ตอนที่ 72. ในสังสารวัฏ
แท้จริงแล้วแม้ผมจะใช้เวลาไปเรียนหนังสือน้อยกว่าน้อยนัก แต่ด้วยหลักการเรียนกฎหมายที่ประพฤติปฏิบัติต่อเนื่องมาจนเป็นความเคยชินอย่างหนึ่ง ด้วยความเข้าใจทางภาษาไทยค่อนข้างดีอย่างหนึ่ง และด้วยการปฏิบัติที่เป็นจริงในการทำงาน โดยมีปรมาจารย์ใหญ่ทางกฎหมายคือท่านบุศย์ ขันธวิทย์ คอยอบรมบ่มสอนอย่างทะนุถนอมและใกล้ชิดอีกอย่างหนึ่ง ก็ต้องถือว่าเหล่านี้คือกระบวนการเรียนกฎหมายที่อุกฤตยิ่งกว่าการเรียนในมหาวิทยาลัยเสียอีก
เมื่อการสอบปลายปีมาถึง ผมก็สามารถสอบผ่านชั้นปีที่ 4 ได้อย่างสบายๆ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการเรียนกฎหมายนั้นเวลาที่เรียนมากแลน้อยยังไม่สำคัญ ความสำคัญอยู่ที่เรียนให้รู้ เรียนให้เข้าใจ และใช้กฎหมายให้เป็น ซึ่งหากมีครูบาอาจารย์ดีทำนุบำรุงแล้วก็จะมีผลมาก
ผมออกจะใจร้อนสักหน่อยหนึ่ง พอได้รับผลการเรียนว่าสอบผ่านและรับพระราชทานปริญญาบัตรแล้ว ผมก็รีบไปขึ้นทะเบียนเป็นทนายความ
เป็นธรรมเนียมของการรับพระราชทานปริญญาบัตรมาแต่ก่อนแล้วว่าเป็นเวลาและโอกาสอันสำคัญของชีวิต ดังนั้นจึงมีธรรมเนียมที่ต้องเชิญพ่อแม่ญาติพี่น้องมาร่วมงานรับปริญญาด้วย
แต่ผมนั้นคิดเห็นเอาเองว่าความสำเร็จทางการศึกษาชั้นปริญญาตรีเป็นเพียงแค่ขั้นต้นเท่านั้น การได้รับพระราชทานปริญญาบัตรเป็นเรื่องใหญ่ของชีวิตก็จริง เป็นเรื่องอันควรยินดีก็จริง แต่การจะรบกวนพ่อแม่ญาติพี่น้องมากมายให้เข้ามาร่วมแสดงความยินดีนั้นเป็นเรื่องที่ได้ประโยชน์น้อย
ดังนั้นผมบอกก็แต่แม่ให้ขึ้นมาร่วมงานรับปริญญา และไม่ได้มีการเฉลิมฉลองอะไรกันเลย เพราะกะเก็งไว้ว่ารอไว้อีกสักหน่อยหนึ่ง เมื่อถึงเวลาสอบภาคสองของสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาอีกไม่นานเท่าใดผมก็คงสอบได้ และคงได้ฉลองกันตอนนั้นจะเป็นการสมควรกว่า
การเรียนที่สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภานั้นหนักไปในเรื่องการเรียนเพื่อจะใช้ความรู้มากกว่าการเรียนเพื่อจะรู้ ซึ่งย่อมเป็นไปดังนั้นเพราะระบบการศึกษาแบบนี้ถอดแบบมาจากของอังกฤษ โดยของอังกฤษนั้นนับถือกันว่าใครได้บาร์หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Barrister At Law ก็ถือว่าเป็นยอดคน และเป็นผู้ประสบความสำเร็จในชีวิตการเล่าเรียน ซึ่งจะต้องก้าวไปพิสูจน์ความสำเร็จในชีวิตการทำงานต่อไป
การศึกษากฎหมายในมหาวิทยาลัยเป็นการศึกษาเพื่อให้รู้คือรู้จักกฎหมาย และรู้วิธีที่จะค้นคว้ากฎหมายว่ามีอยู่อย่างไร โดยได้รับการอบรมศึกษาเล่าเรียนหลักการสำคัญ ๆ ของกฎหมายอันพอเป็นแนวทางที่จะเรียนรู้ต่อไปได้เท่านั้น ยังไม่ใช่การเรียนเพื่อที่จะใช้ความรู้ทางกฎหมาย
แต่ในสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภานั้นเป็นการเรียนเพื่อที่จะเอาความรู้ไปใช้ ซึ่งมีความต่างกัน และโดยนัยยะนี้แม้ว่าผมอาจจะมีเวลาเข้าเรียนน้อยกว่าคนอื่น แต่แท้จริงแล้วมากกว่าคนอื่น
นั่นเป็นเพราะอานิสงส์จากการที่ผมได้ฝากตนเป็นศิษย์ท่านบุศย์ ขันธวิทย์ วิทยาการที่ท่านพร่ำสอนอย่างใกล้ชิด เนื้อแท้ก็คือวิชาการใช้ความรู้หรือวิชาการใช้กฎหมายนั่นเอง
ดังนั้นจึงทำให้ผมสามารถเรียนรู้และเข้าใจวิชาต่าง ๆ ที่อบรมสั่งสอนในสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาได้อย่างดี โดยเฉพาะการร่างสัญญา การทำนิติกรรม การร่างคำฟ้องหรือคำคู่ความอื่น ๆ ผมแทบไม่ต้องเรียนจากสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาเลย เพราะสามารถทำได้เป็นอย่างดี
เมื่อถึงคราวสอบเทอมที่สอง ผมจึงสามารถสอบผ่านได้ครบหมดทุกวิชา ทำให้เด็กบ้านนอกที่ออกมาจากบางอย่างโดดเดี่ยวเดียวดายไร้ญาติมิตรเมื่อ 7 ปีก่อน กลายเป็นเนติบัณฑิตหนุ่มที่สอบได้คะแนนค่อนข้างดีเป็นลำดับที่ 23 ของทั้งรุ่น
ผมรีบขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิกเนติบัณฑิตยสภาที่มีศักดิ์และสิทธิ์ในการสวมครุยเนติบัณฑิตในการปฏิบัติหน้าที่นักกฎหมายและทนายความได้อย่างเต็มภาคภูมิ ทั้งได้รีบขึ้นทะเบียนเป็นทนายความชั้น 1 ที่มีสิทธิ์ที่จะว่าความได้ทั่วราชอาณาจักรด้วย
อันศักดิ์และสิทธิ์ของความเป็นเนติบัณฑิตนั้นจะว่าเทียบชั้นปริญญาโททางกฎหมายก็ว่าได้ จะว่าเหนือกว่าชั้นปริญญาโททางกฎหมายก็ว่าได้ ทั้งนี้เนื่องจากหากจะสอบเป็นผู้พิพากษาหรืออัยการก็ต้องเป็นเนติบัณฑิตเสียก่อน
หากไม่เป็นเนติบัณฑิต ถึงแม้จะจบปริญญาโทหรือปริญญาเอกทางกฎหมายอย่างใด ๆ ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะสอบเข้ารับราชการเป็นพนักงานอัยการหรือผู้พิพากษาได้
ผู้ที่สอบได้เป็นเนติบัณฑิตจะได้เข้ารับพระราชทานประกาศนียบัตรจากพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยตรง และจะได้รับพระราชทานพระบรมราโชวาทต่อหน้าพระพักตร์โดยตรงอีกด้วย
จึงต้องถือว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ยิ่งใหญ่ที่ทรงพระราชทานแก่ผู้ที่เป็นเนติบัณฑิตทุกคน ที่เป็นดังนี้ก็เพราะว่าในแต่ละปีนั้นผู้ที่สอบไล่ได้เป็นเนติบัณฑิตมีจำนวนน้อยมาก บางปีก็มีจำนวนไม่ถึง 60 คน
แต่รุ่นของผมมีผู้จบนิติศาสตร์เป็นจำนวนมาก และที่สอบเป็นเนติบัณฑิตไม่ได้โดยตกค้างมาจากปีก่อน ๆ ก็เป็นจำนวนมาก ดังนั้นผู้เข้ารับพระราชทานประกาศนียบัตรในปีนั้นจึงมีเกือบ 200 คน ทำให้เนติบัณฑิตรุ่นผมมีเพื่อนร่วมรุ่นเป็นจำนวนมาก ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีเพราะคนเรานั้นการมีเพื่อนมากต้องถือว่าเหมือนกับมีทรัพย์สมบัติมาก และมีผลมากด้วย
คนที่ผมรำลึกถึงในยามสอบได้เป็นเนติบัณฑิตมากที่สุดก็คือก๋ง ยาย พ่อ แม่ แต่สำหรับคนภายนอกคงมีแต่ผู้เดียวคือผู้เป็นยอดชีวันขวัญชีวีนารีหนึ่งชาวพยาบาลจุฬาที่มีนิวาสสถานอยู่ข้างบ้านนั่นเอง
ดังนั้นในวันรับพระราชทานประกาศนียบัตรเนติบัณฑิต ผมจึงได้บอกกล่าวให้พ่อและแม่ขึ้นมาร่วมแสดงความยินดีที่กรุงเทพฯ ด้วย
พวกเราพากันไปถ่ายภาพเป็นที่ระลึกที่หน้าพระอนุสาวรีย์ของเสด็จในกรมพระบิดาแห่งกฎหมายไทย คือพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ซึ่งเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งโปรดให้ไปเรียนกฎหมายที่ประเทศอังกฤษ และได้ทรงวางหลักกฎหมายของบ้านเมืองให้เป็นแบบสมัยใหม่ จนนานาชาติยอมรับนับถือจึงได้ชื่อสมญาว่าเสด็จในกรมทรงเป็นพระบิดาแห่งนักกฎหมายไทย
ผู้ที่สอบได้เป็นเนติบัณฑิตยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณและได้รับพระราชทานเกียรติยศยิ่งนัก คือนอกจากจะทรงพระกรุณาเสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานประกาศนียบัตรและพระราชทานพระบรมราโชวาทด้วยพระองค์เองแล้ว ยังเสด็จมาเป็นองค์ประธานในงานเลี้ยงรับรองเพื่อฉลองความเป็นเนติบัณฑิตให้กับทุกคนด้วย
เรียกชื่องานนี้ว่า “งานสโมสรสันนิบาตเนติบัณฑิต” ซึ่งบางปีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ก็จะเสด็จมาเป็นองค์ประธานในงานพร้อมกันทั้งสองพระองค์ ในระยะหลัง ๆ จึงโปรดให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จมาเป็นองค์ประธานแทน
ทั้งงานฉลองปริญญานิติศาสตร์บัณฑิต และงานสโมสรสันนิบาตเนติบัณฑิต ผมได้ชวนสาวเจ้าคู่ชีวิตไปร่วมงานทั้งสองงาน และดูเหมือนว่าหลังจากวันเวลาที่สาวเจ้าได้มอบของขวัญเป็นปลอกหมอนให้แก่ผมแล้ว น้ำใจก็เอนเอียงมาทางที่จะเป็นคู่เคียงคู่ครองของชีวิตอย่างเห็นได้ชัด
ดังนั้นการเชิญไปงานฉลองปริญญานิติศาสตร์บัณฑิตจึงเป็นไปด้วยดี และยิ่งมีความใกล้ชิดสนิทสนมขึ้นกว่าเก่าตั้งแต่การรับเชิญเป็นคู่ไปงานสโมสรสันนิบาตเนติบัณฑิตนั้น
ฉากชีวิตความเป็นนักศึกษาลาลับพ้นไปแล้ว จากเด็กวัดน้อยที่ออกจากบางมาอย่างเดียวดายกำลังกลายเป็นเนติบัณฑิตหนุ่มที่ถือเอาอาชีพนักกฎหมายทนายความอันประกอบด้วยหลักวิชาการบริหารเป็นศาสตราคู่ชีวิต
นี่แล้วหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล นักปราชญ์ใหญ่ท่านหนึ่งแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผู้เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการหลายสมัยหลายวาระจึงได้แต่งโคลงสี่สุภาพ พรรณนาความงดงามของการศึกษาไว้ว่า
“กล้วยไม้มีดอกช้า ฉันใด
การศึกษาเป็นไป เช่นนั้น
แต่ดอกออกคราใด งามเด่น
งานศึกษาปลูกปั้น เสร็จแล้วแสนงาม”
เวลาร่วม 6-7 ปี ฉากชีวิตจากเด็กวัดน้อยที่มุ่งหน้าออกจากบางซึ่งห่างไกลจากเมืองหลวงฉากแล้วฉากเล่าได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าแค่พริบตาเดียวเท่านั้น เมื่อฉากชีวิตความเป็นนักศึกษาปิดลง ฉากชีวิตใหม่ของความเป็นผู้ครองเรือนและการสร้างหลักปักฐานให้กับชีวิตก็กำลังก่อตัวขึ้นและพัฒนาไปตามวัฏฏะชีวิตอันเป็นธรรมดาของทุกผู้คน
เป็นธรรมดาของคนเราทุกคนที่ย่อมมีห้วงเวลาใดเวลาหนึ่งของชีวิตที่หวนคำนึงคิดถึงชีวิตแต่หนหลัง บ้างก็คละเคล้าด้วยความสุข บ้างก็ปนด้วยความทุกข์ บ้างก็มีทั้งสุขและทุกข์ระคนกัน มีทั้งความสมหวัง มีทั้งความผิดหวัง มีทั้งความประสบกับสิ่งที่รักและสิ่งที่ไม่รัก มีทั้งความพลัดพรากจากผู้ที่เป็นที่รักหรือสิ่งอันเป็นที่รัก มีทั้งความโดดเดี่ยวเดียวดายเงียบเหงาเศร้าใจ มีทั้งความเพลิดเพลินเจริญใจและคึกคะนอง
สภาพทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ย่อมมีเกิดขึ้นกับทุกชีวิตที่เกิดมาแล้ว ไม่มีใครจะหลีกเลี่ยงหรือหลบหนีไปได้ เป็นแต่ว่าคนทั้งหลายย่อมมุ่งมาดปรารถนาที่จะหาความสุข หาความสมหวัง หาความพึงพอใจ หาความสำเร็จ หาความเจริญก้าวหน้า ไม่มีใครเลยที่มุ่งแสวงหาความทุกข์ ความผิดหวัง ความไม่พอใจ ความล้มเหลว ถอยหลัง หรือความล่มสลาย
แต่กระนั้นก็ไม่มีใครสามารถกำหนดความเป็นไปแห่งชีวิตให้เป็นไปดังประสงค์ได้ทุกสิ่งอย่าง ไม่ว่าจะคิดอ่านวางแผนจัดการโดยพิถีพิถันแม่นยำประการใด เพราะแท้จริงแล้วทั้งหมดนั้นก็คือความไม่เที่ยง ความทุกข์ และความไม่ใช่ตัวตนที่ใครจะยึดมั่นถือมั่นเอาได้
วันเวลาและฉากชีวิตที่ผ่านไป ๆ ไม่มีใครจะหยุดยั้งมันไว้ได้ อันหมายความว่าชราและพยาธิกำลังเกิดขึ้นควบคู่กัน โดยไม่อาจจำแนกแยกแยะหรือตัดรอนถอนออกไปได้เลย
ทั้งชราและพยาธิเป็นความรังเกียจเดียดฉันท์ของทุกชีวิต แต่ถึงจะคิดอ่านป้องกันหลีกเลี่ยงประการใดก็ไม่มีทางจะหลีกหนีหรือป้องกันแก้ไขไปได้ และไม่ว่าจะมั่งมีศรีสุข ยากจนเข็ญใจ หรือมีอำนาจวาสนาสักปานใดก็ไม่อาจหลีกหนีสภาวะเช่นนี้ไปได้เลย เพราะนี่ก็คือความทุกข์เหมือนกัน เป็นความทุกข์ที่สืบเนื่องมีเหตุมีปัจจัยมาจากการเกิด มีอนาคตคือมรณะหรือความตายเป็นที่สุด
เพราะเหตุนี้พระพุทธองค์จึงทรงตรัสสอนว่าทุกชีวิตกำลังเดินมุ่งหน้าไปสู่ความตายอันเป็นความทุกข์ แล้วไฉนเล่าเวไนยสัตว์จึงไม่ตัดสังสารวัฏนี้เสีย เพราะมีแต่ตัดสังสารวัฏให้ขาดสนิทเท่านั้น ก็จะไม่มีทางไปสู่ความตาย ไม่มีทางที่จะตกอยู่ในเงื้อมมือของมัจจุราชได้เลย
ก็แลเมื่อใดที่ตัดสังสารวัฏได้ขาดสิ้นแล้ว เมื่อนั้นความเกิดก็ย่อมไม่มีเหมือนหนึ่งตาลยอดด้วนที่ไม่มีวันงอกได้อีก เมื่อความเกิดไม่มีแล้วก็ไม่มีเหตุปัจจัยที่จะดำเนินไปสู่ชรา พยาธิ และมรณะ อันเป็นความทุกข์ของชีวิต
ผมนั่งเหม่อมองหวนคำนึงถึงฉากชีวิตแต่หนหลังอย่างเงียบ ๆ ฝ่าดงไผ่ออกไปยังยอดภูอันไม่ไกลเท่าใดนัก ท่ามกลางสายลมที่แผ่วโผยโชยพอเย็นสบาย ด้วยอำนาจแห่งสมาธิจึงทำให้ฉากชีวิตฉากแล้วฉากเล่าผ่านหวนทวนเข้ามายังห้วงสำนึกอย่างชัดเจนราวกับว่าเป็นเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดเมื่อวันวาน
กิริยาอาการเช่นนี้ผ่านไปนานเท่าใดก็หาได้คำนึงไม่ มารู้สึกตัวอีกครั้งหนึ่งก็เมื่อได้ยินเสียงเด็กน้อยร้องเรียกว่า “ก๋ง ย่าให้มาตามไปกินข้าว”
ผมหันหน้าไปมองก็เห็นหลานชายหัวปีตัวน้อย ซึ่งบัดนี้อายุ 5 ขวบกว่าจะขึ้น 6 ขวบแล้ว กำลังเดินมาหาพร้อมกับผู้เป็นพี่เลี้ยง ผมจึงหันไปยิ้มให้
อือม์! วันเวลาผ่านไปเหมือนชั่วประเดี๋ยวเดียว แต่วันนี้ผมก็มีลูกชาย ลูกสาวรวม 2 คนแล้ว ต่างคนต่างก็มีครอบครัวเป็นหลักแหล่งแล้ว ลูกชายก็มีลูกชายแล้วถึง 2 คน บรรดาบุพการีไม่ว่าก๋ง ยาย แม่ ญาติผู้ใหญ่ แม้แต่พระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์หรือท่านบุศย์ ขันธวิทย์ ต่างก็ล่วงลับดับสังขารไปหมดแล้ว ผู้คนที่รู้จักมักคุ้นในวันนี้ล้วนเป็นคนหน้าใหม่ทั้งนั้น
วันนี้ผมเป็นปู่คนแล้ว หาใช่เด็กวัดน้อยเหมือนเมื่อยามออกจากบางมาแสวงหาการศึกษาและความก้าวหน้าของชีวิตอีกแล้ว
ความชราได้เข้าครอบงำชีวิตแล้วตามสัจธรรมแห่งชีวิตที่ทุกชีวิตย่อมเป็นไปและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ผมลุกขึ้นยืนแล้วไปจับมือเจ้าหลานชายตัวน้อยเดินออกจากดงไผ่ ฝ่าสายลมที่โชยสบายกลับไปยังที่พักเพื่อกินข้าวกินปลาร่วมกับครอบครัวและพรรคพวก.
เมื่อการสอบปลายปีมาถึง ผมก็สามารถสอบผ่านชั้นปีที่ 4 ได้อย่างสบายๆ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการเรียนกฎหมายนั้นเวลาที่เรียนมากแลน้อยยังไม่สำคัญ ความสำคัญอยู่ที่เรียนให้รู้ เรียนให้เข้าใจ และใช้กฎหมายให้เป็น ซึ่งหากมีครูบาอาจารย์ดีทำนุบำรุงแล้วก็จะมีผลมาก
ผมออกจะใจร้อนสักหน่อยหนึ่ง พอได้รับผลการเรียนว่าสอบผ่านและรับพระราชทานปริญญาบัตรแล้ว ผมก็รีบไปขึ้นทะเบียนเป็นทนายความ
เป็นธรรมเนียมของการรับพระราชทานปริญญาบัตรมาแต่ก่อนแล้วว่าเป็นเวลาและโอกาสอันสำคัญของชีวิต ดังนั้นจึงมีธรรมเนียมที่ต้องเชิญพ่อแม่ญาติพี่น้องมาร่วมงานรับปริญญาด้วย
แต่ผมนั้นคิดเห็นเอาเองว่าความสำเร็จทางการศึกษาชั้นปริญญาตรีเป็นเพียงแค่ขั้นต้นเท่านั้น การได้รับพระราชทานปริญญาบัตรเป็นเรื่องใหญ่ของชีวิตก็จริง เป็นเรื่องอันควรยินดีก็จริง แต่การจะรบกวนพ่อแม่ญาติพี่น้องมากมายให้เข้ามาร่วมแสดงความยินดีนั้นเป็นเรื่องที่ได้ประโยชน์น้อย
ดังนั้นผมบอกก็แต่แม่ให้ขึ้นมาร่วมงานรับปริญญา และไม่ได้มีการเฉลิมฉลองอะไรกันเลย เพราะกะเก็งไว้ว่ารอไว้อีกสักหน่อยหนึ่ง เมื่อถึงเวลาสอบภาคสองของสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาอีกไม่นานเท่าใดผมก็คงสอบได้ และคงได้ฉลองกันตอนนั้นจะเป็นการสมควรกว่า
การเรียนที่สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภานั้นหนักไปในเรื่องการเรียนเพื่อจะใช้ความรู้มากกว่าการเรียนเพื่อจะรู้ ซึ่งย่อมเป็นไปดังนั้นเพราะระบบการศึกษาแบบนี้ถอดแบบมาจากของอังกฤษ โดยของอังกฤษนั้นนับถือกันว่าใครได้บาร์หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Barrister At Law ก็ถือว่าเป็นยอดคน และเป็นผู้ประสบความสำเร็จในชีวิตการเล่าเรียน ซึ่งจะต้องก้าวไปพิสูจน์ความสำเร็จในชีวิตการทำงานต่อไป
การศึกษากฎหมายในมหาวิทยาลัยเป็นการศึกษาเพื่อให้รู้คือรู้จักกฎหมาย และรู้วิธีที่จะค้นคว้ากฎหมายว่ามีอยู่อย่างไร โดยได้รับการอบรมศึกษาเล่าเรียนหลักการสำคัญ ๆ ของกฎหมายอันพอเป็นแนวทางที่จะเรียนรู้ต่อไปได้เท่านั้น ยังไม่ใช่การเรียนเพื่อที่จะใช้ความรู้ทางกฎหมาย
แต่ในสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภานั้นเป็นการเรียนเพื่อที่จะเอาความรู้ไปใช้ ซึ่งมีความต่างกัน และโดยนัยยะนี้แม้ว่าผมอาจจะมีเวลาเข้าเรียนน้อยกว่าคนอื่น แต่แท้จริงแล้วมากกว่าคนอื่น
นั่นเป็นเพราะอานิสงส์จากการที่ผมได้ฝากตนเป็นศิษย์ท่านบุศย์ ขันธวิทย์ วิทยาการที่ท่านพร่ำสอนอย่างใกล้ชิด เนื้อแท้ก็คือวิชาการใช้ความรู้หรือวิชาการใช้กฎหมายนั่นเอง
ดังนั้นจึงทำให้ผมสามารถเรียนรู้และเข้าใจวิชาต่าง ๆ ที่อบรมสั่งสอนในสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาได้อย่างดี โดยเฉพาะการร่างสัญญา การทำนิติกรรม การร่างคำฟ้องหรือคำคู่ความอื่น ๆ ผมแทบไม่ต้องเรียนจากสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาเลย เพราะสามารถทำได้เป็นอย่างดี
เมื่อถึงคราวสอบเทอมที่สอง ผมจึงสามารถสอบผ่านได้ครบหมดทุกวิชา ทำให้เด็กบ้านนอกที่ออกมาจากบางอย่างโดดเดี่ยวเดียวดายไร้ญาติมิตรเมื่อ 7 ปีก่อน กลายเป็นเนติบัณฑิตหนุ่มที่สอบได้คะแนนค่อนข้างดีเป็นลำดับที่ 23 ของทั้งรุ่น
ผมรีบขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิกเนติบัณฑิตยสภาที่มีศักดิ์และสิทธิ์ในการสวมครุยเนติบัณฑิตในการปฏิบัติหน้าที่นักกฎหมายและทนายความได้อย่างเต็มภาคภูมิ ทั้งได้รีบขึ้นทะเบียนเป็นทนายความชั้น 1 ที่มีสิทธิ์ที่จะว่าความได้ทั่วราชอาณาจักรด้วย
อันศักดิ์และสิทธิ์ของความเป็นเนติบัณฑิตนั้นจะว่าเทียบชั้นปริญญาโททางกฎหมายก็ว่าได้ จะว่าเหนือกว่าชั้นปริญญาโททางกฎหมายก็ว่าได้ ทั้งนี้เนื่องจากหากจะสอบเป็นผู้พิพากษาหรืออัยการก็ต้องเป็นเนติบัณฑิตเสียก่อน
หากไม่เป็นเนติบัณฑิต ถึงแม้จะจบปริญญาโทหรือปริญญาเอกทางกฎหมายอย่างใด ๆ ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะสอบเข้ารับราชการเป็นพนักงานอัยการหรือผู้พิพากษาได้
ผู้ที่สอบได้เป็นเนติบัณฑิตจะได้เข้ารับพระราชทานประกาศนียบัตรจากพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยตรง และจะได้รับพระราชทานพระบรมราโชวาทต่อหน้าพระพักตร์โดยตรงอีกด้วย
จึงต้องถือว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ยิ่งใหญ่ที่ทรงพระราชทานแก่ผู้ที่เป็นเนติบัณฑิตทุกคน ที่เป็นดังนี้ก็เพราะว่าในแต่ละปีนั้นผู้ที่สอบไล่ได้เป็นเนติบัณฑิตมีจำนวนน้อยมาก บางปีก็มีจำนวนไม่ถึง 60 คน
แต่รุ่นของผมมีผู้จบนิติศาสตร์เป็นจำนวนมาก และที่สอบเป็นเนติบัณฑิตไม่ได้โดยตกค้างมาจากปีก่อน ๆ ก็เป็นจำนวนมาก ดังนั้นผู้เข้ารับพระราชทานประกาศนียบัตรในปีนั้นจึงมีเกือบ 200 คน ทำให้เนติบัณฑิตรุ่นผมมีเพื่อนร่วมรุ่นเป็นจำนวนมาก ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีเพราะคนเรานั้นการมีเพื่อนมากต้องถือว่าเหมือนกับมีทรัพย์สมบัติมาก และมีผลมากด้วย
คนที่ผมรำลึกถึงในยามสอบได้เป็นเนติบัณฑิตมากที่สุดก็คือก๋ง ยาย พ่อ แม่ แต่สำหรับคนภายนอกคงมีแต่ผู้เดียวคือผู้เป็นยอดชีวันขวัญชีวีนารีหนึ่งชาวพยาบาลจุฬาที่มีนิวาสสถานอยู่ข้างบ้านนั่นเอง
ดังนั้นในวันรับพระราชทานประกาศนียบัตรเนติบัณฑิต ผมจึงได้บอกกล่าวให้พ่อและแม่ขึ้นมาร่วมแสดงความยินดีที่กรุงเทพฯ ด้วย
พวกเราพากันไปถ่ายภาพเป็นที่ระลึกที่หน้าพระอนุสาวรีย์ของเสด็จในกรมพระบิดาแห่งกฎหมายไทย คือพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ซึ่งเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งโปรดให้ไปเรียนกฎหมายที่ประเทศอังกฤษ และได้ทรงวางหลักกฎหมายของบ้านเมืองให้เป็นแบบสมัยใหม่ จนนานาชาติยอมรับนับถือจึงได้ชื่อสมญาว่าเสด็จในกรมทรงเป็นพระบิดาแห่งนักกฎหมายไทย
ผู้ที่สอบได้เป็นเนติบัณฑิตยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณและได้รับพระราชทานเกียรติยศยิ่งนัก คือนอกจากจะทรงพระกรุณาเสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานประกาศนียบัตรและพระราชทานพระบรมราโชวาทด้วยพระองค์เองแล้ว ยังเสด็จมาเป็นองค์ประธานในงานเลี้ยงรับรองเพื่อฉลองความเป็นเนติบัณฑิตให้กับทุกคนด้วย
เรียกชื่องานนี้ว่า “งานสโมสรสันนิบาตเนติบัณฑิต” ซึ่งบางปีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ก็จะเสด็จมาเป็นองค์ประธานในงานพร้อมกันทั้งสองพระองค์ ในระยะหลัง ๆ จึงโปรดให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จมาเป็นองค์ประธานแทน
ทั้งงานฉลองปริญญานิติศาสตร์บัณฑิต และงานสโมสรสันนิบาตเนติบัณฑิต ผมได้ชวนสาวเจ้าคู่ชีวิตไปร่วมงานทั้งสองงาน และดูเหมือนว่าหลังจากวันเวลาที่สาวเจ้าได้มอบของขวัญเป็นปลอกหมอนให้แก่ผมแล้ว น้ำใจก็เอนเอียงมาทางที่จะเป็นคู่เคียงคู่ครองของชีวิตอย่างเห็นได้ชัด
ดังนั้นการเชิญไปงานฉลองปริญญานิติศาสตร์บัณฑิตจึงเป็นไปด้วยดี และยิ่งมีความใกล้ชิดสนิทสนมขึ้นกว่าเก่าตั้งแต่การรับเชิญเป็นคู่ไปงานสโมสรสันนิบาตเนติบัณฑิตนั้น
ฉากชีวิตความเป็นนักศึกษาลาลับพ้นไปแล้ว จากเด็กวัดน้อยที่ออกจากบางมาอย่างเดียวดายกำลังกลายเป็นเนติบัณฑิตหนุ่มที่ถือเอาอาชีพนักกฎหมายทนายความอันประกอบด้วยหลักวิชาการบริหารเป็นศาสตราคู่ชีวิต
นี่แล้วหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล นักปราชญ์ใหญ่ท่านหนึ่งแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผู้เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการหลายสมัยหลายวาระจึงได้แต่งโคลงสี่สุภาพ พรรณนาความงดงามของการศึกษาไว้ว่า
“กล้วยไม้มีดอกช้า ฉันใด
การศึกษาเป็นไป เช่นนั้น
แต่ดอกออกคราใด งามเด่น
งานศึกษาปลูกปั้น เสร็จแล้วแสนงาม”
เวลาร่วม 6-7 ปี ฉากชีวิตจากเด็กวัดน้อยที่มุ่งหน้าออกจากบางซึ่งห่างไกลจากเมืองหลวงฉากแล้วฉากเล่าได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าแค่พริบตาเดียวเท่านั้น เมื่อฉากชีวิตความเป็นนักศึกษาปิดลง ฉากชีวิตใหม่ของความเป็นผู้ครองเรือนและการสร้างหลักปักฐานให้กับชีวิตก็กำลังก่อตัวขึ้นและพัฒนาไปตามวัฏฏะชีวิตอันเป็นธรรมดาของทุกผู้คน
เป็นธรรมดาของคนเราทุกคนที่ย่อมมีห้วงเวลาใดเวลาหนึ่งของชีวิตที่หวนคำนึงคิดถึงชีวิตแต่หนหลัง บ้างก็คละเคล้าด้วยความสุข บ้างก็ปนด้วยความทุกข์ บ้างก็มีทั้งสุขและทุกข์ระคนกัน มีทั้งความสมหวัง มีทั้งความผิดหวัง มีทั้งความประสบกับสิ่งที่รักและสิ่งที่ไม่รัก มีทั้งความพลัดพรากจากผู้ที่เป็นที่รักหรือสิ่งอันเป็นที่รัก มีทั้งความโดดเดี่ยวเดียวดายเงียบเหงาเศร้าใจ มีทั้งความเพลิดเพลินเจริญใจและคึกคะนอง
สภาพทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ย่อมมีเกิดขึ้นกับทุกชีวิตที่เกิดมาแล้ว ไม่มีใครจะหลีกเลี่ยงหรือหลบหนีไปได้ เป็นแต่ว่าคนทั้งหลายย่อมมุ่งมาดปรารถนาที่จะหาความสุข หาความสมหวัง หาความพึงพอใจ หาความสำเร็จ หาความเจริญก้าวหน้า ไม่มีใครเลยที่มุ่งแสวงหาความทุกข์ ความผิดหวัง ความไม่พอใจ ความล้มเหลว ถอยหลัง หรือความล่มสลาย
แต่กระนั้นก็ไม่มีใครสามารถกำหนดความเป็นไปแห่งชีวิตให้เป็นไปดังประสงค์ได้ทุกสิ่งอย่าง ไม่ว่าจะคิดอ่านวางแผนจัดการโดยพิถีพิถันแม่นยำประการใด เพราะแท้จริงแล้วทั้งหมดนั้นก็คือความไม่เที่ยง ความทุกข์ และความไม่ใช่ตัวตนที่ใครจะยึดมั่นถือมั่นเอาได้
วันเวลาและฉากชีวิตที่ผ่านไป ๆ ไม่มีใครจะหยุดยั้งมันไว้ได้ อันหมายความว่าชราและพยาธิกำลังเกิดขึ้นควบคู่กัน โดยไม่อาจจำแนกแยกแยะหรือตัดรอนถอนออกไปได้เลย
ทั้งชราและพยาธิเป็นความรังเกียจเดียดฉันท์ของทุกชีวิต แต่ถึงจะคิดอ่านป้องกันหลีกเลี่ยงประการใดก็ไม่มีทางจะหลีกหนีหรือป้องกันแก้ไขไปได้ และไม่ว่าจะมั่งมีศรีสุข ยากจนเข็ญใจ หรือมีอำนาจวาสนาสักปานใดก็ไม่อาจหลีกหนีสภาวะเช่นนี้ไปได้เลย เพราะนี่ก็คือความทุกข์เหมือนกัน เป็นความทุกข์ที่สืบเนื่องมีเหตุมีปัจจัยมาจากการเกิด มีอนาคตคือมรณะหรือความตายเป็นที่สุด
เพราะเหตุนี้พระพุทธองค์จึงทรงตรัสสอนว่าทุกชีวิตกำลังเดินมุ่งหน้าไปสู่ความตายอันเป็นความทุกข์ แล้วไฉนเล่าเวไนยสัตว์จึงไม่ตัดสังสารวัฏนี้เสีย เพราะมีแต่ตัดสังสารวัฏให้ขาดสนิทเท่านั้น ก็จะไม่มีทางไปสู่ความตาย ไม่มีทางที่จะตกอยู่ในเงื้อมมือของมัจจุราชได้เลย
ก็แลเมื่อใดที่ตัดสังสารวัฏได้ขาดสิ้นแล้ว เมื่อนั้นความเกิดก็ย่อมไม่มีเหมือนหนึ่งตาลยอดด้วนที่ไม่มีวันงอกได้อีก เมื่อความเกิดไม่มีแล้วก็ไม่มีเหตุปัจจัยที่จะดำเนินไปสู่ชรา พยาธิ และมรณะ อันเป็นความทุกข์ของชีวิต
ผมนั่งเหม่อมองหวนคำนึงถึงฉากชีวิตแต่หนหลังอย่างเงียบ ๆ ฝ่าดงไผ่ออกไปยังยอดภูอันไม่ไกลเท่าใดนัก ท่ามกลางสายลมที่แผ่วโผยโชยพอเย็นสบาย ด้วยอำนาจแห่งสมาธิจึงทำให้ฉากชีวิตฉากแล้วฉากเล่าผ่านหวนทวนเข้ามายังห้วงสำนึกอย่างชัดเจนราวกับว่าเป็นเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดเมื่อวันวาน
กิริยาอาการเช่นนี้ผ่านไปนานเท่าใดก็หาได้คำนึงไม่ มารู้สึกตัวอีกครั้งหนึ่งก็เมื่อได้ยินเสียงเด็กน้อยร้องเรียกว่า “ก๋ง ย่าให้มาตามไปกินข้าว”
ผมหันหน้าไปมองก็เห็นหลานชายหัวปีตัวน้อย ซึ่งบัดนี้อายุ 5 ขวบกว่าจะขึ้น 6 ขวบแล้ว กำลังเดินมาหาพร้อมกับผู้เป็นพี่เลี้ยง ผมจึงหันไปยิ้มให้
อือม์! วันเวลาผ่านไปเหมือนชั่วประเดี๋ยวเดียว แต่วันนี้ผมก็มีลูกชาย ลูกสาวรวม 2 คนแล้ว ต่างคนต่างก็มีครอบครัวเป็นหลักแหล่งแล้ว ลูกชายก็มีลูกชายแล้วถึง 2 คน บรรดาบุพการีไม่ว่าก๋ง ยาย แม่ ญาติผู้ใหญ่ แม้แต่พระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์หรือท่านบุศย์ ขันธวิทย์ ต่างก็ล่วงลับดับสังขารไปหมดแล้ว ผู้คนที่รู้จักมักคุ้นในวันนี้ล้วนเป็นคนหน้าใหม่ทั้งนั้น
วันนี้ผมเป็นปู่คนแล้ว หาใช่เด็กวัดน้อยเหมือนเมื่อยามออกจากบางมาแสวงหาการศึกษาและความก้าวหน้าของชีวิตอีกแล้ว
ความชราได้เข้าครอบงำชีวิตแล้วตามสัจธรรมแห่งชีวิตที่ทุกชีวิตย่อมเป็นไปและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ผมลุกขึ้นยืนแล้วไปจับมือเจ้าหลานชายตัวน้อยเดินออกจากดงไผ่ ฝ่าสายลมที่โชยสบายกลับไปยังที่พักเพื่อกินข้าวกินปลาร่วมกับครอบครัวและพรรคพวก.