ตอนที่ 71. ปฐมบทสู่การก่อตัวของขบวนการนิสิตนักศึกษา

ในการเรียนปีที่ 4 นั้น ถึงแม้ผมจะทำงานอยู่ที่บริษัท สากลสถาปัตย์ จำกัดแล้ว แต่ก็ได้เพียรปลีกเวลาไปเรียนเท่าที่จะสามารถจัดเวลาได้ และเป็นการเรียนทั้งที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสำนักศึกษาอบรมกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาด้วย

            ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมผมจึงสามารถทำอะไรได้หลายๆ อย่างในห้วงเวลานั้น แต่มันก็เป็นไปแล้ว

            การเรียนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ชั้นปีที่ 4 ไม่ต้องใช้เวลามากมายอะไรนักเพราะได้คุ้นเคยกับแบบแผนการสอนของครูบาอาจารย์เป็นอย่างดีมาแล้ว ดังนั้นวิชาส่วนใหญ่ที่ผู้บรรยายมีเอกสารประกอบและมักจะบรรยายตามเอกสารประกอบนั้นก็เป็นอันไม่ต้องเข้าฟัง เพราะเพียงแค่ขอเอกสารประกอบการบรรยายจากเพื่อนฝูงมาอ่านดู ประกอบกับอ่านตัวบทกฎหมายแล้วก็เพียงพอ

            เวลาเรียนจริง ๆ จึงเรียนเฉพาะวิชาที่ผู้บรรยายบรรยายไปอย่างหนึ่ง และมีเอกสารประกอบการบรรยายไปอีกอย่างหนึ่ง แต่บางครั้งผมก็ไม่ได้เข้าฟังคำบรรยาย ในกรณีนี้ผมก็จะขอยืมเทปของเพื่อนฝูงที่อัดคำบรรยายไว้มาฟังประกอบเอกสารการบรรยายนั้น

            การเรียนในปีที่ 4 ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นดังนี้ จึงทำให้ผมยังมีเวลาเหลืออีก และเวลาที่เหลือนั้นก็ได้ใช้ไปในการทำกิจกรรมนักศึกษาต่อเนื่องมาจากปีก่อน แต่ปีนี้เบาหน่อยหนึ่งเพราะรุ่นน้องเข้ามารับช่วงงานเป็นส่วนใหญ่

            ในขณะนั้นความขัดแย้งภายในระหว่างคณะได้รับการชำระสะสางจนบางเบาไปหมดแล้ว มีการประสานงานระหว่างผู้นำนักศึกษาคณะต่าง ๆ และระหว่างผู้นำชมรมต่าง ๆ ของแต่ละคณะ

            จากความที่เคยพิพาทบาดหมางกลายมาเป็นความร่วมมือกัน บางกิจกรรมก็ทำร่วมกัน บางกิจกรรมก็สนับสนุนกันและกัน สภาพเช่นนี้ก่อให้เกิดการประสานงานในมิติใหม่ขึ้นคือระหว่างคณะ ทำให้เกิดความสามัคคีภายในมหาวิทยาลัยที่มีนัยยะสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเมื่อนักศึกษาทุกคณะมีการประสานงานและรวมตัวกันได้ พลังของเยาวชนก็ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบ ๆ แม้ว่าจะยังไม่มีใครรู้และเข้าใจมันก็ตาม

            แล้วอยู่มาก็เกิดเรื่องขึ้นจนได้! เพราะรัฐบาลจอมพล ถนอม กิตติขจร ท่านเห็นชอบให้มีการขึ้นค่ารถเมล์โดยสารจาก 50 สตางค์ เป็น 75 สตางค์ เท่ากับขึ้นราคาถึง 50% องค์กรนักศึกษาต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัยจึงไม่พอใจ ประกอบทั้งการเคลื่อนไหวกิจกรรมค่อนข้างจะอิ่มตัวแล้วและมีความสุกงอมพอประมาณในสถานการณ์นั้น ๆ แล้ว

            ในหมู่แกนนำนักศึกษาจึงมีความคิดอยากลองวิชากันขึ้น มีการจัดตั้งกลุ่มแกนนำจำนวน 12 คน ผมก็ได้รับการชักชวนจากเพื่อนนักศึกษา คือคณัศ พันธรักษ์ราชเดช ให้เข้าร่วมการเคลื่อนไหวในครั้งนี้

            ได้มีการประชุมกำหนดแผนการเคลื่อนไหวให้เป็นรูปแบบการชุมนุมประท้วงและเดินขบวน โดยตั้งหลักเริ่มต้นกันที่ท้องสนามหลวง

            เป็นการชุมนุมประท้วงและเดินขบวนเป็นครั้งแรกหลังจากที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เคยถูกยึดโดยฝ่ายทหารในห้วงเวลาก่อนหน้านั้น และหลังจากนั้นแล้วก็ไม่เคยมีปรากฏการชุมนุมประท้วงหรือเดินขบวนของนักศึกษาอีกเลย

            การชุมนุมเดินขบวนครั้งนี้จึงมีนัยยะทางประวัติศาสตร์ทางการเมืองในมิติแห่งการเคลื่อนไหวของขบวนการนิสิตนักศึกษา

            พวกเราระดมนักศึกษาได้ประมาณ 200 คน พร้อมทำป้ายโปสเตอร์ต่าง ๆ ไม่กี่แผ่น และออกไปตั้งหลักกันที่ท้องสนามหลวง ใช้โทรโข่งกล่าวปราศรัยแล้วเดินไปใกล้ ๆ ในระยะทางสั้น ๆ

            แต่นักข่าวก็มาทำข่าวกันเป็นจำนวนมากเพราะเป็นเรื่องแปลกที่การชุมนุมประท้วงและเดินขบวนเกิดขึ้นในยุคสมัยเผด็จการ ซึ่งสมัยนั้นเป็นความผิดและอาจถูกจับกุมคุมขังได้โดยไม่ต้องแจ้งข้อหาด้วยซ้ำไป

            แต่รัฐบาลจอมพล ถนอม กิตติขจร ท่านก็ไม่ว่าอะไร เพราะคงจะเห็นว่าเป็นเรื่องไม่รุนแรงอะไรนัก และรัฐบาลก็ได้ผ่อนปรนลดค่าโดยสารรถเมล์ลงมาจาก 75 สตางค์ มาเป็น 50 สตางค์ตามเดิม

            ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะว่าแกนนำนักศึกษาแต่ละคนไม่เคยมีประวัติในเรื่องการเคลื่อนไหวหรือการต่อต้านรัฐบาล ภาพลักษณ์จึงออกไปในลักษณะที่เป็นการเคลื่อนไหวด้วยจิตใจบริสุทธิ์ และเป็นการสะท้อนถึงความต้องการของประชาชน

            ในขณะเดียวกัน รัฐบาลท่านคงคิดที่จะสร้างความศรัทธาในหมู่ประชาชนว่าถึงแม้เป็นรัฐบาลเผด็จการก็รับฟังความคิดเห็นของประชาชน แม้ว่าจะเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยก็ตาม

            ผมเข้าใจว่ารัฐบาลคงคิดเอาอย่างหลัง และหวังจะสร้างคะแนนนิยม ซึ่งก็ได้ผลมาก เพราะคนจำนวนหนึ่งก็เห็นว่ารัฐบาลมีน้ำใจกว้าง รับฟังแม้กระทั่งเสียงเรียกร้องของเด็กๆ

            แต่พวกเราถือว่าการเคลื่อนไหวเล็ก ๆ ระยะเวลาสั้น ๆ ในประเด็นเกี่ยวกับผลประโยชน์และความเดือดร้อนของประชาชนคนชั้นกลางนั้นประสพชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ และมีนัยยะสำคัญทางประวัติศาสตร์หลายประการ เช่น

            ประการแรก เป็นการพิสูจน์ทัศนะความคิดบางประการว่าเผด็จการทั้งปวงล้วนเป็นเสือกระดาษ ไม่ว่าเผด็จการนั้นจะเป็นชาติมหาอำนาจหรือเป็นเผด็จการในประเทศ ขอเพียงไม่กระทบหรือเผชิญหน้าอย่างสำคัญ พวกเขาก็พร้อมจะล่าถอยเสมอ และถ้าประชาชนมีความพร้อม พวกเขาก็ไม่อยากจะต่อสู้

            ประการที่สอง  เป็นการพิสูจน์ว่าการเคลื่อนไหวของประชาชนแม้จากภาคนักศึกษาก็สามารถมีพลังและสามารถกดดันต่อรัฐบาลได้ในบางระดับ โดยเฉพาะถ้าเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความเดือดร้อนของคนหมู่มากก็ยิ่งมีพลังมากขึ้น ดังนั้นการชี้นำประเด็นการเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่จึงมีผลต่อชัยชนะอย่างสำคัญ

            ประการที่สาม เป็นการกอบกู้ศักดิ์ศรีของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หลังจากถูกอำนาจเผด็จการยึดครองไประยะหนึ่ง รวมทั้งการส่งสมุนบริวารเข้ามาควบคุมมหาวิทยาลัยในรูปแบบต่างๆ

            ทั้งสามประการนี้นั้นได้ขยายผลออกไปทั้งภายในมหาวิทยาลัยและภายนอกมหาวิทยาลัย

            ได้มีการสรุปผลและบทเรียนของการเคลื่อนไหวครั้งนี้ในประการดังกล่าวนั้น ซึ่งอาจถือได้ว่านี่คือบทเรียนการเคลื่อนไหวมวลชนที่เริ่มต้นจากขบวนการนักศึกษาภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นครั้งแรก หลังจากที่มหาวิทยาลัยเคยถูกยึดไปเมื่อหลายปีก่อน

            การสรุปบทเรียนดังกล่าวทำให้แกนนำนักศึกษาในทุกคณะได้รู้และเข้าใจบทบาท ตลอดจนพลังอันบริสุทธิ์ของเยาวชนที่จะส่งผลต่อบ้านเมืองและรัฐบาล ประกอบทั้งขณะนั้นหนังสือชีวทัศน์เยาวชนซึ่งเป็นหนังสือที่ชี้นำการใช้ชีวิต การมองโลกส่วนตัวและมองโลกภายนอกของเยาวชน ได้เผยแพร่ค่อนข้างจะกว้างขวางแล้ว จึงทำให้บรรดาแกนนำนักศึกษามีความมั่นอกมั่นใจในพลังของเยาวชนมากขึ้นกว่าแต่ก่อน

            ภายในมหาวิทยาลัยนั้น การเคลื่อนไหวกิจกรรมนักศึกษาในทุกคณะและในทุกชมรมมีความคึกคักยิ่งขึ้นกว่าเดิม มีการเคลื่อนไหวรณรงค์ทางความคิดประชาธิปไตยอย่างกว้างขวาง และมีการตั้งกลุ่มเพื่ออภิปรายปัญหาต่าง ๆ อย่างกว้างขวางด้วย

            ภายนอกมหาวิทยาลัย ก็เกิดความสนใจขึ้นในบรรดานิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยอื่น ๆ ทำให้การเคลื่อนไหวภายในแต่ละมหาวิทยาลัยค่อยๆ ก่อตัวขึ้น และทำให้นิสิตนักศึกษาทุกมหาวิทยาลัยมีความตื่นตัวในทางการเมืองมากขึ้น

            ในห้วงเวลานั้น สิ่งที่เรียกว่าวีรชนเดือนตุลาก็ดี คนเดือนตุลาก็ดียังไม่กำเนิดขึ้น

            ผลจากการเคลื่อนไหวทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยทำให้การตื่นตัวทางการเมืองในหมู่นิสิตนักศึกษาทุกมหาวิทยาลัยขยายตัวไปอย่างกว้างขวาง เริ่มมีการพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันระหว่างผู้นำชมรมหรือผู้นำกลุ่มต่างๆระหว่างมหาวิทยาลัย

            มีการแลกเปลี่ยนเอกสารเผยแพร่ระหว่างกัน มีการประชุมปรึกษาร่วมกัน มีการแลกเปลี่ยนผู้นำการอภิปรายเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน

            และที่เกิดปรากฏการณ์ใหม่ก็คือเริ่มมีเอกสารของฝ่ายสังคมนิยมหรือฝ่ายคอมมิวนิสต์เข้ามาเผยแพร่อย่างเงียบ ๆ มากขึ้น

            หนังสือคำประกาศพรรคคอมมิวนิสต์ หนังสือเกี่ยวกับลัทธิมาร์คเลนิน สรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตง สรรนิพนธ์การทหาร ลัทธิประชาธิปไตยรวมศูนย์ ทฤษฎีวิภาษวิธี หนังสือวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ หนังสือว่าด้วยการปฏิบัติ ว่าด้วยความขัดแย้ง ว่าด้วยการแก้ไขความขัดแย้งในหมู่ประชาชน และหนังสือเกี่ยวกับประวัติการต่อสู้ของนักปฏิวัติต่าง ๆ และอะไรต่อมิอะไรในลักษณะเดียวกันนี้ได้ไหลซึมเข้ามาอย่างเงียบ ๆ แต่ก็แผ่เป็นวงกว้าง

            แล้วมีการแลกเปลี่ยนหมุนเวียนกันอ่าน และอภิปรายประเด็นปัญหาต่าง ๆ อย่างเงียบ ๆ มาถึงวันนี้ก็พอคาดได้ว่าปรากฏการณ์นี้มีการเคลื่อนไหวของชาวพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเข้ามาในขบวนการนักศึกษาแล้ว

            ความจริงพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยได้ก่อตั้งขึ้นมานานแล้ว ตั้งแต่ห้วงเวลาสงครามโลกครั้งที่สอง โดยเริ่มต้นขึ้นในหมู่กรรมกรคนจีนก่อน โดยเฉพาะคือกรรมกรโรงสี ซึ่งในอดีตนั้นวันดีคืนดีก็มีการเอาธงของพรรคคอมมิวนิสต์ไปแอบปักซ่อนไว้ใต้สะพานพระพุทธยอดฟ้า

            ในขณะนั้นสะพานพระพุทธยอดฟ้ายังสามารถเปิดได้และจะเปิดเมื่อมีเรือรบหลวงผ่านไปมา ดังนั้นเมื่อเปิดสะพานพระพุทธยอดฟ้าเพื่อให้เรือรบหลวงผ่านไป ธงแดงของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยที่แอบซ่อนไว้ก็ชูเด่นเป็นสง่าต้อนรับเรือรบหลวงไปโดยปริยาย

            รัฐบาลถือว่าพรรคคอมมิวนิสต์เป็นศัตรูหมายเลข 1 ของประเทศไทย และเป็นการถือตามคำบงการครอบงำขององค์กรสืบราชการลับซีไอเอแห่งสหรัฐอเมริกาและต่อมาก็ได้มีการตรากฎหมายป้องกันและปราบปรามการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์

            รัฐบาลยิ่งปราบ แทนที่คอมมิวนิสต์จะหมดไป กลับกลายเป็นว่าคอมมิวนิสต์ยิ่งขยายตัวและจัดตั้งองค์กรลับขยายออกไปในองค์กรประชาชนต่างๆ ทั้งในต่างจังหวัดและในกรุงเทพฯ หนักเข้าก็ลุกลามเข้ามาในวงการการศึกษาของทุกมหาวิทยาลัย

            ต่อมาก็เกิดเหตุการณ์ที่เป็นเหตุให้เกิดการเคลื่อนไหวใหญ่อีกครั้งหนึ่ง และคราวนี้เป็นประโยชน์ร่วมกันของนิสิตนักศึกษาทุกมหาวิทยาลัยและประชาชนด้วย นั่นคือประเด็นปัญหาที่รัฐบาลแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลสามารถควบคุมครอบงำอำนาจตุลาการได้

            โดยให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมีอำนาจโยกย้ายผู้พิพากษาได้ตามความประสงค์ เช่นเดียวกับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการทหารหรือพลเรือนอื่น ๆ ซึ่งเป็นการพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินขบวนการยุติธรรม

            เพราะแต่ไหนแต่ไรมาอำนาจตุลาการต้องเป็นอิสระจากรัฐบาล การแต่งตั้งโยกย้ายผู้พิพากษาไม่อยู่ในอำนาจของฝ่ายบริหาร และกำหนดให้เป็นอำนาจเฉพาะของคณะกรรมการตุลาการเพื่อเป็นหลักความเป็นอิสระของผู้พิพากษาตุลาการทั้งปวง

            ความคิดดังกล่าวนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อนในสมัยรัฐบาลจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เพราะรัฐบาลนั้นเห็นว่าแม้จะมีอำนาจครอบคลุมถึงหน่วยราชการทุกหน่วยแล้วก็ตาม แต่ยังคงเหลือศาลสถิตยุติธรรมที่ยังคงเป็นอิสระอยู่

            แต่ในครั้งนั้นพระยาอรรถการีย์นิพนธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นเสาหลักสำคัญที่ค้ำยันค้ำจุนและค้ำชูรัฐบาลจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ มิให้เดินหลงทิศผิดทางได้คัดค้านอย่างหนักแน่นว่า การที่ศาลดำรงความเป็นอิสระนั้น คือการดำรงรักษาความนับถือเชื่อมั่นต่อประเทศและรัฐบาลในสายตานานาชาติ และทำให้ประชาชนยังมีที่พึ่งสุดท้าย

            จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ฟังคำท้วงติงดังกล่าวนี้จึงทำให้ตลอดระยะเวลาของรัฐบาลนั้นไม่มีการแตะต้องหรือก้าวก่ายความเป็นอิสระของศาลเลย จึงทำให้สภาพรัฐบาลเผด็จการมีภาพลักษณ์ของรัฐบาลที่มีความยุติธรรมดำรงอยู่ควบคู่กันไปด้วย และเป็นผลทำให้รัฐบาลนั้นได้รับการยอมรับนับถือเป็นอันมาก แม้กระทั่งถึงวันนี้ก็ยังมีผู้กล่าวขวัญอยู่เสมอ

            การที่รัฐบาลจอมพล ถนอม กิตติขจร จะออกกฎหมายครอบงำอำนาจตุลาการเช่นนี้จึงกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อหลักการปกครองบ้านเมืองในระบอบประชาธิปไตย และสร้างความประหวั่นพรั่นพรึงให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชน

            เป็นประเด็นที่ขบวนการนักศึกษาทุกมหาวิทยาลัยเข้าใจประเด็นปัญหา ผลได้ผลเสียและอันตรายร้ายแรงอย่างแจ้งชัดโดยง่าย ดังนั้นจึงมีการประสานงานแกนนำนิสิตนักศึกษาของทุกมหาวิทยาลัย รวมทั้งพวกแรงงานในรัฐวิสาหกิจเพื่อจัดชุมนุมขึ้นที่บริเวณกระทรวงยุติธรรมด้านคลองหลอด เพื่อประท้วงรัฐบาล

            เรียกการประท้วงครั้งนี้ว่าการประท้วงคัดค้านกฎหมายโบว์ดำ ที่รัฐบาลโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งขณะนั้นคือหลวงจำรูญเนติศาสตร์เป็นรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ

            มีการชุมนุมประท้วงข้ามวันข้ามคืนเป็นครั้งแรก นอกจากการอภิปราย ปราศรัยแล้ว ยังมีการจัดรายการแสดงละครบ้าง ลำตัดบ้าง ลิเกบ้าง และอ่านบทกวีบ้าง เป็นการเกิดขึ้นของรูปแบบใหม่ในการชุมนุมประท้วงที่จะเป็นต้นแบบให้แก่การเคลื่อนไหวประชาธิปไตยของนิสิตนักศึกษาและประชาชนในกาลต่อไป

            ผมทำหน้าที่ด้านวัฒนธรรม มีหน้าที่ในการเขียนบทกวีต่าง ๆ ให้พิธีกรขึ้นไปอ่านในระหว่างพักการปราศรัย โดยในขณะนั้นก็มีเพื่อนนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยอื่นได้เริ่มแต่งเพลงสั้น ๆ เพื่อใช้ในการประท้วงด้วย และนี่ก็คือการกำเนิดขึ้นของการสร้างสรรค์บทเพลงในการต่อสู้ของนิสิตนักศึกษาและประชาชน

            พวกเราชุมนุมประท้วงประมาณ 3 วัน รัฐบาลก็ยอมถอนร่างกฎหมายที่ครอบงำอำนาจตุลาการนั้นเสีย เป็นเรื่องราวที่ท่านอาจารย์หลวงจำรูญเนติศาสตร์ซึ่งความจริงท่านก็เป็นครูบาอาจารย์ชั้นผู้ใหญ่ของนักกฎหมายไทยในยุคนั้นถูกตำหนิติเตียนและด่าว่าอย่างสาดเสียเทเสีย

            ผมเคยพบท่านอาจารย์หลวงจำรูญเนติศาสตร์หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นแล้ว เคยต่อว่าท่านถึงเรื่องนี้ โดยเฉพาะในประเด็นปัญหาที่ว่าทำไมเวลาสอนในมหาวิทยาลัยท่านอาจารย์สอนอย่างหนึ่ง เวลาไปเป็นรัฐมนตรีจึงทำไปเสียอีกอย่างหนึ่ง

            ท่านอาจารย์หลวงจำรูญเนติศาสตร์ก็แก้ว่า ความคิดคนเรามันอยู่นิ่งเสียเมื่อไหร่ เป็นอาจารย์สอนหนังสือก็ต้องคิดอย่างหนึ่ง ทำอย่างหนึ่ง เป็นรัฐมนตรีก็ต้องทำตามนโยบายของรัฐบาล มันไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

            เพราะความคิดแบบนี้กระมังจึงทำให้นักการเมืองไทยในรุ่นหลัง ๆ ต่อมากลายเป็นนักการเมืองที่ไม่ยึดถือหลักการใด ๆ ทำเอาแต่สิ่งที่จะเอื้อประโยชน์เฉพาะหน้า โดยไม่คำนึงถึงอนาคตว่าจะเกิดความวิบัติใด ๆ กับชาติบ้านเมืองและลูกหลานของตน

            ชัยชนะในการชุมนุมประท้วงครั้งนี้นับว่าเป็นชัยชนะใหญ่และเป็นประสบการณ์ใหม่ของขบวนการนิสิตนักศึกษาไทยหลังยุค 25 พุทธศตวรรษ

            เพราะเป็นการเคลื่อนไหวร่วมกันของนิสิตนักศึกษาหลายมหาวิทยาลัย โดยมีประชาชนเข้าร่วมด้วย เป็นการชุมนุมประท้วงข้ามวันข้ามคืนเป็นครั้งแรกหลังจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถูกยึดครอง และเป็นการชุมนุมประท้วงที่ยาวนานข้ามวันข้ามคืนเป็นเวลาถึง 3 วัน ทั้งได้ก่อเกิดรูปแบบการชุมนุมประท้วงที่เป็นแบบอย่างให้แก่การเคลื่อนไหวในระยะหลัง คือมีทั้งอภิปราย ปราศรัย อ่านบทกวี เล่นละคร ลิเก ลำตัด

            ซึ่งถือได้ว่านี่คือการสร้างสรรค์รูปแบบที่มีการนำเอาพลังอำนาจทางวัฒนธรรมเข้ามาประสมประสานในการเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่านี่คือสิ่งที่จุดประกายความคิดให้เกิดเพลงเพื่อชีวิตขึ้นมาในชั้นหลัง

            ที่สำคัญที่สุดจากเรื่องนี้ก็คือการก่อตัวขึ้นของระบบการประสานงานระหว่างแกนนำนักศึกษา ระหว่างสถาบันการศึกษาต่างๆ ซึ่งพัฒนาเติบใหญ่ไปโดยลำดับ กระทั่งก่อตัวเป็นศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ที่มีบทบาทนำในการเคลื่อนไหวเดือนตุลาคม 2516.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘