ตอนที่ 72. การสถาปนาอำนาจรัฐใหม่ของโจโฉ

 โจโฉออกจากที่เฝ้าแล้วสั่งให้เตรียมการย้ายเมืองหลวงไปอยู่เมืองฮูโต๋ ครั้นพร้อมแล้วจึงอัญเชิญเสด็จพระเจ้าเหี้ยนเต้และฮองเฮาประทับรถพระที่นั่ง ข้าราชบริพารและขุนนางข้าราชการทั้งปวงโดยเสด็จอย่างพร้อมเพรียงกัน แล้วเคลื่อนขบวนออกจากเมืองลกเอี๋ยง โดยมีกองทัพของโจโฉเป็นกองระวังหน้าหลังตามขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค

            ครั้นขบวนเคลื่อนมาประมาณหกสิบเส้น ถึงเขตเขาอันเป็นที่ฝังพระบรมศพอดีตพระมหากษัตริย์ เอียวฮองและหันเซียมได้คุมทหารมาสกัดขบวนไว้ โจโฉครั้นทราบความจึงขับม้าออกไปหน้าทหารแล้วแจ้งว่านี่เป็นขบวนเสด็จ ผู้มาสกัดขวางจะเป็นกบฏต่อแผ่นดินหรือ

            ซิหลงทหารของเอียวฮองและหันเซียมไม่ต่อคำขับม้าตรงเข้ามาหาโจโฉ เคาทูเห็นดังนั้นจึงขับม้าเข้าสกัดซิหลงไว้ สองทหารต่อสู้กันอย่างดุเดือดได้ห้าสิบเพลง โจโฉจึงให้ตีระฆังเป็นสัญญาณให้เคาทูถอยกลับมา ซิหลงเห็นเคาทูถอยไปก็กลับไปค่าย

            โจโฉเชิญบรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองมาปรึกษาว่าเอียวฮองและหันเซียมเป็นกบฏต่อแผ่นดิน จำจะจับฆ่าเสียให้จงได้ แต่ซิหลงนั้นมีฝีมือกล้าแข็ง ข้าพเจ้าใคร่ได้ตัวมาใช้ในราชการ ทั้งหากได้ตัวซิหลงมาแล้วก็จะจับตัวเอียวฮองและหันเซียมได้โดยง่าย ดังนี้จะมีผู้ใดอาสาไปเกลี้ยกล่อมซิหลงได้บ้าง

            หมันทองขุนนางเมืองลกเอี๋ยงซึ่งโดยเสด็จมาในขบวนยินคำโจโฉแล้ว ขออาสาไปเกลี้ยกล่อมซิหลงเพราะเป็นชาวบ้านเดียวกัน สนิทกันมาตั้งแต่ยังเด็ก โจโฉเห็นชอบและอนุญาตให้หมันทองไปดำเนินการ

            ครั้นค่ำลงหมันทองจึงปลอมตัวเป็นทหารเลวลอบไปยังค่ายของซิหลง เห็น      ซิหลงในชุดออกศึกจุดเทียนนั่งดูหนังสืออยู่จึงเข้าไปคารวะแล้วทักทายซิหลงว่า ไม่ได้พบกันนานปี ท่านมีความสุขสบายดีหรือ ซิหลงเห็นทหารเลวเข้ามาในค่ายก็ประหลาดใจเขม้นมองโดยโดยพินิจก็จำได้ว่าเป็นหมันทองเพื่อนแต่วัยเด็ก จึงเชิญให้นั่งลงเจรจาแล้วถามว่าเหตุใดจึงมาหาข้าพเจ้าถึงที่นี่

            หมันทองจึงว่าข้าพเจ้านี้รับราชการอยู่กับโจโฉ วันนี้เห็นท่านต่อสู้กับเคาทูจึงรีบลอบมาเยือนในฐานะเพื่อนเก่าเพื่อบอกความเห็นอันเป็นประโยชน์ต่อมิตร แล้วว่าตัวท่านมีฝีมือกล้าแข็ง องอาจกล้าหาญ สมควรรับราชการในพระมหากษัตริย์ เหตุใดจึงมางอมืองอเท้าอยู่กับคนไร้ความคิดแบบเอียวฮองและหันเซียมนี้ จะหาความก้าวหน้าหรือความเจริญรุ่งเรืองใด ๆ ไม่ได้ อย่างมากก็เป็นได้แค่หัวหน้าโจร ข้าพเจ้าเสียดายยิ่งนักจึงมาเตือนสติท่านให้คิดดูตามที่ควร

            ซิหลงฟังคำหมันทองแล้วนิ่งอยู่ เป็นท่าทีที่จำนนต่อถ้อยคำของหมันทอง ดังนั้นหมันทองจึงรีบรุกต่อไปว่า บัดนี้โจโฉถือรับสั่งฮ่องเต้นำขบวนเสด็จไปเมือง    ฮูโต๋ โจโฉนั้นเป็นผู้นำที่ปรีชาสามารถ มีน้ำใจรักผู้มีฝีมือกล้าแข็ง ความข้อนี้ท่านคงได้ยินกิตติศัพท์มาบ้างแล้วเป็นแน่ วันนี้ในขณะที่ท่านต่อสู้กับเคาทูนั้น โจโฉมีความพอใจในฝีมืออันแกร่งกล้าของท่าน จึงมีไมตรีจิตเมตตา สั่งห้ามทหารเกาทัณฑ์มิให้ทำอันตรายท่านแล้วให้ข้าพเจ้าออกมาเชิญท่านไปทำราชการด้วย

            ซิหลงฟังดังนั้นจึงทอดถอนใจใหญ่แล้วว่าข้าพเจ้าก็รู้อยู่ว่าเอียวฮองและหันเซียมไร้ความคิดแลสติปัญญา แต่ติดขัดอยู่ตรงที่อยู่ด้วยกันมาช้านาน หากละทิ้งเสียในยามนี้ก็จะถูกเขานินทาได้

            หมันทองเห็นซิหลงมีน้ำใจโน้มไปในทางที่ไม่สมัครใจอยู่กับเอียวฮองและหันเซียม จึงกล่าวว่า “อันธรรมดานกจะทำรังก็ย่อมแสวงหาซึ่งพุ่มไม้ชัฎ จะได้ทำรังอยู่เป็นสุข ถึงลมพายุใหญ่จะพัดมา รังนั้นก็มิได้เป็นอันตราย ประการหนึ่งเป็นชายชาติทหาร จะหาแม่ทัพก็ให้พิเคราะห์ดูผู้ใจโอบอ้อมอารีแลชำนาญในการสงคราม ถึงข้าศึกจะยกมามากมายเท่าใดก็มิได้หวาดไหว คิดอ่านป้องกันทหารทั้งปวงมิให้เป็นอันตราย ถ้าผู้ใดพบพานผู้มีสติปัญญาหมายจะพึ่งได้แล้ว ไม่เข้าทำราชการด้วย อย่าให้คนทั้งปวงนับถือความคิดผู้นั้นเลย”

            ซิหลงฟังคำหมันทอง ทั้งเหตุผลแลความแวดล้อมอันบริบูรณ์ดังนี้จึงเห็นด้วยตกลงใจจะไปทำราชการด้วยโจโฉ หมันทองจึงว่าถ้าเช่นนั้นท่านจงตัดศีรษะเอียวฮองและหันเซียมเอาไปคำนับโจโฉพร้อมกันเถิด ท่านจะมีความชอบเป็นอันมาก

            ซิหลงจึงว่า “ธรรมดาเป็นบ่าวได้กินข้าวแดงของท่านแล้ว ถ้ามิพอใจอยู่ด้วยแลจะซ้ำทำร้ายแก่นายก็เป็นคนหากตัญญูมิได้” แล้วปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวของหมันทองว่าข้าพเจ้าทำตามข้อเสนอของท่านมิได้ หมันทองฟังคำปฏิเสธแล้วสรรเสริญ  ซิหลงเป็นอันมากว่าเป็นคนมีกตัญญูรู้คุณคน แล้วว่าถ้าเช่นนั้นก็จงไปแต่ตัวพร้อมกันเถิด

            ซิหลงรับคำแล้วจัดแจงข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวและพาพรรคพวกที่สนิทสนมกันสามสิบคนตามหมันทองหนีออกจากค่ายไปหาโจโฉในคืนนั้น

            ฝ่ายเอียวฮองทราบว่าซิหลงพาพรรคพวกหนีออกจากค่ายจะไปอยู่ด้วยโจโฉก็โกรธ ยกทหารพันหนึ่งออกไล่ตามซิหลง ครั้นมาถึงเนินเขาเห็นมีกองทหารสุมไฟสว่างอยู่ ทันใดนั้นโจโฉยกทหารออกมาล้อมเอียวฮองไว้ แล้วว่าเรามาคอยท่านอยู่เกือบสองชั่วยามแล้ว ท่านหนีไปไม่รอดดอก ว่าแล้วให้ทหารบุกเข้าไปเพื่อจะจับตัวเอียวฮอง  เอียวฮองพยายามจะตีฝ่าออกไป

            ขณะนั้นหันเซียมทราบว่าเอียวฮองยกทหารออกติดตามซิหลงจึงรีบยกทหารตามมา ครั้นเห็นทหารโจโฉล้อมเอียวฮองอยู่ จึงตีฝ่าเข้ามาช่วยเอาเอียวฮองออกจากวงล้อมทหารโจโฉไปได้ ทหารโจโฉได้ฆ่าฟันทหารเอียวฮองและทหารหันเซียมล้มตายลงหลายคน ส่วนที่เหลือก็เข้าสวามิภักดิ์ด้วยโจโฉสิ้น แต่เอียวฮองและหันเซียมนั้นเมื่อหนีมาได้แล้วเห็นทหารเหลืออยู่ไม่กี่คนก็เสียใจ หมดกำลังใจที่จะต่อสู้อีกต่อไปจึงพากันไปหาอ้วนสุด ณ เมืองลำหยง

            โจโฉก็ยกทหารกลับมายังขบวนเสด็จ หมันทองจึงพาซิหลงเข้ามาคำนับโจโฉ ครั้นโจโฉเห็นหน้าหมันทองและซิหลงก็มีความยินดียิ่งนัก สั่งทหารให้เอาเสื้อเกราะอย่างดีและเงินทองจำนวนมากมารับขวัญซิหลง แล้วแต่งตั้งให้เป็นนายทหารประจำกองทัพของโจโฉ

            รุ่งขึ้นโจโฉจึงสั่งให้เคลื่อนขบวนเสด็จยกไปเมืองฮูโต๋ แล้วอัญเชิญเสด็จพระเจ้าเหี้ยนเต้ประทับที่เรือนรับรองแขกเมือง ซึ่งจัดเป็นที่ประทับชั่วคราว และให้ใช้จวนเจ้าเมืองเป็นท้องพระโรงสำหรับว่าราชการชั่วคราว

            พระเจ้าเหี้ยนเต้มีพระบรมราชโองการให้สถาปนาเมืองฮูโต๋เป็นราชธานี แล้วโปรดให้สร้างพระราชวัง ท้องพระโรง พระตำหนักและอาคารต่าง ๆ ตามธรรมเนียมการสร้างเมืองหลวง และให้ขยายเขตเมืองใหม่ให้กว้างขวางกว่าเดิม ก่อสร้างกำแพงเมืองใหม่ ก่อสร้างค่ายคูประตูเมืองหอรบพร้อมสรรพ

            เนื่องจากบรรดาขุนนางแต่ครั้งเมืองหลวงเก่าตั้งแต่ลิฉุย กุยกีลงมาบ้างก็เป็นกบฏ บ้างก็ล้มหายตายจาก ครั้นสถาปนาเมืองหลวงใหม่จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งข้าราชการขุนนางครั้งใหญ่ตั้งแต่ระดับสูงสุดลงมาดังนี้

            แต่งตั้งโจโฉเป็นอัครมหาเสบาบดี, ตังสินและขุนนางในพระเจ้าเหี้ยนเต้รวมสามสิบเอ็ดคนเป็นขุนนางชั้นเสนาบดี, ซุนฮกเป็นราชเลขาธิการ และที่ปรึกษาอัครมหาเสนาบดี, ซุนฮิวเป็นขุนนางที่ปรึกษาด้านกิจการทหาร, กุยแกเป็นเสนาธิการทหารสูงสุด, เล่าหัวเป็นเสนาบดีประจำสำนักอัครมหาเสนาบดี, “มอกาย เล็กโจ๋ ยิบจุ๋น สามคนนี้ได้กำกับคลังและฉางข้าว”, เทียหยกเป็นเจ้าเมืองตังเป๋ง, ฮวนแสงกับตังเจี๋ยวเป็นเจ้าเมืองลกเอี๋ยง, หมันทองเป็นที่เจ้าเมืองฮูโต๋, แฮหัวตุ้น แฮหัวเอี๋ยน โจหยิน โจหอง สี่คนนี้เป็นทหารเอก, ลิยอย ลิเตียน งักจิ้น อิกิ๋ม ซิหลง ทั้งห้าคนนี้เป็นทหารโท, เคาทูกับเตียนอุยเป็นทหารตรี และบรรดาทหารมีฝีมือทั้งนั้นก็ตั้งเป็นขุนนางสิ้น

            การแต่งตั้งขุนนางใหม่ในครั้งนี้มีลักษณะเหมือนการตั้งรัฐบาลใหม่ เป็นการประนีประนอมระหว่างฝ่ายราชสำนักกับฝ่ายของโจโฉ ดังนั้นรัฐบาลใหม่นี้จึงเป็นรัฐบาลผสมระหว่างขุนนางข้าราชสำนักเก่า กับทีมงานของโจโฉ โดยคณะรัฐมนตรีมีทั้งสิ้นสามสิบหกคน เท่ากับจำนวนคณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540

            ในจำนวนคณะรัฐมนตรีสามสิบหกคนนี้มีโจโฉเป็นนายกรัฐมนตรี มีขุนนางข้าราชสำนักเก่าเป็นรัฐมนตรีสามสิบเอ็ดคน โดยมีตังสินเป็นหัวหน้า ทีมงานของโจโฉเป็นรัฐมนตรีเพียงสี่คน คือมอกาย เล็กโจ๋ ยิบจุ๋น และเล่าหัวเท่านั้น แต่เป็นรัฐมนตรีที่รับผิดชอบงานสำคัญคือรับผิดชอบงานการคลัง และฉางข้าวอันเป็นคลังเสบียง รวมทั้งงานบัญชาการภายในประเทศซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักอัครมหาเสนาบดี หรือสำนักนายกรัฐมนตรีในปัจจุบันนั่นเอง

            รัฐบาลผสมชุดนี้มีผู้ประสานงานระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับรัฐบาลคือซุนฮก ซึ่งเป็นทั้งราชเลขาธิการ และที่ปรึกษาอัครมหาเสนาบดี ทำให้งานของฝ่ายบริหารกับของสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเอกภาพ

            แต่ในด้านการทหารนั้น โจโฉได้วางคนของตัวในตำแหน่งสำคัญจนหมดสิ้น ดังนั้นแม้ว่าจะเป็นรัฐบาลผสมที่ฝ่ายโจโฉมีรัฐมนตรีเป็นเสียงข้างน้อย แต่ทว่าโดยเนื้อหาแห่งอำนาจกลับตกอยู่กับโจโฉทั้งสิ้น เพราะตัวโจโฉเองเป็นอัครมหาเสนาบดีว่าราชการสิทธิขาดทั้งด้านกิจการทหารและพลเรือน โดยเฉพาะตำแหน่งสำคัญทางฝ่ายทหารนั้นยังมีตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการกองกำลังรักษาพระนคร ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญอยู่เดิมอีกตำแหน่งอีก มีอำนาจสิทธิขาดในราชการประจำ รวมทั้งการบัญชาการสำนักพระราชวัง

            สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) จึงว่าไว้ว่า “ถ้าผู้ใดจะว่าข้อราชการสิ่งใด ๆ ก็เอามาแจ้งแก่โจโฉก่อน จึงกราบทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ได้” 

            นั่นคือสายงานระหว่างฝ่ายบริหารกับสถาบันพระมหากษัตริย์จะผ่านจากโจโฉซึ่งเป็นอัครมหาเสนาบดีไปทางซุนฮกราชเลขาธิการ เพื่อนำความกราบบังคมทูลทางหนึ่ง และจากพระมหากษัตริย์ผ่านราชเลขาธิการลงมาถึงอัครมหาเสนาบดีอีกทางหนึ่ง

            การทั้งนี้จะว่าเป็นไปเพราะโจโฉมีจิตใจคิดกำเริบย่อมไม่ได้ เพราะระบบบริหารราชการแผ่นดินในขณะนั้นเป็นดังที่กล่าวแล้วมาตั้งแต่ยุครัชกาลก่อน ๆ และดูไปแล้วอำนาจของพระเจ้าเหี้ยนเต้ในยุคนั้นคล้าย ๆ กับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เป็นแต่ว่าเป็นประชาธิปไตยที่มีอัครมหาเสนาบดีเป็นผู้มีอำนาจเด็ดขาดในการบริหารอย่างหนึ่งและโดยไม่มีการเลือกตั้งอีกอย่างหนึ่ง

            โครงสร้างแห่งอำนาจแบบนี้ประจักษ์ชัดว่าโจโฉได้เห็นความสำคัญของอำนาจในยุคนั้นว่าอยู่ที่กองทัพ เป็นหลักการเดียวกับความคิดของเหมาเจ๋อตงที่ว่า “อำนาจรัฐเกิดจากกระบอกปืน” โจโฉได้อาศัยกองทัพเป็นฐานอำนาจทางการเมืองของรัฐบาล ซึ่งมีโจโฉเองเป็นหัวหน้ารัฐบาล ดังนั้นแม้ว่าจะมีเสียงข้างน้อยในคณะรัฐมนตรี แต่อำนาจแท้จริงกลับมิได้อยู่ที่คนเหล่านั้นหากอยู่ที่โจโฉ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบทางนโยบายสูงสุด

            ความล้มเหลวที่ฉกรรจ์ของนายปรีดี พนมยงค์ หนึ่งในคณะราษฎร์คนสำคัญและอดีตหัวหน้าขบวนการเสรีไทย คือการไม่ให้ความสำคัญแก่การกุมอำนาจทางทหาร ดังนั้นอำนาจรัฐของนายปรีดี พนมยงค์ ในยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงต้องหลุดมือไป ทำให้การอภิวัฒน์ต้องถอยหลังแม้กระทั่งตัวเองก็ต้องลี้ภัยออกไปอยู่ในต่างประเทศจนวาระสุดท้ายแห่งชีวิต

            แม้ว่ายุคสมัยจะได้พัฒนาไปจนสงครามกำลังกลายเป็นเรื่องล้าสมัย แต่อำนาจรัฐก็ยังคงอยู่ที่กระบอกปืนอยู่นั่นเอง เป็นแต่ว่ากระสุนปืนนั้นได้แปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัย และกระสุนเงินได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น

            โจโฉผู้ใฝ่ฝันเป็นใหญ่ในแผ่นดินมาตั้งแต่เด็ก บัดนี้ความใฝ่ฝันของโจโฉปรากฏเป็นจริงขึ้นแล้ว และเมื่อโจโฉครองอำนาจรัฐก็เห็นได้ชัดอีกประการหนึ่งว่าบรรดากลไกสำคัญแห่งอำนาจได้ถูกวางตัวโดยบุคคลที่เป็นคนเก่า เคยร่วมทุกข์ร่วมสุข ร่วมเป็นร่วมตายกันมาก่อนทั้งสิ้น โจโฉไม่ยอมรับเอาบุคลากรภายนอกจำพวก “ปลาผอม” ที่วิ่งเต้นแสวงหาตำแหน่งจากผู้มีอำนาจ หรือประเภท “มืออาชีพ” ที่ใครไหนชนะก็เอาด้วยช่วยกระพือ หรือจำพวก “ภาพพจน์ดีแต่ไส้ในกลวง” เข้ามาอยู่ในกลไกอำนาจรัฐแม้เพียงคนเดียว

            บทเรียนนี้มีมานับพันปี แต่นายกรัฐมนตรีบางคนซึ่งดูประหนึ่งเฉลียวฉลาดแต่กลับไม่รู้จักบทเรียนนี้ หลงเลือกเอาคนแบบ “ปลาผอม” คนแบบ “มืออาชีพ” และคนแบบ “ภาพพจน์ดีแต่ไส้ในกลวง” เข้ามาร่วมรัฐบาล โดยทิ้งขว้างผู้คนเก่าของตนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกันอย่างไม่ใยดี จึงทำให้รัฐบาลนั้นต้องอายุสั้นอย่างน่าเสียดาย.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘