ตอนที่ 83. อุบายยืมมีดฆ่าโค

 เล่าปี่ถูกลิโป้ต่อว่าว่าเป็นตัวการให้เตียวหุยปลอมเป็นโจรป่าไปปล้นชิงเอาม้าก็ตกใจ เพราะตัวเล่าปี่ไม่เคยทราบเรื่องนี้มาก่อน จึงรีบปฏิเสธว่าข้าพเจ้าไม่เคยปล้นชิงม้าของท่านเลย นี่เป็นความสัตย์จากใจจริงของข้าพเจ้า แต่ลิโป้ไม่ฟังคำยืนยันว่าเตียวหุยปล้นเอาม้าไปหนึ่งร้อยห้าสิบตัว

            เตียวหุยยืนม้าอยู่ด้านหลังเล่าปี่ เห็นลิโป้ต่อว่าต่อขานเล่าปี่เช่นนั้นก็โกรธ ชักม้าออกไปข้างหน้าแล้วว่ากูนี่แหละที่ชิงเอาม้ามึงไว้แล้วมึงจะทำไม ลิโป้ได้ยินก็โกรธด่าเตียวหุยว่าไอ้โจรตาถลน มึงดูหมิ่นกูหลายครั้งแล้ว ยังบังอาจมาปล้นเอาม้ากูไปอีก

            เตียวหุยจึงด่าลิโป้ต่อไปว่ากูแค่ชิงเอาแต่ม้ามึงก็โกรธ แล้วทีมึงชิงเอาเมืองของพี่กู ทำไมมึงไม่คิดว่ากูจะไม่โกรธบ้างเล่า ลิโป้ถูกเตียวหุยด่าต้องใจดำก็โกรธ ชักม้าเข้าต่อสู้กับเตียวหุย ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันถึงร้อยเพลงก็ยังไม่แพ้ชนะกัน เล่าปี่เกรงว่าเตียวหุยจะเสียทีจึงให้ทหารตีระฆังเป็นสัญญาณเรียกเตียวหุยกลับมา พอเป็นเวลาค่ำเล่าปี่ก็ยกทหารกลับเข้าเมือง ลิโป้จึงสั่งให้ทหารล้อมเมืองเสียวพ่ายไว้ทั้งสี่ด้าน

            ครั้นกลับเข้าเมืองแล้ว เล่าปี่จึงเรียกเตียวหุยเข้ามาสอบถามว่าที่ลิโป้กล่าวหาว่าเจ้าไปปล้นชิงเอาม้าจำนวนหนึ่งร้อยห้าสิบตัวนั้น ความจริงเป็นอย่างไร เตียวหุยรับว่าเป็นความจริง เล่าปี่จึงสั่งให้เตียวหุยไปเอาม้ามาแล้วให้ทหารคุมม้าไปมอบให้แก่ลิโป้ และขอขมาลิโป้ว่าที่ปฏิเสธไปนั้นเพราะยังไม่ทราบความจริง บัดนี้สอบถามเตียวหุยรับเป็นจริงแล้ว จึงนำม้ามามอบคืนและขออภัยต่อลิโป้ ทั้งขอให้เลิกแล้วต่อกันจะได้เป็นไมตรีกันสืบไป

            ลิโป้ครั้นได้ม้าคืนและเล่าปี่ได้ขอขมาลาโทษดังนี้ก็หายโกรธ ยอมรับขมาเล่าปี่ ทหารของเล่าปี่จึงลาลิโป้กลับเข้าไปในเมืองเสียวพ่าย

            ครั้นตันก๋งทราบความจึงเข้าไปว่ากับลิโป้ว่าท่านยกมาถึงเพียงนี้แล้ว ไมตรีทั้งสองฝ่ายที่มีมาแต่เดิมย่อมสลายลง เหมือนดังแก้วแตกแล้วไม่อาจต่อให้ติดเหมือนดังเดิม หากปล่อยเล่าปี่ไว้สืบไปก็จะคิดร้ายต่อท่านเป็นมั่นคง ขอให้ท่านกำจัดเล่าปี่ให้เสร็จสรรพไปในครั้งนี้จะได้ไม่ต้องพะวงต่อไปในวันหน้า

            ลิโป้ฟังคำตันก๋งแล้วเห็นด้วยจึงสั่งให้แม่ทัพนายกองทั้งปวงยกเข้าหักเอาเมืองเสียวพ่ายพร้อมกันทุกด้าน แม่ทัพนายกองทั้งนั้นรับคำสั่งแล้วพากันออกมาจากค่ายของลิโป้ แล้วกลับไปยังกองทหารของตนที่ล้อมเมืองเสียวพ่ายอยู่นั้น  ครั้นได้เวลากำหนดกองทหารของลิโป้ทั้งสี่ด้านจึงเคลื่อนกำลังเข้าไปที่กำแพงเมืองเสียวพ่าย หักตีแนวกำแพงทั้งสี่ด้าน แต่ทหารรักษาเมืองเสียวพ่ายได้ตั้งรับอย่างเหนียวแน่น ตีโต้ทหารลิโป้อย่างดุเดือด  ทหารของลิโป้พยายามหักเข้าเมืองจนกระทั่งถึงเวลาค่ำก็ยังหักเข้าไปไม่ได้ จึงพากันถอยกลับเข้าค่าย

            เล่าปี่เห็นว่ากำลังทหารในเมืองเสียวพ่ายมีน้อยกว่ากำลังทหารของลิโป้ คงจะต้านทานได้ไม่ข้ามวันพรุ่ง จึงปรึกษากับที่ปรึกษาว่าเห็นจะต้านรับลิโป้ไว้ไม่ได้ จะมีความคิดเห็นเป็นประการใด

            ซุนเขียนและบิต๊กสองที่ปรึกษาได้เสนอให้ตีฝ่าออกจากเมืองไปขออาศัยอยู่กับโจโฉที่เมืองฮูโต๋ เพราะโจโฉถือว่าลิโป้เป็นศัตรูตัวสำคัญ ดังนั้นผู้ใดเป็นศัตรูของลิโป้จึงเท่ากับเป็นพันธมิตรของโจโฉด้วย

            เล่าปี่เห็นชอบจึงสั่งให้เตรียมการตีฝ่าวงล้อมของทหารลิโป้เพื่อยกไปเมืองฮูโต๋ ให้เตียวหุยเป็นกองหน้า ตัวเล่าปี่คุมครอบครัวและขุนนางตลอดจนที่ปรึกษาซึ่งพร้อมจะไปด้วยเป็นกองกลาง และให้กวนอูเป็นกองระวังหลัง

            คืนนั้นเป็นข้างขึ้น พระจันทร์สว่างเห็นหนทางชัดเจน ครั้นเพลงเที่ยงคืนผ่านไปใกล้ยามสาม สายลมโชยพลิ้วเย็นยะเยือก น้ำค้างลงจัด ทหารฝ่ายลิโป้หลับสนิท คงเหลืออยู่แต่ทหารลาดตระเวนและทหารรักษาเวรยามเท่านั้น ขบวนของเล่าปี่จึงเคลื่อนออกจากประตูเมืองด้านทิศเหนือ

            ทหารลาดตระเวนได้พยายามสกัดขบวนของเล่าปี่ไว้ แต่ไม่สามารถต้านทานกำลังของเตียวหุยได้จึงแตกหนี แล้วจุดพลุให้สัญญาณเกิดเหตุ ซงเหียนและงุยซกสองนายทหารของลิโป้รักษาการณ์อยู่ด้านทิศเหนือได้รับรายงานจากทหารรักษาการณ์ว่า เล่าปี่ยกหนีออกจากเมือง จึงยกทหารออกมาสกัดขบวนของเล่าปี่ไว้

            เตียวหุยคุมกองหน้ามาถึงที่ซงเหียนและงุยซกตั้งสกัดอยู่ก็กระทืบโกลนม้าเข้ารบด้วยซงเหียนและงุยซกอย่างฮึกเหิม สองนายทหารของลิโป้ประเพลงทวนกับเตียวหุยได้คนละเพลงก็พากันชักม้าถอยเข้ามาในหมู่ทหาร ขับทหารให้เข้าสกัดเตียวหุย แต่ทหารเหล่านั้นขยาดฝีมือจึงไม่กล้าเข้ามาในระยะทวนแทง เตียวหุยจึงตีฝ่านำขบวนผ่านไปอย่างง่ายดาย

            ฝ่ายเตียวเลี้ยวทหารเอกของลิโป้ล้อมเมืองอยู่ทางด้านทิศใต้ ครั้นได้เห็นพลุสัญญาณเกิดเหตุร้ายขึ้นทางด้านทิศเหนือ และได้ทราบจากรายงานของหน่วยลาดตระเวนว่าเล่าปี่ยกหนีออกจากเมืองก็เกรงว่าซงเหียนและงุยซกจะสกัดเล่าปี่ไว้ไม่อยู่ จึงรีบคุมทหารยกตามไป

            เตียวเลี้ยวได้พบกับซงเหียนและงุยซกที่แตกถอยมาแจ้งว่าเล่าปี่ตีฝ่าออกไปได้แล้ว เตียวเลี้ยวจึงรีบคุมทหารเร่งตามเล่าปี่ไป

            กวนอูซึ่งคุมกองระวังหลังเห็นทหารไล่ตามมาจึงสั่งให้ทหารในกองระวังหลังแปรขบวนหันกลับมาตั้งสกัด ครั้นเตียวเลี้ยวยกทหารเข้ามาใกล้ เห็นกวนอูถือง้าวนิลนาคะยืนม้าอยู่หน้าทหาร ผ้าโพกศีรษะสีเขียวตองอ่อนต้องแสงพระจันทร์ และต้องลมพริ้วดูเป็นสง่าน่าเกรงขาม บรรดาทหารที่ตามเตียวเลี้ยวมาเห็นลักษณาการดั่งนั้นก็พากันขยาด หยุดม้าไว้แต่ห่าง ๆ

            เตียวเลี้ยวได้ขับม้าเข้ารบด้วยกวนอูได้ห้าเพลง เห็นว่าไม่มีทางที่จะฝ่ากวนอูเข้าไปถึงขบวนของเล่าปี่ได้ ทั้งเห็นทหารที่ติดตามมาไม่ยอมขับม้าออกมาข้างหน้าเพื่อเข้าล้อมกวนอู ทั้งเห็นว่าการต่อสู้กับกวนอูไม่ได้ประโยชน์อันใด และฝีมือง้าวกวนอูก็กล้าแข็งยิ่งนักจึงชักม้าออกมา กวนอูก็มิได้ไล่ตาม คงยืนม้าอยู่ที่เดิมครู่หนึ่งเห็นเตียวเลี้ยวไม่ยอมออกมารบอีก จึงสั่งทหารให้เคลื่อนตามเล่าปี่ไป กวนอูยืนม้าคุมเชิงดูอีกพักใหญ่จึงชักม้ากลับตามขบวนไป

            เตียวเลี้ยว ซงเหียน และงุยซกกลับไปถึงค่ายก็ใกล้สว่างจึงพากันไปที่ค่ายของ   ลิโป้ ลิโป้ตื่นแล้วรอฟังข่าวอยู่ครั้นได้ทราบจากทหารทั้งสามว่าเล่าปี่หนีไปได้ก็ไม่คิดติดตามอีกต่อไป

            สว่างขึ้นลิโป้จึงสั่งทหารยกเข้าไปประชิดเมืองเสียวพ่าย ทหารรักษาเมืองรู้ว่าเล่าปี่หนีไปแล้วจึงยอมแพ้ ลิโป้จึงยกทหารเข้าไปในเมืองจัดการปกครองให้เป็นปกติแล้ว สั่งให้โกสุ้นอยู่รักษาเมืองและให้เลิกทัพกลับไปเมืองชีจิ๋ว

            ลิโป้เดิมเป็นเพียงคนขออาศัย มาอาศัยเมืองเสียวพ่ายกับเล่าปี่ ต่อมาก็ยึดเอาเมืองชีจิ๋วของเล่าปี่เสีย ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามีพระบรมราชโองการของพระเจ้าเหี้ยนเต้ตั้งเล่าปี่เป็นเจ้าเมืองแล้ว ต่อมาลิโป้ถูกอ้วนสุดวางกลไม่ให้เข้าช่วยเหลือเล่าปี่ แต่ผูกลิโป้ไว้ไม่อยู่เพราะผลประโยชน์ทางการเมืองครองใจลิโป้ไว้แน่นหนา แต่มาครั้งนี้ลิโป้กลับยกมายึดเอาเมืองเสียวพ่ายเสียเอง

            เล่าปี่ดวงชะตาตกต่ำเปลี่ยนฐานะจากเจ้าเมืองชีจิ๋ว ซึ่งเป็นหัวเมืองเอกมาอยู่เมืองเสียวพ่ายซึ่งเป็นแค่หัวเมืองจัตวา และบัดนี้แค่หัวเมืองจัตวาก็ไม่มีที่จะอาศัยแล้ว จึงบากหน้าไปหาโจโฉที่เมืองฮูโต๋

            เล่าปี่นั้นเป็นเชื้อพระวงศ์ฮั่นและหัวเมืองจำนวนมากก็มีคน “แซ่เล่า” ปกครอง แต่เหตุที่เล่าปี่ไม่ยอมไปอาศัยคน “แซ่เล่า” กลับมุ่งไปขอพึ่งโจโฉคนต่างแซ่ถึงเมืองหลวงนั้น ย่อมมีมาแต่เหตุสามประการคือ

            ข้อแรก เล่าปี่เป็นเชื้อพระวงศ์ก็จริง แต่เป็นเชื้อสายของพระเจ้าฮั่นเกงเต้ และบรรพบุรุษของเล่าปี่เคยมีข้อขัดแย้งกับราชสำนักเพราะไม่ส่งส่วยประจำปี แล้วถูกถอดออกจากเจ้าลงเป็นคนสามัญ ดังนั้นพวก “แซ่เล่า” ด้วยกันจึงระมัดระวังในการคบหากับเล่าปี่ ดังที่จะเห็นได้ชัดเมื่อครั้งสงครามปราบโจรโพกผ้าเหลือง

            ข้อสอง  เล่าปี่อาจคิดว่าเล่าเปียวเจ้าเมืองเกงจิ๋วก็ดี เล่าเจี้ยงเจ้าเมืองเสฉวนก็ดี แม้จะเป็นหัวเมืองเอกแต่ไม่มีกำลังแข็งกล้าพอที่จะอยู่อาศัยอย่างปลอดภัย หรืออาจคิดว่าการไปขออาศัยคนเหล่านี้จะเป็นการชักนำเภทภัยไปสู่คนแซ่เดียวกัน

            ข้อสาม  เล่าปี่อาจคิดว่าตัวมีจุดอ่อนทั้งความรู้และประสบการณ์ในการบริหารราชการแผ่นดินส่วนกลาง เป็นอุปสรรคต่อการคิดการใหญ่ในภายหน้า การเข้าไปเมืองหลวงเป็นหนทางแก้ไขจุดอ่อนเหล่านี้ ทั้งโจโฉก็มีกำลังทหารกล้าแข็ง สามารถพึ่งพาอาศัยได้ดีกว่าเมืองอื่น และโจโฉก็พยายามสร้างภาพพจน์ว่าต้องการรวบรวมคนดีมีฝีมือกอบกู้แผ่นดิน คงจะไม่ทำร้าย

            แต่มีความเป็นไปได้ด้วยว่าเล่าปี่ได้คิดถึงประโยชน์ทั้งสามข้อนี้พร้อมกัน จึงไปพึ่งใบบุญโจโฉ

            ครั้นขบวนของเล่าปี่มาถึงเมืองฮูโต๋จึงหยุดขบวนไว้นอกเมือง และให้ซุนเขียนเข้าไปในเมืองแจ้งความให้โจโฉทราบ ครั้นโจโฉทราบความว่าเล่าปี่จะมาขออาศัยก็มีใจยินดีกล่าวแก่ซุนเขียนว่าตัวเรากับเล่าปี่นั้นเหมือนดั่งพี่น้อง ท่านอย่าได้อนาทรเลย ว่าแล้วก็สั่งให้ทหารออกไปกับซุนเขียนเพื่อรับเล่าปี่เข้ามาในเมือง

            เล่าปี่ทราบความแล้วให้พักขบวนไว้นอกเมือง ให้กวนอู เตียวหุย และทหารที่ติดตามมาดูแลอารักขา ตัวเล่าปี่พาบิต๊กและซุนเขียนไปพบโจโฉที่จวน

            ฝ่ายโจโฉทราบว่าเล่าปี่มาถึงจึงออกมารับที่หน้าจวน ถ้อยทีถ้อยคำนับกันแล้วโจโฉจึงว่า พวกเราเป็นสหายศึกกันมาแต่ครั้งสงครามปราบโจรโพกผ้าเหลือง เหมือนกับเป็นพี่น้อง ท่านอย่าได้เกรงใจขอให้อยู่อาศัยในเมืองฮูโต๋อย่างเป็นสุขเถิด 

            เล่าปี่ขอบคุณโจโฉแล้วว่าข้าพเจ้าตกอยู่ในยามยาก ไม่เห็นหน้าผู้ใดเป็นที่พึ่งจึงมาขออาศัยใบบุญท่านอัครมหาเสนาบดี ท่านมีความกรุณาครั้งนี้เป็นคุณหาที่สุดมิได้

            โจโฉพาเล่าปี่เข้ามาที่ห้องรับรองเชิญให้นั่งในที่สมควรแล้วถามว่า ไม่ได้พบกันเสียนาน เหตุใดจึงเดินทางมาถึงที่นี่ เล่าปี่จึงเล่าความที่ต้องรับธุระเป็นเจ้าเมืองชีจิ๋ว แล้วถูกลิโป้แย่งยึดไป จนต้องไปอาศัยอยู่เมืองเสียวพ่าย แล้วลิโป้ก็ยังยกไปตีชิงเอาอีก ได้รับความเดือดร้อนสิ้นที่อยู่อาศัย จึงมุ่งหน้ามาพึ่งในครั้งนี้

            โจโฉจึงว่า ลิโป้เป็นคนหยาบช้า กักขฬะ เนรคุณคน ได้สังหารบิดาบุญธรรมไปแล้วถึงสองคน และยังเป็นกบฏต่อแผ่นดิน ตัวท่านมาถึงเมืองฮูโต๋แล้วจะปลอดภัยจากการรังควานของลิโป้ อย่าได้วิตกต่อไปอีกเลย ข้าพเจ้าจะช่วยท่านคิดการกำจัดลิโป้เสียให้จงได้

            เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ขอบคุณโจโฉ โจโฉจึงสั่งให้จัดโต๊ะมาเลี้ยงเล่าปี่ ครั้นได้เวลาสมควรแล้วเล่าปี่จึงขอลากลับไปที่อยู่

            คืนนั้นซุนฮกที่ปรึกษาได้มาพบโจโฉแล้วเสนอว่า เล่าปี่เป็นเชื้อพระวงศ์ มีสติปัญญาเป็นอันมาก สืบไปเบื้องหน้าจะเป็นคู่แข่งคนสำคัญของท่าน จึงชอบที่จะกำจัดเล่าปี่เสียก่อน โจโฉฟังข้อเสนอแล้วขอตรึกตรองดูก่อน ซุนฮกจึงลากลับไป

            ไม่ทันนานกุยแกที่ปรึกษาได้มาขอพบโจโฉอีกคนหนึ่ง โจโฉได้ปรารภความที่ซุนฮกได้เสนอให้กุยแกฟัง แล้วถามว่าท่านมีความคิดเห็นประการใด

            กุยแกจึงว่าสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ยังไม่เป็นปรกติ บรรดาขุนศึกและหัวเมืองต่างตั้งตัวเป็นใหญ่แย่งชิงอำนาจกัน ตัวท่านชูธงธรรมภายใต้บัลลังก์มังกร มุ่งสร้างสันติสุข ทำนุบำรุงแผ่นดินแลราษฎร นับเป็นการใหญ่ต้องอาศัยผู้มีสติปัญญาความสามารถจำนวนมาก มิฉะนั้นการใหญ่ก็จักไม่สำเร็จดังปรารถนา

            แล้วว่าเล่าปี่นั้นเป็นเชื้อพระวงศ์ เป็นวิญญูชนและสัตย์ซื่อ เป็นที่นับถือของราษฎรทั้งปวง บัดนี้เล่าปี่หนีร้อนมาพึ่งเย็นหากสังหารเล่าปี่เสีย คนทั้งหลายก็จะเห็นว่าตัวท่านไร้คุณธรรม ไม่เลี้ยงดูคนดีมีฝีมือ ดั่งนี้ผู้มีสติปัญญาทั้งแผ่นดินก็จะระแวงสงสัยและรังเกียจท่าน การจะกลายเป็นว่าท่านฆ่าเล่าปี่ได้คนเดียว แต่ตัวท่านกลับจะถูกบ่วงผูกขาเป็นมลทินไปชั่วชีวิต ที่คิดการใหญ่ไว้เบื้องหน้าก็จะขัดสน ดังนั้นท่านจึงประหารเล่าปี่ไม่ได้เป็นอันขาด

            โจโฉจึงว่าข้าพเจ้ามีความเห็นเช่นเดียวกับท่าน แต่ทว่าเล่าปี่นี้ไม่ใช่คนที่จะยอมอยู่ใต้ปกครองคนอื่น สืบไปภายหน้าคงจะทำให้เรายุ่งยากเป็นมั่นคง ท่านจะคิดอ่านป้องกันประการใด

            กุยแกจึงว่าข้าพเจ้าได้คิดถึงเรื่องนี้เหมือนกับความคิดท่าน แต่ผู้เป็นใหญ่นั้นจะคิดทำการดีชั่วประการใดต้องแยบยลล้ำลึก ข้าพเจ้าเห็นว่าทั้งลิโป้และเล่าปี่เป็นพวกที่ท่านต้องกำจัดให้พ้นทาง ดังนั้นจำเป็นจะต้องวางกลให้ลิโป้กับเล่าปี่ฆ่าฟันกันเองให้ตกตายไปข้างหนึ่ง ศัตรูท่านก็จะลดไปคนหนึ่ง ความครหาก็จะไม่ตกอยู่แก่ท่าน

            โจโฉจึงถามว่าท่านจะวางกลประการใด การจึงเป็นไปสมประสงค์ดังคำท่าน.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘