ตอนที่ 68. วิถีชีวิตที่ผกผัน

ที่ว่าเพราะเหตุที่ผมได้พบกับท่านบุศย์ ขันธวิทย์ มหาบัณฑิตสิบประโยคแล้ว ทำให้วิถีชีวิตของผมจากเด็กบ้านนอกคนหนึ่ง ผันแปรเปลี่ยนแปลงไปจนคาดคิดไม่ถึงนั้น ก็เพราะว่าได้อาศัยภูมิวิทยาปัญญาคุณของท่านผู้นี้ จึงทำให้ผมได้รับประสบการณ์และส่งผลต่ออนาคตชนิดที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลย

            เพราะไม่เพียงแต่จะได้ฝึกฝนในเรื่องหลักกฎหมายพื้นฐานต่าง ๆ การร่างเอกสาร หรือนิติกรรมสัญญาต่าง ๆ ตลอดจนหลักวิชาว่าด้วยข้อเท็จจริงซึ่งเป็นหัวใจของอาชีพทนายความแล้ว ผมยังได้เรียนรู้ถึงเทคนิคในการทำหน้าที่ของทนายความอย่างลึกซึ้ง

            ถึงขนาดที่กล่าวได้ว่าหากไม่ได้เรียนรู้เรื่องราวเหล่านี้จากท่านบุศย์ ขันธวิทย์ แล้ว อย่างมากที่สุดชีวิตเด็กบ้านนอกคนหนึ่งก็จะประสพความสำเร็จได้แค่การเป็นทนายความธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น

            อยู่มาวันหนึ่ง ในขณะที่ผมไปพบท่านที่ปรึกษากฎหมายที่บ้านราชวัตร หลังจากได้เล่นหมากรุกและสนทนาธรรมในหัวข้อธรรมต่าง ๆ เป็นช้านาน จนถึงเวลาที่จะต้องนั่งพักแล้ว ท่านที่ปรึกษาก็ได้ปรารภว่าคนเราเกิดมาทั้งทีชีวิตหนึ่ง ควรจะได้ตั้งเข็มทิศไปสู่เป้าหมายของชีวิตให้แน่นอน จะได้ไม่วอกแวกหวั่นไหว และไม่หลงทิศผิดทาง ทำให้เสียเวลาของชีวิตไปโดยเปล่าประโยชน์

            แล้วท่านก็ถามว่าชีวิตของผมนี้ต้องการเป็นอะไร? ผมก็ตอบไปโดยไม่ลังเลว่าอยากจะเป็นทนายความ เพราะมีความฝังใจมาแต่น้อยที่พ่อถูกเจ้าหน้าที่ข่มเหงรังแกแกล้งจับกุมหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์

            ท่านบุศย์ ขันธวิทย์ ได้ฟังดังนั้นก็ยิ้ม แล้วบอกว่าลุงเห็นด้วย เพราะเมื่อมุ่งมั่นมาถึงขนาดนี้แล้ว ก็ต้องทำหน้าที่ของชีวิตไปอย่างเด็ดเดี่ยว ก็จะถึงที่หมายแห่งความสำเร็จได้ การเปลี่ยนแปลงอย่างง่าย ๆ หรือเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์จะต้องเริ่มต้นกันใหม่ ทำให้เสียเวลา

            แล้วว่าพระพุทธเจ้าท่านสอนมงคลชีวิตในข้อที่สามไว้ว่า ปฏิรู ปะเทสะวาโส เอตัมมัง คะละมุตตัมมัง ซึ่งแปลว่าการอยู่ในประเทศที่เหมาะแก่ตนเป็นมงคลสูงสุด หมายความว่าการตั้งหลักปักฐานที่ไหนอันเหมาะแก่ตนอย่างหนึ่ง การอยู่ในสังคมไหนที่เหมาะและเอื้อต่อความเจริญรุ่งเรืองแก่ตนอย่างหนึ่ง และการประกอบสัมมาอาชีพใดจึงจะเหมาะแก่ตนอีกอย่างหนึ่ง ทั้งสามประการนี้คือมงคลอันสูงสุดของชีวิต หากใครปฏิบัติได้ก็ย่อมถึงซึ่งความมงคล ไม่พ่ายแพ้ใคร จะมีชัยชนะในที่ทั้งปวง จะเป็นที่รักแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

            ผมฟังคำท่านที่ปรึกษาด้วยความสนใจและนอบน้อม ประหนึ่งศิษย์ที่ฟังธรรมคำสอนของพระอาจารย์ผู้ใหญ่ฉะนั้น ท่านที่ปรึกษาก็ยิ่งมีน้ำใจเมตตาว่านักเรียนกฎหมายที่แม้ยังเรียนไม่จบ แต่มีความใส่ใจในวิถีชีวิตและพูดจากันรู้เรื่อง

            ท่านที่ปรึกษาได้ให้คำมั่นสัญญาว่าลุงเคยเป็นทนายความมาก่อนและเป็นทนายความที่ประสพความสำเร็จในบางนั้น ไม่ว่าจะว่าความสู้กับทนายผู้ใหญ่ชั้นไหน ลุงก็ไม่เคยแพ้ใคร แล้วถามว่ารู้ไหมว่าปมเงื่อนอยู่ที่ตรงไหน ผมก็บอกว่ากำลังตั้งหน้าฟังคำลุงอยู่นี่แหละ

            ท่านบุศย์ ขันธวิทย์ บอกว่าอันความยุติธรรมนั้นใครเข้าถึงธรรม แสดงธรรมได้ ชูธรรมให้ชัดเจน เป็นที่ประจักษ์ จนผู้พิพากษาตุลาการเห็นว่าเป็นฝ่ายที่ชอบธรรมแล้ว ก็จะครองใจผู้พิพากษาตุลาการ และเป็นปฐมเหตุแห่งชัยชนะ

            ท่านเตือนว่าผู้พิพากษาตุลาการโดยทั่วไปมีน้ำใจเป็นธรรม เข้าใจโลก เข้าใจธรรม และถือธรรมเป็นใหญ่ ไม่ชอบสิ่งที่ไม่เป็นธรรม พิทักษ์ปกป้องสิ่งที่เป็นธรรม ความยากจึงอยู่ที่จะทำอย่างไรจึงจะเป็นฝ่ายที่เป็นธรรม ซึ่งต้องใส่ใจหาข้อเท็จจริง หาเหตุหาผลให้หนักแน่น แล้วหาจังหวะโอกาสแสดงข้อเท็จจริงและเหตุผลเหล่านั้นให้ประจักษ์

            ท่านได้เล่าเรื่องราวแต่หนหลังเกี่ยวกับคดีความต่าง ๆ เป็นนิทรรศน์อุทาหรณ์มากมายหลายเรื่อง ซึ่งหลายเรื่องผมก็ได้จดจำแบบอย่างมาประพฤติปฏิบัติในภายหลังได้เป็นอย่างดี

            คุณบุศย์ ขันธวิทย์ กล่าวด้วยความมั่นใจว่าเมื่อผมมีความตั้งใจมั่นคงเช่นนี้ ท่านก็เต็มใจที่จะทำนุบำรุงพร่ำสอนวิชาทนายความให้ ขอให้ตั้งใจฝึกให้ดี ในเวลาแค่สองปีท่านจะฝึกให้มีความรู้ความสามารถเสมอด้วยคนอื่นที่เขาฝึกสิบปี

            นั่นคือการประกาศเจตนารับผมเป็นศิษย์ และผมก็กราบฝากตัวเองขอเป็นศิษย์ร่ำเรียนวิชาเชิงความจากท่าน และนับแต่นั้นมาทุกวันหลังจากเลิกงานหรือเลิกเรียนแล้ว ผมก็จะเดินทางไปที่บ้านของท่าน

            ไปคุยเรื่องธรรมะ เล่นหมากรุก จนเป็นที่ผ่อนคลายแล้ว ก็ร่ำเรียนวิชาเชิงความอันเป็นวิชาทนายความโดยเฉพาะ ตั้งแต่วิชาข้อเท็จจริง วิชาแห่งเหตุและผลสามัญ การใช้กฎหมายทั้งที่เป็นแม่บทหลัก ทั้งที่เป็นข้อยกเว้น และทั้งที่เป็นข้อยกเว้นของข้อยกเว้น

            จากนั้นท่านบุศย์ ขันธวิทย์ ก็สอนถึงวิธีการสรุปข้อเท็จจริง สอนวิธีเขียนคำฟ้อง คำให้การ คำฟ้องแย้ง ตลอดจนคำคู่ความและเอกสารที่เกี่ยวกับคดีทุกประเภท และที่ท่านเน้นย้ำมากที่สุดก็คือสิ่งที่เรียกว่าลูกไม้เชิงความ

            ท่านบอกว่าการเขียนคำคู่ความธรรมดาได้ใคร ๆ ก็ทำได้ การไปศาลและซักความก็เป็นเรื่องที่ทนายความทั่วไปก็ทำได้ หากทำได้แค่นั้นจะวิเศษวิโสกว่าคนอื่นได้อย่างไร

            จากนั้นท่านก็สอนเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาในเรื่องการร้องสอด ทำให้ผมเข้าใจประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ในมิติของการใช้กฎหมายอย่างล้ำลึกได้ตั้งแต่บัดนั้น

            เมื่อเข้าใจเรื่องร้องสอดและทำเป็นแล้ว ก็เป็นการง่ายในการเรียนเรื่องการฟ้องแย้ง การร้องขัดทรัพย์ การร้องขอส่วนแบ่ง และอื่น ๆ ที่สำคัญคือการเรียกร้องให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งรับรองข้อเท็จจริง การท้ากันในศาล การเผชิญสืบ ตลอดจนกระบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์ ฎีกา และในชั้นบังคับคดี

            เพียงแค่สองปีจริง ๆ ผมก็ได้ร่ำเรียนวิชาเชิงความได้อย่างกว้างขวางลึกซึ้งและทำหน้าที่ทนายความได้เป็นอย่างดี

            ราว 5 ปีหลังจากนั้นเกิดคดีดังเรื่องหนึ่งขึ้นในประเทศ คือคดี รพช. ซึ่งเป็นคดีเนื่องจากโครงการเงินกู้ของรัฐบาลไทยที่กู้เงินต่างประเทศมาก่อสร้างถนนร้อยกว่าสายในประเทศไทยแล้วเกิดปัญหาขึ้น

            คุณชะลอ วะนะภูติ สหายเก่าของท่านบุศย์ ขันธวิทย์ ในฐานะปลัดกระทรวงมหาดไทยถูกลูกหลงตกเป็นจำเลยในคดีนี้ด้วย แล้วไปหาท่านบุศย์ ขันธวิทย์ ให้ช่วยหาทนายความให้ ท่านก็แนะนำให้ผมเป็นทนายความ คุณชะลอ วะนะภูติ ก็มาพบผมที่สำนักงาน คุยกันได้ไม่กี่คำ คุณชะลอ วะนะภูติ ก็บอกว่าวันนี้รีบไปธุระ จะขอกลับไปก่อน แล้วจะนัดมาใหม่

            ผมเพิ่งทราบในภายหลังว่าหลังจากวันนั้นแล้ว คุณชะลอ วะนะภูติ ได้ไปหาท่านบุศย์ ขันธวิทย์ แล้วปรารภว่าทนายความที่พี่บุศย์หาให้ผมนั้นเป็นเด็กละอ่อนนักหนา ไหนเลยจะว่าความคดีใหญ่ที่มีทุนทรัพย์ร่วมพันล้านบาทได้

            ท่านบุศย์ ขันธวิทย์ ก็ยืนยันว่าคน ๆ นี้แหละเหมาะสมแล้ว เป็นเด็กก็จริง แต่วิชาความรู้หาใช่เด็กไม่ ไว้คอยดูเมื่อขึ้นศาลก็จะรู้ว่ามีความสามารถที่จะทำคดีนี้ให้ชนะได้อย่างไร แล้วก็ปลอบใจคุณชะลอ วะนะภูติ ว่าเราคบหากันมาช้านาน จะไม่แนะนำในสิ่งใดที่เสียหาย หรือขัดขวางความสำเร็จให้เป็นอันขาด คุณชะลอ    วะนะภูติ ได้ฟังดังนั้นก็ว่าเมื่อพี่บุศย์มั่นใจอย่างนี้ เอาไงก็เอากัน

            หลังจากนั้นคุณชะลอ วะนะภูติ ก็มาหาผมอีก แล้วเล่าความเป็นมาแห่งคดีพร้อมเอกสารหลักฐานทั้งปวง รวมทั้งตกลงค่าทนายเป็นที่เรียบร้อย

            คดีเรื่องนี้เป็นคดีใหญ่มากในยุคนั้น สื่อมวลชนทุกสำนักรายงานข่าวไม่เว้นแต่ละวัน เพราะไม่เพียงแต่เป็นเรื่องใหญ่และทุนทรัพย์สูง แต่ผู้เกี่ยวข้องล้วนเป็นคนเด่นคนดังของสังคมไทย และทนายความของจำเลยแต่ละคนก็ล้วนเป็นผู้มีชื่อเสียงทั้งสิ้น

            คดีนี้มีจำเลย 6 คน ผมเป็นทนายจำเลยที่ 6 ซึ่งต้องซักความโดยเฉพาะการซักค้านเป็นคนสุดท้าย และถ้าว่าปกติแล้วทนายจำเลยคนอื่น ๆ จะซักความจนถี่ถ้วน แทบจะไม่มีประเด็นอะไรเหลือตกมาถึงผมอีก ซึ่งทุกคนต่างก็คิดและเข้าใจเช่นนั้น

            ปรากฏว่าพอเอาเข้าจริง ผมเป็นคนซักค้านหลังสุด แต่ซักหนักหน่วงที่สุด ซักไซร้ไล่เลียงอย่างละเอียดถี่ถ้วน จนกระทั่งจำเลยคนอื่น ๆ และทนายจำเลยคนอื่น ๆ รวมทั้งผู้พิพากษาก็รู้สึกสนุกสนานไปกับคดีนั้นด้วย

            หลังจากซักค้านครั้งแรกเพียง 3-4 นัด ทนายความอาวุโสที่เป็นทนายให้กับจำเลยอื่นได้ตกลงกับลูกความของตนให้จ้างผมเป็นทนาย และเป็นผู้ซักความแต่คนเดียว กลายเป็นว่าในที่สุดผมเป็นทนายคนเดียวของจำเลยทั้ง 6 คน และคดีนั้นฝ่ายจำเลยก็ชนะทั้งสามศาล

            การว่าความในคดีเรื่องนี้ทำให้ผมมีชื่อเสียงขึ้นในกระทรวงมหาดไทย เพราะเรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในกระทรวงมหาดไทย และหากฟังข่าวจากสื่อมวลชนแล้วก็จะโน้มใจเชื่อตามไปว่าพวกจำเลยเป็นฝ่ายผิด เมื่อกลับเป็นฝ่ายชนะจึงเป็นเรื่องโด่งดังในยุคนั้น

            ลำหักลำโค่นในการดำเนินคดีและความครึกครื้นในการซักความได้เป็นที่เล่าขานต่อไปในกระทรวงมหาดไทย ทำให้การสืบพยานหลายนัดมีข้าราชการกระทรวงมหาดไทยมานั่งฟังคดีกันเป็นจำนวนมาก และเพราะคดีนี้ก็ได้ทำให้ผมได้รับว่าความคดีอื่น ๆ ที่ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยหรือพรรคพวกมีคดีต่อมาอีกด้วย

            ผู้พิพากษาหลายท่านมักจะถามผมว่าอยู่สำนักงานทนายความไหน เป็นศิษย์ของใคร

            ครั้นบอกชื่อสำนัก ท่านผู้พิพากษาบางท่านก็ไม่รู้จัก บางท่านก็พยักหน้าเฉย ๆ แต่ทุกครั้งที่บอกว่าฝึกวิชากับคุณบุศย์ ขันธวิทย์ ท่าทีก็จะเปลี่ยนแปลงไปในทางชื่นชมเสมอ

            เพราะผู้พิพากษารุ่นนั้นจำนวนมากเคยเป็นลูกศิษย์หรือลูกน้องของท่านบุศย์ ขันธวิทย์ หรือไม่ก็นับถือในความยุติธรรม หรือคุณธรรม หรือจริยธรรม อันเป็นที่ประจักษ์ของท่าน จึงมีอานิสงส์เผื่อแผ่มายังศิษย์ผู้น้อยด้วย

            ท่านบุศย์ ขันธวิทย์ มิวิสัยเป็นครู ดังนั้นเมื่อมารับราชการที่ศาลแพ่งก็ได้ทำหน้าที่เป็นติวเตอร์หรือผู้ฝึกสอนให้กับผู้พิพากษาใหม่เป็นจำนวนมาก แม้แต่ท่านองคมนตรีธานินทร์ กรัยวิเชียร เมื่อครั้งเพิ่งกลับจากต่างประเทศและเป็นผู้พิพากษาใหม่ ๆ ก็เคยฝึกอยู่กับท่าน

            ท่านบุศย์ ขันธวิทย์ เล่าว่าท่านธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนักเรียนดี เป็นนักเรียนเก่ง เป็นนักเรียนนอก มีความรู้ล้ำลึกทั้งทางกฎหมาย ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ แต่ความที่เป็นนักเรียนดีและเป็นนักเรียนนอกจึงทำให้พอกลับมาจากต่างประเทศแล้วต้องเร่งเรียนรู้เรื่องราวของไทย ๆ มากขึ้นเป็นพิเศษ และท่านบุศย์ ขันธวิทย์ ก็ได้ทำหน้าที่นั้น

            ท่านบุศย์ ขันธวิทย์ เคยสั่งผมเอาไว้ว่าสืบไปเมื่อหน้าถ้าถูกข่มเหงรังแกและมีเรื่องเดือดร้อน ก็ให้ไปหาคุณธานินทร์ กรัยวิเชียร แล้วให้บอกว่าคุณบุศย์ ขันธวิทย์ สั่งฝากไว้ แต่กระนั้นถึงวันนี้กว่า 30 ปีแล้ว ผมก็ไม่เคยไปพบหรือไปรบกวนใด ๆ ท่านองคมนตรีธานินทร์ กรัยวิเชียร เลย

            ทั้งนี้มิใช่ยโสโอหัง แต่เพราะความเคารพในฐานะอันสูงส่งและคุณธรรมที่เป็นแบบอย่างของคนไทยในตัวท่าน ประกอบทั้งผมก็ไม่เคยถูกใครข่มเหงรังแกจนถึงระดับที่ต้องไปรบกวนท่าน แต่ก็ยังคงจำคำสั่งของผู้เป็นครูความอยู่เสมอ

            เมื่อครั้งที่ผมขึ้นว่าความครั้งแรกในชีวิต ก็รู้สึกตื่นเต้นเพราะต้องสวมครุยเนติบัณฑิต ต้องไปทำหน้าที่ทนายความโดยที่ไม่มีพี่เลี้ยงและโดยที่ไม่เคยฝึกจากสำนักงานทนายความไหนมาก่อนเลย ไม่เคยรู้ว่าพิธีกรรมในศาลว่าเป็นอย่างไร

            ในยุคนั้นผู้ที่จบการศึกษากฎหมายแล้ว หากจะเป็นทนายความก็ต้องไปฝากตัวอยู่กับสำนักงานทนายความก่อน ต้องติดตามทนายความรุ่นพี่ไปศาลอย่างน้อยก็สองปี เพื่อเรียนรู้กรรมวิธีปฏิบัติหน้าที่ของทนายความ แต่ผมไม่เคยฝึกเช่นนั้นเลย

            ผมเป็นคนขี้สงสัย จึงตั้งคำถามถึงเรื่องราวและกระบวนการตลอดจนพิธีการต่าง ๆ ในการทำหน้าที่ทนายความในศาล ท่านบุศย์ ขันธวิทย์ ก็แนะนำสั่งสอนทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วยังสั่งกำกับไว้ว่าคนเรานั้นมีครูอยู่กับตัว อย่าได้กลัวสิ่งใด มีอะไรก็ต้องอาศัยครู

            ในขณะที่ผมกำลังสงสัยอยู่ว่าครูที่อยู่กับตัวคืออะไร ท่านบุศย์ ขันธวิทย์ ก็บอกว่าครูที่อยู่กับตัวเราก็คือปากตัวเรานั่นแหละ มีปากอยู่กับตัวไม่ต้องกลัวใคร มีอะไรก็ถาม แต่ต้องเลือกถามผู้รู้ อยู่ว่าง ๆ ก็ตั้งคำถามเอากับตัวเองก็ได้ อะไรตอบได้ก็จะมีความชำนาญแม่นยำขึ้น อะไรที่ยังไม่รู้ก็จะได้แสวงหาความรู้ต่อไป ปากจึงเป็นครูที่อยู่กับตัว เป็นแต่ว่าคนทั่วไปไม่รู้ไม่เข้าใจจึงไม่ได้พึ่งพาอาศัยครู ซึ่งอยู่ดูแลตัวเราตั้งแต่เกิดจนตาย

            แล้วท่านก็ยังกำชับอีกว่าอาศัยปากอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องอาศัยความสังเกตและจังหวะจะโคนด้วย อะไรที่ยังไม่รู้ก็อย่าเพิ่งผลีผลาม เรื่องราวทั้งหลายในโลกนี้มีมากมายนัก เรียนไม่หมด ลุงเองก็บอกได้ไม่ครบ บางครั้งจะอาศัยครูที่อยู่กับตัวก็ไม่ทันการณ์ หรือยังไม่ทันที่จะถามใคร ปัญหาก็มาเผชิญหน้าแล้ว

            ท่านบุศย์ ขันธวิทย์ แนะนำว่าถ้ารู้จักใช้ความสังเกตให้ดี เพียงก้าวให้ช้าสักหน่อยหนึ่ง แล้วจับสังเกตสิ่งรอบตัวต่างๆ ก็จะรู้เองเห็นเองว่าเรื่องนั้นเป็นอย่างไรและจะต้องทำอย่างไร เพราะบางครั้งการถามอะไรใครต่อใครเรื่อยไปในกาละและเทศะที่ไม่สมควร ก็จะทำให้เสียผู้เสียคนหรือปล่อยไก่เอาง่าย ๆ

            แล้วท่านก็ติงให้ได้คิดว่า เราเป็นนักกฎหมาย เรื่องราวทั้งหลายล้วนมีบัญญัติไว้ในกฎหมาย จึงสามารถรู้เรื่องราวต่าง ๆ ได้มากกว่าคนอื่นอยู่แล้ว แต่กฎหมายก็ไม่สามารถบัญญัติให้ครอบคลุมเรื่องราวทั้งหลายในโลกได้ ยังมีช่องว่างอยู่

            แต่กฎหมายก็ปิดช่องว่างเหล่านั้นโดยบังคับว่าใครจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้ กรณีใดกฎหมายบัญญัติไว้แล้วต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้นั้น ส่วนกรณีใดที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้ก็ให้ถือหลักปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่กฎหมายกำหนด หรือแม้ในกรณีที่กฎหมายเขียนไว้ไม่ชัดเจน มีข้อเคลือบคลุมสงสัย กฎหมายก็ยังกำหนดว่าให้สันนิษฐานไว้ว่าอย่างไรหรือให้ตีความอย่างไร

            กฎหมายในทางแพ่งบัญญัติให้คนอ้างเป็นข้อต่อสู้ได้ว่าถูกหลอก ถูกลวง หรือถูกฉ้อฉลเอาเปรียบ แต่การอ้างเช่นนั้นไม่ใช่เรื่องดี เพราะแสดงว่าเป็นคนโง่ จึงถูกเขาหลอกได้ ดังนั้นการจะอ้างเรื่องเหล่านี้ก็ต้องดูลูกความให้ดีว่ามีฐานะอันควรที่จะอ้างว่าเป็นคนโง่ได้หรือไม่

            ท่านเล่าด้วยว่าท่านเคยมีลูกความคนหนึ่งเป็นคนโง่ขนาดหนัก สอนอะไรก็ไม่เข้าใจ เรื่องราวก็จำไม่ค่อยได้ ใช้เหตุผลก็ไม่เป็น ลูกความคนนี้มีคดีความแล้วไปหาทนายความหลายคน แต่ไม่มีใครรับว่าความให้ เพราะพูดจากันไม่รู้เรื่อง และเห็นว่ารับว่าความไปก็มีแต่ต้องพ่ายแพ้ เพราะลูกความเป็นคนโง่ จัดเป็นเหตุแพ้คดีประการหนึ่ง

            แต่ท่านรับว่าความคดีนั้น เคล็ดของเรื่องก็คือท่านให้ตัวความเล่าเรื่องที่ฝังใจในเรื่องนั้น แล้วท่านก็ใช้เรื่องนั้นแหละเป็นหลักในการต่อสู้คดี

            ปรากฏว่าเมื่อขึ้นศาล ทนายความอีกฝ่ายหนึ่งจะซักค้านอย่างไรก็ซักไม่แตกเพราะลูกความโง่คนนี้ยังคงยืนยันอยู่เรื่องเดียวเท่านั้น จะชักจะจูงจะซักไปทางไหนก็ไม่ไป และพฤติกรรมที่ปรากฏต่อหน้าศาล ศาลก็เมตตาเพราะเห็นว่าเป็นคนโง่จริง ๆ จึงสามารถอ้างความโง่เป็นข้อแพ้ชนะในคดีได้

            สิ่งที่ได้เรียนรู้จากท่านบุศย์ ขันธวิทย์ คือรากฐานอันสำคัญประดุจดังอาวุธอันคมกล้า และเฉียบขาดในการประกอบอาชีพทนายความ ซึ่งยากนักที่นักกฎหมายจะพานพบมหาบัณฑิตเช่นนี้ได้ เรื่องนี้จึงต้องนับว่าเป็นวาสนาประการหนึ่งของผม.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘