ตอนที่ 644. หยิกเล็บก็เจ็บเนื้อ

พระเจ้าเล่าเสี้ยนทราบสถานการณ์เมืองเสฉวนว่าตกอยู่ในภาวะคับขัน จึงมีหมายรับสั่งเรียกจูกัดเจี๋ยมบุตรของขงเบ้งซึ่งลาออกจากราชการเข้ามาดำรงตำแหน่งแม่ทัพเพื่อรับศึกวุยก๊กที่ยกมาตีเมืองเสฉวน จูกัดเจี๋ยมจัดแจงกองทัพ  เจ็ดหมื่นแล้วให้จูกัดสงผู้บุตรเป็นกองทัพหน้า จูกัดเจี๋ยมเป็นกองทัพหลวงยกไปเมืองโปยเสีย

            ฝ่ายเตงงายเมื่อแรกยกกองทัพออกจากเมืองโปยเสีย ได้สั่งระดมพลทหารใต้บังคับบัญชาที่ติดตามมาข้างหลังให้รีบรุดมาสมทบ วันแรกเดินทางได้ร้อยห้าสิบเส้นจึงพักตั้งค่ายลงที่ระหว่างทาง และเรียกม้าเชียวมาปรึกษาแผนการเข้ายึดเมืองเสฉวน

            ม้าเชียวได้เอาแผนที่เส้นทางจากเมืองโปยเสียไปยังเมืองเสฉวนแบบละเอียดให้เตงงายดู แต่พลันที่เห็นแผนที่เตงงายก็ตกใจ กล่าวว่าเราไม่รู้เลยว่าจากเมืองโปยเสียไปเมืองเสฉวนเป็นระยะทางไกลถึงพันหกร้อยเส้น แลเส้นทางก็ทุรกันดารเป็นอันมาก หากทหารเมืองเสฉวนยกมาตั้งสกัดไว้ที่เมืองกิมก๊ก แล้วเกียงอุยยกตีกระหนาบเข้ามา เห็นจะพากันตายสิ้น เป็นบุญที่ได้แผนที่ของท่านและได้ตัวท่านมานำทางจึงกระจ่างในภูมิประเทศ เห็นจะไม่เป็นอันตราย

            เตงงายข่มความระทึกใจไว้ได้แล้ว จึงรีบสั่งให้สุมาปองและเตงจ๋งรีบคุมทหารหมื่นหนึ่งยกไปตีเมืองกิมก๊ก อย่าให้ทหารเมืองเสฉวนทันยกหนุนมาช่วย หาไม่แล้วอันตรายใหญ่หลวงจะเกิดแก่กองทัพ เตงงายได้กำชับว่าถ้าหากกองทัพเมืองเสฉวนยกมาตั้งสกัดอยู่ก่อน จงคิดอ่านระมัดระวังป้องกันอย่าให้เสียทีแก่ข้าศึก เราจะคอยท่าทหารวุยก๊กซึ่งจะตามมาสมทบ อีกไม่กี่วันจะยกหนุนตามไป

            สุมาปองและเตงจ๋งรับคำสั่งเตงงายแล้วรีบพาทหารออกเดินทางไปทั้งกลางวันและกลางคืน แต่พอยกไปใกล้เมืองกิมก๊กหน่วยสอดแนมได้รายงานว่าจูกัดเจี๋ยมแม่ทัพเมืองเสฉวนได้ยกทหารมาตั้งสกัดอยู่ที่เมืองกิมก๊กก่อนแล้ว สุมาปองและเตงจ๋งได้ฟังดังนั้นจึงจัดแจงทหารจะยกเข้าตีเมืองเพื่อลองกำลังศึก

            ฝ่ายจูกัดเจี๋ยมครั้นเดินทัพมาถึงเมืองกิมก๊กซึ่งเป็นหัวเมืองยุทธศาสตร์ในการตั้งรับรุกกับกองทัพวุยก๊กแล้ว จึงยกทหารเข้าไปตั้งอยู่ในเมือง ครั้นได้ทราบข่าวจากหน่วยสอดแนมว่ากองทัพวุยก๊กกำลังยกตรงมาที่เมืองก็มีความยินดี เรียกแม่ทัพนายกองทั้งปวงเข้ามาหาแล้วกระซิบสั่งแผนการเป็นความลับ แม่ทัพนายกองทั้งปวงรับคำสั่งแล้วมีสีหน้าชื่นบาน คำนับลาจูกัดเจี๋ยมออกไปจัดแจงการตามคำสั่ง

            สุมาปองและเตงจ๋งยกทหารมาใกล้จะถึงเมืองกิมก๊ก พลันเห็นกองทัพจ๊กก๊กกองหนึ่งยกขบวนออกมาสกัดหน้าแต่ไกล ๆ เห็นธงชัยประจำตัวนายทัพจารึกชื่อว่าจูกัดเหลียง-ขงเบ้งก็แปลกประหลาดใจ พอยกเข้ามาใกล้ขบวนทหารทั้งสองฝ่ายตั้งประจันหน้ากันในระยะสิบเส้น พลันเห็นขบวนม้าแถวหน้าของทหารจ๊กก๊กแยกออกเป็นสองปีก เสียงกลองรบ ม้าล่อ และแตรเขาควายดังกึกก้อง แล้วทหารองครักษ์ของจ๊กก๊กราวยี่สิบคนได้เข็นเกวียนเล่มน้อยออกมาข้างหน้าขบวน ข้างในเกวียนเห็นชายผู้หนึ่งอายุห้าสิบเศษโพกศีรษะด้วยผ้าไหมสีน้ำเงิน นั่งเป็นสง่าน่าเกรงขาม ในมือโบกพัดขนนกไปมา ข้างเกวียนมีพลธงถือธงประจำตัวแม่ทัพใหญ่ จูกัดเหลียง-ขงเบ้ง เห็นธงพลิ้วลู่ตามลมเด่นเป็นสง่าก็พากันตกใจ

            สุมาปองและเตงจ๋งเคยได้ยินกิตติศัพท์ของขงเบ้งว่าเป็นผู้บัญชาการทหารที่ปรีชาสามารถดุจดังเทพยดา ไม่มีผู้ใดอาจต้านทานได้ พอได้เห็นขงเบ้งนั่งเกวียนคุมทหารมาเบื้องหน้าก็ตกใจ ไม่ทันเฉลียวใจว่าจริงแลเท็จประการใด รีบหันมาปรึกษากันว่าที่แท้ขงเบ้งยังมีชีวิตอยู่ พวกเราคงจะต้องกลขงเบ้งพากันตายสิ้นครั้งนี้

            สุมาปองและเตงจ๋งปรึกษากันดังนั้นแล้วเหลียวหลังกลับไปดูทหาร เห็นต่างคนต่างแตกตื่นก็ยิ่งตกใจ จึงกลัวว่าจะต้องกลอุบายของขงเบ้ง รีบละล่ำละลักสั่งทหารให้ล่าถอย

            พอทหารวุยก๊กเริ่มปรับขบวนจะล่าถอย ทหารเมืองเสฉวนเห็นได้ทีจึงรุกเข้าโจมตีอย่างรวดเร็ว ฆ่าฟันทหารวุยก๊กบาดเจ็บล้มตายลงเป็นจำนวนมาก

            ทหารของจูกัดเจี๋ยมไล่ตามตีทหารของสุมาปองและเตงจ๋งไปเป็นระยะทางกว่าสองร้อยเส้น พอดีเตงงายยกกองทัพหนุนตามมาทัน จูกัดเจี๋ยมเห็นดังนั้นไม่แน่ใจกำลังข้าศึกว่ามากแลน้อย จึงสั่งทหารให้ล่าถอยกลับเข้าไปในเมือง ฝ่ายเตงงายก็พาทหารล่าถอยไปตั้งค่ายห่างจากตัวเมืองห้าร้อยเส้น

            พอตั้งค่ายเสร็จเตงงายได้เรียกสุมาปองและเตงจ๋งเข้ามาไต่ถามว่า ท่านยกกองทัพไปยังไม่ทันได้รบพุ่ง เหตุไฉนจึงแตกพ่ายกลับมา ดีที่ว่าเรายกหนุนมาทัน มิฉะนั้นจะไม่พากันตายสิ้นหรือ

            สุมาปองกับเตงจ๋งจึงว่า ซึ่งต้องล่าถอยกลับมานั้นเพราะได้เผชิญหน้ากับกองทัพเมืองเสฉวนซึ่งขงเบ้งคุมมาเอง เกรงว่าจะต้องกลข้าศึก จึงให้ทหารล่าถอย หวังจะกลับมารายงานความให้ท่านทราบ

            เตงงายได้ฟังดังนั้นก็โกรธ ตวาดใส่สุมาปองและเตงจ๋งว่า เจ้าทั้งสองคนขี้ขลาดตาขาว จนเสียสติสูญความเฉลียวไปหมดสิ้น ขงเบ้งตายไปตั้งยี่สิบเก้าปีแล้วยังจะมาคุมกองทัพอะไรได้อีก ถึงแม้ว่าขงเบ้งคุมทหารมาเอง ไยจะต้องเกรงกลัวถึงปานนั้น พวกเจ้าพ่ายแพ้เสียทีแก่ข้าศึก ทหารล้มตายเป็นอันมาก เป็นความผิดร้ายแรง จำต้องลงโทษประหารตามกฏพระอัยการศึก

            กล่าวดังนั้นแล้วเตงงายจึงสั่งทหารให้คุมตัวสุมาปองและเตงจ๋งเอาไปประหารชีวิต แม่ทัพนายกองทั้งปวงเห็นดังนั้นจึงพากันคุกเข่าขอร้องเตงงายว่า สุมาปองและเตงจ๋งทำการมีความชอบเป็นอันมากและร่วมเป็นร่วมตายกันมา ยามนี้เป็นหน้าศึกไม่สมควรประหารชีวิตแม่ทัพนายกอง ขอท่านจงงดโทษให้สักครั้งหนึ่ง

            เตงงายโกรธสุมาปองและเตงจ๋งเป็นอันมากที่ทำให้สูญเสียชีวิตทหาร แต่ครั้นทหารทั้งปวงร้องขอให้อดโทษก็ขัดไม่ได้ เกรงว่าทหารจะเสียน้ำใจ จึงยกโทษให้แก่สุมาปองและเตงจ๋ง แต่ยังคงด่าว่าอาฆาตอย่างรุนแรงว่าถ้าหากทำผิดซ้ำก็จะประหารชีวิตโดยไม่เห็นแก่หน้าค่าตาผู้ใดอีก หลังจากวันนั้นแล้วสุมาปองและเตงจ๋งได้ผูกเจ็บพยาบาทเตงงายว่าไม่ให้ความยุติธรรม ลำบากมาด้วยกันแต่พอได้ดีมีกำลังกลับคิดอ่านล้างผลาญกันเอง

            แต่ถ้อยคำซึ่งสุมาปองและเตงจ๋งรายงานว่าเห็นขงเบ้งคุมกองทัพมาเองนั้น ได้สร้างความประหลาดใจให้กับเตงงายเป็นอันมาก ไม่กล้าบุ่มบ่ามรุดหน้าไปในทันที จึงให้ทหารออกไปสืบหาข่าวคราว ครั้นได้ทราบว่าแม่ทัพจ๊กก๊กที่ยกมานั้นแท้จริงมิใช่ขงเบ้ง หากเป็นจูกัดเจี๋ยมผู้เป็นบุตรของขงเบ้ง และที่เห็นรูปขงเบ้งนั่งอยู่ในเกวียนนั้น ความจริงเป็นเพียงหุ่นไม้ที่ขงเบ้งทำไว้เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ และได้ใช้หลอกสุมาอี้หลังจากขงเบ้งถึงแก่ความตายมาแล้ว

            เตงงายทราบความดังนั้นก็ประหวั่นใจว่า กองทัพเมืองเสฉวนยังมีคนดีมีฝีมือและมีสติปัญญาในการสงคราม เห็นจะรุดหน้าไปขัดสนนัก เตงงายใคร่ครวญไปมาก็ยิ่งวิตกทุกข์ร้อนใจเป็นอันมาก จึงปรึกษากับคูปุนซึ่งเป็นเสนาธิการว่าทำไฉนจึงจะกำจัดจูกัดเจี๋ยมให้ได้ก่อน มิฉะนั้นก็ยากที่จะยึดเอาเมืองเสฉวนได้

            คูปุนจึงว่า การจะรบพุ่งกันซึ่งหน้าเห็นจะบาดเจ็บล้มตายลงทั้งสองฝ่าย ครั้งนี้กองทัพวุยก๊กยกมาใหญ่หลวงนัก ถ้าหากได้เกลี้ยกล่อมจูกัดเจี๋ยมผูกน้ำใจไว้ได้แล้ว เห็นจะได้ชัยชนะโดยไม่ต้องรบ

            เตงงายได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย จึงแต่งหนังสือถึงจูกัดเจี๋ยมฉบับหนึ่งเป็นใจความว่า แม่ทัพใหญ่พระยาพิทักษ์ตะวันตกเตงงายอวยพรมายังจูกัดเจี๋ยม ด้วยเห็นว่าปราชญ์ทั้งปวงในแผ่นดินหามีผู้ใดเสมอเหมือนมหาอุปราชจูกัดเหลียงบิดาของท่านไม่ เพียงวาจาไม่กี่คำยามออกจากเขาโงลังกั๋งก็สามารถแบ่งแผ่นดินออกเป็นสามก๊ก ตลอดระยะเวลาที่มีชีวิตอยู่ได้แสดงปัญญาวิชาคุณให้ปรากฏว่ารู้การดินฟ้าอากาศหาผู้ใดเสมอมิได้ สามารถบัญชาทหารเสมอด้วยเทพยดา การศึกที่ภูเขากิสานทั้งหกครั้งนั้นใช่ว่าสติปัญญาของขงเบ้งไม่เพียงพอหรือทหารน้อยจึงไม่สามารถได้ชัยชนะเบ็ดเสร็จเด็ดขาด หากเป็นเพราะลิขิตสวรรค์ได้กำหนดแน่ชัดแล้วว่าชะตากรรมแห่งราชวงศ์ฮั่นถึงกาลดับสูญ ข้าพเจ้าได้ถือพระบรมราชโองการยกมาครั้งนี้จะยึดเอาเมืองเสฉวนเมื่อใดก็ได้ แต่สงสารชีวิตทหารและราษฎรจะเดือดร้อนล้มตายโดยไม่มีความผิด จึงบอกกล่าวมาให้ท่านพิจารณาคล้อยตามลิขิตสวรรค์แล้วนอบน้อมแต่โดยดี ข้าพเจ้าจะทูลเกล้าถวายฎีกาให้ทรงแต่งตั้งท่านเป็นสมเด็จเจ้าพระยาแห่งหลงเสหรือหลงเสอ๋อง จะได้มีความสุขสืบไป

            จูกัดเจี๋ยมพอได้รับหนังสือของเตงงายทราบความแล้วก็โกรธ ฉีกหนังสือนั้นทิ้งลงกับพื้นแล้วใช้เท้าขยี้ไปมา พลางสั่งทหารให้เอาตัวผู้ถือหนังสือไปตัดศีรษะ และมอบแก่ทหารซึ่งติดตามผู้ถือหนังสือส่งให้นำศีรษะกลับไปมอบแก่เตงงาย

            เตงงายทราบรายงานจากทหารซึ่งนำหัวผู้ถือหนังสือกลับไปก็โกรธ สั่งให้ยกกองทัพจะบุกเข้าตีเมืองกิมก๊ก คูปุนซึ่งเป็นเสนาธิการเห็นเตงงายโกรธจนเสียอาการจึงท้วงว่า ยามหน้าศึกสงครามไม่ชอบที่ท่านจะทำการด้วยโทสะ จะพลาดท่าเสียทีแก่ข้าศึก แม้หากจะยกไปรบกับจูกัดเจี๋ยมก็ชอบที่จะแต่งกลอุบายซุ่มทหารไว้คอยโจมตี จะได้ไม่เสียทีแก่ข้าศึก

            เตงงายได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย จึงสั่งให้แต่งกองทหารสองกองยกไปตั้งซุ่มอยู่ในป่าสองข้างทาง แล้วเร่งยกกองทัพไปที่เมืองกิมก๊ก

            จูกัดเจี๋ยมทราบความว่าเตงงายยกทหารจะมาที่เมืองกิมก๊ก จึงยกทหารออกไปตั้งขบวนสกัดอยู่หน้ากำแพงเมือง ครั้นเตงงายยกมาถึงจึงสั่งให้ตั้งขบวนรบแล้วท้าจูกัดเจี๋ยมให้ออกมารบกันตัวต่อตัว

            จูกัดเจี๋ยมรับคำท้าแล้วขี่ม้าพุ่งออกไปรบกับเตงงาย ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันตัวต่อตัวบนหลังม้าได้สิบเพลง เตงงายจึงแสร้งทำทีชักม้าหนี และสั่งทหารให้ล่าถอย

            จูกัดเจี๋ยมเห็นดังนั้นจึงสั่งทหารให้ไล่ตามตีไปเป็นระยะทางร้อยเส้น เห็นสองข้างทางเป็นป่าครึ้มก็เกรงว่าข้าศึกจะซุ่มทหารไว้โจมตีจึงสั่งทหารให้ล่าถอย ในทันใดนั้นเสียงประทัดสัญญาณดังขึ้นจากแนวป่า ทหารวุยก๊กได้ยกออกจากจุดซุ่มรุมตีกระหนาบเข้ามาพร้อมกัน และเตงงายก็คุมทหารตีกระทบกลับขึ้นมา

            ทหารจ๊กก๊กถูกจู่โจมโดยไม่ทันรู้ตัวจึงพากันแตกตื่นตกใจ ถูกฆ่าฟันบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก จูกัดเจี๋ยมเห็นว่าจะสู้ไม่ได้จึงพาทหารล่าถอยกลับเข้าไปในเมือง  เตงงายเห็นได้ทีจึงพาทหารไล่ตามตี ครั้นเห็นจูกัดเจี๋ยมพาทหารเข้าเมืองไปแล้วจึงสั่งทหารตั้งค่ายประชิดเมืองไว้ทั้งสี่ด้าน

            จูกัดเจี๋ยมเห็นทหารวุยก๊กล้อมเมืองไว้เป็นแน่นหนา เกรงว่าหากนานช้าต่อไปเสบียงอาหารในเมืองจะขาดแคลน จึงแต่งฎีกาขึ้นฉบับหนึ่งให้แพโทถือเล็ดลอดนำไปถวายพระเจ้าซุนฮิว ณ เมืองกังตั๋ง ขอให้ยกกองทัพมาช่วยเมืองเสฉวน เพราะถ้าหากเมืองเสฉวนเป็นอันตรายแล้ว ข้าศึกก็จะยกล่วงไปตีเอาเมืองกังตั๋งด้วย 

            พระเจ้าซุนฮิวทราบความในฎีกาของจูกัดเจี๋ยมแล้ว ทรงปรึกษากับขุนนางทั้งปวงว่าเมืองเสฉวนอยู่ในภาวะคับขันดังนี้จะทำประการใด ขุนนางทั้งปวงได้กราบทูลว่าสถานการณ์บัดนี้ยังสับสน ด้วยทหารวุยก๊กได้ยกมาตั้งอยู่ใกล้ชายแดนเมืองกังตั๋งด้วยและได้ระดมพลต่อเรือรบไว้เป็นอันมาก อาจจะยกมารบเมืองกังตั๋งได้ทุกเมื่อเชื่อวัน หากเราทุ่มเททหารยกไปช่วยเมืองเสฉวนแล้วทหารวุยก๊กยกมาตีเมืองกังตั๋ง ก็ยากที่จะป้องกันรักษาเมือง

            พระเจ้าซุนฮิวจึงตรัสว่า ง่อก๊กเป็นพันธมิตรกับจ๊กก๊ก ซึ่งจะไม่ยกไปช่วยนั้นย่อมไม่ตั้งอยู่ในสัจธรรม จักเป็นที่ครหาแก่คนทั้งปวง แต่ครั้นจะยกไปโดยเต็มกำลังเมืองกังตั๋งก็จะเป็นอันตราย ฉะนั้นจึงให้เตงฮองเป็นแม่ทัพคุมทหารห้าหมื่นยกไปช่วยเมืองเสฉวน และให้ทหารเมืองกังตั๋งทั้งปวงเตรียมพร้อมคอยระมัดระวังป้องกันข้าศึก

            เตงฮองรับพระบรมราชโองการแล้วถวายบังคมลาออกไปจัดแจงทหาร ให้ซุนฮีเป็นแม่ทัพหน้าคุมทหารกองหนึ่งยกไปที่ชายแดนเมืองเสฉวนติดต่อกับเมืองกังตั๋ง ตัวเตงฮองคุมทหารอีกกองหนึ่งเป็นกองทัพหลวงยกไปที่ชายแดนเมืองเสฉวนด้านใต้ เตงฮองจัดแจงกองทัพดังนี้เนื้อแท้แล้วหาใช่ยกไปช่วยเมืองเสฉวนป้องกันกองทัพวุยก๊กแต่ประการใดไม่ หากเป็นเพียงยกไปตั้งเพื่อป้องกันเมืองกังตั๋งต่างหาก ท่าทีทางการทหารของง่อก๊กครั้งนี้คือปล่อยให้จ๊กก๊กรับศึกแต่เพียงฝ่ายเดียว ง่อก๊กเพียงแต่ป้องกันตัวเท่านั้น มิได้คาดคิดว่าหากเมืองเสฉวนเสียแก่วุยก๊กแล้วในที่สุดง่อก๊กก็จะตกขึ้นแก่วุยก๊กด้วย อุปมายอมให้เขาหยิกเล็บไหนเลยจะไม่เจ็บเนื้อ นี่ย่อมเป็นลิขิตสวรรค์อันไม่อาจฝ่าฝืนได้นั่นเอง.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘