ตอนที่ 66. มหาบัณฑิตสิบประโยค
บริษัท สากลสถาปัตย์ จำกัด มีความเป็นสากลอยู่จริง ๆ เพราะถึงแม้จะเป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างใหญ่ที่สุดของคนไทยในขณะนั้น แต่กลับมีนายช่างและผู้ชำนาญงานชาวต่างประเทศเข้ามาทำงานในด้านต่าง ๆ มากมาย
ในบรรดาคนเหล่านั้น มีทั้งพวกฝรั่ง ชาวฟิลิปปินส์ และชาวไต้หวัน ซึ่งตางก็มีความรู้ ความชำนาญ ในด้านต่าง ๆ
ผมไปทำงานตามที่มีการนัดหมายกันไว้ โดยสังกัดอยู่ในฝ่ายกฎหมาย ซึ่งมีเจ้าหน้าที่เลขานุการประจำอยู่ 2 คน แต่ผู้จัดการฝ่ายกฎหมาย มีชื่อว่าคุณประสม สุกก้อน เป็นทนายความอาวุโส มีบุคลิกภาพองอาจ สง่า พูดจาฉะฉาน มีสำนักงานเป็นของตนเองอยู่ข้างนอก ไม่ได้ทำงานอยู่ประจำที่บริษัท ส่วนในต่างจังหวัดก็จ้างสำนักงานทนายความในท้องถิ่นซึ่งบริษัททำการก่อสร้างอยู่ให้ทำหน้าที่เป็นทนายความให้
ดังนั้นในฝ่ายกฎหมายจึงมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายที่ทำงานประจำอยู่เพียง 2 คนคือปีกกับผมเท่านั้น แต่มีเจ้าหน้าที่เลขานุการคอยช่วยเหลืองานด้านเลขานุการอย่างดียิ่ง
งานของฝ่ายกฎหมายในขณะนั้นมีอยู่ 3 ประเภทงาน คือ งานด้านคดี ซึ่งทนายข้างนอกเป็นผู้รับว่าความ โดยฝ่ายกฎหมายเป็นผู้ติดตามกำกับและสรุปผลให้ฝ่ายบริหารทราบ งานด้านที่ปรึกษากฎหมายและสัญญาซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย การยกร่างและตรวจสอบสัญญาที่เกี่ยวข้องกับบริษัท และงานด้านกฎหมายแรงงานที่เกี่ยวข้องกับพนักงานทุกคน
งานด้านคดีมีจำนวนมาก และส่วนใหญ่เป็นคดีในต่างจังหวัดเนื่องจากบริษัทรับเหมาก่อสร้างงานจากกรมทางหลวงในพื้นที่หลายจังหวัดโดยเฉพาะในภาคอีสาน มีหน่วยงานชั่วคราวทำงานในแต่ละพื้นที่ มีรถที่ใช้ในการก่อสร้างกว่า 200 คัน จึงมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นเนือง ๆ ทำให้คดีละเมิดเกี่ยวกับรถมีจำนวนกว่า 200 คดี และคั่งค้างมานาน
ผมเห็นว่างานคดีเป็นงานที่รกรุงรัง เพราะเมื่องานก่อสร้างเสร็จแล้ว หากงานคดีไม่แล้วเสร็จก็จะเป็นภาระในการติดตามและจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกมาก เนื่องจากหน่วยงานที่ทำงานในพื้นที่เคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ไปแล้ว จะต้องใช้คนจากกรุงเทพฯ ไปดำเนินงานต่อไป ดังนั้นผมจึงสรุปเรื่องทั้งหมดว่าแต่ละเรื่องมีข้อเรียกร้องอย่างไร และเป็นเงินเท่าใด
จากนั้นก็นำไปเสนอกรรมการรองผู้อำนวยการ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง เสนอให้ช่วยพิจารณากำหนดแนวทางการประนีประนอม เพื่อให้คดีทั้งหลายยุติลงได้อย่างรวดเร็ว กรรมการรองผู้อำนวยการก็เล็งการณ์ไกล เห็นถึงปัญหาในวันข้างหน้าหากคดีเนิ่นช้าต่อไป จึงกำหนดแนวทางทั่วไปของแต่ละคดี เพื่อให้คดียุติลงได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นการประหยัดทั้งค่าใช้จ่าย ค่าเดินทาง และป้องกันปัญหาต่อเนื่องในวันข้างหน้า
เมื่อทราบแนวทางที่จะยุติคดีแล้ว ผมก็เร่งประสานงานกับทนายความในต่างจังหวัด แจ้งให้ทราบถึงแนวทางที่จะยุติคดีเพื่อให้ทนายความนำไปปฏิบัติ และด้วยวิธีนี้เพียงไม่เกิน 8 เดือน คดีก็แล้วเสร็จไปเกือบหมด คงเหลือค้างคาบ้างก็เฉพาะคดีที่ค้างอยู่ในศาลสูง
การที่เรื่องราวยุติลงด้วยความพอใจของผู้เกี่ยวข้องเช่นนี้ ก็คือการทำให้ธรรมนั้นยุติเพราะคดีก็เป็นธรรมอย่างหนึ่ง เมื่อธรรมยุติลงด้วยความพอใจจึงเป็นความยุติธรรมแท้ และอำนาจแห่งความยุติธรรมนี้ก็ได้ทำให้ปัญหาของงานด้านคดีเสร็จสิ้นไปอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นผลงานที่เป็นหน้าเป็นตาของผมไป
ส่วนงานด้านที่ปรึกษาและสัญญานั้น เมื่อมีกรณีปัญหาหรือมีร่างสัญญามาให้ตรวจ ผมก็ทำรายงานความเห็นหรือรายงานการตรวจสอบพร้อมความเห็นให้กับกรรมการรองผู้อำนวยการ ซึ่งส่วนใหญ่ท่านก็ให้ความเห็นชอบ อันแสดงให้เห็นว่ากรรมการรองผู้อำนวยการมีประสบการณ์และมีความรู้ในงานด้านนี้อย่างช่ำชอง จึงสามารถตัดสินใจในเรื่องราวที่นำเสนอได้อย่างรวดเร็ว
ยกเว้นก็แต่คำปรึกษาเรื่องสำคัญหรือสัญญาสำคัญ บางครั้งเมื่อผมนำเสนอแล้ว กรรมการรองผู้อำนวยการจะสั่งเรื่องให้รอนำเสนอหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและที่ปรึกษากฎหมายพิจารณาก่อน
ในกรณีเช่นนี้ผมก็ต้องเก็บเรื่องรอไว้จนถึงวันที่หัวหน้าฝ่ายกฎหมายเข้ามาบริษัท ซึ่งปกติท่านจะเข้ามาสัปดาห์ละครั้ง ซึ่งท่านอาจจะพิจารณาแก้ไขหรือมีความเห็นตามข้อเสนอประการใดก็ได้ทั้งนั้น จากนั้นผมก็จะสรุปความเห็นของหัวหน้าฝ่ายกฎหมายเสนอกรรมการรองผู้อำนวยการเพื่อทราบอีกครั้งหนึ่ง
บางครั้งเมื่อได้พิจารณาแล้ว ท่านก็จะสั่งให้ดำเนินการไปได้เลย แต่บางครั้งก็มีคำสั่งให้รอฟังความเห็นของที่ปรึกษากฎหมายก่อน ซึ่งที่ปรึกษากฎหมายก็จะมาทำงานที่บริษัทสัปดาห์ละครั้ง ครั้งละครึ่งวัน
ที่ปรึกษากฎหมายท่านนี้คือท่านบุศย์ ขันธวิทย์ อดีตอธิบดีผู้พิพากษาภาคหลายภาค และเป็นอดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา ท่านเกษียณอายุในตำแหน่งสุดท้ายคือผู้พิพากษาศาลฎีกา ท่านผู้นี้คือผู้ที่ปีกเรียกว่าลุง
ที่ปรึกษากฎหมายของบริษัทมีห้องทำงานเฉพาะ และบริษัทจัดให้มีเลขานุการประจำคอยอำนวยความสะดวกในวันเวลาที่ท่านมาทำงานที่บริษัท
ผมได้ยินกิตติศัพท์จากปีกมาก่อนว่าลุงเป็นคนเก่งทางกฎหมายมาก และเคยเป็นทนายความมาก่อนที่จะมารับราชการเป็นผู้พิพากษา ทั้งทราบด้วยว่าลุงของปีกเป็นนักหมากรุกชั้นยอดของศาลยุติธรรม
ผมเองนั้นรักที่จะคบหาเสวนากับคนเก่งคนกล้ามาแต่ไหนแต่ไร และใฝ่ที่จะได้รู้จักกับลุงของปีกมาตั้งแต่แรกเข้าทำงาน โดยในใจลึก ๆ นั้นคิดว่าเมื่อท่านเป็นนักหมาก รุก ชอบหมากรุกก็เป็นคอเดียวกัน เห็นจะคบหากันได้โดยง่าย และเข้าใจเอาเองว่านักหมากรุกจากวงการศาลยุติธรรมคงฝีมือไม่เท่าใดนัก แม้ปีกจะชื่นชมนักหนาว่ามีฝีมือดี แต่ผมก็เชื่อว่าผมคงเล่นสู้ได้สบายมาก
แรกที่ผมเข้าทำงานนั้น แม้ทราบว่าที่ปรึกษาเข้ามาบริษัท แต่ผมก็ไม่กล้าเข้าไปพบ เนื่องจากบางครั้งปีกไม่อยู่เพราะไปเรียนหนังสือเสียบ้าง แต่พอเอาเข้าจริงถึงแม้ปีกอยู่ที่บริษัทกลับไม่กล้านำผมไปพบลุงของตน ผมก็ได้แต่แปลกใจ
ในที่สุดปีกก็รับสารภาพว่าไม่อยากพบหน้ากับลุงเท่าใดนัก เพราะพบหน้าคราใดลุงก็มักจะถามไถ่ความรู้ด้านกฎหมาย แต่ปีกตอบไม่ค่อยได้ ก็จะถูกต่อว่าต่อขาน ที่สำคัญปีกนั้นมักดื่มสุราเป็นอาจิณ และบางครั้งก็ดื่มสุราตั้งแต่เวลาเที่ยง หรือไม่ก็เมาค้างมาตั้งแต่ตอนกลางคืน จึงไม่กล้าเข้าหาพบหน้าลุง ผมจึงพลาดโอกาสไป
ดังนั้นยามใดที่มีคำสั่งของรองผู้อำนวยการให้นำเรื่องเข้าปรึกษาที่ปรึกษากฎหมาย ผมก็เห็นเป็นโอกาสอันดี เฝ้ารอจังหวะและเวลา พอท่านที่ปรึกษามาถึงบริษัท กะเวลาให้ท่านดื่มน้ำท่าเป็นอันดีแล้ว ผมก็ขออนุญาตเข้าไปพบ
ท่านที่ปรึกษาวางตนเป็นสง่าราศี ประกอบเข้ากับห้องทำงานและเลขานุการหน้าห้องก็มีสง่าราศียิ่งกว่าเจ้าหน้าที่ธรรมดามากมายนัก จึงดูน่าเกรงขาม แต่ความน่าเกรงขามที่ว่านี้แท้จริงแล้วอาจเกิดจากความทรงธรรมและภูมิปัญญาอันแก่กล้าที่แผ่ออกมาก็เป็นได้
ครั้งแรกที่ผมเข้าไปพบ ผมก็รายงานตัวว่าเป็นเพื่อนของปีก กำลังเรียนกฎหมายอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ค่าใช้จ่ายในการดำรงอยู่ไม่พอและขัดสน ปีกจึงชวนมาทำงานซึ่งได้ค่าจ้างเป็นรายวัน และทำหน้าที่อยู่ในฝ่ายกฎหมาย
ท่านที่ปรึกษาคงทราบข่าวคราวของผมจากปีกมาบ้างแล้ว และคงเข้าใจว่าปีกเป็นอย่างไร ผมก็คงเป็นอย่างนั้น มิฉะนั้นไหนเลยจะคบหาเป็นเพื่อนกันได้ แล้วท่านก็บอกว่ามาแนวเดียวกับปีกเลย ซึ่งหมายความว่ามาขอเข้าทำงาน ทั้ง ๆ ที่ยังเรียนไม่จบการศึกษา เพียงเพื่อหวังหารายได้ไปสนุกสนานเฮฮาเพิ่มเติมเท่านั้น
ท่านได้ไต่ถามประวัติความเป็นมาของผมเป็นช้าเป็นนาน และพอทราบว่าผมคุ้นเคยกับพระ คุ้นเคยกับวัด ก็ดูเหมือนว่าท่านให้ความสนใจมากขึ้นเป็นพิเศษ สีหน้าและนัยน์ตาแสดงออกถึงความเมตตาให้ปรากฏอย่างชัดเจน
ท่านนิ่งอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็บอกว่า ตัวเรานี้ก็เป็นเด็กบ้านนอก เป็นชาวอยุธยา คุ้นเคยอยู่กับวัด รักและสนใจในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า การเป็นนักกฎหมายหากรู้จักพระธรรมคำสอนเป็นอย่างดีแล้ว ก็จะเป็นประโยชน์แก่การประกอบอาชีพและการทำหน้าที่อย่างยิ่ง
แล้วท่านก็ถามว่าหัดเล่นหมากรุกมากี่ปีแล้ว ผมก็บอกว่าเดิมทีผมเป็นนักหมากฮอส เล่นหมากฮอสได้ดี เคยเป็นนักกีฬาสี และก็เป็นนักกีฬาหมากฮอสของมหาวิทยาลัยด้วย เล่นหมากฮอสจนหาคนต่อสู้ยากแล้วจึงมาฝึกเล่นหมากรุก ก็รู้สึกสนุก และฝึกเล่นไปเรื่อย ๆ
เพราะประหม่าหรือเพราะฝังในน้ำใจลึกที่อยากจะลองฝีมือหมากรุกกันก็ไม่รู้ได้ ผมได้บอกท่านว่าถ้ามีเวลาผมอยากจะขอลองเล่นหมากรุกกับท่านสักหน่อยหนึ่ง
ท่านที่ปรึกษาได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ แล้วบอกว่าเรียนหนังสือให้จบเสียก่อนแล้วค่อยมาพูดกันเรื่องหมากรุก ซึ่งในภายหลังผมคิดได้ว่าตัวผมนี้ช่างบังอาจเหลือเกินที่ไปชวนท่านเล่นหมากรุก
เพราะโดยฐานะหน้าที่ก็ห่างไกลกันลิบลับ เป็นเด็กสิไม่สำเหนียกในกิริยามารยาท ริอ่านไปท้าผู้ใหญ่เล่นหมากรุก นับว่าเป็นเรื่องไม่เข้าท่าอย่างยิ่ง และเป็นเรื่องไม่เข้าท่าที่เกิดขึ้นในครั้งแรกที่พบปะกับคนซึ่งมีความยิ่งใหญ่ทางภูมิปัญญาขนาดนั้น
และที่สำคัญ ผมไม่ได้ล่วงรู้มาก่อนเลยว่าท่านที่ปรึกษาผู้นี้เป็นยอดนักหมากรุกที่มีฝีมือเป็นเอกของกระทรวงยุติธรม มีฝีมือเลิศล้ำโดดเด่นเป็นเอกอยู่แต่ผู้เดียวมานานนักหนาแล้ว และเป็นนักหมากรุกตัวยงของวงการศาลยุติธรรม
ผมได้ทราบภายหลังว่าท่านผู้นี้ไปเป็นผู้พิพากษาอยู่ที่ไหน ก็จะให้จ่าศาลหรือตำรวจไปเที่ยวเรียกใครต่อใครที่เป็นนักหมากรุกมาเล่นหมากรุกด้วยกัน จนหาใครในแต่ละเมืองต่อสู้ไม่ได้แล้ว ท่านก็จะเรียกผู้บังคับบัญชาเรือนจำของจังหวัดมาไต่ถามว่ามีนักหมากรุกฝีมือดีต้องขังอยู่หรือไม่ และถ้าหากมีบางครั้งท่านก็ขอให้เรือนจำเบิกตัวออกมาเล่นหมากรุกที่บ้านพัก และถ้ามีฝีมือดีพอจะเล่นกันได้ ท่านก็รักที่จะให้เบิกตัวออกมาเล่นหมากรุกกันเป็นประจำ
กิตติศัพท์ความเป็นนักหมากรุกเช่นนี้ลือกระฉ่อนไปทั่ว ท่านไปเป็นผู้พิพากษาอยู่ที่จังหวัดไหนจึงมักที่จะได้รับกระดานหมากรุกและตัวหมากรุกแกะสลักอย่างสุดยอดสวยงามจากทางเรือนจำอยู่เสมอ
และจัดว่าเป็นนักหมากรุกที่มีกระดานหมากรุกและตัวหมากรุกนานาชนิดมากที่สุดท่านหนึ่ง มีกระดานหมากรุกเป็นไม้นานาชนิด มีทั้งกระดานหมากรุกไม้ฝังมุก มีตัวหมากรุกที่ทำด้วยวัสดุนานาชนิด แม้กระทั่งที่ทำด้วยงาช้าง
ท่านที่ปรึกษารักหมากรุกเป็นชีวิตจิตใจ ไปรับราชการถึงไหนก็หาเพื่อนวงการหมากรุกทุกหนทุกแห่งไป ทำให้รู้จักมักคุ้นกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงมหาดไทยท่านหนึ่งซึ่งเป็นนักหมากรุกเหมือนกันคือคุณชะลอ วะนะภูติ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย
สองท่านนี้เล่นหมากรุกกันเป็นประจำตั้งแต่ยังรับราชการอยู่ในต่างจังหวัดด้วยกัน และแม้กระทั่งเข้ามารับราชการอยู่ในกรุงเทพฯ แล้วก็ยังเล่นหมากรุกกันอย่างสนิทสนม
ในบางครั้งนัดกันไปเล่นหมากรุกที่ริมคลองหลอด จนเป็นที่ฮือฮาของผู้ใต้บังคับบัญชา บางทีก็เดินทางไปเล่นหมากรุกกันที่ต่างจังหวัด ไปถึงตลาดไหนเห็นเขาเล่นหมากรุกกันก็แวะเล่นหมากรุกด้วย บางทีวงหมากรุกนั้นเล่นการพนัน ทั้งสองท่านนี้ไม่รู้ว่าเป็นการเล่นพนันก็เข้าไปนั่งดู
มีอยู่คราวหนึ่ง คุณชะลอ วะนะภูติ เป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทยแล้ว คุณบุศย์ ขันธวิทย์ ก็เป็นผู้พิพากษาศาลฎีกาแล้ว เดินทางไปเล่นหมากรุกกันที่ต่างจังหวัด แล้วเห็นเขาเล่นหมากรุกกันที่ตลาดสิงห์บุรีจึงแวะเข้าไปนั่งดู แต่เผอิญวงหมากรุกนั้นเล่นการพนัน ตำรวจมาจับและจับเอาสองท่านนี้รวมเข้าไปด้วย
ตำรวจที่มาจับคงไม่รู้ว่าทั้งสองท่านนี้เป็นใคร แต่คุณชะลอ วะนะภูติ นั้นได้ชื่อว่าเป็นมาเฟียมหาดไทย คือเป็นคนน้ำใจนักเลง ถูกจับแล้วก็ไม่เบ่งตรงๆ แต่กลับถามตำรวจว่าผู้ว่าราชการจังหวัดชื่ออะไร
เพียงได้ยินคำถามเช่นนี้ตำรวจที่มาจับก็งง แล้วก็ถามว่าท่านถามทำไม คุณชะลอ วะนะภูติ ก็บอกว่าให้วิทยุติดต่อไปที่จังหวัด บอกผู้ว่าราชการจังหวัดว่านายชะลอ วะนะภูติ ถูกจับเพราะเล่นหมากรุกการพนัน
ตำรวจคงเห็นท่าไม่ค่อยดีเท่าไหร่นักจึงไม่กล้านำตัวไปโรงพัก แต่ยังคงวิทยุสอบถามไปที่สำนักงานจังหวัด เท่านั้นแหละท่าทีของตำรวจก็เปลี่ยนไป เป็นแสดงความเคารพและขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่
ไม่ถึงสิบนาทีเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ของสำนักงานจังหวัดและหัวหน้าตำรวจก็พากันมาที่ตลาด แล้วเชิญทั้งสองท่านไปรับประทานอาหารเที่ยง ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องประหลาดเรื่องหนึ่ง
คุณบุศย์ ขันธวิทย์ รู้จักมักคุ้นเป็นอันดีกับจอมพลถนอม กิตติขจร ตั้งแต่เมื่อครั้งที่จอมพลถนอม กิตติขจร ยังเป็นนายทหารระดับผู้บังคับกองพันอยู่ในต่างจังหวัด และรู้จักกันครั้งแรกก็เพราะได้รับการขอร้องให้แสวงหาบรรดาทหารที่เป็นนักเล่น หมากรุกมาเล่นหมากรุกด้วย
จากนั้นทั้งสองท่านนี้ก็คบหากันเป็นมิตรสนิทเรื่อยมาจนกระทั่งตายจากกัน
เพราะเป็นคนอยุธยา ท่านที่ปรึกษาจึงมักเดินทางไปจังหวัดอยุธยาเป็นประจำ เป็นการเดินทางด้วยกิจกรรมสองอย่าง คือไปพัฒนาวัดที่บ้านเกิดของท่านอย่างหนึ่ง และไปเล่นหมากรุกอีกอย่างหนึ่ง
เวลาไปเล่นหมากรุกก็ไปเล่นกันหามรุ่งหามค่ำ เล่นกันทั้งวันทั้งคืน โดยมีคณะพระสงฆ์คณะหนึ่งเป็นขาหมากรุก และเป็นขาหมากรุกกันมานานตั้งแต่หนุ่ม ๆ ด้วยกัน องค์หนึ่งเป็นพระครูผู้ใหญ่อยู่วัดพนัญเชิง อีกองค์หนึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดรัตนชัยหรือที่เรียกว่าวัดจีน
ท่านพระครูวัดพนัญเชิงเวลาเล่นหมากรุกมักจะนั่งพับเพียบเอาขาขวาทับบนขาซ้าย และสูบบุหรี่ตลอดเวลา ท่านเป็นพระนักบู๊ เวลาเล่นหมากรุกก็จะพูดว่าบุกเข้าไป หรือรุกเข้าไป บางทีเดินหมากรุกเสียทีเป็นรอง ถูกเขารุกหรือถูกเขาบุกจนถอยร่นไม่เป็นท่า แต่พอเวลาจะเดินท่านพระครูก็ยังพูดว่ารุกเข้าไป รุกเข้าไป จนท่านพระครูวัดจีนบางครั้งก็ทนไม่ไหว เยาะเอาว่าท่านพระครูนี่แปลก หมากจะจนกลางกระดานอยู่แล้ว ยังจะรุกอะไรอีก หรือว่าจะลุกออกจากวงกันแน่
ต่างกับท่านพระครูวัดจีน เป็นคนสุขุม นุ่มนวล ลุ่มลึก เดินแต่ละแต้มแต่ละตาถึงแม้จะช้าไปบ้างแต่ก็หนักหน่วง กระบวนรับเชิงรุก กระบวนรุกเชิงรับและกระบวนหลอกล่อดูแพรวพราวไปหมด
ทั้งท่านปลัดชะลอ วะนะภูติ ท่านพระครูวัดจีน และท่านพระครูวัดพนัญเชิงมักจะเรียกคุณบุศย์ ขันธวิทย์ ว่ามหาบุศย์ ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วคุณบุศย์ ขันธวิทย์ แม้จะเคยบวชเรียนมาบ้างก็เป็นห้วงเวลาสั้น ๆ ไม่เคยจบการเรียนปริยัติธรรมถึงชั้นประโยคสามเลย จึงไม่อาจเรียกคำนำหน้าว่ามหาได้
เพราะคำว่ามหานั้นเป็นคำที่ใช้สำหรับพระที่บวชแล้วเรียนพระปริยัติธรรมได้ชั้นประโยคสาม เมื่อสอบได้ประโยคสามแล้ว เขาก็จะเรียกกันว่าพระมหา คือใช้คำว่ามหานำหน้านามของพระผู้นั้น บางครั้งเมื่อสึกออกมาแล้วผู้คนก็คุ้นปาก คงเรียกว่ามหาอยู่เหมือนเดิม
ทั้งปลัดชะลอ วะนะภูติ และท่านพระครูทั้งสององค์ แม้กระทั่งชาวอยุธยาที่เป็นขาหมากรุกหรือพวกหมากรุกข้างกระดานต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าคุณบุศย์ ขันธวิทย์ นั้นไม่ใช่มหาธรรมดา แต่เป็นมหาสิบประโยค.
ในบรรดาคนเหล่านั้น มีทั้งพวกฝรั่ง ชาวฟิลิปปินส์ และชาวไต้หวัน ซึ่งตางก็มีความรู้ ความชำนาญ ในด้านต่าง ๆ
ผมไปทำงานตามที่มีการนัดหมายกันไว้ โดยสังกัดอยู่ในฝ่ายกฎหมาย ซึ่งมีเจ้าหน้าที่เลขานุการประจำอยู่ 2 คน แต่ผู้จัดการฝ่ายกฎหมาย มีชื่อว่าคุณประสม สุกก้อน เป็นทนายความอาวุโส มีบุคลิกภาพองอาจ สง่า พูดจาฉะฉาน มีสำนักงานเป็นของตนเองอยู่ข้างนอก ไม่ได้ทำงานอยู่ประจำที่บริษัท ส่วนในต่างจังหวัดก็จ้างสำนักงานทนายความในท้องถิ่นซึ่งบริษัททำการก่อสร้างอยู่ให้ทำหน้าที่เป็นทนายความให้
ดังนั้นในฝ่ายกฎหมายจึงมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายที่ทำงานประจำอยู่เพียง 2 คนคือปีกกับผมเท่านั้น แต่มีเจ้าหน้าที่เลขานุการคอยช่วยเหลืองานด้านเลขานุการอย่างดียิ่ง
งานของฝ่ายกฎหมายในขณะนั้นมีอยู่ 3 ประเภทงาน คือ งานด้านคดี ซึ่งทนายข้างนอกเป็นผู้รับว่าความ โดยฝ่ายกฎหมายเป็นผู้ติดตามกำกับและสรุปผลให้ฝ่ายบริหารทราบ งานด้านที่ปรึกษากฎหมายและสัญญาซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย การยกร่างและตรวจสอบสัญญาที่เกี่ยวข้องกับบริษัท และงานด้านกฎหมายแรงงานที่เกี่ยวข้องกับพนักงานทุกคน
งานด้านคดีมีจำนวนมาก และส่วนใหญ่เป็นคดีในต่างจังหวัดเนื่องจากบริษัทรับเหมาก่อสร้างงานจากกรมทางหลวงในพื้นที่หลายจังหวัดโดยเฉพาะในภาคอีสาน มีหน่วยงานชั่วคราวทำงานในแต่ละพื้นที่ มีรถที่ใช้ในการก่อสร้างกว่า 200 คัน จึงมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นเนือง ๆ ทำให้คดีละเมิดเกี่ยวกับรถมีจำนวนกว่า 200 คดี และคั่งค้างมานาน
ผมเห็นว่างานคดีเป็นงานที่รกรุงรัง เพราะเมื่องานก่อสร้างเสร็จแล้ว หากงานคดีไม่แล้วเสร็จก็จะเป็นภาระในการติดตามและจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกมาก เนื่องจากหน่วยงานที่ทำงานในพื้นที่เคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ไปแล้ว จะต้องใช้คนจากกรุงเทพฯ ไปดำเนินงานต่อไป ดังนั้นผมจึงสรุปเรื่องทั้งหมดว่าแต่ละเรื่องมีข้อเรียกร้องอย่างไร และเป็นเงินเท่าใด
จากนั้นก็นำไปเสนอกรรมการรองผู้อำนวยการ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง เสนอให้ช่วยพิจารณากำหนดแนวทางการประนีประนอม เพื่อให้คดีทั้งหลายยุติลงได้อย่างรวดเร็ว กรรมการรองผู้อำนวยการก็เล็งการณ์ไกล เห็นถึงปัญหาในวันข้างหน้าหากคดีเนิ่นช้าต่อไป จึงกำหนดแนวทางทั่วไปของแต่ละคดี เพื่อให้คดียุติลงได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นการประหยัดทั้งค่าใช้จ่าย ค่าเดินทาง และป้องกันปัญหาต่อเนื่องในวันข้างหน้า
เมื่อทราบแนวทางที่จะยุติคดีแล้ว ผมก็เร่งประสานงานกับทนายความในต่างจังหวัด แจ้งให้ทราบถึงแนวทางที่จะยุติคดีเพื่อให้ทนายความนำไปปฏิบัติ และด้วยวิธีนี้เพียงไม่เกิน 8 เดือน คดีก็แล้วเสร็จไปเกือบหมด คงเหลือค้างคาบ้างก็เฉพาะคดีที่ค้างอยู่ในศาลสูง
การที่เรื่องราวยุติลงด้วยความพอใจของผู้เกี่ยวข้องเช่นนี้ ก็คือการทำให้ธรรมนั้นยุติเพราะคดีก็เป็นธรรมอย่างหนึ่ง เมื่อธรรมยุติลงด้วยความพอใจจึงเป็นความยุติธรรมแท้ และอำนาจแห่งความยุติธรรมนี้ก็ได้ทำให้ปัญหาของงานด้านคดีเสร็จสิ้นไปอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นผลงานที่เป็นหน้าเป็นตาของผมไป
ส่วนงานด้านที่ปรึกษาและสัญญานั้น เมื่อมีกรณีปัญหาหรือมีร่างสัญญามาให้ตรวจ ผมก็ทำรายงานความเห็นหรือรายงานการตรวจสอบพร้อมความเห็นให้กับกรรมการรองผู้อำนวยการ ซึ่งส่วนใหญ่ท่านก็ให้ความเห็นชอบ อันแสดงให้เห็นว่ากรรมการรองผู้อำนวยการมีประสบการณ์และมีความรู้ในงานด้านนี้อย่างช่ำชอง จึงสามารถตัดสินใจในเรื่องราวที่นำเสนอได้อย่างรวดเร็ว
ยกเว้นก็แต่คำปรึกษาเรื่องสำคัญหรือสัญญาสำคัญ บางครั้งเมื่อผมนำเสนอแล้ว กรรมการรองผู้อำนวยการจะสั่งเรื่องให้รอนำเสนอหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและที่ปรึกษากฎหมายพิจารณาก่อน
ในกรณีเช่นนี้ผมก็ต้องเก็บเรื่องรอไว้จนถึงวันที่หัวหน้าฝ่ายกฎหมายเข้ามาบริษัท ซึ่งปกติท่านจะเข้ามาสัปดาห์ละครั้ง ซึ่งท่านอาจจะพิจารณาแก้ไขหรือมีความเห็นตามข้อเสนอประการใดก็ได้ทั้งนั้น จากนั้นผมก็จะสรุปความเห็นของหัวหน้าฝ่ายกฎหมายเสนอกรรมการรองผู้อำนวยการเพื่อทราบอีกครั้งหนึ่ง
บางครั้งเมื่อได้พิจารณาแล้ว ท่านก็จะสั่งให้ดำเนินการไปได้เลย แต่บางครั้งก็มีคำสั่งให้รอฟังความเห็นของที่ปรึกษากฎหมายก่อน ซึ่งที่ปรึกษากฎหมายก็จะมาทำงานที่บริษัทสัปดาห์ละครั้ง ครั้งละครึ่งวัน
ที่ปรึกษากฎหมายท่านนี้คือท่านบุศย์ ขันธวิทย์ อดีตอธิบดีผู้พิพากษาภาคหลายภาค และเป็นอดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา ท่านเกษียณอายุในตำแหน่งสุดท้ายคือผู้พิพากษาศาลฎีกา ท่านผู้นี้คือผู้ที่ปีกเรียกว่าลุง
ที่ปรึกษากฎหมายของบริษัทมีห้องทำงานเฉพาะ และบริษัทจัดให้มีเลขานุการประจำคอยอำนวยความสะดวกในวันเวลาที่ท่านมาทำงานที่บริษัท
ผมได้ยินกิตติศัพท์จากปีกมาก่อนว่าลุงเป็นคนเก่งทางกฎหมายมาก และเคยเป็นทนายความมาก่อนที่จะมารับราชการเป็นผู้พิพากษา ทั้งทราบด้วยว่าลุงของปีกเป็นนักหมากรุกชั้นยอดของศาลยุติธรรม
ผมเองนั้นรักที่จะคบหาเสวนากับคนเก่งคนกล้ามาแต่ไหนแต่ไร และใฝ่ที่จะได้รู้จักกับลุงของปีกมาตั้งแต่แรกเข้าทำงาน โดยในใจลึก ๆ นั้นคิดว่าเมื่อท่านเป็นนักหมาก รุก ชอบหมากรุกก็เป็นคอเดียวกัน เห็นจะคบหากันได้โดยง่าย และเข้าใจเอาเองว่านักหมากรุกจากวงการศาลยุติธรรมคงฝีมือไม่เท่าใดนัก แม้ปีกจะชื่นชมนักหนาว่ามีฝีมือดี แต่ผมก็เชื่อว่าผมคงเล่นสู้ได้สบายมาก
แรกที่ผมเข้าทำงานนั้น แม้ทราบว่าที่ปรึกษาเข้ามาบริษัท แต่ผมก็ไม่กล้าเข้าไปพบ เนื่องจากบางครั้งปีกไม่อยู่เพราะไปเรียนหนังสือเสียบ้าง แต่พอเอาเข้าจริงถึงแม้ปีกอยู่ที่บริษัทกลับไม่กล้านำผมไปพบลุงของตน ผมก็ได้แต่แปลกใจ
ในที่สุดปีกก็รับสารภาพว่าไม่อยากพบหน้ากับลุงเท่าใดนัก เพราะพบหน้าคราใดลุงก็มักจะถามไถ่ความรู้ด้านกฎหมาย แต่ปีกตอบไม่ค่อยได้ ก็จะถูกต่อว่าต่อขาน ที่สำคัญปีกนั้นมักดื่มสุราเป็นอาจิณ และบางครั้งก็ดื่มสุราตั้งแต่เวลาเที่ยง หรือไม่ก็เมาค้างมาตั้งแต่ตอนกลางคืน จึงไม่กล้าเข้าหาพบหน้าลุง ผมจึงพลาดโอกาสไป
ดังนั้นยามใดที่มีคำสั่งของรองผู้อำนวยการให้นำเรื่องเข้าปรึกษาที่ปรึกษากฎหมาย ผมก็เห็นเป็นโอกาสอันดี เฝ้ารอจังหวะและเวลา พอท่านที่ปรึกษามาถึงบริษัท กะเวลาให้ท่านดื่มน้ำท่าเป็นอันดีแล้ว ผมก็ขออนุญาตเข้าไปพบ
ท่านที่ปรึกษาวางตนเป็นสง่าราศี ประกอบเข้ากับห้องทำงานและเลขานุการหน้าห้องก็มีสง่าราศียิ่งกว่าเจ้าหน้าที่ธรรมดามากมายนัก จึงดูน่าเกรงขาม แต่ความน่าเกรงขามที่ว่านี้แท้จริงแล้วอาจเกิดจากความทรงธรรมและภูมิปัญญาอันแก่กล้าที่แผ่ออกมาก็เป็นได้
ครั้งแรกที่ผมเข้าไปพบ ผมก็รายงานตัวว่าเป็นเพื่อนของปีก กำลังเรียนกฎหมายอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ค่าใช้จ่ายในการดำรงอยู่ไม่พอและขัดสน ปีกจึงชวนมาทำงานซึ่งได้ค่าจ้างเป็นรายวัน และทำหน้าที่อยู่ในฝ่ายกฎหมาย
ท่านที่ปรึกษาคงทราบข่าวคราวของผมจากปีกมาบ้างแล้ว และคงเข้าใจว่าปีกเป็นอย่างไร ผมก็คงเป็นอย่างนั้น มิฉะนั้นไหนเลยจะคบหาเป็นเพื่อนกันได้ แล้วท่านก็บอกว่ามาแนวเดียวกับปีกเลย ซึ่งหมายความว่ามาขอเข้าทำงาน ทั้ง ๆ ที่ยังเรียนไม่จบการศึกษา เพียงเพื่อหวังหารายได้ไปสนุกสนานเฮฮาเพิ่มเติมเท่านั้น
ท่านได้ไต่ถามประวัติความเป็นมาของผมเป็นช้าเป็นนาน และพอทราบว่าผมคุ้นเคยกับพระ คุ้นเคยกับวัด ก็ดูเหมือนว่าท่านให้ความสนใจมากขึ้นเป็นพิเศษ สีหน้าและนัยน์ตาแสดงออกถึงความเมตตาให้ปรากฏอย่างชัดเจน
ท่านนิ่งอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็บอกว่า ตัวเรานี้ก็เป็นเด็กบ้านนอก เป็นชาวอยุธยา คุ้นเคยอยู่กับวัด รักและสนใจในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า การเป็นนักกฎหมายหากรู้จักพระธรรมคำสอนเป็นอย่างดีแล้ว ก็จะเป็นประโยชน์แก่การประกอบอาชีพและการทำหน้าที่อย่างยิ่ง
แล้วท่านก็ถามว่าหัดเล่นหมากรุกมากี่ปีแล้ว ผมก็บอกว่าเดิมทีผมเป็นนักหมากฮอส เล่นหมากฮอสได้ดี เคยเป็นนักกีฬาสี และก็เป็นนักกีฬาหมากฮอสของมหาวิทยาลัยด้วย เล่นหมากฮอสจนหาคนต่อสู้ยากแล้วจึงมาฝึกเล่นหมากรุก ก็รู้สึกสนุก และฝึกเล่นไปเรื่อย ๆ
เพราะประหม่าหรือเพราะฝังในน้ำใจลึกที่อยากจะลองฝีมือหมากรุกกันก็ไม่รู้ได้ ผมได้บอกท่านว่าถ้ามีเวลาผมอยากจะขอลองเล่นหมากรุกกับท่านสักหน่อยหนึ่ง
ท่านที่ปรึกษาได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ แล้วบอกว่าเรียนหนังสือให้จบเสียก่อนแล้วค่อยมาพูดกันเรื่องหมากรุก ซึ่งในภายหลังผมคิดได้ว่าตัวผมนี้ช่างบังอาจเหลือเกินที่ไปชวนท่านเล่นหมากรุก
เพราะโดยฐานะหน้าที่ก็ห่างไกลกันลิบลับ เป็นเด็กสิไม่สำเหนียกในกิริยามารยาท ริอ่านไปท้าผู้ใหญ่เล่นหมากรุก นับว่าเป็นเรื่องไม่เข้าท่าอย่างยิ่ง และเป็นเรื่องไม่เข้าท่าที่เกิดขึ้นในครั้งแรกที่พบปะกับคนซึ่งมีความยิ่งใหญ่ทางภูมิปัญญาขนาดนั้น
และที่สำคัญ ผมไม่ได้ล่วงรู้มาก่อนเลยว่าท่านที่ปรึกษาผู้นี้เป็นยอดนักหมากรุกที่มีฝีมือเป็นเอกของกระทรวงยุติธรม มีฝีมือเลิศล้ำโดดเด่นเป็นเอกอยู่แต่ผู้เดียวมานานนักหนาแล้ว และเป็นนักหมากรุกตัวยงของวงการศาลยุติธรรม
ผมได้ทราบภายหลังว่าท่านผู้นี้ไปเป็นผู้พิพากษาอยู่ที่ไหน ก็จะให้จ่าศาลหรือตำรวจไปเที่ยวเรียกใครต่อใครที่เป็นนักหมากรุกมาเล่นหมากรุกด้วยกัน จนหาใครในแต่ละเมืองต่อสู้ไม่ได้แล้ว ท่านก็จะเรียกผู้บังคับบัญชาเรือนจำของจังหวัดมาไต่ถามว่ามีนักหมากรุกฝีมือดีต้องขังอยู่หรือไม่ และถ้าหากมีบางครั้งท่านก็ขอให้เรือนจำเบิกตัวออกมาเล่นหมากรุกที่บ้านพัก และถ้ามีฝีมือดีพอจะเล่นกันได้ ท่านก็รักที่จะให้เบิกตัวออกมาเล่นหมากรุกกันเป็นประจำ
กิตติศัพท์ความเป็นนักหมากรุกเช่นนี้ลือกระฉ่อนไปทั่ว ท่านไปเป็นผู้พิพากษาอยู่ที่จังหวัดไหนจึงมักที่จะได้รับกระดานหมากรุกและตัวหมากรุกแกะสลักอย่างสุดยอดสวยงามจากทางเรือนจำอยู่เสมอ
และจัดว่าเป็นนักหมากรุกที่มีกระดานหมากรุกและตัวหมากรุกนานาชนิดมากที่สุดท่านหนึ่ง มีกระดานหมากรุกเป็นไม้นานาชนิด มีทั้งกระดานหมากรุกไม้ฝังมุก มีตัวหมากรุกที่ทำด้วยวัสดุนานาชนิด แม้กระทั่งที่ทำด้วยงาช้าง
ท่านที่ปรึกษารักหมากรุกเป็นชีวิตจิตใจ ไปรับราชการถึงไหนก็หาเพื่อนวงการหมากรุกทุกหนทุกแห่งไป ทำให้รู้จักมักคุ้นกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงมหาดไทยท่านหนึ่งซึ่งเป็นนักหมากรุกเหมือนกันคือคุณชะลอ วะนะภูติ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย
สองท่านนี้เล่นหมากรุกกันเป็นประจำตั้งแต่ยังรับราชการอยู่ในต่างจังหวัดด้วยกัน และแม้กระทั่งเข้ามารับราชการอยู่ในกรุงเทพฯ แล้วก็ยังเล่นหมากรุกกันอย่างสนิทสนม
ในบางครั้งนัดกันไปเล่นหมากรุกที่ริมคลองหลอด จนเป็นที่ฮือฮาของผู้ใต้บังคับบัญชา บางทีก็เดินทางไปเล่นหมากรุกกันที่ต่างจังหวัด ไปถึงตลาดไหนเห็นเขาเล่นหมากรุกกันก็แวะเล่นหมากรุกด้วย บางทีวงหมากรุกนั้นเล่นการพนัน ทั้งสองท่านนี้ไม่รู้ว่าเป็นการเล่นพนันก็เข้าไปนั่งดู
มีอยู่คราวหนึ่ง คุณชะลอ วะนะภูติ เป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทยแล้ว คุณบุศย์ ขันธวิทย์ ก็เป็นผู้พิพากษาศาลฎีกาแล้ว เดินทางไปเล่นหมากรุกกันที่ต่างจังหวัด แล้วเห็นเขาเล่นหมากรุกกันที่ตลาดสิงห์บุรีจึงแวะเข้าไปนั่งดู แต่เผอิญวงหมากรุกนั้นเล่นการพนัน ตำรวจมาจับและจับเอาสองท่านนี้รวมเข้าไปด้วย
ตำรวจที่มาจับคงไม่รู้ว่าทั้งสองท่านนี้เป็นใคร แต่คุณชะลอ วะนะภูติ นั้นได้ชื่อว่าเป็นมาเฟียมหาดไทย คือเป็นคนน้ำใจนักเลง ถูกจับแล้วก็ไม่เบ่งตรงๆ แต่กลับถามตำรวจว่าผู้ว่าราชการจังหวัดชื่ออะไร
เพียงได้ยินคำถามเช่นนี้ตำรวจที่มาจับก็งง แล้วก็ถามว่าท่านถามทำไม คุณชะลอ วะนะภูติ ก็บอกว่าให้วิทยุติดต่อไปที่จังหวัด บอกผู้ว่าราชการจังหวัดว่านายชะลอ วะนะภูติ ถูกจับเพราะเล่นหมากรุกการพนัน
ตำรวจคงเห็นท่าไม่ค่อยดีเท่าไหร่นักจึงไม่กล้านำตัวไปโรงพัก แต่ยังคงวิทยุสอบถามไปที่สำนักงานจังหวัด เท่านั้นแหละท่าทีของตำรวจก็เปลี่ยนไป เป็นแสดงความเคารพและขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่
ไม่ถึงสิบนาทีเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ของสำนักงานจังหวัดและหัวหน้าตำรวจก็พากันมาที่ตลาด แล้วเชิญทั้งสองท่านไปรับประทานอาหารเที่ยง ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องประหลาดเรื่องหนึ่ง
คุณบุศย์ ขันธวิทย์ รู้จักมักคุ้นเป็นอันดีกับจอมพลถนอม กิตติขจร ตั้งแต่เมื่อครั้งที่จอมพลถนอม กิตติขจร ยังเป็นนายทหารระดับผู้บังคับกองพันอยู่ในต่างจังหวัด และรู้จักกันครั้งแรกก็เพราะได้รับการขอร้องให้แสวงหาบรรดาทหารที่เป็นนักเล่น หมากรุกมาเล่นหมากรุกด้วย
จากนั้นทั้งสองท่านนี้ก็คบหากันเป็นมิตรสนิทเรื่อยมาจนกระทั่งตายจากกัน
เพราะเป็นคนอยุธยา ท่านที่ปรึกษาจึงมักเดินทางไปจังหวัดอยุธยาเป็นประจำ เป็นการเดินทางด้วยกิจกรรมสองอย่าง คือไปพัฒนาวัดที่บ้านเกิดของท่านอย่างหนึ่ง และไปเล่นหมากรุกอีกอย่างหนึ่ง
เวลาไปเล่นหมากรุกก็ไปเล่นกันหามรุ่งหามค่ำ เล่นกันทั้งวันทั้งคืน โดยมีคณะพระสงฆ์คณะหนึ่งเป็นขาหมากรุก และเป็นขาหมากรุกกันมานานตั้งแต่หนุ่ม ๆ ด้วยกัน องค์หนึ่งเป็นพระครูผู้ใหญ่อยู่วัดพนัญเชิง อีกองค์หนึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดรัตนชัยหรือที่เรียกว่าวัดจีน
ท่านพระครูวัดพนัญเชิงเวลาเล่นหมากรุกมักจะนั่งพับเพียบเอาขาขวาทับบนขาซ้าย และสูบบุหรี่ตลอดเวลา ท่านเป็นพระนักบู๊ เวลาเล่นหมากรุกก็จะพูดว่าบุกเข้าไป หรือรุกเข้าไป บางทีเดินหมากรุกเสียทีเป็นรอง ถูกเขารุกหรือถูกเขาบุกจนถอยร่นไม่เป็นท่า แต่พอเวลาจะเดินท่านพระครูก็ยังพูดว่ารุกเข้าไป รุกเข้าไป จนท่านพระครูวัดจีนบางครั้งก็ทนไม่ไหว เยาะเอาว่าท่านพระครูนี่แปลก หมากจะจนกลางกระดานอยู่แล้ว ยังจะรุกอะไรอีก หรือว่าจะลุกออกจากวงกันแน่
ต่างกับท่านพระครูวัดจีน เป็นคนสุขุม นุ่มนวล ลุ่มลึก เดินแต่ละแต้มแต่ละตาถึงแม้จะช้าไปบ้างแต่ก็หนักหน่วง กระบวนรับเชิงรุก กระบวนรุกเชิงรับและกระบวนหลอกล่อดูแพรวพราวไปหมด
ทั้งท่านปลัดชะลอ วะนะภูติ ท่านพระครูวัดจีน และท่านพระครูวัดพนัญเชิงมักจะเรียกคุณบุศย์ ขันธวิทย์ ว่ามหาบุศย์ ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วคุณบุศย์ ขันธวิทย์ แม้จะเคยบวชเรียนมาบ้างก็เป็นห้วงเวลาสั้น ๆ ไม่เคยจบการเรียนปริยัติธรรมถึงชั้นประโยคสามเลย จึงไม่อาจเรียกคำนำหน้าว่ามหาได้
เพราะคำว่ามหานั้นเป็นคำที่ใช้สำหรับพระที่บวชแล้วเรียนพระปริยัติธรรมได้ชั้นประโยคสาม เมื่อสอบได้ประโยคสามแล้ว เขาก็จะเรียกกันว่าพระมหา คือใช้คำว่ามหานำหน้านามของพระผู้นั้น บางครั้งเมื่อสึกออกมาแล้วผู้คนก็คุ้นปาก คงเรียกว่ามหาอยู่เหมือนเดิม
ทั้งปลัดชะลอ วะนะภูติ และท่านพระครูทั้งสององค์ แม้กระทั่งชาวอยุธยาที่เป็นขาหมากรุกหรือพวกหมากรุกข้างกระดานต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าคุณบุศย์ ขันธวิทย์ นั้นไม่ใช่มหาธรรมดา แต่เป็นมหาสิบประโยค.