ตอนที่ 68. โจรปล้นควาย ไม่ร้ายเท่าโจรขายชาติ

 เตียวเจแม้จะเป็นหนึ่งในสี่ทหารเอกของตั๋งโต๊ะที่ร่วมการรัฐประหารกับลิฉุย กุยกีมาตั้งแต่ต้น และถูกลิฉุย กุยกี แย่งชิงอำนาจในเมืองหลวงไว้แต่เพียงสองคน มิหนำซ้ำยังขับไล่ไสส่งให้ออกไปอยู่เมืองฮองหลง แต่เตียวเจนั้นยังเป็นคนเห็นแก่พวก ไม่ผูกใจเจ็บถือพยาบาทเอากับเพื่อนร่วมการ ยอมทำตามใจพวกโดยไม่เคยปริปาก

            ครั้นเตียวเจทราบว่าลิฉุย กุยกี บาดหมางล้างผลาญกันเองจนเกิดเป็นจลาจลขึ้นในบ้านเมืองจึงยกทหารมาจากเมืองฮองหลงห้ามทัพของลิฉุย กุยกี ไม่ให้รบกันอีกต่อไปหวังจะสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แต่เตียวเจย่อมรู้ดีว่าคนแบบลิฉุย กุยกีนั้นจะพูดกันแต่ปากเปล่าย่อมไม่ได้ผล

            อันคนเรานั้นบ้างสามารถพูดจากันด้วยเหตุด้วยผล บ้างสามารถตกลงกันได้ด้วยผลประโยชน์ บ้างพูดจากันรู้เรื่องโดยอาศัยสุราเมรัยหรือสตรี แต่กับบางคนบางกลุ่มก็ต้องพูดกันด้วยกำลังและต้องเป็นกำลังอาวุธ และคนแบบลิฉุยกุยกีนั้นไม่อาจใช้วิธีพูดจากันให้รู้เรื่องด้วยประการอื่นนอกจากด้วยกำลังทหารเท่านั้น

            ดังนั้นเมื่อจะพูดจาให้ลิฉุย กุยกีเลิกรบกัน เตียวเจจึงต้องยกกำลังทหารจำนวนมากมาด้วย และแจ้งต่อทั้งสองคนว่าถ้าหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ทำตาม เตียวเจก็จะเข้าข้างอีกฝ่ายหนึ่ง ดังนี้แล้วการพูดจากับคนแบบลิฉุย กุยกีจึงจะไม่เป็นการเสียเวลาเปล่า

            ฝ่ายลิฉุยและกุยกีครั้นได้ทราบความที่เตียวเจแจ้งให้เลิกรบกันแล้ว ก็เกรงกำลังทหารของเตียวเจจึงยินยอมเลิกรบกันแต่โดยดี และปล่อยขุนนางที่กักขังไว้นั้น ดังนั้นเตียวเจจึงสั่งทหารให้รักษาค่ายไว้นอกเมืองให้มั่นคง แล้วทำหนังสือกราบบังคมทูล พระเจ้าเหี้ยนเต้ กราบทูลถวายรายงานให้ทรงทราบทุกประการ

            พระเจ้าเหี้ยนเต้ทรงทราบความตามคำกราบบังคมทูลแล้วทรงมีพระทัยยินดียิ่งนัก และทรงเห็นว่าเตียวเจทำความชอบไว้กับแผ่นดินจึงโปรดเกล้าแต่งตั้งให้เตียวเจเป็นขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายทหาร

            เตียวเจรับพระบรมราชโองการแต่งตั้งแล้วจึงเข้าเฝ้ากราบบังคมทูลว่า เมืองหลวงแห่งที่สองนี้ไม่เหมาะสมกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์  เพราะสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ที่ตั๋งโต๊ะได้ทำขึ้นนั้นบัดนี้ทรุดโทรม จึงขออัญเชิญเสด็จไปประทับชั่วคราวที่เมืองฮองหลง เพื่อบูรณะเมืองเตียงอันเป็นเมืองหลวงใหม่ต่อไป พระเจ้าเหี้ยนเต้ทรงเห็นชอบและโปรดให้เตียวเจยกทหารไปเมืองเตียงอันเพื่อทำการบูรณะให้สมบูรณ์ดังเดิม แล้วพระเจ้าเหี้ยนเต้จะเสด็จตามไปในภายหลัง

            เตียวเจรับรับสั่งแล้วก็ออกมายกทหารไปเมืองเตียงอัน ฝ่ายขุนนางต่าง ๆ ครั้นได้รับการปล่อยตัวแล้วก็พากันไปเข้าเฝ้าพระเจ้าเหี้ยนเต้กราบทูลว่าถ้าขืนอยู่ในเมืองนี้ต่อไปก็จะเป็นอันตราย เพราะลิฉุย กุยกี สองคนนี้ความคิดอ่านไม่อยู่กับร่องกับรอย และเชื่อถืออันใดไม่ได้ วันหนึ่งคิดอย่างหนึ่งทำอย่างหนึ่ง เปลี่ยนแปลงไปทุกวันเวลา ดังนั้นหากเปลี่ยนความคิดขึ้นในวันเวลาใด อันตรายก็จะเกิดขึ้นอีก

            บรรดาขุนนางเหล่านั้นจึงร่วมกันกราบบังคมทูลอัญเชิญเสด็จพระเจ้าเหี้ยนเต้ให้ไปประทับที่เมืองฮองหลงก่อนเป็นการชั่วคราว พระเจ้าเหี้ยนเต้ฟังคำกราบบังคมทูลแล้วก็ทรงเห็นตาม จึงรับสั่งให้จัดขบวนเสด็จ แล้วเสด็จออกจากเมืองหลวงแห่งที่สองจะไปยังเมืองฮองหลงพร้อมด้วยขุนนางข้าราชการทั้งปวง

            ครั้นขบวนเสด็จเคลื่อนมาถึงเชิงสะพานแห่งหนึ่งก็ถูกทหารของกุยกีสกัดไว้ เนื่องจากได้รับคำสั่งจากกุยกีให้มาตั้งมั่นรักษาสะพาน เพื่อป้องกันมิให้ทหารกองอื่นๆ ของลิฉุยยกเข้ามาช่วยลิฉุยได้

            บรรดาขุนนางเห็นทหารของกุยกีคุมสะพานกั้นขบวนเสด็จไว้จึงเข้าไปเจรจาแจ้งความให้ทราบว่านี่เป็นขบวนเสด็จของฮ่องเต้ พวกเจ้ามาขัดขวางไว้จะเป็นกบฏหรือ

            ความจริงบรรดาขุนนางเหล่านั้นเห็นทหารมาสกัดอยู่บนสะพานข้างหน้าต่างก็มีความตกใจ แต่ทำใจดีสู้เสือเพราะเห็นว่าเป็นทหารชั้นผู้น้อย ย่อมมีความยำเกรงในพระบารมี จึงใช้วิชาเจรจาของขุนนางกล่าวความใหญ่ขู่ว่าการขวางขบวนเสด็จเป็นการกบฏ

            ทหารของกุยกีซึ่งรักษาสะพานอยู่นั้นได้รับคำสั่งมาแต่เพียงให้มาสกัดกองทหารอื่น ๆ ของลิฉุย ไม่คิดว่าจะมีขบวนเสด็จผ่านมาทางนี้ ก็เกิดความลังเลแต่ด้วยความเป็นทหารอาชีพและเกรงในพระบารมีของฮ่องเต้ แต่ไม่แน่ใจว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องลวงจึงถามว่าถ้าเช่นนั้นฮ่องเต้อยู่ที่ไหน

            พระเจ้าเหี้ยนเต้ประทับอยู่ในรถพระที่นั่ง ทรงสดับคำโต้ตอบของทหาร       กุยกีแล้วจึงทรงเปิดมู่ลี่รถพระที่นั่งแล้วโบกพระหัตถ์ให้กับทหารของกุยกี ฝ่ายทหารของกุยกีเห็นพระเจ้าเหี้ยนเต้ประทับอยู่ในรถพระที่นั่งก็ตกใจ รีบคุกเข่าลงถวายบังคมแล้วถอยลงมาจากสะพานเปิดทางให้ขบวนเสด็จผ่านไป แล้วไปที่ค่ายของกุยกีรายงานความให้กุยกีทราบ

            กุยกีทราบความแล้วก็โกรธหาว่าทหารของตัวไม่ฟังคำสั่ง ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีคำสั่งให้สกัดขบวนเสด็จแต่ประการใด จึงสั่งประหารทหารที่รักษาสะพานนั้นเสีย แล้วรีบยกทหารตามขบวนเสด็จไป

            ฝ่ายเอียวฮองซึ่งหนีจากลิฉุยเพราะคบคิดกับซองโกสังหารลิฉุยไม่สำเร็จ แล้วไปตั้งมั่นอยู่ที่เนินเขาแห่งหนึ่ง ครั้นได้ทราบว่าพระเจ้าเหี้ยนเต้เสด็จออกจากเมืองหลวงแห่งที่สองจะไปยังเมืองฮองหลง ก็ยกทหารมาเพื่อถวายการอารักขา

            เอียวฮองและทหารยกมาใกล้ขบวนเสด็จก็เห็นทหารของกุยกียกไล่ตามขบวนเสด็จมาจึงเข้าสกัดไว้ ทั้งสองฝ่ายได้ต่อสู้กันเป็นสามารถ ซิหลงทหารของเอียวฮองเห็นซุยยงทหารของกุยกีรบฝ่าเข้ามาหาเอียวฮองจึงชักม้าเข้าสกัดซุยยงไว้ รบกันได้สามเพลงซิหลงก็ใช้ขวานฟันซุยยงตกม้าตาย ทหารของเอียวฮองได้ทีก็ไล่โจมตีทหารของกุยกีแตกพ่ายไป

            เอียวฮองจึงพาซิหลงและทหารมาเข้าเฝ้าพระเจ้าเหี้ยนเต้ ถวายบังคมกราบทูลรายงานแล้วพระเจ้าเหี้ยนเต้ทรงขอบใจ และรับสั่งให้เอียวฮอง ซิหลง และทหารที่ยกมานั้นอารักขาขบวนเสด็จ

            ครั้นรุ่งเช้ากุยกีได้รวบรวมทหารจำนวนหนึ่ง จึงยกตามมาอีกหวังจะจับตัวพระเจ้าเหี้ยนเต้ กุยกียกทหารทันขบวนเสด็จจึงให้เข้าล้อมขบวนเสด็จไว้ ในขณะนั้นตังสินขุนนางในพระเจ้าเหี้ยนเต้ได้รวบรวมทหารที่มีความจงรักภักดีต่อราชสำนักได้จำนวนหนึ่งได้ทราบข่าวการเสด็จของพระเจ้าเหี้ยนเต้จึงยกทหารตามมา ครั้นเห็นทหารของกุยกีล้อมขบวนเสด็จอยู่ จึงสั่งทหารให้ล้อมทหารของกุยกีไว้อีกชั้นหนึ่ง

            เอียวฮอง ซิหลงและทหารซึ่งอารักขาขบวนเสด็จและตกอยู่ในวงล้อมชั้นใน ครั้นเห็นตังสินและทหารล้อมทหารกุยกีไว้อยู่ชั้นนอกจึงตีกระหนาบทหารของกุยกีออกมา ในขณะที่ทหารของตังสินก็ตีกระหนาบเข้าไป ทหารของกุยกีถูกตีกระหนาบพร้อมกันทั้งสองด้านจึงแตกพ่ายไปอีกครั้งหนึ่ง

            ตังสิน เอียวฮอง และซิหลง จึงพากันไปเข้าเฝ้า พระเจ้าเหี้ยนเต้ทอดพระเนตรเห็นตังสินซึ่งเป็นขุนนางที่ทรงสนิทสนมก็ทรงพระกันแสง และทรงเล่าความยากลำบากให้ตังสินฟังทุกประการ

            ตังสินกราบบังคมทูลว่ากุยกีแตกไปครั้งนี้คงจะไปรวบรวมทหารยกตามมาอีก และดีร้ายลิฉุยก็อาจจะยกตามมาเช่นเดียวกัน จึงกราบบังคมทูลให้รีบเสด็จพระราชดำเนิน พระเจ้าเหี้ยนเต้ทรงเห็นชอบด้วย จึงมีรับสั่งให้เคลื่อนขบวนเสด็จรีบเดินทางทั้งกลางวันและกลางคืนจนถึงเมืองฮองหลง

            ครั้นถึงเมืองฮองหลงแล้วบรรดาขุนนางที่ตามมาในขบวนเสด็จเห็นสภาพเมืองฮองหลงแล้วก็เปลี่ยนความคิด และพากันเข้าไปกราบบังคมทูลว่าเมืองฮองหลงเป็นเมืองเล็กนัก ทหารรักษาเมืองก็น้อย เกรงว่าถ้าหากลิฉุย กุยกี ยกตามมาก็จะไม่สามารถรับมือกับลิฉุย กุยกีได้ และเสนอให้เสด็จไปประทับที่เมืองเตียงอัน

            ความคิดของเหล่าขุนนางขี้ขลาดเหล่านี้เกิดจากความขี้ขลาดตาขาวโดยแท้ เพราะเมืองฮองหลงถึงจะเป็นเมืองเล็ก แต่ก็มีกำแพงเมือง ทั้งทหารที่พอมีอยู่บ้างก็พอที่จะรักษาเมืองเอาไว้ได้ และสามารถออกหมายรับสั่งเรียกเจ้าเมืองอื่น ๆ ให้มาช่วยป้องกันและกำจัดลิฉุย กุยกีได้ แต่กลับไม่คิด โรคกลัวตายขึ้นสมอง ปิดบังสติปัญญาไว้สิ้น คิดแต่จะหนีท่าเดียว พระเจ้าเหี้ยนเต้ฟังคำขุนนางขี้ขลาดเหล่านั้นแล้วทรงเห็นชอบ จึงเคลื่อนขบวนเสด็จออกจากเมืองฮองหลงจะไปเมืองเตียงอัน

            ฝ่ายลิฉุยครั้นทราบว่าพระเจ้าเหี้ยนเต้เสด็จไปเมืองฮองหลงและกุยกียกทหารไล่ตามไปก็เกรงว่าถ้าหากกุยกีควบคุมพระเจ้าเหี้ยนเต้แล้วยึดอำนาจเหมือนกับที่ตัวเคยกระทำมาก่อน จึงรีบยกทหารมาเมืองฮองหลง มาพบเข้ากับกุยกีและทหารที่แตกหนีมา กุยกีจึงเล่าความให้ลิฉุยฟังทุกประการ

            สองเสือที่เคยรบกันอย่างบ้าคลั่ง มาบัดนี้เห็นว่าการที่เอียวฮอง ตังสิน ได้เข้าถวายการอารักขาขบวนเสด็จทำให้อำนาจรัฐหลุดลอยจากน้ำมือตัว และถ้าหากปล่อยให้ขบวนเสด็จไปถึงเมืองเตียงอัน ก็จะสมทบเข้ากับทหารของเตียวเจ พระเจ้าเหี้ยนเต้ก็จะตั้งหลักได้ อันตรายก็จะเกิดแก่ทั้งสองคน ผลประโยชน์จึงกลับมาสมกันอีกครั้งหนึ่งที่จะต้องชิงเอาพระเจ้าเหี้ยนเต้จากการถวายอารักขาของเอียวฮองและตังสิน

            ดังนั้นทั้งสองเสือจึงทำความตกลงกันว่าจะร่วมกันทำการอีกครั้งหนึ่ง โดยจะจับพระเจ้าเหี้ยนเต้ฆ่าเสีย ผลประโยชน์และทรัพย์สมบัติที่ได้มาก็จะแบ่งกันฝ่ายละครึ่ง

            ข้อตกลงของลิฉุย กุยกีในครั้งนี้เป็นข้อตกลงที่ไม่คำนึงถึงฐานะตำแหน่งขุนนางอีกต่อไป และเป็นข้อตกลงของโจรที่จะปล้นชิงเอาทรัพย์สมบัติต่าง ๆ มาแบ่งปันกัน  ไม่ต่างกระไรกับนักการเมืองในปัจจุบันที่บริหารบ้านเมืองโดยมิได้คำนึงถึงประโยชน์สุขของประเทศชาติและราษฎร คิดแต่จะขายชาติ ปล้นชาติและราษฎร แบ่งผลประโยชน์กันเท่านั้น

            คนถ่อยทั้งสองทำความตกลงกันแล้วก็ร่วมมือกันยกทหารตามขบวนเสด็จไป ยกไปถึงตำบลใดก็เข้าปล้นสดมภ์ชิงเอาทรัพย์สินของราษฎรตำบลนั้น แล้วแบ่งสรรปันส่วนกันฝ่ายละครึ่ง กองโจรของลิฉุย กุยกี ได้ปล้นราษฎรราบคาบไปตลอดทาง จึงทำให้การไล่ตามขบวนเสด็จล่าช้าลง

            ฝ่ายตังสิน เอียวฮอง ครั้นได้ทราบข่าวว่าลิฉุย กุยกี ยกทหารไล่ตามมาอีก จึงจัดทหารจำนวนหนึ่งให้รีบนำขบวนเสด็จรีบเคลื่อนไป ส่วนตังสินและเอียวฮองหยุดกองทหารไว้เตรียมสกัดลิฉุย กุยกี

            ครั้นกองทหารของลิฉุย กุยกี ตามมาถึง ทั้งสองฝ่ายได้รบพุ่งกันเป็นสามารถ ทหารของตังสิน เอียวฮองน้อยกว่าก็ถอยร่น ตังสินและเอียวฮองเห็นเช่นนั้นจึงให้ทหารรบถ่วงเวลาไว้ ส่วนตังสินกับเอียวฮองรีบตามขบวนเสด็จไป ทันขบวนเสด็จแล้วนำขบวนเสด็จยกไปทางด้านเหนือ

            ทหารของตังสิน เอียวฮอง รบถ่วงเวลาไว้จนค่ำก็พากันหนีตามขบวนเสด็จไป ทหารของลิฉุย กุยกีเห็นเวลาค่ำลงแล้วก็ยกทหารเข้าไปในเมืองฮองหลง แย่งกันปล้นทรัพย์สินของราษฎรเมืองฮองหลงแล้วแบ่งกันฝ่ายละครึ่งตามข้อตกลง รุ่งเช้าก็รีบตามขบวนเสด็จไป

            ฝ่ายตังสินกับเอียวฮองนำขบวนเสด็จมาระยะหนึ่งแล้วปรึกษากันว่าการจะหนีอย่างเดียวคงจะไปไม่ตลอด จะต้องเกลี้ยกล่อมลิฉุย กุยกีอีกครั้งหนึ่งและต้องเสริมกำลังอารักขาขบวนเสด็จเพิ่มขึ้น

            ทั้งสองขุนนางเห็นชอบพร้อมกันและได้ทราบข่าวว่าในท้องถิ่นนี้มีกลุ่มโจรสามกลุ่มคือกลุ่มของหันเซียม, ลิงัก และโฮจ๋าย มีกำลังเป็นจำนวนมาก จึงให้ทำหมายรับสั่งเรียกนายโจรทั้งสามให้เข้ามาถวายอารักขาและนิรโทษกรรมความผิดที่มีมาแต่ก่อน และให้แต่งหมายรับสั่งเกลี้ยกล่อมลิฉุย กุยกีให้ร่วมกันบริหารบ้านเมืองอีกครั้งหนึ่ง

            นายโจรทั้งสามกลุ่มครั้นได้รับหมายรับสั่งแล้วมีความปลาบปลื้มในพระมหากรุณาธิคุณ จึงพากันยกกำลังมารับเสด็จ พระเจ้าเหี้ยนเต้จึงโปรดให้โจรกลับใจทั้งสามกลุ่มถวายการอารักขา

            ตรงกันข้ามกับลิฉุย กุยกี ได้รับหนังสือรับสั่งแล้วไม่ยอมทำตาม เพราะบัดนี้ทั้งลิฉุย กุยกีหมดสิ้นความสำนึกในความเป็นขุนนางแล้ว มีแต่ใจโจรโฉดเข้าสิงใจ จนไม่สามารถเปลี่ยนความคิดจิตใจได้อีกต่อไป เหมือนกับนักการเมืองที่ขายชาติและปล้นชาติจนเสียสติ ไม่สามารถยั้งคิดหรือสำนึกในความผิดชอบชั่วดีอีกต่อไป

            ส่วนโจรกลับใจนั้นเล่า ใครจะหยั่งคาดจิตใจโจรได้ แต่ยามสิ้นท่าจนตรอกจำเป็นต้องเกี่ยวข้องด้วยแล้ว คบกับโจรท้องถิ่นที่กลับใจก็ยังดีเสียกว่าที่จะคบหรือเป็นพวกพ้องกับนักการเมืองที่ขายชาติ หรือปล้นชาติ.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘