด้านตะวันออกแทน
ฝ่ายกวนอู และเตียวหุย ครั้นหนีออกจากค่ายแล้วต่างสอบถามกันถึงเล่าปี่ก็มิได้ความพากันร้องไห้คิดถึงเล่าปี่ แล้วพาทหารไปตั้งมั่นอยู่ในซอกเขาแห่งหนึ่งไม่ไกลจากเมืองเสียวพ่าย และให้ทหารออกสืบหาข่าวของเล่าปี่
ทางด้านเล่าปี่เมื่อหนีออกจากเมืองไปได้ห้าร้อยเส้นจึงได้พบกับซุนเขียนซึ่งรักษาเมืองแล้วหนีออกไปก่อน ต่างถามข่าวคราวของกวนอูและเตียวหุยก็ไม่ทราบความต่างคนต่างร้องไห้ ซุนเขียนจึงเสนอเล่าปี่ว่าเกิดเหตุทั้งนี้ขึ้นเนื่องจากเล่าปี่เข้าร่วมกับโจโฉเป็นศัตรูด้วยลิโป้ ดังนั้นเล่าปี่จึงชอบที่จะไปหาโจโฉเพื่อคิดการสืบไป เล่าปี่เห็นชอบกับความคิดของซุนเขียนจึงพากันไปทางทิศที่โจโฉจะยกมา แต่เนื่องจากทหารลิโป้ลาดตระเวนอยู่ตามเส้นทางเดินโดยทั่วไป เล่าปี่จึงพาซุนเขียนหลบหลีกเดินทางในป่า
เล่าปี่และซุนเขียนเดินทางในป่าด้วยความยากลำบาก เสบียงก็หมดสิ้นลง ค่ำลงถึงบ้านใดก็เข้าอาศัยและขออาหารราษฎรประทังชีวิต ราษฎรตามทางผ่านครั้นได้ทราบว่าเป็นเล่าปี่ก็มีน้ำใจยินดีเกื้อกูลให้ที่พักอาศัยและจัดอาหารเลี้ยงดูทุกหมู่บ้าน จนกระทั่งมาถึงบ้านแห่งหนึ่งเป็นเวลาค่ำลง เล่าปี่ก็พาซุนเขียนเข้าไปขออาศัย
เจ้าของบ้านชื่อว่าเล่าอั๋น เห็นเล่าปี่กับซุนเขียนก็ออกมารับ สอบถามความกันแล้วเล่าอั๋นก็มีความยินดีเพราะเห็นเป็นคนแซ่เดียวกัน และมีน้ำใจจงรักภักดีต่อราชวงศ์ฮั่นของพระเจ้าฮั่นโกโจจึงต้อนรับขับสู้เล่าปี่เป็นอันดี แล้วจัดเรือนพักของตัวเองให้เป็นที่อาศัยของเล่าปี่ และซุนเขียน
เล่าอั๋นอยู่ที่บ้านกับภรรยา เป็นคนยากจนเข็ญใจ ทำไร่ปลูกผัก หาของป่าเป็นอาชีพ ครั้นได้เวลาอาหารก็ไม่มีสิ่งใดนำมาเลี้ยงดูเล่าปี่ ครั้นจะออกไปหาอาหารก็ไม่ทันเพราะเป็นเวลากลางคืน เล่าอั๋นจึงตัดสินใจฆ่าภรรยาของตัวเสียแล้วเชือดเอาเนื้อที่แขนและสะโพกเอามาทำเป็นอาหารเลี้ยงดูเล่าปี่และซุนเขียน
เล่าปี่และซุนเขียนกินอาหารที่เล่าอั๋นยกมาให้ เห็นเนื้อนั้นมีกลิ่นและรสผิดจากที่เคยกินก็สงสัยจึงถามเล่าอั๋นว่าอาหารนี้ทำจากเนื้ออะไร เล่าอั๋นจึงบ่ายเบี่ยงเลี่ยงไปว่าเมื่อเช้านี้ข้าพเจ้าล่าเก้งได้ตัวหนึ่ง เล่าปี่ฟังแล้วก็สิ้นสงสัย จึงกินอาหารนั้นกับซุนเขียนจนอิ่มหนำสำราญ
ครั้นรุ่งขึ้นเล่าปี่และซุนเขียนจึงคารวะขอบคุณและขออำลาเล่าอั๋น ในขณะที่เล่าปี่และซุนเขียนเข้าไปแก้เชือกม้าจึงได้พบศพของภรรยาเล่าอั๋นก็ตกใจ จึงถามเล่าอั๋นว่าเป็นศพของผู้ใดมาทิ้งไว้ที่นี่
เล่าอั๋นเข้าใจว่าเล่าปี่ทราบความก็ยอมรับความจริงว่าได้สังหารภรรยาตนแล้วเอาเนื้อทำเป็นอาหารเลี้ยงเล่าปี่และซุนเขียน เล่าปี่ได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจและมีน้ำใจสงสารก็ร้องไห้แล้วว่าเทพยดาได้ลงโทษข้าพเจ้ารุนแรงยิ่งนัก อาหารมื้อค่ำของคืนก่อนได้ทำลายครอบครัวของท่านลงไปเป็นที่สลดใจของข้าพเจ้าอย่างหาที่สุดมิได้ ข้าพเจ้าจะจดจำไว้ไม่มีวันลืมเลือน มีโอกาสวันใดจะขอทดแทนคุณท่าน ว่าแล้วเล่าปี่ก็รีบอำลาเล่าอั๋น
อาหารมื้ออำมหิตที่เล่าปี่ต้องติดหนี้บุญคุณชีวิตของภรรยาเล่าอั๋นและครอบครัวเล่าอั๋นในครั้งนี้ เป็นอาหารมื้อประวัติศาสตร์ที่ไม่มีใครคาดคิดถึงว่าชาวชนบทอย่างเล่าอั๋นจะมีน้ำใจอำมหิตคิดการบ้าได้ถึงเพียงนี้ แต่เมื่อเล่าปี่ทราบความทุกอย่างก็สายจนเกินแก้ไขแล้ว หากจะตำหนิเล่าอั๋นก็คงมิได้ประโยชน์อันใด ดังนั้นวิถีทางเดียวที่พึงกระทำก็คือรีบไปให้ไกลโดยไว
เล่าปี่ออกจากบ้านเล่าอั๋นมาได้สามร้อยเส้นก็เห็นกองทัพยกมาเป็นอันมาก เมื่อดูเครื่องหมายธงประจำกองทัพแล้วก็รู้ว่าเป็นกองทัพของโจโฉยกมาจึงค่อยคลายใจ แล้วพาซุนเขียนตรงไปที่กองทัพของโจโฉ
เล่าปี่ได้เข้าไปพบโจโฉ กระทำคารวะโอภาปราศรัยกันตามอย่างธรรมเนียมแล้ว จึงรายงานการศึกทั้งปวงให้โจโฉทราบแล้วว่า บัดนี้เมืองเสียวพ่ายเสียแก่ศัตรูแล้ว กวนอู เตียวหุย น้องร่วมสาบานของข้าพเจ้าก็มิรู้ว่าพลัดพรากเป็นตายประการใด แม้กระทั่งครอบครัว บุตรภรรยาและสมัครพรรคพวกจะเป็นตายร้ายดีประการใดก็ไม่แจ้ง ว่าแล้วเล่าปี่ก็ร้องไห้
โจโฉเห็นเล่าปี่ร้องไห้ก็แสร้งร้องไห้ทำทีเป็นสงสารเล่าปี่ตามไปด้วย จากนั้นเล่าปี่จึงเล่าเรื่องเล่าอั๋นให้โจโฉฟัง โจโฉทราบความแล้วมีความรู้สึกนับถือน้ำใจของเล่าอั๋น จึงสั่งทหารให้เบิกทองคำร้อยตำลึงมอบแก่ซุนเขียนให้ซุนเขียนนำไปมอบแก่เล่าอั๋นเป็นการตอบแทนคุณที่ได้ทำไว้กับเล่าปี่
โจโฉเมื่อได้ทราบรายงานการศึกแล้ว เกรงว่าหากจะยกกองทัพไปเมืองเสียวพ่ายทีเดียวก็ยังไม่ทราบสถานการณ์ที่แน่ชัด จึงสั่งให้เคลื่อนทัพไปตั้งหลักอยู่ที่ชายแดนเมืองเจปัก
ฝ่ายแฮหัวตุ้นและแฮหัวเอี๋ยนเมื่อแตกทัพแล้วก็พากันหนีไปทางด้านชายแดนเมืองเจปักจึงได้พบกับลิยอยและลิเตียนซึ่งหนีไปตั้งค่ายอยู่ก่อนแล้ว ครั้นได้ทราบว่าโจโฉยกกองทัพมาถึง แฮหัวเอี๋ยน ลิเตียน และลิยอยจึงพากันออกไปต้อนรับโจโฉ แล้วรายงานการศึกทั้งปวงให้โจโฉทราบ
โจโฉครั้นทราบความจึงเข้าไปเยี่ยมแฮหัวตุ้น ซึ่งบัดนี้ป่วยหนัก แฮหัวตุ้นเมื่อรู้สึกตัวว่าโจโฉมาเยี่ยมก็ดีใจ โจโฉจึงสั่งทหารให้พาแฮหัวตุ้นกลับไปรักษาที่เมืองหลวง
โจโฉเมื่อตั้งค่ายเสร็จแล้วสั่งทหารให้ออกลาดตระเวนสืบหาข่าวคราวของกองทัพลิโป้ ครั้นได้ทราบว่าลิโป้ ตันก๋ง และจงป้าได้เกลี้ยกล่อมสี่นายโจรเข้าเป็นพวกแล้วยกไปตีหัวเมืองตะวันออกจึงกำหนดแผนการรบกับลิโป้
โจโฉได้สั่งให้โจหยินคุมทหารสามพันยกไปตีเมืองเสียวพ่าย ตัวโจโฉพาเล่าปี่และทหารทั้งปวงยกตามลิโป้ไปทางด้านหัวเมืองตะวันออก ครั้นกองทัพโจโฉยกมาถึงเขตด่านเสียวก๋วน ด่านสำคัญของหัวเมืองด้านตะวันออก ซึ่งสี่นายโจรรับคำสั่งจากลิโป้ให้อยู่รักษาด่านกับตันก๋ง ก็ถูกสี่นายโจรคุมทหารออกมาตั้งสกัด
โจโฉสั่งให้เคาทูนำทหารออกรบด้วยกองทหารของนายโจรทั้งสี่ ทั้งสองฝ่ายรบกันตั้งแต่เช้าจนเที่ยง กองทัพของนายโจรทั้งสี่ก็อิดโรยลง.