ตอนที่ 64. เยือนแดนมัจจุราช
ภารกิจด้านการเรียนในช่วงนั้นก็มากเพราะเป็นห้วงเวลาสำคัญ ภารกิจด้านกิจกรรมนักศึกษาที่เกี่ยวกับพรรคเสรีตราชูก็มาก ในขณะที่ภารกิจในการหาทุนเพื่อมาใช้ในกิจกรรมนักศึกษาก็มากตามไปด้วย และแน่นอนว่าสภาพเช่นนี้ได้ทำให้การพบปะคบหาผู้คนเพิ่มมากขึ้นเป็นธรรมดา
การสังสรรค์เสวนาในรูปแบบต่าง ๆ จึงมีเป็นประจำแทบทุกวัน โดยเฉพาะการสังสรรค์ในวงสุราในเวลาเย็นถึงค่ำก็เกิดขึ้นมากเป็นพิเศษ
ปกติผมเป็นคนไม่ชอบดื่มสุราเพราะแม่และยายพร่ำสอนมาแต่น้อยว่าการดื่มสุราทำให้สติพลั้งเผลอ และอาจขาดสติได้โดยง่าย เมื่อใดที่ขาดสติแล้วก็จะเปิดช่องให้แก่พญามัจจุราช ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนว่าความประมาทเป็นบ่อเกิดแห่งความตาย
พระตถาคตเจ้าเน้นย้ำความสำคัญของการไม่ตั้งอยู่ในความประมาทตลอดพระชนม์ชีพ แม้ยามใกล้จะเสด็จดับขันธปรินิพพานก็ยังทรงประทานปัจฉิมโอวาทแก่พระสาวกและชาวพุทธทั้งปวงว่า เธอทั้งหลายจงยังการทั้งปวงให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด
แต่กระแสสังคมก็มีพลังมาก เพราะแม้ว่าจะน้อมนำรำลึกคำสอนในเรื่องนี้มากำกับใจไว้เสมอก็ตาม แต่ในยามนั้นก็จำต้องเข้าร่วมวงสังสรรค์เสวนาและดื่มสุรากันบ่อยครั้ง
ครั้งหนึ่งเป็นการสังสรรค์กันระหว่างคณะทำงานเตรียมการแข่งขันกีฬาระหว่างมหาวิทยาลัย เพื่อนชาวมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้นำน้ำผลไม้หมักที่ทำจากสัปปะรดมาร่วมวง
น้ำสัปปะรดหมักที่ว่านี้ก็คล้าย ๆ กับอุของชาวภาคอีสานหรือภาคเหนือ และก็คล้ายๆ กับ “หวาก” ของชาวภาคใต้ คือดื่มตอนต้นจะรู้สึกเปรี้ยว ๆ หวาน ๆ มีรสชาติอร่อย มีความหอมนุ่มนวล แต่พอดื่มไป ๆ กว่าจะรู้สึกตัวก็เมามายแทบไม่ได้สติ
หลังจากร่วมวงสังสรรค์เสพสุราในวันนั้นแล้ว ผมรู้สึกว่าร่างกายมีความอ่อนเพลียลงโดยลำดับ ใบหน้าเริ่มซีดและกลายเป็นสีเหลือง และสีเหลืองนั้นก็ค่อยๆ เข้มขึ้นทุกที ในขณะที่ตาขาวก็เริ่มมีสีเหลืองเจือปน แล้วเข้มขึ้นทุกทีเหมือนกัน
ตอนแรก ๆ ปัสสาวะเริ่มมีสีเหลืองอ่อน ๆ แล้วก็เหลืองเข้มขึ้นๆ จนมีสีเหลืองจัด และมีความรู้สึกปวดบริเวณท้อง
ในยามนั้นทั้งใบหน้า ดวงตา ล้วนมีสีเหลือง ปัสสาวะก็มีสีเหลือง ร่างกายก็อ่อนเพลียลงจนแทบจะเดินไม่ไหว ทำอะไรก็ไม่ได้ อาการปวดบริเวณท้องก็รุนแรงขึ้น
ผมพยายามซื้อหายามากินเอง อาการก็ไม่ทุเลาลง ทั้งสีหน้า สีตา สีปัสสาวะกลับเหลืองมากขึ้น ความอ่อนเพลียมากขึ้น ความปวดมีมากขึ้น โอ! ความเจ็บมาเยือนแล้ว
เพื่อนนักศึกษาซึ่งมักนิยมมาพักค้างที่บ้านเห็นอาการเช่นนั้นก็เป็นห่วง รบเร้าให้ผมไปหาแพทย์ที่มหาวิทยาลัย ผมขัดใจเพื่อนไม่ได้ก็ไปหาแพทย์พร้อมกับเพื่อนตามที่เพื่อนแนะนำ
ผลการตรวจรักษาปรากฏว่าผมเป็นโรคดีซ่านหรือตับอักเสบ และเป็นการอักเสบอย่างรุนแรง แพทย์ผู้รักษาบอกว่าหากรักษาไม่ดีหรือรักษาตัวไม่ดีก็อาจถึงตายได้ ขอให้ตั้งใจรักษาตัวให้หายขาดมิฉะนั้นก็จะกลายเป็นโรคเรื้อรังติดตัวไปในวันข้างหน้า
แพทย์บอกว่าโรคนี้หายขาดได้ยาก บางทีหายแล้วหลายๆ ปีก็กลับฟื้นเป็นใหม่อีก และถ้าเป็นใหม่ความอันตรายก็จะมากขึ้น แล้วยังบอกด้วยว่าตับเป็นอวัยวะสำคัญ การรักษาตับทำได้ยากมาก เพื่อป้องกันการอักเสบมากขึ้น จะต้องดื่มน้ำหวานให้มาก ๆ พักผ่อนให้มาก ๆ ห้ามออกกำลังกายและให้เคลื่อนไหวให้น้อยที่สุด
ผมยังจำคำหมอที่กำหนดการปฏิบัติตนดังกล่าวได้ดีมาจนถึงวันนี้ โดยเฉพาะข้อกำหนดที่ว่าการพักผ่อนจะต้องพักผ่อนอย่างสมบูรณ์ที่สุด หรือที่เรียกว่าเป็นภาษาอังกฤษว่า Absolute Bed Rest คือต้องนอนซมอยู่บนเตียงเท่านั้น
หมอได้ให้ยามากินที่บ้านมากมายหลายอย่าง จนผมรู้สึกในขณะนั้นว่าเหตุใดหนอตัวเราจึงมีอาการป่วยไข้หนักหนาสาหัสถึงปานนี้ หรือว่าทำกรรมอันใดไว้และกรรมอันนั้นถึงกาลมาบั่นทอนอายุขัยให้สิ้นสุดลงเสียแล้วหรือ
เพราะแม้แต่ยาที่หมอให้ก็มากมายจนราวกับว่าจะกินแทนข้าวก็ได้ ทั้ง ๆ ที่ขณะนั้นผมกินอะไรก็ไม่ลง กินข้าวก็ไม่อร่อย กินน้ำก็กร่อยเต็มที และมีความรู้สึกไม่อยากกินอะไรทั้งนั้น
หมอสั่งว่าสัปดาห์หน้าให้มาตรวจเช็คอาการอีกครั้งหนึ่ง ถ้าอาการดีขึ้นก็จะรักษาทางยาไปจนกว่าจะหาย ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อยที่สุด 6 เดือน แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้นหมอก็จะส่งตัวไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล
ไปหาหมอแล้วเพื่อนก็พากลับมาบ้าน มานอนซมอยู่ที่บ้านทุกวัน เพราะในวันธรรมดานั้นทั้งน้องทั้งญาติทั้งเพื่อนที่พักอาศัยอยู่ด้วยกันจะต้องไปเรียนหนังสือ จึงเหลือผมอยู่บ้านเพียงผู้เดียว
จะเดินออกไปซื้อหาอาหารก็ไม่ได้ หากมีความหิวก็ต้องนั่งรอจนร้านรถเข็นขายบะหมี่เกี๊ยวตระเวนมาถึงแล้วเคาะไม้ไผ่เป็นสัญญาณป๊อก ป๊อก ก็พอได้มีอาหารกินบ้าง
พอถึงเย็นวันศุกร์ก็ได้แต่ชะเง้อไปที่ประตูบ้านข้างบ้านด้วยใจรำลึกถึงพยาบาลสาวผู้เข้าครองหัวใจผมอย่างเต็มเปี่ยมคนนั้นด้วยใจหวังว่าพอได้เห็นหน้าสักหน่อยหนึ่งก็คงชื่นใจเหมือนกับคนหิวน้ำจนคอแห้งผากเป็นเวลาวันสองวัน พอได้ดื่มน้ำแม้แต่หยดน้อยๆ ก็มีความกระชุ่มกระชวยแช่มชื่นอย่างไรก็อย่างนั้น
ครั้นคนผู้ครองใจกลับมาบ้านเข้าจริง ๆ ผมก็ได้แค่ชะแง้ดูเท่านั้น เนื่องจากทำอะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้ ทั้งในขณะนั้นก็ไม่อาจเดินเหินออกไปหน้าบ้านเพื่อดูสาวเจ้าอย่างใกล้ ๆ เพราะละอายแก่ใจตัวกลัวสาวเจ้าเห็นสารรูปผมแล้วจะตกใจว่าเห็นผีตองเหลืองหรืออย่างไร ดังนั้นจึงได้แต่เก็บตัวอยู่ในบ้าน
ครบสัปดาห์แล้วเพื่อนก็พาไปตรวจตามกำหนดที่หมอนัด หมอตรวจแล้วก็ว่าอาการยังทรงอยู่ ให้กลับมาพักผ่อนและกินยาตามหมอสั่งต่อไป
พอเข้าสัปดาห์ที่สามเท่านั้น ผมก็รู้สึกตัวเองว่าอาการที่หมอบอกว่ายังทรงๆ อยู่นั้น แท้จริงเห็นท่าจะทรุดหนักลง
เพราะความเจ็บปวดแถบหน้าท้องเพิ่มมากขึ้นจนแทบทนไม่ไหว เป็นอาการปวดที่เรียกว่าปวดรวดร้าว จนต้องนั่งงอตัวเพื่อบรรเทาอาการปวด หรือไม่ก็ต้องเอาหมอนมากดไว้ตรงหน้าท้อง
ที่สำคัญคือมีความอ่อนเพลียมากจนสังเกตเห็นได้ชัด คือเดินไปห้องน้ำก็แทบไม่ไหว มีความรู้สึกไม่อยากกินไม่อยากทำอะไรมากขึ้น แต่จะนอนก็ปวด หน้า ดวงตา และปัสสาวะก็เหลืองจนเหลืองเข้มไปแล้ว
ผมรู้สึกตัวได้ด้วยตนเองว่าตั้งแต่เกิดมาไม่เคยป่วยอาการหนักมากขนาดนี้เลย ความรู้สึกทั้งหลายที่เกิดขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่ไม่เคยพานพบประสบมาแต่ก่อน และเมื่อนอนพักก็สังเกตว่าท่าทางของเราในยามนั้นก็คล้าย ๆ กับคนใกล้ตายที่เคยเห็นมาแต่ก่อน
ความรู้สึกตกใจ ความวิตกกังวลก็เกิดขึ้น ซึ่งเป็นปกติวิสัยของคนเราที่ทุกชีวิตเกิดมาแล้วก็ต้องรักชีวิต มีความหวาดกลัวต่อความตายด้วยกันทุกคน และถึงแม้ว่าจะเคยฝึกฝนอบรมจิตและปฏิบัติธรรมจนรู้และเข้าใจว่าชีวิตเกิดมาแล้วก็ต้องตาย แต่ก็ไม่วายที่จะกลัวและวิตก ในยามนั้นความวิตกและความหวาดกลัวตายครอบงำจิตใจจนมีความทุกข์ทรมานเป็นที่สุด แต่ก็มิรู้ที่จะทำฉันใด
วันหนึ่งเป็นเวลาเที่ยง กินข้าวก็ไม่ลงเพราะรู้สึกจืดชืดและเหม็นหืนอย่างไรชอบกล ดื่มได้ก็แต่น้ำ จึงฝืนดื่มน้ำเพื่อชดเชยแทนอาหาร ดื่มน้ำมากก็ปวดปัสสาวะ แต่พอจะไปปัสสาวะเท่านั้นก็รู้สึกว่าเดินแทบไม่ไหวแล้ว บังเอิญมีกระโถนอยู่ใกล้ๆ จึงต้องปัสสาวะใส่กระโถน และเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ต้องปัสสาวะใส่กระโถน ปัสสาวะแล้วก็กลับมานอนที่ห้อง
ในพลันนั้นตาก็ชำเลืองไปที่หน้าพระ เห็นรูปพระอาจารย์และเจ้าประคุณสมเด็จตั้งอยู่ จิตก็หวนรำลึกถึงพระ แต่เป็นเรื่องแปลก ความรู้สึกในขณะนั้นกลับรำลึกถึงพระอาจารย์ที่บ้านเกิดมากที่สุด
แวบหนึ่งของความรู้สึกนั้นก็หวนรำลึกถึงคำพระอาจารย์ก่อนเดินทางออกจากบ้านมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ว่าถ้าขัดสนประการใดก็ให้รำลึกถึงผ้ายันต์คาบสมุทรที่พระอาจารย์ได้มอบให้ไว้กำกับตัว
ผมรำลึกถึงคำพระอาจารย์เช่นนั้นใจก็แช่มชื่นขึ้นมาหน่อยหนึ่ง แต่ผ้ายันต์คาบสมุทรอยู่บนหิ้งพระซึ่งเป็นที่สูง เอื้อมมือหยิบไม่ถึง จึงตะเกียกตะกายค่อย ๆ ลากเอาเก้าอี้มารองยืน เห็นผ้ายันต์คาบสมุทรสีแดงฉานยังคงวางอยู่ในพานเบื้องหน้ารูปพระอาจารย์ โดยที่ไม่มีฝุ่นเกาะจับเหมือนกับพื้นที่ตรงอื่นๆ ก็มีความชุ่มชื่นใจยิ่งนัก
ขณะนั้นผมยืนทรงตัวบนเก้าอี้แทบไม่ไหว มือหนึ่งต้องยันไว้ที่ข้างฝา อีกมือหนึ่งยกขึ้นไหว้พระอาจารย์ แต่เป็นการไหว้ด้วยมือข้างเดียว จิตก็น้อมรำลึกสวดบทสรรเสริญพระรัตนตรัย
แล้วบอกกล่าวพระอาจารย์ว่านับแต่เกิดมาไม่เคยป่วยอาการหนักหนาถึงปานนี้เลย อาการป่วยหนักหนาสาหัสถึงขนาดจิตคิดรำลึกถึงความตายแล้ว แต่ยังไม่อยากตาย ยังอยากที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป แต่ไม่รู้ที่จะทำฉันใด และไม่เห็นที่พึ่งอื่นใด ขอพระอาจารย์ได้ช่วยคุ้มครองชีวิตด้วยเถิด
ผมไหว้บอกพระอาจารย์แล้วก็เชิญผ้ายันต์คาบสมุทรกลับมายังที่นอน แล้วเกิดความนึกคิดขึ้นว่าให้ใช้ผ้ายันต์คาบสมุทรทาบบริเวณหน้าท้องที่ปวด ผมก็ทำตามความรู้สึกนึกคิดนั้นแล้วพริ้มตาลง สวดนะโมตัสสะ และบทสรรเสริญพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ และพระคาถาบารมี 30 ทัศ จากนั้นก็ร่ายมนต์บทที่พระอาจารย์เคยสอนไว้อีก 2-3 บท
จบแล้วก็พนมมือขึ้นรำลึกถึงพระอาจารย์และพ่อท่านเฒ่าผู้เป็นเจ้าตำรับยันต์คาบสมุทรและตั้งอธิษฐานว่าป่วยครั้งนี้มีอาการมาก ไม่เห็นที่พึ่งใดที่จะรักษาชีวิตได้ ขอบารมีพระอาจารย์และพ่อท่านเฒ่าได้ช่วยคุ้มครองรักษาชีวิตศิษย์ผู้ยากไว้ด้วยเถิด
จากนั้นผมก็ภาวนาพระคาถากำกับยันต์คาบสมุทรและพระคาถาชินบัญชรไปโดยลำดับ แต่เห็นจะไม่ทันจบก็ม่อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย แล้วบังเกิดความฝันที่มหัศจรรย์ขึ้น โดยเป็นความฝันที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยในชีวิต
ในฝันนั้นว่าผมกำลังเดินทางไปยังที่แห่งหนึ่ง เป็นพื้นที่ราบก็ไม่ใช่ ที่เนินก็ไม่เชิง เพราะเป็นที่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ แต่เป็นพื้นเรียบ ไม่มีความขรุขระแต่ประการใด ไม่มีต้นไม้ สิงสาราสัตว์ หรือสิ่งปลูกสร้างใด ๆ ไม่มีแสงอาทิตย์ แสงดาว หรือแสงเดือน หรือสายลม บรรยากาศช่างสลัวและเวิ้งว้างเต็มที
เป็นสถานที่และบรรยากาศที่ไม่เคยพบเห็นหรือประสบหรือรู้สึกนึกคิดมาก่อนเลยในชีวิต แต่ในใจนั้นกลับรู้สึกว่าบริเวณนั้นกว้างใหญ่เหลือประมาณนัก มองไปสุดลูกหูลูกตาก็มีสภาพเป็นอย่างเดียวกัน ข้าง ๆ ทางมีเนินดินเล็ก ๆ คล้ายเนินดินหลังฮวงซุ้ยอยู่เป็นจำนวนมาก และรู้สึกว่าใต้เนินดินนั้นมีศพวางนอนอยู่เป็นจำนวนมาก
บังเกิดความคิดขึ้นว่าอยากจะตะโกนปลุกให้ศพเหล่านั้นตื่นฟื้นขึ้นมา แต่พอคิดได้เพียงแวบเดียวเท่านั้นก็รู้สึกว่าตัวมายืนอยู่ตรงสี่แยกแห่งหนึ่ง ที่ฝั่งตรงกันข้ามมีแสงวาบขึ้น จึงหยุดความคิดเช่นนั้นแล้วทอดสายตาไปดู
แสงนั้นก็หายไป กลายเป็นขนำเล็ก ๆ หลังหนึ่ง เห็นพระอาจารย์ครองจีวรสีกลักนั่งยิ้มอยู่ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเมตตา แล้วโบกมือเรียกผมเข้าไปหา ผมก็เดินเข้าไปคุกเข่าลงตรงหน้าขนำ กราบพระอาจารย์แล้วถามว่าทำไมพระอาจารย์จึงมาอยู่ที่นี่
แต่พระอาจารย์กลับพูดว่าจะตะโกนปลุกให้พวกเขาตื่นขึ้นมาไม่ได้ ในขณะที่พูดนั้นพระอาจารย์ก็ล้วงมือเข้าไปในย่าม แล้วหยิบเอาของสิ่งหนึ่งขึ้นมาเป็นสีน้ำตาลแกมดำ มีขนาดเท่านิ้วชี้ ยาวขนาดสามสี่องคุลีควั่นเป็นเกลียวอยู่ แต่ดูไปแล้วมิใช่เป็นวัตถุ และน่าจะเป็นผลไม้แห้งหรือว่านสักอย่างหนึ่ง ซึ่งผมไม่เคยเห็นและไม่เคยรู้จัก
พระอาจารย์ยื่นของสิ่งนั้นมาที่ผม ผมก็แบมือรับ แล้วยกมือขึ้นไหว้พระอาจารย์ ในขณะที่พระอาจารย์ก็เตือนว่าให้รีบกินเข้าไป ความป่วยไข้ก็จะหาย ผมก็รีบเอาเข้าปาก เคี้ยวกลืนอย่างรวดเร็ว
ทั้ง ๆ ที่ดูเหมือนของแห้งแต่กลับนุ่ม ทั้ง ๆ ที่ดูเหมือนของเหนียวแต่อ่อนละมุนราวกับขนมโมจิ แต่ไร้รสไร้ชาติหรือกลิ่นใด ๆ
พอผมกลืนลงคอเท่านั้น พระอาจารย์ก็บอกว่ารีบกลับไปเถิด ทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว สิ้นเสียงพระอาจารย์ก็เหมือนกับมีแสงวาบขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ผมรู้สึกตกใจตื่นขึ้นมาเหลียวซ้ายแลขวาดูรอบตัว รำลึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งประหนึ่งว่าชั่วครู่เดียวเท่านั้น แต่ดูนาฬิกาแล้วเป็นเวลาเกือบ 17.00 น. ซึ่งหมายความว่าผมนอนหลับไปร่วม 4 ชั่วโมง
ผมรู้ว่าเป็นความฝัน แต่ในพลันนั้นก็นึกถึงยันต์คาบสมุทร จึงเอามือแตะไปที่หน้าท้องซึ่งวางผ้ายันต์คาบสมุทรทาบอยู่ ก็ปรากฏว่าทุกสิ่งยังอยู่ในที่เดิมเหมือนกับตอนเริ่มนอนทุกประการ แต่อาการเจ็บหายไปเป็นปลิดทิ้ง และรู้สึกว่ามีความกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น มีความรู้สึกอยากกินโน่นกินนี่มากขึ้น และรู้สึกปวดปัสสาวะ
ผมลุกไปปัสสาวะและรู้สึกว่าความอ่อนเพลียหายไปเป็นปลิดทิ้งเหมือนกัน แต่ปัสสาวะยังเหลืองเข้มอยู่ และเข้มกว่าเก่าอีกด้วย แต่ความเจ็บปวดไม่เหลืออยู่แล้ว ผมรู้ตัวดีว่านี่เกิดขึ้นได้จากการที่พระอาจารย์แผ่บารมีมาช่วยเป็นแน่แท้ จึงผินหน้าไปทางทิศใต้ซึ่งเป็นทิศสำนักของพระอาจารย์ ยกมือพนมขึ้นเหนือหัว ขอบคุณพระอาจารย์อีกครั้งหนึ่ง
ผมรู้สึกในขณะนั้นว่าด้วยอานุภาพแห่งผ้ายันต์คาบสมุทรและบารมีของพระอาจารย์จึงบันดาลให้เกิดนิมิตเช่นนั้น และนิมิตดังกล่าวนี้ก็คงเป็นนิมิตที่เกิดขึ้นในขณะที่ผมเดินทางไปสู่แดนมัจจุราชแล้ว หากมิได้บารมีพระอาจารย์และผ้ายันต์คาบสมุทรคุ้มครองรั้งชีวิตเอาไว้ก็อาจจะตายไปแล้ว
เวลาหลังจากนั้นหลายปี ผมได้อ่านหนังสือและฟังคำเล่าเกี่ยวกับการตายแล้วฟื้นมากมายหลายเรื่องราวก็รู้สึกแปลกประหลาดว่าบรรยากาศสถานที่และสภาพต่าง ๆ ของคนที่วิญญาณหลุดออกจากร่างนั้นจะไปยังดินแดนที่มีลักษณะเช่นเดียวกันนี้ทั้งสิ้น
ดังนั้นเมื่อคนเราเกิดมาแล้วจะต้องตายและไม่รู้ว่าตายแล้วจะไปทางไหนก็ขอให้รำลึกนึกรู้ไว้เถิดว่าดินแดนที่จะพบเห็นอาจจะเป็นดังนิมิตที่ว่านี้ก็ได้
ผมกินอาหารเย็นวันนั้นด้วยความรู้สึกอร่อยเป็นมื้อแรกหลังจากเจ็บป่วยมาหลายวัน และเป็นการกินอิ่มมื้อแรกหลังความเจ็บไข้คราวนี้มาเยือน ในค่ำวันนั้นผมนอนหลับแต่หัวค่ำ และหลับสนิททั้งคืนโดยไร้ความวิตกหวาดกลัวหรือความฝันใด ๆ มาแผ้วพาน
ผมตื่นในตอนเช้าด้วยความรู้สึกกระปรี้กระเปร่าราวกับจะเป็นปกติแล้ว ครั้นเข้าห้องน้ำ น้ำปัสสาวะไม่มีสีเหลืองเหมือนอย่างเคย กลายเป็นสีขาวเหมือนกับสีปัสสาวะปกติ ล้างหน้าล้างตาแล้วมาดูกระจกก็เห็นหน้าและตาที่เคยเหลืองจางออกไป มีสีเลือดระเรื่อให้เห็นอย่างชัดเจน
ถึงวันนัดหมอ ผมก็ไปให้หมอตรวจตามที่นัดหมาย หมอตรวจนั่นตรวจนี่แล้วก็แปลกใจตกตะลึง แล้วบอกว่าเธอไปรักษาหรือกินยาดีอะไรมาเพราะอาการที่ป่วยนั้นหายสนิท ผมก็บอกว่าไม่ได้ไปรักษาที่ไหน หมอแปลกใจระคนอยู่ จึงบอกว่าอีกสัปดาห์ให้มาตรวจใหม่อีกครั้งหนึ่ง
ถึงกำหนดนัดผมก็ไปตรวจตามนัด ผลการตรวจก็ยืนยันเหมือนครั้งก่อนว่าอาการป่วยเจ็บหายสิ้นแล้ว ด้วยความแปลกประหลาดใจของหมอ แต่มันก็เป็นความจริงเช่นนั้น และความหายขาดของอาการไข้คราวนั้นก็หายขาดจริงๆ เพราะแม้ผมมีอายุล่วงเข้า 60 ปีแล้ว อาการป่วยไข้แบบนั้นก็ไม่ฟื้นคืนกลับมาอีกเลย.
การสังสรรค์เสวนาในรูปแบบต่าง ๆ จึงมีเป็นประจำแทบทุกวัน โดยเฉพาะการสังสรรค์ในวงสุราในเวลาเย็นถึงค่ำก็เกิดขึ้นมากเป็นพิเศษ
ปกติผมเป็นคนไม่ชอบดื่มสุราเพราะแม่และยายพร่ำสอนมาแต่น้อยว่าการดื่มสุราทำให้สติพลั้งเผลอ และอาจขาดสติได้โดยง่าย เมื่อใดที่ขาดสติแล้วก็จะเปิดช่องให้แก่พญามัจจุราช ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนว่าความประมาทเป็นบ่อเกิดแห่งความตาย
พระตถาคตเจ้าเน้นย้ำความสำคัญของการไม่ตั้งอยู่ในความประมาทตลอดพระชนม์ชีพ แม้ยามใกล้จะเสด็จดับขันธปรินิพพานก็ยังทรงประทานปัจฉิมโอวาทแก่พระสาวกและชาวพุทธทั้งปวงว่า เธอทั้งหลายจงยังการทั้งปวงให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด
แต่กระแสสังคมก็มีพลังมาก เพราะแม้ว่าจะน้อมนำรำลึกคำสอนในเรื่องนี้มากำกับใจไว้เสมอก็ตาม แต่ในยามนั้นก็จำต้องเข้าร่วมวงสังสรรค์เสวนาและดื่มสุรากันบ่อยครั้ง
ครั้งหนึ่งเป็นการสังสรรค์กันระหว่างคณะทำงานเตรียมการแข่งขันกีฬาระหว่างมหาวิทยาลัย เพื่อนชาวมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้นำน้ำผลไม้หมักที่ทำจากสัปปะรดมาร่วมวง
น้ำสัปปะรดหมักที่ว่านี้ก็คล้าย ๆ กับอุของชาวภาคอีสานหรือภาคเหนือ และก็คล้ายๆ กับ “หวาก” ของชาวภาคใต้ คือดื่มตอนต้นจะรู้สึกเปรี้ยว ๆ หวาน ๆ มีรสชาติอร่อย มีความหอมนุ่มนวล แต่พอดื่มไป ๆ กว่าจะรู้สึกตัวก็เมามายแทบไม่ได้สติ
หลังจากร่วมวงสังสรรค์เสพสุราในวันนั้นแล้ว ผมรู้สึกว่าร่างกายมีความอ่อนเพลียลงโดยลำดับ ใบหน้าเริ่มซีดและกลายเป็นสีเหลือง และสีเหลืองนั้นก็ค่อยๆ เข้มขึ้นทุกที ในขณะที่ตาขาวก็เริ่มมีสีเหลืองเจือปน แล้วเข้มขึ้นทุกทีเหมือนกัน
ตอนแรก ๆ ปัสสาวะเริ่มมีสีเหลืองอ่อน ๆ แล้วก็เหลืองเข้มขึ้นๆ จนมีสีเหลืองจัด และมีความรู้สึกปวดบริเวณท้อง
ในยามนั้นทั้งใบหน้า ดวงตา ล้วนมีสีเหลือง ปัสสาวะก็มีสีเหลือง ร่างกายก็อ่อนเพลียลงจนแทบจะเดินไม่ไหว ทำอะไรก็ไม่ได้ อาการปวดบริเวณท้องก็รุนแรงขึ้น
ผมพยายามซื้อหายามากินเอง อาการก็ไม่ทุเลาลง ทั้งสีหน้า สีตา สีปัสสาวะกลับเหลืองมากขึ้น ความอ่อนเพลียมากขึ้น ความปวดมีมากขึ้น โอ! ความเจ็บมาเยือนแล้ว
เพื่อนนักศึกษาซึ่งมักนิยมมาพักค้างที่บ้านเห็นอาการเช่นนั้นก็เป็นห่วง รบเร้าให้ผมไปหาแพทย์ที่มหาวิทยาลัย ผมขัดใจเพื่อนไม่ได้ก็ไปหาแพทย์พร้อมกับเพื่อนตามที่เพื่อนแนะนำ
ผลการตรวจรักษาปรากฏว่าผมเป็นโรคดีซ่านหรือตับอักเสบ และเป็นการอักเสบอย่างรุนแรง แพทย์ผู้รักษาบอกว่าหากรักษาไม่ดีหรือรักษาตัวไม่ดีก็อาจถึงตายได้ ขอให้ตั้งใจรักษาตัวให้หายขาดมิฉะนั้นก็จะกลายเป็นโรคเรื้อรังติดตัวไปในวันข้างหน้า
แพทย์บอกว่าโรคนี้หายขาดได้ยาก บางทีหายแล้วหลายๆ ปีก็กลับฟื้นเป็นใหม่อีก และถ้าเป็นใหม่ความอันตรายก็จะมากขึ้น แล้วยังบอกด้วยว่าตับเป็นอวัยวะสำคัญ การรักษาตับทำได้ยากมาก เพื่อป้องกันการอักเสบมากขึ้น จะต้องดื่มน้ำหวานให้มาก ๆ พักผ่อนให้มาก ๆ ห้ามออกกำลังกายและให้เคลื่อนไหวให้น้อยที่สุด
ผมยังจำคำหมอที่กำหนดการปฏิบัติตนดังกล่าวได้ดีมาจนถึงวันนี้ โดยเฉพาะข้อกำหนดที่ว่าการพักผ่อนจะต้องพักผ่อนอย่างสมบูรณ์ที่สุด หรือที่เรียกว่าเป็นภาษาอังกฤษว่า Absolute Bed Rest คือต้องนอนซมอยู่บนเตียงเท่านั้น
หมอได้ให้ยามากินที่บ้านมากมายหลายอย่าง จนผมรู้สึกในขณะนั้นว่าเหตุใดหนอตัวเราจึงมีอาการป่วยไข้หนักหนาสาหัสถึงปานนี้ หรือว่าทำกรรมอันใดไว้และกรรมอันนั้นถึงกาลมาบั่นทอนอายุขัยให้สิ้นสุดลงเสียแล้วหรือ
เพราะแม้แต่ยาที่หมอให้ก็มากมายจนราวกับว่าจะกินแทนข้าวก็ได้ ทั้ง ๆ ที่ขณะนั้นผมกินอะไรก็ไม่ลง กินข้าวก็ไม่อร่อย กินน้ำก็กร่อยเต็มที และมีความรู้สึกไม่อยากกินอะไรทั้งนั้น
หมอสั่งว่าสัปดาห์หน้าให้มาตรวจเช็คอาการอีกครั้งหนึ่ง ถ้าอาการดีขึ้นก็จะรักษาทางยาไปจนกว่าจะหาย ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อยที่สุด 6 เดือน แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้นหมอก็จะส่งตัวไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล
ไปหาหมอแล้วเพื่อนก็พากลับมาบ้าน มานอนซมอยู่ที่บ้านทุกวัน เพราะในวันธรรมดานั้นทั้งน้องทั้งญาติทั้งเพื่อนที่พักอาศัยอยู่ด้วยกันจะต้องไปเรียนหนังสือ จึงเหลือผมอยู่บ้านเพียงผู้เดียว
จะเดินออกไปซื้อหาอาหารก็ไม่ได้ หากมีความหิวก็ต้องนั่งรอจนร้านรถเข็นขายบะหมี่เกี๊ยวตระเวนมาถึงแล้วเคาะไม้ไผ่เป็นสัญญาณป๊อก ป๊อก ก็พอได้มีอาหารกินบ้าง
พอถึงเย็นวันศุกร์ก็ได้แต่ชะเง้อไปที่ประตูบ้านข้างบ้านด้วยใจรำลึกถึงพยาบาลสาวผู้เข้าครองหัวใจผมอย่างเต็มเปี่ยมคนนั้นด้วยใจหวังว่าพอได้เห็นหน้าสักหน่อยหนึ่งก็คงชื่นใจเหมือนกับคนหิวน้ำจนคอแห้งผากเป็นเวลาวันสองวัน พอได้ดื่มน้ำแม้แต่หยดน้อยๆ ก็มีความกระชุ่มกระชวยแช่มชื่นอย่างไรก็อย่างนั้น
ครั้นคนผู้ครองใจกลับมาบ้านเข้าจริง ๆ ผมก็ได้แค่ชะแง้ดูเท่านั้น เนื่องจากทำอะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้ ทั้งในขณะนั้นก็ไม่อาจเดินเหินออกไปหน้าบ้านเพื่อดูสาวเจ้าอย่างใกล้ ๆ เพราะละอายแก่ใจตัวกลัวสาวเจ้าเห็นสารรูปผมแล้วจะตกใจว่าเห็นผีตองเหลืองหรืออย่างไร ดังนั้นจึงได้แต่เก็บตัวอยู่ในบ้าน
ครบสัปดาห์แล้วเพื่อนก็พาไปตรวจตามกำหนดที่หมอนัด หมอตรวจแล้วก็ว่าอาการยังทรงอยู่ ให้กลับมาพักผ่อนและกินยาตามหมอสั่งต่อไป
พอเข้าสัปดาห์ที่สามเท่านั้น ผมก็รู้สึกตัวเองว่าอาการที่หมอบอกว่ายังทรงๆ อยู่นั้น แท้จริงเห็นท่าจะทรุดหนักลง
เพราะความเจ็บปวดแถบหน้าท้องเพิ่มมากขึ้นจนแทบทนไม่ไหว เป็นอาการปวดที่เรียกว่าปวดรวดร้าว จนต้องนั่งงอตัวเพื่อบรรเทาอาการปวด หรือไม่ก็ต้องเอาหมอนมากดไว้ตรงหน้าท้อง
ที่สำคัญคือมีความอ่อนเพลียมากจนสังเกตเห็นได้ชัด คือเดินไปห้องน้ำก็แทบไม่ไหว มีความรู้สึกไม่อยากกินไม่อยากทำอะไรมากขึ้น แต่จะนอนก็ปวด หน้า ดวงตา และปัสสาวะก็เหลืองจนเหลืองเข้มไปแล้ว
ผมรู้สึกตัวได้ด้วยตนเองว่าตั้งแต่เกิดมาไม่เคยป่วยอาการหนักมากขนาดนี้เลย ความรู้สึกทั้งหลายที่เกิดขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่ไม่เคยพานพบประสบมาแต่ก่อน และเมื่อนอนพักก็สังเกตว่าท่าทางของเราในยามนั้นก็คล้าย ๆ กับคนใกล้ตายที่เคยเห็นมาแต่ก่อน
ความรู้สึกตกใจ ความวิตกกังวลก็เกิดขึ้น ซึ่งเป็นปกติวิสัยของคนเราที่ทุกชีวิตเกิดมาแล้วก็ต้องรักชีวิต มีความหวาดกลัวต่อความตายด้วยกันทุกคน และถึงแม้ว่าจะเคยฝึกฝนอบรมจิตและปฏิบัติธรรมจนรู้และเข้าใจว่าชีวิตเกิดมาแล้วก็ต้องตาย แต่ก็ไม่วายที่จะกลัวและวิตก ในยามนั้นความวิตกและความหวาดกลัวตายครอบงำจิตใจจนมีความทุกข์ทรมานเป็นที่สุด แต่ก็มิรู้ที่จะทำฉันใด
วันหนึ่งเป็นเวลาเที่ยง กินข้าวก็ไม่ลงเพราะรู้สึกจืดชืดและเหม็นหืนอย่างไรชอบกล ดื่มได้ก็แต่น้ำ จึงฝืนดื่มน้ำเพื่อชดเชยแทนอาหาร ดื่มน้ำมากก็ปวดปัสสาวะ แต่พอจะไปปัสสาวะเท่านั้นก็รู้สึกว่าเดินแทบไม่ไหวแล้ว บังเอิญมีกระโถนอยู่ใกล้ๆ จึงต้องปัสสาวะใส่กระโถน และเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ต้องปัสสาวะใส่กระโถน ปัสสาวะแล้วก็กลับมานอนที่ห้อง
ในพลันนั้นตาก็ชำเลืองไปที่หน้าพระ เห็นรูปพระอาจารย์และเจ้าประคุณสมเด็จตั้งอยู่ จิตก็หวนรำลึกถึงพระ แต่เป็นเรื่องแปลก ความรู้สึกในขณะนั้นกลับรำลึกถึงพระอาจารย์ที่บ้านเกิดมากที่สุด
แวบหนึ่งของความรู้สึกนั้นก็หวนรำลึกถึงคำพระอาจารย์ก่อนเดินทางออกจากบ้านมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ว่าถ้าขัดสนประการใดก็ให้รำลึกถึงผ้ายันต์คาบสมุทรที่พระอาจารย์ได้มอบให้ไว้กำกับตัว
ผมรำลึกถึงคำพระอาจารย์เช่นนั้นใจก็แช่มชื่นขึ้นมาหน่อยหนึ่ง แต่ผ้ายันต์คาบสมุทรอยู่บนหิ้งพระซึ่งเป็นที่สูง เอื้อมมือหยิบไม่ถึง จึงตะเกียกตะกายค่อย ๆ ลากเอาเก้าอี้มารองยืน เห็นผ้ายันต์คาบสมุทรสีแดงฉานยังคงวางอยู่ในพานเบื้องหน้ารูปพระอาจารย์ โดยที่ไม่มีฝุ่นเกาะจับเหมือนกับพื้นที่ตรงอื่นๆ ก็มีความชุ่มชื่นใจยิ่งนัก
ขณะนั้นผมยืนทรงตัวบนเก้าอี้แทบไม่ไหว มือหนึ่งต้องยันไว้ที่ข้างฝา อีกมือหนึ่งยกขึ้นไหว้พระอาจารย์ แต่เป็นการไหว้ด้วยมือข้างเดียว จิตก็น้อมรำลึกสวดบทสรรเสริญพระรัตนตรัย
แล้วบอกกล่าวพระอาจารย์ว่านับแต่เกิดมาไม่เคยป่วยอาการหนักหนาถึงปานนี้เลย อาการป่วยหนักหนาสาหัสถึงขนาดจิตคิดรำลึกถึงความตายแล้ว แต่ยังไม่อยากตาย ยังอยากที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป แต่ไม่รู้ที่จะทำฉันใด และไม่เห็นที่พึ่งอื่นใด ขอพระอาจารย์ได้ช่วยคุ้มครองชีวิตด้วยเถิด
ผมไหว้บอกพระอาจารย์แล้วก็เชิญผ้ายันต์คาบสมุทรกลับมายังที่นอน แล้วเกิดความนึกคิดขึ้นว่าให้ใช้ผ้ายันต์คาบสมุทรทาบบริเวณหน้าท้องที่ปวด ผมก็ทำตามความรู้สึกนึกคิดนั้นแล้วพริ้มตาลง สวดนะโมตัสสะ และบทสรรเสริญพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ และพระคาถาบารมี 30 ทัศ จากนั้นก็ร่ายมนต์บทที่พระอาจารย์เคยสอนไว้อีก 2-3 บท
จบแล้วก็พนมมือขึ้นรำลึกถึงพระอาจารย์และพ่อท่านเฒ่าผู้เป็นเจ้าตำรับยันต์คาบสมุทรและตั้งอธิษฐานว่าป่วยครั้งนี้มีอาการมาก ไม่เห็นที่พึ่งใดที่จะรักษาชีวิตได้ ขอบารมีพระอาจารย์และพ่อท่านเฒ่าได้ช่วยคุ้มครองรักษาชีวิตศิษย์ผู้ยากไว้ด้วยเถิด
จากนั้นผมก็ภาวนาพระคาถากำกับยันต์คาบสมุทรและพระคาถาชินบัญชรไปโดยลำดับ แต่เห็นจะไม่ทันจบก็ม่อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย แล้วบังเกิดความฝันที่มหัศจรรย์ขึ้น โดยเป็นความฝันที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยในชีวิต
ในฝันนั้นว่าผมกำลังเดินทางไปยังที่แห่งหนึ่ง เป็นพื้นที่ราบก็ไม่ใช่ ที่เนินก็ไม่เชิง เพราะเป็นที่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ แต่เป็นพื้นเรียบ ไม่มีความขรุขระแต่ประการใด ไม่มีต้นไม้ สิงสาราสัตว์ หรือสิ่งปลูกสร้างใด ๆ ไม่มีแสงอาทิตย์ แสงดาว หรือแสงเดือน หรือสายลม บรรยากาศช่างสลัวและเวิ้งว้างเต็มที
เป็นสถานที่และบรรยากาศที่ไม่เคยพบเห็นหรือประสบหรือรู้สึกนึกคิดมาก่อนเลยในชีวิต แต่ในใจนั้นกลับรู้สึกว่าบริเวณนั้นกว้างใหญ่เหลือประมาณนัก มองไปสุดลูกหูลูกตาก็มีสภาพเป็นอย่างเดียวกัน ข้าง ๆ ทางมีเนินดินเล็ก ๆ คล้ายเนินดินหลังฮวงซุ้ยอยู่เป็นจำนวนมาก และรู้สึกว่าใต้เนินดินนั้นมีศพวางนอนอยู่เป็นจำนวนมาก
บังเกิดความคิดขึ้นว่าอยากจะตะโกนปลุกให้ศพเหล่านั้นตื่นฟื้นขึ้นมา แต่พอคิดได้เพียงแวบเดียวเท่านั้นก็รู้สึกว่าตัวมายืนอยู่ตรงสี่แยกแห่งหนึ่ง ที่ฝั่งตรงกันข้ามมีแสงวาบขึ้น จึงหยุดความคิดเช่นนั้นแล้วทอดสายตาไปดู
แสงนั้นก็หายไป กลายเป็นขนำเล็ก ๆ หลังหนึ่ง เห็นพระอาจารย์ครองจีวรสีกลักนั่งยิ้มอยู่ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเมตตา แล้วโบกมือเรียกผมเข้าไปหา ผมก็เดินเข้าไปคุกเข่าลงตรงหน้าขนำ กราบพระอาจารย์แล้วถามว่าทำไมพระอาจารย์จึงมาอยู่ที่นี่
แต่พระอาจารย์กลับพูดว่าจะตะโกนปลุกให้พวกเขาตื่นขึ้นมาไม่ได้ ในขณะที่พูดนั้นพระอาจารย์ก็ล้วงมือเข้าไปในย่าม แล้วหยิบเอาของสิ่งหนึ่งขึ้นมาเป็นสีน้ำตาลแกมดำ มีขนาดเท่านิ้วชี้ ยาวขนาดสามสี่องคุลีควั่นเป็นเกลียวอยู่ แต่ดูไปแล้วมิใช่เป็นวัตถุ และน่าจะเป็นผลไม้แห้งหรือว่านสักอย่างหนึ่ง ซึ่งผมไม่เคยเห็นและไม่เคยรู้จัก
พระอาจารย์ยื่นของสิ่งนั้นมาที่ผม ผมก็แบมือรับ แล้วยกมือขึ้นไหว้พระอาจารย์ ในขณะที่พระอาจารย์ก็เตือนว่าให้รีบกินเข้าไป ความป่วยไข้ก็จะหาย ผมก็รีบเอาเข้าปาก เคี้ยวกลืนอย่างรวดเร็ว
ทั้ง ๆ ที่ดูเหมือนของแห้งแต่กลับนุ่ม ทั้ง ๆ ที่ดูเหมือนของเหนียวแต่อ่อนละมุนราวกับขนมโมจิ แต่ไร้รสไร้ชาติหรือกลิ่นใด ๆ
พอผมกลืนลงคอเท่านั้น พระอาจารย์ก็บอกว่ารีบกลับไปเถิด ทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว สิ้นเสียงพระอาจารย์ก็เหมือนกับมีแสงวาบขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ผมรู้สึกตกใจตื่นขึ้นมาเหลียวซ้ายแลขวาดูรอบตัว รำลึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งประหนึ่งว่าชั่วครู่เดียวเท่านั้น แต่ดูนาฬิกาแล้วเป็นเวลาเกือบ 17.00 น. ซึ่งหมายความว่าผมนอนหลับไปร่วม 4 ชั่วโมง
ผมรู้ว่าเป็นความฝัน แต่ในพลันนั้นก็นึกถึงยันต์คาบสมุทร จึงเอามือแตะไปที่หน้าท้องซึ่งวางผ้ายันต์คาบสมุทรทาบอยู่ ก็ปรากฏว่าทุกสิ่งยังอยู่ในที่เดิมเหมือนกับตอนเริ่มนอนทุกประการ แต่อาการเจ็บหายไปเป็นปลิดทิ้ง และรู้สึกว่ามีความกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น มีความรู้สึกอยากกินโน่นกินนี่มากขึ้น และรู้สึกปวดปัสสาวะ
ผมลุกไปปัสสาวะและรู้สึกว่าความอ่อนเพลียหายไปเป็นปลิดทิ้งเหมือนกัน แต่ปัสสาวะยังเหลืองเข้มอยู่ และเข้มกว่าเก่าอีกด้วย แต่ความเจ็บปวดไม่เหลืออยู่แล้ว ผมรู้ตัวดีว่านี่เกิดขึ้นได้จากการที่พระอาจารย์แผ่บารมีมาช่วยเป็นแน่แท้ จึงผินหน้าไปทางทิศใต้ซึ่งเป็นทิศสำนักของพระอาจารย์ ยกมือพนมขึ้นเหนือหัว ขอบคุณพระอาจารย์อีกครั้งหนึ่ง
ผมรู้สึกในขณะนั้นว่าด้วยอานุภาพแห่งผ้ายันต์คาบสมุทรและบารมีของพระอาจารย์จึงบันดาลให้เกิดนิมิตเช่นนั้น และนิมิตดังกล่าวนี้ก็คงเป็นนิมิตที่เกิดขึ้นในขณะที่ผมเดินทางไปสู่แดนมัจจุราชแล้ว หากมิได้บารมีพระอาจารย์และผ้ายันต์คาบสมุทรคุ้มครองรั้งชีวิตเอาไว้ก็อาจจะตายไปแล้ว
เวลาหลังจากนั้นหลายปี ผมได้อ่านหนังสือและฟังคำเล่าเกี่ยวกับการตายแล้วฟื้นมากมายหลายเรื่องราวก็รู้สึกแปลกประหลาดว่าบรรยากาศสถานที่และสภาพต่าง ๆ ของคนที่วิญญาณหลุดออกจากร่างนั้นจะไปยังดินแดนที่มีลักษณะเช่นเดียวกันนี้ทั้งสิ้น
ดังนั้นเมื่อคนเราเกิดมาแล้วจะต้องตายและไม่รู้ว่าตายแล้วจะไปทางไหนก็ขอให้รำลึกนึกรู้ไว้เถิดว่าดินแดนที่จะพบเห็นอาจจะเป็นดังนิมิตที่ว่านี้ก็ได้
ผมกินอาหารเย็นวันนั้นด้วยความรู้สึกอร่อยเป็นมื้อแรกหลังจากเจ็บป่วยมาหลายวัน และเป็นการกินอิ่มมื้อแรกหลังความเจ็บไข้คราวนี้มาเยือน ในค่ำวันนั้นผมนอนหลับแต่หัวค่ำ และหลับสนิททั้งคืนโดยไร้ความวิตกหวาดกลัวหรือความฝันใด ๆ มาแผ้วพาน
ผมตื่นในตอนเช้าด้วยความรู้สึกกระปรี้กระเปร่าราวกับจะเป็นปกติแล้ว ครั้นเข้าห้องน้ำ น้ำปัสสาวะไม่มีสีเหลืองเหมือนอย่างเคย กลายเป็นสีขาวเหมือนกับสีปัสสาวะปกติ ล้างหน้าล้างตาแล้วมาดูกระจกก็เห็นหน้าและตาที่เคยเหลืองจางออกไป มีสีเลือดระเรื่อให้เห็นอย่างชัดเจน
ถึงวันนัดหมอ ผมก็ไปให้หมอตรวจตามที่นัดหมาย หมอตรวจนั่นตรวจนี่แล้วก็แปลกใจตกตะลึง แล้วบอกว่าเธอไปรักษาหรือกินยาดีอะไรมาเพราะอาการที่ป่วยนั้นหายสนิท ผมก็บอกว่าไม่ได้ไปรักษาที่ไหน หมอแปลกใจระคนอยู่ จึงบอกว่าอีกสัปดาห์ให้มาตรวจใหม่อีกครั้งหนึ่ง
ถึงกำหนดนัดผมก็ไปตรวจตามนัด ผลการตรวจก็ยืนยันเหมือนครั้งก่อนว่าอาการป่วยเจ็บหายสิ้นแล้ว ด้วยความแปลกประหลาดใจของหมอ แต่มันก็เป็นความจริงเช่นนั้น และความหายขาดของอาการไข้คราวนั้นก็หายขาดจริงๆ เพราะแม้ผมมีอายุล่วงเข้า 60 ปีแล้ว อาการป่วยไข้แบบนั้นก็ไม่ฟื้นคืนกลับมาอีกเลย.