ตอนที่ 67. ขุมทรัพย์อันล้ำค่า
ท่านที่ปรึกษากฎหมาย ท่านบุศย์ ขันธวิทย์ ถูกกล่าวขานโดยทั่วไปว่าเป็นมหาสิบประโยค ทั้ง ๆ ที่มหาเปรียญนั้นมีขั้นสูงสุดแค่เก้าประโยค ก็เพราะว่าท่านเป็นผู้มีความรู้ในพระธรรมวินัยอย่างกว้างขวางลึกซึ้ง สามารถอธิบายพระธรรมคำสอนได้อย่างหมดจดงดงาม บริสุทธิ์บริบูรณ์ทั้งในเบื้องต้น ในท่ามกลาง และในที่สุด
ท่านได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาหลายเรื่อง เช่นเรื่องศาสดาปฏิภาณ เป็นต้น
ท่านบุศย์ ขันธวิทย์ เป็นคนบ้านเดียวกับสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดราชประดิษฐ์ และเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่น้อย เคยได้รับคำพยากรณ์จากพระครูผู้ใหญ่ในจังหวัดอยุธยาตั้งแต่ตอนยังเด็ก ๆ ว่าทั้งสองท่านนี้จะมีศักดิ์เป็นถึงพระยา แต่จะเป็นพระยากันคนละด้าน
ในกาลต่อมาท่านบุศย์ ขันธวิทย์ ก็ได้ดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีผู้พิพากษาภาคอยู่หลายภาค และเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา หากเทียบศักดิ์ชั้นกับสมัยโบราณก็อาจเทียบได้กับชั้นพระยา ส่วนพระภิกษุผู้เพื่อนที่ได้ครองสมณศักดิ์ถึงชั้นสมเด็จก็อาจเทียบชั้นพระยาได้เหมือนกัน
หลังจากที่ได้เข้าไปพบแนะนำตัวกับท่านที่ปรึกษาเป็นครั้งแรกแล้ว ผมก็เพียรพยายามเข้าไปพบท่านทุกครั้งที่ท่านมาบริษัท และพยายามสรุปเรื่องราวต่าง ๆ เข้าไปปรึกษาทุกครั้งไป
ท่านได้สอนให้ผมฝึกหัดสรุปประเด็นของเรื่องแต่ละเรื่องและเหตุผลความเป็นมา ตลอดจนความที่จะเป็นไป พร้อมกับเสนอความเห็นของผมด้วย ซึ่งในตอนแรก ๆ ผมไม่รู้ทางความคิดก็ทำผิดทำถูก แต่พอนานวันเข้าก็เตรียมการได้ตามที่ท่านต้องการ ทำให้ได้รับคำปรึกษาที่ชัดเจนรวดเร็วและนำไปปฏิบัติได้โดยง่าย
แต่ผลที่ได้รับคือทำให้ผมรู้จักสรุปประเด็น ทำให้เข้าใจว่าประเด็นไหนเป็นประเด็นหลัก ประเด็นไหนเป็นประเด็นรอง เหตุผลที่มาและที่ไปของแต่ละประเด็นว่าเป็นประการใด ซึ่งนี่ก็คือรากฐานอันสำคัญของความเป็นนักกฎหมาย ที่บังเกิดประโยชน์ใหญ่หลวงกับผมในวันข้างหน้า เพราะนักกฎหมายจะเก่งได้ก็ต้องจับประเด็นได้เก่งและแม่นยำก่อน
จากนั้นท่านก็เน้นเรื่องการตรวจแก้เอกสาร รวมทั้งสัญญาต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องสัญญา ท่านไม่นิยมให้ร่างสัญญาอย่างยาว แนะนำให้ร่างอย่างสั้น ๆ แต่กำชับให้ศึกษาพิจารณาบทกฎหมายให้ชัดเจนก่อนว่าเรื่องไหนกฎหมายมีบัญญัติไว้แล้ว เรื่องไหนที่เปิดโอกาสให้คู่สัญญาตกลงกันเอง
เรื่องที่กฎหมายบัญญัติแล้ว ถ้าเป็นประโยชน์ก็ไม่ต้องเขียน แต่ถ้าเสียประโยชน์ก็อาจเขียนสัญญาเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้หากไม่ใช่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือขัดต่อกฎหมายอย่างชัดแจ้ง
ท่านที่ปรึกษาชี้แนะว่าเราเป็นนักกฎหมายไทยไม่จำเป็นต้องเอาอย่างนักกฎหมายฝรั่งที่เขาทำงานโดยคิดค่าจ้างตามเวลา ซึ่งต้องทำอะไรให้มากให้ยาวเข้าไว้ เราเป็นนักกฎหมายไทย ทำอะไรให้ได้ผลตามที่ต้องการ อย่าให้ยุ่งยากมากความ และทำให้คู่สัญญาสบายใจจะเป็นเรื่องดีที่สุด
เกี่ยวกับเอกสารนั้น ท่านพยายามแนะนำการใช้ภาษาไทยที่กระชับรัดกุมและชัดแจ้ง เว้นแต่จดหมายโต้ตอบที่ไม่เป็นเชิงทางการนัก ก็ให้ใช้โวหารต่าง ๆ ได้ตามความจำเป็น
ท่านชี้แนะว่าภาษาไทยของเราต่างกับภาษาชาติอื่น คือมีโวหารถึง 4 อย่างให้ใช้ ได้แก่ พรรณนาโวหาร สาธกโวหาร เทศนาโวหาร และอุปมาโวหาร หากรู้จักเลือกใช้ให้เหมาะสมก็จักเป็นประโยชน์แก่ความเข้าใจและจิตใจของผู้อ่านได้มาก เสียดายนักที่คนรุ่นหลังเหินห่างความเป็นศาสตร์และศิลป์ของภาษาไทยไปจนไกลลิบลับ จึงมิได้สัมผัสกับอรรถรสและความลึกล้ำของภาษาไทยเหมือนกับคนยุคก่อน
ท่านบอกว่าภาษาไทยเรามีคำ ๆ หนึ่งที่ต้องให้ความสนใจ คือคำว่าภาพพจน์ ซึ่งประกอบขึ้นจากคำว่า “ภาพ” และ “พจน์” ดังนั้นถ้าจะเขียนหนังสืออะไรก็ต้องเขียนให้เห็นทั้งภาพและทั้งพจน์ หรือถ้าจะพูดจาอะไรก็ต้องพูดจาให้เห็นทั้งภาพและพจน์
ท่านแนะว่านักภาษาที่เก่งเมื่อเขียนเรื่องเสือ อ่านแล้วก็จะรู้สึกเหมือนกับว่าเสือนั้นมีชีวิต กระโดดเผ่นโผนโจนทะยานไปในพงป่า เขียนถึงปลา อ่านแล้วก็จะรู้สึกเหมือนกับว่าปลาว่ายอยู่ในน้ำฉะนั้น
ที่ท่านแนะนั้นเป็นเรื่องง่าย แต่กว่าจะฝึกฝนอบรมได้ท่านก็เพียรแก้แล้วแก้อีก บางครั้งแก้ไขต้นร่างของผมเกือบหมด เป็นเวลาปี ๆ การแก้ไขจึงน้อยลง และไปสู่การไม่แก้ไขเลย
ผมรู้สึกได้ด้วยตนเองว่าการที่ได้รู้จักกับท่านบุศย์ ขันธวิทย์ มหาบัณฑิตสิบประโยคผู้นี้ทำให้ความรู้ของผมก้าวรุดหน้าไปอีกขั้นใหญ่ ๆ โดยเฉพาะขั้นของการใช้วิชาชีพกฎหมาย และเป็นผลให้การทำหน้าที่นักกฎหมายในบริษัทเป็นไปโดยราบรื่น
ยิ่งนานวันเข้าท่านที่ปรึกษาก็มีความไว้วางใจผมมากขึ้น ให้ความรัก ให้ความอบอุ่น ให้ความสนิทสนมมากขึ้น บางวันที่ท่านไม่มีรถมาบริษัทเองผมก็จะเป็นคนนั่งรถบริษัทไปรับ และนั่งรถบริษัทไปส่งกลับ
บางครั้งระหว่างสัปดาห์ บริษัทมีการงานเร่งด่วนที่ต้องขอคำวินิจฉัย ผมก็หอบเรื่องราวไปหาท่านถึงบ้าน เตรียมอ่านเรื่องทั้งหมดไว้ก่อน พอไปถึงก็สรุปเรื่อง ตั้งประเด็นปัญหา ท่านก็ให้คำวินิจฉัย ในบางครั้งท่านก็ขอดูเอกสารหลักฐานประกอบว่าเป็นจริงดังที่ผมสรุปหรือไม่
ถัดมา ๆ ท่านก็ฟังแต่คำสรุปและให้คำวินิจฉัย จึงทำให้การงานยิ่งสะดวกดายง่ายขึ้นเป็นอันมาก และผลที่เกิดขึ้นตามมาก็คือผมได้รู้เรื่องราวต่าง ๆ จากที่ได้อ่าน ที่ได้สรุป และที่ได้รับข้อวินิจฉัย
ท่านบุศย์ ขันธวิทย์ ท่านมีวิสัยเป็นครู ทุกครั้งที่มีการวินิจฉัยในเรื่องราวใด ๆ นอกจากวินิจฉัยในเรื่องนั้นแล้ว ท่านยังยกตัวอย่างเรื่องราวในอดีตให้ฟังเพื่อเทียบเคียง บางเรื่องก็ลึกซึ้งพิสดาร บางเรื่องก็แทบไม่น่าเชื่อ
ท่านบุศย์ ขันธวิทย์ บอกว่าเจ้าปีกผู้เป็นเพื่อนของผมนั้นมันหาว่าลุงเป็นคนแก่ ชอบเล่าแต่เรื่องความหลัง ที่ว่าลุงแก่นั้นจริงเพราะอายุล่วง 60 ปีมาแล้ว เข้าสู่วัยสัญญาสีหรือวัยส่องตะเกียง คือวัยของความเป็นผู้ให้แล้ว แต่ไม่ใช่พูดแต่เรื่องความหลังตามที่นึกอยากจะพูด ลุงจะพูดเรื่องความหลังก็แต่เฉพาะเรื่องที่เป็นเรื่องจริง ที่เป็นประโยชน์เทียบเคียงกับเรื่องราวที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งจะส่งเสริมความรู้ความเข้าใจให้ลึกซึ้งมากกว่าที่จะฟังแต่คำวินิจฉัยเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยลำพัง
ผมไปที่บ้านของท่านที่ปรึกษาแต่ละครั้งก็เห็นที่โต๊ะทำงานซึ่งตั้งอยู่ตรงชานด้านนอกมีกระดานหมากรุกวางอยู่เสมอ บางครั้งบนกระดานไม่มีตัวหมากรุก บางครั้งบนกระดานมีตัวหมากรุกวางอยู่ เหมือนหนึ่งว่ากำลังเดินหมากรุกค้างกันอยู่ แล้วมีอันธุระเกิดขึ้นจึงต้องละไว้เสียกลางคัน
เมื่อผมไปถึงบ้านของท่านก็รักที่จะไปนั่งที่โต๊ะหมากรุกก่อนเพื่อรอท่านเรียกหา แต่ท่านไม่ยอมมานั่งด้วย มักจะเรียกเข้าไปนั่งข้างในบ้าน หรือไม่ก็ที่โต๊ะอีกตัวหนึ่งซึ่งมีหนังสือวางอยู่เต็ม ซึ่งผมรู้สึกว่าท่านไม่มีความคิดหรือความอยากที่จะเล่นหมากรุกกับผมเลย
ผมไปนั่งที่โต๊ะหมากรุกทุกครั้งท่านก็เห็น ผมมองตัวหมากรุกที่วางอยู่ท่านก็รู้ แต่ท่านกลับไม่สนใจใด ๆ จนเวลาผ่านไปนานหลายเดือน จนถึงวันหนึ่งเมื่อผมไปถึงและนั่งอยู่ที่โต๊ะหมากรุก ท่านก็เดินเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
พลางกล่าวว่า อยากเล่นหมากรุกมากนักหรือ? แล้วท่านก็หัวเราะฮึ ฮึ จากนั้นท่านก็นั่งลงที่โต๊ะหมากรุก แล้วถามว่าตัวหมากรุกที่วางอยู่ในขณะนั้น ฝ่ายไหนจะแพ้หรือชนะ ผมก็บอกว่าฝ่ายนั้นแพ้ ฝ่ายนี้ชนะ
ท่านกลับบอกว่าผิดแล้ว ถ้าหมากรุกยังตั้งอยู่เช่นนี้จะไม่มีฝ่ายไหนแพ้ ฝ่ายไหนชนะ ที่เห็นนั้นมันยังอยู่กับที่ อะไรก็ตามที่อยู่กับที่ย่อมไม่มีความหมายอะไร การแพ้ชนะจะต้องทำให้เกิดขึ้น คือต้องทำให้ฝ่ายหนึ่งจน
แล้วท่านก็บอกว่าสภาพที่ดูเหมือนเป็นต่อ อาจกลายเป็นรองและพ่ายแพ้ก็ได้ สภาพที่ดูเหมือนเป็นรอง อาจจะกลายเป็นต่อและชนะในที่สุดก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนเดินข้างไหน คนเดินหมากรุกนั่นแหละเป็นคนทำให้ความแพ้ชนะปรากฏขึ้น
คำพูดเรื่องหมากรุกไม่กี่คำ ได้สะท้อนให้เห็นความเป็นปราชญ์และภูมิปัญญาอันลึกล้ำกว้างขวางของท่านบุศย์ ขันธวิทย์ ได้เป็นอย่างดียิ่ง ที่แม้เวลาผ่านมาเนิ่นนานปี แต่ความที่ท่านกล่าวบนโต๊ะหมากรุกครั้งนั้นก็ยังเป็นคติเตือนใจและสอนใจผมมาจนถึงวันนี้
ในวันนั้นได้ลองเล่นหมากรุกกันเพียงสองกระดาน แล้วท่านที่ปรึกษาก็บอกว่าวันนี้เอาแค่นี้ก่อน เพราะเบื่อที่จะเอาชนะ จะแกล้งแพ้ก็ไม่แพ้เสียที แต่ท่านก็ยังคงให้กำลังใจว่าเมื่อมีความตั้งใจ มีความพยายาม มีความใส่ใจค้นคว้า มีความใคร่ครวญหาเหตุผลในสิ่งไรๆ แล้วย่อมประสพความสำเร็จในสิ่งนั้น ๆ อย่างแน่นอน วันนี้เล่นสู้ท่านไม่ได้ แต่หมากรุกเป็นกีฬาสู้ครู ถ้าพยายามต่อไปตามที่บอกไว้ ในวันหนึ่งก็จะเอาชนะท่านได้
ผมเคยศึกษาธรรมะมาบ้าง พอได้ฟังผมก็ยกมือขึ้นไหว้ เพราะคำที่กล่าวนั้นท่านที่ปรึกษาได้กล่าวถึงอิทธิบาทธรรมคือรากฐานแห่งความสำเร็จในกิจการงานทั้งปวงของคนเรา ไม่ว่าจะเป็นบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ หากเป็นบรรพชิตผู้แสวงหาความหลุดพ้นแล้ว อิทธิบาทธรรมนี้ก็คือรากฐานหรือกำลังที่จะเดินไปสู่ประตูพระนิพพานนั่นเอง
หลังจากเล่นหมากรุกกันในวันนั้นแล้ว ต่อมาเมื่อผมนำเรื่องราวไปปรึกษาท่านที่บ้านหรือไปส่งท่านที่บ้าน บางครั้งท่านก็ชวนเล่นหมากรุก แต่เป็นการเล่นในลักษณะเล่นแก้เหงามากกว่าที่จะเล่นเอาแพ้เอาชนะ
ปกติการเล่นหมากรุกของคนที่มีฝีมือเหนือกว่าก็มักจะให้แต้มต่อกับผู้ที่มีฝีมือน้อยกว่า เช่น ตะแคงเรือให้บ้าง ลดเม็ดให้บ้าง หรือลดเบี้ยให้บ้าง แต่ท่านบุศย์ ขันธวิทย์ ท่านไม่ลดให้
ท่านบอกว่าการลดให้แบบนั้นไม่เป็นผลดีใด ๆ เลย คือฝ่ายลดก็จะเกิดความคุ้นเคยแบบนั้น และทำให้การเล่นจริงๆ ด้อยลง ฝ่ายที่ถูกลดก็จะคุ้นเคยกับการเล่นกับอีกฝ่ายหนึ่งที่มีตัวไม่ครบกระบวน พอไปเล่นจริงๆ ที่มีตัวหมากรุกครบทั้งกระบวนก็งุนงงและไม่คุ้นเคย ทำให้เกิดการพ่ายแพ้ได้โดยง่าย
ท่านจึงบอกว่าจะเอาชนะเพราะเขาลดให้นั้นไม่ว่าวันนี้หรือวันไหนไม่ใช่เรื่องที่ดี เพราะคิดว่าเมื่อเราไม่ใช่นักพนัน ไม่ได้หวังเอาเงินทองในการเล่นพนันแล้ว ก็ย่อมหวังเอาความสุขใจและความภูมิใจในฝีไม้ลายมือและความคิดอ่านวางแผน จึงต้องว่ากันอย่างเต็มที่และเต็มกระบวน
วันหนึ่งหลังจากเล่นหมากรุกท่านก็ยกกล้วยหวีใหญ่มาให้กิน แล้วก็บอกว่างานที่บริษัทนี้มีเรื่องสัญญาและเรื่องละเมิดเสียเป็นส่วนใหญ่ งานสัญญานั้นให้เพียรใส่ใจและเข้าใจให้ถ่องแท้ในหลักกฎหมายนิติกรรมและหนี้ ก็จะเป็นประโยชน์มาก เพราะหลักกฎหมายเรื่องนิติกรรมและหนี้นั้นเป็นแม่บทและแม่ไม้และเป็นหลักกฎหมายที่ต้องใช้ทั่วไป
ส่วนในเรื่องละเมิดนั้นท่านบอกว่าที่โต้แย้งถกเถียงกันเป็นเรื่องการโกหกทั้งนั้น ใครโกหกเก่ง ใครหาเหตุผลเก่งก็จะได้เปรียบแต่มีประโยชน์น้อย ถึงกระนั้นท่านก็บอกว่าการมีประสบการณ์ในเรื่องนิติกรรมสัญญาและเรื่องละเมิดในระหว่างทำงานที่บริษัทจะเป็นประโยชน์ต่อการทำหน้าที่นักกฎหมายในวันข้างหน้า ให้พยายามตั้งใจศึกษาทำความเข้าใจให้จงดี
ท่านแนะว่าเรื่องละเมิดนั้นอย่าไปเสียเวลาเอาแพ้เอาชนะ ให้หาทางศึกษาว่าความต้องการของแต่ละฝ่ายอยู่ที่ตรงไหน และหาทางปรองดองให้เป็นที่ตกลงกันก็จะเป็นผลดีกว่า
ท่านบุศย์ ขันธวิทย์ เล่าให้ฟังว่าการประนีประนอมคือหลักใหญ่ของความยุติธรรม เมื่อครั้งที่ท่านเป็นผู้พิพากษาท่านทำคดีได้มาก เพราะคดีส่วนใหญ่ท่านสามารถไกล่เกลี่ยให้คู่ความปรองดองประนีประนอมกันได้
อธิบดีผู้พิพากษาภาคบางท่านมาตรวจงานแล้วลงบันทึกการตรวจผลงานว่าคดีศาลนี้มีแต่เรื่องประนีประนอม โดยไม่พูดถึงความดีความชอบใด ๆ เลย ท่านบุศย์ ขันธวิทย์ บอกว่าอย่างนี้เป็นเรื่องของความไม่เข้าใจเรื่องความยุติธรรม
แล้วท่านก็ชี้ว่าการปรองดองประนีประนอมยอมความกันนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายแต่เป็นเรื่องยาก ผู้ไกล่เกลี่ยต้องทรงธรรม คือทรงความยุติธรรม และคู่ความปราศจากความสงสัยในความยุติธรรมนั้น และผู้ไกล่เกลี่ยจะต้องมีความสามารถแสดงเหตุผลและผลตลอดจนประโยชน์ของการปรองดองและเปรียบเทียบความต้องการของแต่ละฝ่ายจนได้ข้อยุติเป็นที่พอใจ
หากขาดไปเสียอย่างใดอย่างหนึ่งก็ไม่มีทางสำเร็จ ท่านเคยเล่าว่าคราวหนึ่งพระดุลยพากย์สุวมัณฑ์เป็นอธิบดีศาล มีชื่อเสียงว่าดุดันเข้มงวดนักหนา ได้ไปตรวจราชการที่ศาลของท่าน เพื่อนผู้พิพากษาเป็นห่วงว่าท่านจะถูกดุเพราะมีงานทำน้อย เนื่องจากงานส่วนใหญ่เสร็จไปโดยการประนีประนอม ท่านบอกว่าถ้าถูกดุเรื่องนี้ก็จะต้องพูดกันให้เข้าใจเรื่องความยุติธรรม
แต่พอมีการตรวจราชการกันจริงๆ พระดุลยพากย์สุวมัณฑ์มีความพึงพอใจในผลการดำเนินงานของศาลนั้น แล้วบันทึกการตรวจงานว่าคดีเหลือมีน้อย คดีเสร็จมีมาก และส่วนใหญ่เสร็จไปด้วยการประนีประนอมยอมความ แสดงให้เห็นถึงความยุติธรรมของผู้พิพากษา
ท่านบุศย์ ขันธวิทย์ เข้าไปยกมือไหว้อธิบดีศาลแล้วกล่าวว่า ท่านอธิบดีเป็นบัณฑิต ผู้แจ้งในวิชาธรรมศาสตร์ ท่านรู้สึกอิ่มใจที่ได้พบกับท่านอธิบดีและได้รับคำชมเช่นนั้น
หลังจากวันนั้นแล้วต่างคนต่างก็นับถือกัน และทั้งคู่ก็ได้มาพบกันอีกครั้งหนึ่งที่ศาลแพ่ง โดยพระดุลยพากย์สุวมัณฑ์มาดำรงตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง และท่านบุศย์ ขันธวิทย์ ก็ย้ายเข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาศาลแพ่ง ซึ่งในครั้งนั้นถือกันว่าผู้พิพากษาในต่างจังหวัดท่านใด หากย้ายเข้ามาแล้วประจำที่ศาลแพ่งก็คือผู้พิพากษาที่มีฝีมือดี เป็นที่ไว้ใจของคณะกรรมการตุลาการ
ท่านบุศย์ ขันธวิทย์ แนะนำว่าการทำงานที่บริษัทนี้มีเรื่องที่น่าสนใจมากและต้องพยายามตักตวงความรู้ให้ได้มากที่สุด คือเรื่องการบริหาร
ท่านบอกว่าคุณเต๋งหรือคุณเติมศักดิ์ ตุลย์วัฒนจิต กรรมการผู้อำนวยการเป็นนักบริหารชั้นยอด มีความรู้เป็นสากล และพยายามทำให้การบริหารงานของบริษัทเป็นสากล จึงต้องหาโอกาสเรียนรู้เรื่องการบริหารให้ได้ เพราะนักกฎหมายเรามักรักและคุ้นเคยที่จะทำอะไรโดยลำพังคนเดียว ทำงานร่วมกับคนอื่นไม่ได้ และใช้คนมาก ๆ ก็ไม่เป็น จึงยากที่จะทำงานใหญ่ได้ แต่ทำงานหรือกิจการเล็ก ๆ เท่านั้น แต่หลักวิชาบริหารจะอำนวยประโยชน์ในส่วนนี้เป็นอย่างดี
ท่านบอกด้วยว่าคุณนายซึ่งหมายถึงคุณจรรย์สมร วัธนเวคิน กรรมการรองผู้อำนวยการ เป็นผู้หญิงก็จริง แต่เก่งกล้าสามารถมาก สามารถครองใจผู้คนได้ทั่วทั้งบริษัท ที่บริษัทมีคนหลากหลายจำพวก มีโอกาสที่จะรั่วไหลได้มากเพราะการงานส่วนใหญ่อยู่ในต่างจังหวัด หากครองใจคนไม่ได้ก็ใช้คนไม่ได้ ก็จะเกิดความเสียหายมากมาย
ท่านแนะว่าการครองใจคนนั้นเป็นเรื่องของผู้นำคน คนเราทำอะไรโดยคนเดียวไม่ได้ ยิ่งทำการใหญ่ยิ่งต้องใช้คนมาก ดังนั้นจึงต้องรู้หลักวิธีการครองใจคน ให้พยายามศึกษาวิธีการครองใจคนของคุณนายให้ดี จะเป็นหลักวิชาติดตัวไปในวันข้างหน้า
ผมก็รับคำท่านด้วยความเคารพ ในขณะที่ในใจก็รู้สึกว่าการได้พบปะรู้จักกับมหาบัณฑิตสิบประโยคผู้นี้เสมือนหนึ่งว่าได้พบกับขุมทรัพย์อันประเสริฐล้ำค่ายิ่งและก็เป็นความจริงเช่นนั้น เพราะถึงวันนี้ผมก็รู้ว่าเนื่องเพราะขุมทรัพย์อันประเสริฐนี้นี่เอง วิถีชีวิตผมจากเด็กบ้านนอกคนหนึ่งก็ผันแปรเปลี่ยนแปลงไปจนคาดคิดไม่ถึง.
ท่านได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาหลายเรื่อง เช่นเรื่องศาสดาปฏิภาณ เป็นต้น
ท่านบุศย์ ขันธวิทย์ เป็นคนบ้านเดียวกับสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดราชประดิษฐ์ และเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่น้อย เคยได้รับคำพยากรณ์จากพระครูผู้ใหญ่ในจังหวัดอยุธยาตั้งแต่ตอนยังเด็ก ๆ ว่าทั้งสองท่านนี้จะมีศักดิ์เป็นถึงพระยา แต่จะเป็นพระยากันคนละด้าน
ในกาลต่อมาท่านบุศย์ ขันธวิทย์ ก็ได้ดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีผู้พิพากษาภาคอยู่หลายภาค และเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา หากเทียบศักดิ์ชั้นกับสมัยโบราณก็อาจเทียบได้กับชั้นพระยา ส่วนพระภิกษุผู้เพื่อนที่ได้ครองสมณศักดิ์ถึงชั้นสมเด็จก็อาจเทียบชั้นพระยาได้เหมือนกัน
หลังจากที่ได้เข้าไปพบแนะนำตัวกับท่านที่ปรึกษาเป็นครั้งแรกแล้ว ผมก็เพียรพยายามเข้าไปพบท่านทุกครั้งที่ท่านมาบริษัท และพยายามสรุปเรื่องราวต่าง ๆ เข้าไปปรึกษาทุกครั้งไป
ท่านได้สอนให้ผมฝึกหัดสรุปประเด็นของเรื่องแต่ละเรื่องและเหตุผลความเป็นมา ตลอดจนความที่จะเป็นไป พร้อมกับเสนอความเห็นของผมด้วย ซึ่งในตอนแรก ๆ ผมไม่รู้ทางความคิดก็ทำผิดทำถูก แต่พอนานวันเข้าก็เตรียมการได้ตามที่ท่านต้องการ ทำให้ได้รับคำปรึกษาที่ชัดเจนรวดเร็วและนำไปปฏิบัติได้โดยง่าย
แต่ผลที่ได้รับคือทำให้ผมรู้จักสรุปประเด็น ทำให้เข้าใจว่าประเด็นไหนเป็นประเด็นหลัก ประเด็นไหนเป็นประเด็นรอง เหตุผลที่มาและที่ไปของแต่ละประเด็นว่าเป็นประการใด ซึ่งนี่ก็คือรากฐานอันสำคัญของความเป็นนักกฎหมาย ที่บังเกิดประโยชน์ใหญ่หลวงกับผมในวันข้างหน้า เพราะนักกฎหมายจะเก่งได้ก็ต้องจับประเด็นได้เก่งและแม่นยำก่อน
จากนั้นท่านก็เน้นเรื่องการตรวจแก้เอกสาร รวมทั้งสัญญาต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องสัญญา ท่านไม่นิยมให้ร่างสัญญาอย่างยาว แนะนำให้ร่างอย่างสั้น ๆ แต่กำชับให้ศึกษาพิจารณาบทกฎหมายให้ชัดเจนก่อนว่าเรื่องไหนกฎหมายมีบัญญัติไว้แล้ว เรื่องไหนที่เปิดโอกาสให้คู่สัญญาตกลงกันเอง
เรื่องที่กฎหมายบัญญัติแล้ว ถ้าเป็นประโยชน์ก็ไม่ต้องเขียน แต่ถ้าเสียประโยชน์ก็อาจเขียนสัญญาเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้หากไม่ใช่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือขัดต่อกฎหมายอย่างชัดแจ้ง
ท่านที่ปรึกษาชี้แนะว่าเราเป็นนักกฎหมายไทยไม่จำเป็นต้องเอาอย่างนักกฎหมายฝรั่งที่เขาทำงานโดยคิดค่าจ้างตามเวลา ซึ่งต้องทำอะไรให้มากให้ยาวเข้าไว้ เราเป็นนักกฎหมายไทย ทำอะไรให้ได้ผลตามที่ต้องการ อย่าให้ยุ่งยากมากความ และทำให้คู่สัญญาสบายใจจะเป็นเรื่องดีที่สุด
เกี่ยวกับเอกสารนั้น ท่านพยายามแนะนำการใช้ภาษาไทยที่กระชับรัดกุมและชัดแจ้ง เว้นแต่จดหมายโต้ตอบที่ไม่เป็นเชิงทางการนัก ก็ให้ใช้โวหารต่าง ๆ ได้ตามความจำเป็น
ท่านชี้แนะว่าภาษาไทยของเราต่างกับภาษาชาติอื่น คือมีโวหารถึง 4 อย่างให้ใช้ ได้แก่ พรรณนาโวหาร สาธกโวหาร เทศนาโวหาร และอุปมาโวหาร หากรู้จักเลือกใช้ให้เหมาะสมก็จักเป็นประโยชน์แก่ความเข้าใจและจิตใจของผู้อ่านได้มาก เสียดายนักที่คนรุ่นหลังเหินห่างความเป็นศาสตร์และศิลป์ของภาษาไทยไปจนไกลลิบลับ จึงมิได้สัมผัสกับอรรถรสและความลึกล้ำของภาษาไทยเหมือนกับคนยุคก่อน
ท่านบอกว่าภาษาไทยเรามีคำ ๆ หนึ่งที่ต้องให้ความสนใจ คือคำว่าภาพพจน์ ซึ่งประกอบขึ้นจากคำว่า “ภาพ” และ “พจน์” ดังนั้นถ้าจะเขียนหนังสืออะไรก็ต้องเขียนให้เห็นทั้งภาพและทั้งพจน์ หรือถ้าจะพูดจาอะไรก็ต้องพูดจาให้เห็นทั้งภาพและพจน์
ท่านแนะว่านักภาษาที่เก่งเมื่อเขียนเรื่องเสือ อ่านแล้วก็จะรู้สึกเหมือนกับว่าเสือนั้นมีชีวิต กระโดดเผ่นโผนโจนทะยานไปในพงป่า เขียนถึงปลา อ่านแล้วก็จะรู้สึกเหมือนกับว่าปลาว่ายอยู่ในน้ำฉะนั้น
ที่ท่านแนะนั้นเป็นเรื่องง่าย แต่กว่าจะฝึกฝนอบรมได้ท่านก็เพียรแก้แล้วแก้อีก บางครั้งแก้ไขต้นร่างของผมเกือบหมด เป็นเวลาปี ๆ การแก้ไขจึงน้อยลง และไปสู่การไม่แก้ไขเลย
ผมรู้สึกได้ด้วยตนเองว่าการที่ได้รู้จักกับท่านบุศย์ ขันธวิทย์ มหาบัณฑิตสิบประโยคผู้นี้ทำให้ความรู้ของผมก้าวรุดหน้าไปอีกขั้นใหญ่ ๆ โดยเฉพาะขั้นของการใช้วิชาชีพกฎหมาย และเป็นผลให้การทำหน้าที่นักกฎหมายในบริษัทเป็นไปโดยราบรื่น
ยิ่งนานวันเข้าท่านที่ปรึกษาก็มีความไว้วางใจผมมากขึ้น ให้ความรัก ให้ความอบอุ่น ให้ความสนิทสนมมากขึ้น บางวันที่ท่านไม่มีรถมาบริษัทเองผมก็จะเป็นคนนั่งรถบริษัทไปรับ และนั่งรถบริษัทไปส่งกลับ
บางครั้งระหว่างสัปดาห์ บริษัทมีการงานเร่งด่วนที่ต้องขอคำวินิจฉัย ผมก็หอบเรื่องราวไปหาท่านถึงบ้าน เตรียมอ่านเรื่องทั้งหมดไว้ก่อน พอไปถึงก็สรุปเรื่อง ตั้งประเด็นปัญหา ท่านก็ให้คำวินิจฉัย ในบางครั้งท่านก็ขอดูเอกสารหลักฐานประกอบว่าเป็นจริงดังที่ผมสรุปหรือไม่
ถัดมา ๆ ท่านก็ฟังแต่คำสรุปและให้คำวินิจฉัย จึงทำให้การงานยิ่งสะดวกดายง่ายขึ้นเป็นอันมาก และผลที่เกิดขึ้นตามมาก็คือผมได้รู้เรื่องราวต่าง ๆ จากที่ได้อ่าน ที่ได้สรุป และที่ได้รับข้อวินิจฉัย
ท่านบุศย์ ขันธวิทย์ ท่านมีวิสัยเป็นครู ทุกครั้งที่มีการวินิจฉัยในเรื่องราวใด ๆ นอกจากวินิจฉัยในเรื่องนั้นแล้ว ท่านยังยกตัวอย่างเรื่องราวในอดีตให้ฟังเพื่อเทียบเคียง บางเรื่องก็ลึกซึ้งพิสดาร บางเรื่องก็แทบไม่น่าเชื่อ
ท่านบุศย์ ขันธวิทย์ บอกว่าเจ้าปีกผู้เป็นเพื่อนของผมนั้นมันหาว่าลุงเป็นคนแก่ ชอบเล่าแต่เรื่องความหลัง ที่ว่าลุงแก่นั้นจริงเพราะอายุล่วง 60 ปีมาแล้ว เข้าสู่วัยสัญญาสีหรือวัยส่องตะเกียง คือวัยของความเป็นผู้ให้แล้ว แต่ไม่ใช่พูดแต่เรื่องความหลังตามที่นึกอยากจะพูด ลุงจะพูดเรื่องความหลังก็แต่เฉพาะเรื่องที่เป็นเรื่องจริง ที่เป็นประโยชน์เทียบเคียงกับเรื่องราวที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งจะส่งเสริมความรู้ความเข้าใจให้ลึกซึ้งมากกว่าที่จะฟังแต่คำวินิจฉัยเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยลำพัง
ผมไปที่บ้านของท่านที่ปรึกษาแต่ละครั้งก็เห็นที่โต๊ะทำงานซึ่งตั้งอยู่ตรงชานด้านนอกมีกระดานหมากรุกวางอยู่เสมอ บางครั้งบนกระดานไม่มีตัวหมากรุก บางครั้งบนกระดานมีตัวหมากรุกวางอยู่ เหมือนหนึ่งว่ากำลังเดินหมากรุกค้างกันอยู่ แล้วมีอันธุระเกิดขึ้นจึงต้องละไว้เสียกลางคัน
เมื่อผมไปถึงบ้านของท่านก็รักที่จะไปนั่งที่โต๊ะหมากรุกก่อนเพื่อรอท่านเรียกหา แต่ท่านไม่ยอมมานั่งด้วย มักจะเรียกเข้าไปนั่งข้างในบ้าน หรือไม่ก็ที่โต๊ะอีกตัวหนึ่งซึ่งมีหนังสือวางอยู่เต็ม ซึ่งผมรู้สึกว่าท่านไม่มีความคิดหรือความอยากที่จะเล่นหมากรุกกับผมเลย
ผมไปนั่งที่โต๊ะหมากรุกทุกครั้งท่านก็เห็น ผมมองตัวหมากรุกที่วางอยู่ท่านก็รู้ แต่ท่านกลับไม่สนใจใด ๆ จนเวลาผ่านไปนานหลายเดือน จนถึงวันหนึ่งเมื่อผมไปถึงและนั่งอยู่ที่โต๊ะหมากรุก ท่านก็เดินเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
พลางกล่าวว่า อยากเล่นหมากรุกมากนักหรือ? แล้วท่านก็หัวเราะฮึ ฮึ จากนั้นท่านก็นั่งลงที่โต๊ะหมากรุก แล้วถามว่าตัวหมากรุกที่วางอยู่ในขณะนั้น ฝ่ายไหนจะแพ้หรือชนะ ผมก็บอกว่าฝ่ายนั้นแพ้ ฝ่ายนี้ชนะ
ท่านกลับบอกว่าผิดแล้ว ถ้าหมากรุกยังตั้งอยู่เช่นนี้จะไม่มีฝ่ายไหนแพ้ ฝ่ายไหนชนะ ที่เห็นนั้นมันยังอยู่กับที่ อะไรก็ตามที่อยู่กับที่ย่อมไม่มีความหมายอะไร การแพ้ชนะจะต้องทำให้เกิดขึ้น คือต้องทำให้ฝ่ายหนึ่งจน
แล้วท่านก็บอกว่าสภาพที่ดูเหมือนเป็นต่อ อาจกลายเป็นรองและพ่ายแพ้ก็ได้ สภาพที่ดูเหมือนเป็นรอง อาจจะกลายเป็นต่อและชนะในที่สุดก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนเดินข้างไหน คนเดินหมากรุกนั่นแหละเป็นคนทำให้ความแพ้ชนะปรากฏขึ้น
คำพูดเรื่องหมากรุกไม่กี่คำ ได้สะท้อนให้เห็นความเป็นปราชญ์และภูมิปัญญาอันลึกล้ำกว้างขวางของท่านบุศย์ ขันธวิทย์ ได้เป็นอย่างดียิ่ง ที่แม้เวลาผ่านมาเนิ่นนานปี แต่ความที่ท่านกล่าวบนโต๊ะหมากรุกครั้งนั้นก็ยังเป็นคติเตือนใจและสอนใจผมมาจนถึงวันนี้
ในวันนั้นได้ลองเล่นหมากรุกกันเพียงสองกระดาน แล้วท่านที่ปรึกษาก็บอกว่าวันนี้เอาแค่นี้ก่อน เพราะเบื่อที่จะเอาชนะ จะแกล้งแพ้ก็ไม่แพ้เสียที แต่ท่านก็ยังคงให้กำลังใจว่าเมื่อมีความตั้งใจ มีความพยายาม มีความใส่ใจค้นคว้า มีความใคร่ครวญหาเหตุผลในสิ่งไรๆ แล้วย่อมประสพความสำเร็จในสิ่งนั้น ๆ อย่างแน่นอน วันนี้เล่นสู้ท่านไม่ได้ แต่หมากรุกเป็นกีฬาสู้ครู ถ้าพยายามต่อไปตามที่บอกไว้ ในวันหนึ่งก็จะเอาชนะท่านได้
ผมเคยศึกษาธรรมะมาบ้าง พอได้ฟังผมก็ยกมือขึ้นไหว้ เพราะคำที่กล่าวนั้นท่านที่ปรึกษาได้กล่าวถึงอิทธิบาทธรรมคือรากฐานแห่งความสำเร็จในกิจการงานทั้งปวงของคนเรา ไม่ว่าจะเป็นบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ หากเป็นบรรพชิตผู้แสวงหาความหลุดพ้นแล้ว อิทธิบาทธรรมนี้ก็คือรากฐานหรือกำลังที่จะเดินไปสู่ประตูพระนิพพานนั่นเอง
หลังจากเล่นหมากรุกกันในวันนั้นแล้ว ต่อมาเมื่อผมนำเรื่องราวไปปรึกษาท่านที่บ้านหรือไปส่งท่านที่บ้าน บางครั้งท่านก็ชวนเล่นหมากรุก แต่เป็นการเล่นในลักษณะเล่นแก้เหงามากกว่าที่จะเล่นเอาแพ้เอาชนะ
ปกติการเล่นหมากรุกของคนที่มีฝีมือเหนือกว่าก็มักจะให้แต้มต่อกับผู้ที่มีฝีมือน้อยกว่า เช่น ตะแคงเรือให้บ้าง ลดเม็ดให้บ้าง หรือลดเบี้ยให้บ้าง แต่ท่านบุศย์ ขันธวิทย์ ท่านไม่ลดให้
ท่านบอกว่าการลดให้แบบนั้นไม่เป็นผลดีใด ๆ เลย คือฝ่ายลดก็จะเกิดความคุ้นเคยแบบนั้น และทำให้การเล่นจริงๆ ด้อยลง ฝ่ายที่ถูกลดก็จะคุ้นเคยกับการเล่นกับอีกฝ่ายหนึ่งที่มีตัวไม่ครบกระบวน พอไปเล่นจริงๆ ที่มีตัวหมากรุกครบทั้งกระบวนก็งุนงงและไม่คุ้นเคย ทำให้เกิดการพ่ายแพ้ได้โดยง่าย
ท่านจึงบอกว่าจะเอาชนะเพราะเขาลดให้นั้นไม่ว่าวันนี้หรือวันไหนไม่ใช่เรื่องที่ดี เพราะคิดว่าเมื่อเราไม่ใช่นักพนัน ไม่ได้หวังเอาเงินทองในการเล่นพนันแล้ว ก็ย่อมหวังเอาความสุขใจและความภูมิใจในฝีไม้ลายมือและความคิดอ่านวางแผน จึงต้องว่ากันอย่างเต็มที่และเต็มกระบวน
วันหนึ่งหลังจากเล่นหมากรุกท่านก็ยกกล้วยหวีใหญ่มาให้กิน แล้วก็บอกว่างานที่บริษัทนี้มีเรื่องสัญญาและเรื่องละเมิดเสียเป็นส่วนใหญ่ งานสัญญานั้นให้เพียรใส่ใจและเข้าใจให้ถ่องแท้ในหลักกฎหมายนิติกรรมและหนี้ ก็จะเป็นประโยชน์มาก เพราะหลักกฎหมายเรื่องนิติกรรมและหนี้นั้นเป็นแม่บทและแม่ไม้และเป็นหลักกฎหมายที่ต้องใช้ทั่วไป
ส่วนในเรื่องละเมิดนั้นท่านบอกว่าที่โต้แย้งถกเถียงกันเป็นเรื่องการโกหกทั้งนั้น ใครโกหกเก่ง ใครหาเหตุผลเก่งก็จะได้เปรียบแต่มีประโยชน์น้อย ถึงกระนั้นท่านก็บอกว่าการมีประสบการณ์ในเรื่องนิติกรรมสัญญาและเรื่องละเมิดในระหว่างทำงานที่บริษัทจะเป็นประโยชน์ต่อการทำหน้าที่นักกฎหมายในวันข้างหน้า ให้พยายามตั้งใจศึกษาทำความเข้าใจให้จงดี
ท่านแนะว่าเรื่องละเมิดนั้นอย่าไปเสียเวลาเอาแพ้เอาชนะ ให้หาทางศึกษาว่าความต้องการของแต่ละฝ่ายอยู่ที่ตรงไหน และหาทางปรองดองให้เป็นที่ตกลงกันก็จะเป็นผลดีกว่า
ท่านบุศย์ ขันธวิทย์ เล่าให้ฟังว่าการประนีประนอมคือหลักใหญ่ของความยุติธรรม เมื่อครั้งที่ท่านเป็นผู้พิพากษาท่านทำคดีได้มาก เพราะคดีส่วนใหญ่ท่านสามารถไกล่เกลี่ยให้คู่ความปรองดองประนีประนอมกันได้
อธิบดีผู้พิพากษาภาคบางท่านมาตรวจงานแล้วลงบันทึกการตรวจผลงานว่าคดีศาลนี้มีแต่เรื่องประนีประนอม โดยไม่พูดถึงความดีความชอบใด ๆ เลย ท่านบุศย์ ขันธวิทย์ บอกว่าอย่างนี้เป็นเรื่องของความไม่เข้าใจเรื่องความยุติธรรม
แล้วท่านก็ชี้ว่าการปรองดองประนีประนอมยอมความกันนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายแต่เป็นเรื่องยาก ผู้ไกล่เกลี่ยต้องทรงธรรม คือทรงความยุติธรรม และคู่ความปราศจากความสงสัยในความยุติธรรมนั้น และผู้ไกล่เกลี่ยจะต้องมีความสามารถแสดงเหตุผลและผลตลอดจนประโยชน์ของการปรองดองและเปรียบเทียบความต้องการของแต่ละฝ่ายจนได้ข้อยุติเป็นที่พอใจ
หากขาดไปเสียอย่างใดอย่างหนึ่งก็ไม่มีทางสำเร็จ ท่านเคยเล่าว่าคราวหนึ่งพระดุลยพากย์สุวมัณฑ์เป็นอธิบดีศาล มีชื่อเสียงว่าดุดันเข้มงวดนักหนา ได้ไปตรวจราชการที่ศาลของท่าน เพื่อนผู้พิพากษาเป็นห่วงว่าท่านจะถูกดุเพราะมีงานทำน้อย เนื่องจากงานส่วนใหญ่เสร็จไปโดยการประนีประนอม ท่านบอกว่าถ้าถูกดุเรื่องนี้ก็จะต้องพูดกันให้เข้าใจเรื่องความยุติธรรม
แต่พอมีการตรวจราชการกันจริงๆ พระดุลยพากย์สุวมัณฑ์มีความพึงพอใจในผลการดำเนินงานของศาลนั้น แล้วบันทึกการตรวจงานว่าคดีเหลือมีน้อย คดีเสร็จมีมาก และส่วนใหญ่เสร็จไปด้วยการประนีประนอมยอมความ แสดงให้เห็นถึงความยุติธรรมของผู้พิพากษา
ท่านบุศย์ ขันธวิทย์ เข้าไปยกมือไหว้อธิบดีศาลแล้วกล่าวว่า ท่านอธิบดีเป็นบัณฑิต ผู้แจ้งในวิชาธรรมศาสตร์ ท่านรู้สึกอิ่มใจที่ได้พบกับท่านอธิบดีและได้รับคำชมเช่นนั้น
หลังจากวันนั้นแล้วต่างคนต่างก็นับถือกัน และทั้งคู่ก็ได้มาพบกันอีกครั้งหนึ่งที่ศาลแพ่ง โดยพระดุลยพากย์สุวมัณฑ์มาดำรงตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง และท่านบุศย์ ขันธวิทย์ ก็ย้ายเข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาศาลแพ่ง ซึ่งในครั้งนั้นถือกันว่าผู้พิพากษาในต่างจังหวัดท่านใด หากย้ายเข้ามาแล้วประจำที่ศาลแพ่งก็คือผู้พิพากษาที่มีฝีมือดี เป็นที่ไว้ใจของคณะกรรมการตุลาการ
ท่านบุศย์ ขันธวิทย์ แนะนำว่าการทำงานที่บริษัทนี้มีเรื่องที่น่าสนใจมากและต้องพยายามตักตวงความรู้ให้ได้มากที่สุด คือเรื่องการบริหาร
ท่านบอกว่าคุณเต๋งหรือคุณเติมศักดิ์ ตุลย์วัฒนจิต กรรมการผู้อำนวยการเป็นนักบริหารชั้นยอด มีความรู้เป็นสากล และพยายามทำให้การบริหารงานของบริษัทเป็นสากล จึงต้องหาโอกาสเรียนรู้เรื่องการบริหารให้ได้ เพราะนักกฎหมายเรามักรักและคุ้นเคยที่จะทำอะไรโดยลำพังคนเดียว ทำงานร่วมกับคนอื่นไม่ได้ และใช้คนมาก ๆ ก็ไม่เป็น จึงยากที่จะทำงานใหญ่ได้ แต่ทำงานหรือกิจการเล็ก ๆ เท่านั้น แต่หลักวิชาบริหารจะอำนวยประโยชน์ในส่วนนี้เป็นอย่างดี
ท่านบอกด้วยว่าคุณนายซึ่งหมายถึงคุณจรรย์สมร วัธนเวคิน กรรมการรองผู้อำนวยการ เป็นผู้หญิงก็จริง แต่เก่งกล้าสามารถมาก สามารถครองใจผู้คนได้ทั่วทั้งบริษัท ที่บริษัทมีคนหลากหลายจำพวก มีโอกาสที่จะรั่วไหลได้มากเพราะการงานส่วนใหญ่อยู่ในต่างจังหวัด หากครองใจคนไม่ได้ก็ใช้คนไม่ได้ ก็จะเกิดความเสียหายมากมาย
ท่านแนะว่าการครองใจคนนั้นเป็นเรื่องของผู้นำคน คนเราทำอะไรโดยคนเดียวไม่ได้ ยิ่งทำการใหญ่ยิ่งต้องใช้คนมาก ดังนั้นจึงต้องรู้หลักวิธีการครองใจคน ให้พยายามศึกษาวิธีการครองใจคนของคุณนายให้ดี จะเป็นหลักวิชาติดตัวไปในวันข้างหน้า
ผมก็รับคำท่านด้วยความเคารพ ในขณะที่ในใจก็รู้สึกว่าการได้พบปะรู้จักกับมหาบัณฑิตสิบประโยคผู้นี้เสมือนหนึ่งว่าได้พบกับขุมทรัพย์อันประเสริฐล้ำค่ายิ่งและก็เป็นความจริงเช่นนั้น เพราะถึงวันนี้ผมก็รู้ว่าเนื่องเพราะขุมทรัพย์อันประเสริฐนี้นี่เอง วิถีชีวิตผมจากเด็กบ้านนอกคนหนึ่งก็ผันแปรเปลี่ยนแปลงไปจนคาดคิดไม่ถึง.