ตอนที่ 641. รุกสู่มรณภูมิ
พระพุทธศาสนายุกาลล่วงแล้วได้แปดร้อยหกพรรษา เดือนแปด จงโฮยและเตงงายสองเสือวุยก๊กซึ่งเป็นอัจฉริยะสงครามรุ่นใหม่เริ่มมีปมขัดแย้งพยาบาทภายในใจเกิดขึ้น เป็นเหตุให้เตงงายเดินทางไปหาจงโฮยถึงค่ายซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับด่าน เกียมโก๊ะเพื่อดูท่วงท่าว่าดีร้ายประการใด
ครั้นจงโฮยได้ทราบรายงานว่าทหารได้ควบคุมตัวจูกัดสูส่งไปเมืองลกเอี๋ยงแล้ว ก็มีความยินดี และเพื่อต้องการข่มขวัญเตงงายให้ยำเกรงในอำนาจของผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ จงโฮยจึงสั่งให้ทหารตามตัวเพชฌฆาตเข้ามายืนเรียงรายอยู่ในค่ายบัญชาการ แล้ว รีบแต่งตัวเต็มยศออกไปต้อนรับเตงงายที่ด้านนอกค่าย
ต่างคนต่างคำนับกันตามธรรมเนียมแล้ว จงโฮยจึงเชิญเตงงายเข้าไปสนทนากันข้างในค่าย พอเตงงายย่างเท้าก้าวเข้าไปในค่ายจงโฮยเห็นบรรดาเพชฌฆาตซึ่งมิได้มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการดูแลรักษาความปลอดภัยของจงโฮยยืนเรียงรายอยู่หลายคนก็รู้สึกขุ่นเคือง เพราะรู้ดีว่าเหตุการณ์ดังนี้เป็นเพราะจงโฮยจงใจจะแสดงอำนาจ จำจะเย้ยหยันจงโฮยดูท่วงท่าสักครั้งหนึ่ง
เตงงายคิดดังนั้นแล้วจึงแสร้งกล่าวว่า ท่านแม่ทัพยึดได้เมืองฮันต๋งและหัวเมืองข้างเคียงเป็นอันมากนับเป็นความชอบใหญ่หลวงยิ่งกว่าใคร ควรจะเร่งคิดอ่านยึดด่านเกียมโก๊ะจับเกียงอุยให้จงได้
จงโฮยได้ฟังคำเตงงายพูดถึงแต่ความชอบของตัวเองแต่ไม่ยอมเอ่ยถึงความชอบของเตงงายเลย ก็รู้ทันว่าเตงงายกล่าวความทั้งนี้เพราะต้องการเย้ยหยันว่าการที่จงโฮยยึดได้เมืองฮันต๋งหาใช่เป็นความชอบของจงโฮยแต่ผู้เดียวไม่ การยึดเมืองฮันต๋งสำเร็จได้เป็นเพราะเตงงายได้คุมกองทัพสกัดขัดขวางไม่ให้เกียงอุยยกกองทัพไปช่วยเมืองฮันต๋งต่างหาก จงโฮยจึงรู้สึกขุ่นใจเป็นอันมาก
แต่จงโฮยนั้นเป็นคนสุขุมลุ่มลึก รู้สึกดังนั้นแล้วยังคงแสร้งข่มความรู้สึกไว้ภายใน ทำทีเป็นไม่เข้าใจแล้วแสร้งผสมโรงเตงงายว่า ซึ่งท่านเสนอให้เร่งยึดด่านเกียมโก๊ะนั้นข้าพเจ้าเห็นด้วยทุกประการ ตัวท่านมีสติปัญญาและรู้ชำนาญภูมิประเทศเป็นอย่างดี ได้คิดอ่านแผนการไว้เป็นประการใด
เตงงายได้ฟังดังนั้นก็สำคัญว่าจงโฮยต้องการปกปิดความคิดตนเอง และต้องการลวงถามความคิดของเตงงาย จึงแสร้งกล่าวว่าตัวข้าพเจ้ามีสติปัญญาน้อย ไหนเลยจะกล้าคิดอ่านแผนการบุกตีด่านเกียมโก๊ะเล่า
จงโฮยได้ยินคำเตงงายดังนั้นก็หัวเราะ แล้วเร่งเร้าถามความเห็นอีกหลายครั้ง และคะยั้นคะยอว่าตัวท่านรับผิดชอบด่านชายแดนเป็นเวลาช้านาน ย่อมรู้ภูมิประเทศเป็นอันดี และด้วยสติปัญญาของท่านไหนเลยจะไม่มีแผนการเล่า
เตงงายได้ฟังคำคะยั้นคะยอของจงโฮยซึ่งเป็นแม่ทัพขัดมิได้ จึงกล่าวว่าเมื่อท่านแม่ทัพต้องการรับฟัง ข้าพเจ้าก็จำเป็นต้องบอกแผนการอันโง่เขลาให้ท่านพิจารณา
เตงงายกล่าวแล้วจ้องหน้าจงโฮยด้วยแววตาที่เยาะเย้ยถากถาง และกล่าวสืบไปว่า ควรที่จะละเว้นด่านเกียมโก๊ะเอาไว้ก่อน เพราะเป็นด่านแข็งแรงมั่นคง มีชัยภูมิที่ได้เปรียบ หากขืนมุ่งเข้าตีด่านเกียมโก๊ะก็จะเสียเวลาและเปลืองแรงไพร่พลไปเปล่า ๆ
จงโฮยจึงว่า หากไม่ตีด่านเกียมโก๊ะให้ได้ก่อนแล้วจะยกล่วงเข้าไปตีเอาเมืองเสฉวนได้อย่างไร
เตงงายจึงว่า ทางไปเมืองเสฉวนนั้นมีภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงชันขวางกั้น ไม่อาจยกกองทัพใหญ่ล่วงเข้าไปถึงเมืองเสฉวนได้ แต่มีเส้นทางเล็กซอกเขาน้อยเป็นหลายทาง ประกอบด้วยห้วยธารและโขดหินทุรกันดารนัก เส้นทางเล็กทุกสายไปบรรจบกันที่ต้นช่องแคบอิมเป๋งเป็นที่คับขัน แต่ถ้าฝ่าช่องแคบอิมเป๋งไปได้แล้วก็จะเข้าตีเอาเมืองเสฉวนได้โดยง่าย
เตงงายกล่าวแล้วมองหน้าจงโฮย เห็นนั่งนิ่งเสมือนหนึ่งตั้งใจฟังแต่ใบหน้าและสายตาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ดูหมิ่นดูแคลน เตงงายทำเป็นไม่เข้าใจแล้วกล่าวสืบไปว่า ขอให้ท่านแต่งทหารเป็นกองเล็กกองน้อยเดินทัพไปตามซอกเขาวกจากแดนเมืองฮันต๋งไปบรรจบกันที่ต้นช่องแคบอิมเป๋งแล้วบุกเข้ายึดเมืองเสฉวน เมื่อเกียงอุยทราบข่าวก็จะถอนทัพออกจากด่านเกียมโก๊ะเพื่อสกัดไม่ให้ท่านยกไปถึงช่องแคบอิมเป๋ง และในโอกาสนั้นขอให้ท่านยกทหารเข้ายึดด่านเกียมโก๊ะก็จะได้โดยง่าย
จงโฮยมีแผนที่ภูมิประเทศเดินทัพเข้าเมืองเสฉวนอย่างละเอียดถี่ถ้วน พอได้ยินแผนการของเตงงายก็หัวเราะ เพราะสำคัญว่าเตงงายเสนอแผนการดังนี้เพื่อจะลวงให้จงโฮยขึ้นไปติดกับอยู่ตามซอกเขาในป่าพงไพรอันรกชัฏและทุรกันดาร ไม่อาจฝ่าเข้าไปถึงเมืองเสฉวนได้ แล้วเตงงายจะได้ฉวยโอกาสชิงเอาความชอบแต่ผู้เดียว
จงโฮยสำคัญดังนั้นแล้วจึงแสร้งกล่าวว่า แผนการของท่านแม่ทัพลึกล้ำปราดเปรื่องกระจ่างแจ้งยิ่งนัก เห็นจะได้เมืองเสฉวนเป็นมั่นคง จึงให้ท่านคุมทหารยกไปตีเอาเมืองเสฉวนตามแผนการที่ท่านกล่าว ตัวข้าพเจ้าจะตั้งทหารคอยท่าอยู่ที่นี่ เมื่อเกียงอุยยกไปสกัดท่านแล้ว ข้าพเจ้าจะยึดด่านเกียมโก๊ะแล้วจะยกหนุนตามท่านไป
เตงงายได้ยินคำจงโฮยก็รู้ว่าจงโฮยคิดจะแย่งชิงเอาความชอบแต่เพียงผู้เดียว จึงผลักไสไล่ส่งให้ตนต้องไปฝ่าความยากลำบาก อาจถึงแก่ชีวิตในเส้นทางอันทุรกันดาร แต่เตงงายนั้นชำนาญในภูมิประเทศและมีแผนที่เส้นทางเดินทัพตามซอกเล็กทางน้อย รู้ห้วยธารผาชันอย่างละเอียดถี่ถ้วนยิ่งกว่าจงโฮย ทั้งเชื่อมั่นในสติปัญญาและความสามารถของตัวเองว่าจะสามารถทำการได้สำเร็จ ชิงเอาความชอบในการยึดเมืองเสฉวนได้ก่อน เป็นความชอบใหญ่หลวงยิ่งกว่าความชอบของจงโฮยที่ยึดได้เมืองฮันต๋งอีก
เตงงายคิดดังนั้นจึงทำเป็นยินดี แล้วกล่าวว่าเมื่อท่านแม่ทัพมอบหมายภารกิจดังนี้ข้าพเจ้าก็พร้อมที่จะทำการตามคำสั่ง กล่าวแล้วจึงคำนับลาจงโฮยกลับไปค่าย
จงโฮยเดินออกไปส่งเตงงายแล้วเดินกลับเข้าไปในค่าย เรียกประชุมแม่ทัพนายกองทั้งปวงแล้วปรารภว่า คนทั้งปวงสรรเสริญปัญญาความคิดอ่านของเตงงาย เกริกก้องนัก แต่ตัวเราพิเคราะห์ดูแล้วไม่เห็นสม ซึ่งเตงงายรับแผนการยกทหารไปตามซอกเล็กทางน้อยจะไปยึดเมืองเสฉวนนั้น เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเตงงายผู้นี้แท้จริงแล้วโง่เขลาเบาปัญญาอย่างยิ่ง เห็นจะตายในครั้งนี้เป็นแน่แท้
แม่ทัพนายกองทั้งปวงได้ฟังดังนั้นจึงท้วงว่า ถ้าหากเตงงายยึดได้เมืองเสฉวนแล้ว ความชอบก็จะมีแก่เตงงายเป็นอันมาก ล้ำหน้ากว่าท่านแม่ทัพเสียอีก ไฉนท่านจึงกล่าวว่าเตงงายโง่เขลาเบาปัญญาเล่า
จงโฮยจึงว่า ภูมิประเทศซึ่งจะเดินทัพเข้าไปเมืองเสฉวนนั้นเราก็แจ้งอยู่ เป็นเส้นทางในซอกเขาเต็มไปด้วยห้วยธารรกชัฏหน้าผาสูงชัน อันตรายเป็นอันมาก แม้เมื่อไปถึงต้นช่องแคบอิมเป๋งแล้วก็ไม่อาจฝ่าไปได้ เพียงแต่ทหารเมืองเสฉวนสองสามร้อยคนยกมาตั้งสกัดอยู่ที่นั่น ทหารของเตงงายก็จะพากันตายสิ้น เพราะเมื่อยกไปตามเส้นทางสายนั้นแล้วจะล่าถอยกลับไม่ได้ จะรุดหน้าไปก็ถูกทหารเมือง เสฉวนสกัดอยู่ เห็นทีเตงงายยกไปครั้งนี้จะเป็นไข้ป่าตายหรือไม่ก็อดตายทั้งหมดเป็นมั่นคง เมื่อเตงงายตายแล้วเรายกกองทัพไปตามเส้นทางใหญ่แม้จะล่าช้าไปบ้างก็จะยึดเมืองเสฉวนได้โดยสะดวก
แม่ทัพนายกองทั้งปวงได้ฟังดังนั้นต่างพากันสรรเสริญจงโฮยว่ามีสติปัญญาลึกล้ำหลักแหลมเสมอด้วยเทพยดาเข้าดลใจ
จงโฮยได้ฟังคำชมก็มีน้ำใจยินดี สั่งทหารให้สร้างป้อมเข็นสำหรับบุกเข้าหักด่านเกียมโก๊ะ มีขนาดความสูงเท่ากับกำแพงด่าน และให้เตรียมเกาทัณฑ์และศาสตราวุธไว้เป็นอันมาก เตรียมการที่จะบุกเข้าตีด่านเกียมโก๊ะ
ฝ่ายเตงงายพอออกจากค่ายของจงโฮยก็ขึ้นม้าพาทหารคนสนิทเดินทางกลับไปค่าย ระหว่างทางได้หันมาถามนายทหารคนสนิทว่าพวกเรามาหาจงโฮยในวันนี้ได้สังเกตท่าทางท่วงทีของจงโฮยว่าเป็นประการใด
บรรดานายทหารซึ่งติดตามเตงงายไปด้วยได้กล่าวพ้องกันว่า จงโฮยไม่มีความสุจริตใจต่อท่านแม่ทัพ ซึ่งยอมรับแผนการและให้ท่านยกทหารไปตีเมืองเสฉวนก็เพราะเห็นว่าท่านจะไปประสบอันตราย แล้วจงโฮยจะได้ความชอบแต่เพียงผู้เดียว จงโฮยหาได้เห็นชอบกับแผนการของท่านโดยสุจริตไม่
เตงงายได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วกล่าวว่า ไม่เสียแรงที่ร่วมเป็นร่วมตายกันมา ท่านทั้งปวงล้วนเข้าใจสถานการณ์อย่างเดียวกับข้าพเจ้า จงโฮยคิดดังนี้เพราะเล็งเห็นว่าข้าพเจ้าจะไม่สามารถบุกยึดเมืองเสฉวนได้ ใจจริงต้องการให้พวกเราไปตายในระหว่างทาง แล้วจะเอาความชอบไว้แต่ผู้เดียว เหตุนี้พวกเราจะต้องยึดเอาเมืองเสฉวนให้จงได้ แม้นผิดพลาดก็ยอมตายดีกว่าที่จะให้จงโฮยเหยียบย่ำสืบไป
ครั้นกลับไปถึงค่ายแล้วบรรดาแม่ทัพนายกองของเตงงายซึ่งคอยอยู่ที่ค่าย สังเกตเห็นเตงงายเดินทางกลับมาด้วยหน้าตาเคร่งเครียด จึงถามว่าท่านแม่ทัพไปพบจงโฮยครั้งนี้เหตุการณ์เป็นประการใด
เตงงายจึงเล่าความซึ่งได้เจรจาว่ากล่าวกับจงโฮยให้บรรดาแม่ทัพนายกองทั้งปวงฟังทุกประการ แล้วกล่าวว่าตัวเรามีความสุจริตใจจึงเสนอแผนการยึดเมืองเสฉวนให้จงโฮยทราบ แต่จงโฮยกลับดูแคลนว่าตัวเราโง่เขลาเบาปัญญา จงโฮยผู้นี้คิดละโมบโลภมากจะเอาความชอบไว้แต่เพียงผู้เดียว หาความเป็นธรรมมิได้ ซึ่งยึดได้เมืองฮันต๋งนั้นแท้จริงแล้วหาใช่ความชอบของจงโฮยไม่ แต่เป็นเพราะพวกราวางแผนการอุบายสกัดกองทัพเกียงอุยไว้ไม่ให้ยกไปช่วยเมืองฮันต๋งต่างหากเล่า จงโฮยจึงทำการได้โดยสะดวก
เตงงายหยุดหยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวสืบไปว่า พวกเราจะต้องยึดเอาเมืองเสฉวนให้จงได้ ความชอบก็จะมีใหญ่หลวงยิ่งกว่าความชอบของจงโฮย จึงใคร่ขอถามความสมัครใจของพวกท่านว่า การศึกครั้งนี้ยากลำบากเสี่ยงตายยิ่งกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ทหารทุกคนจะต้องทรหดอดทนเด็ดเดี่ยว ไม่กลัวยากลำบาก ไม่กลัวตาย พวกท่านจะยินยอมพร้อมใจไปทำการกับข้าพเจ้าหรือไม่
แม่ทัพนายกองทั้งปวงได้ฟังดังนั้นพากันกล่าวว่าท่านแม่ทัพมีสติปัญญาความสามารถเสมอด้วยเทพยดา พวกเราพร้อมจะร่วมเป็นร่วมตายกับท่านจนถึงที่สุด เตงงายได้ยินคำแม่ทัพนายกองทั้งปวงดังนั้นก็มีความยินดี สั่งให้ทุกคนเตรียมพร้อมที่จะเดินทัพในคืนวันนี้
ในคืนวันนั้นเตงงายได้สั่งให้ทหารทุกกองรื้อถอนค่าย แล้วเดินทัพไปตามแผนการที่กำหนด ครั้นยกทหารห่างออกไปจากด่านเกียมโก๊ะได้แปดร้อยเส้น จึงให้ทหารตั้งค่ายไว้ แล้วแต่งหนังสือลับฉบับหนึ่งให้ทหารถือไปให้สุมาเจียว รายงานความที่เป็นไปให้ทราบทุกประการ
วันรุ่งขึ้นเตงงายได้เรียกประชุมแม่ทัพนายกองอีกครั้งหนึ่ง สั่งให้เตงต๋งคุมทหารห้าพันไม่ต้องสวมเสื้อเกราะ ให้เอาแต่เพียงทวนและกระบี่ประจำกายพร้อมกับเครื่องมือขุดเจาะและมีดขวานสำหรับบุกเบิกเส้นทางเท่านั้น กำชับให้ยกล่วงหน้าไปก่อน ทำหน้าที่บุกเบิกเส้นทางสำหรับกองหนุนจะได้ยกตามไป ตัวเตงงายจะคุมกองทัพหลวงสามหมื่นหนุนตามไป และให้ทหารทั้งปวงเอาอาหารแห้งและเชือกยาวสิบวาติดตัวไปทุกคน
เตงงายได้อธิบายเส้นทางภูมิประเทศให้แม่ทัพนายกองทั้งปวงฟังจนแจ่มแจ้งแล้ว จึงสั่งให้ทุกคนปฏิบัติตามหน้าที่อย่าได้ขาดตกบกพร่อง
ฝ่ายจงโฮยครั้นได้ทราบข่าวจากหน่วยสอดแนมว่า เตงงายได้รื้อค่ายยกทัพไปตามคำสั่งของจงโฮยแล้วก็มีความยินดี รำพึงโดยไม่ทันรู้สึกตัวว่าคราวนี้เตงงายมึงต้องตายแน่นอน เสียแรงเป็นชายชาติทหาร แต่โง่เขลาเบาปัญญา สิยังบังอาจมาท้าทายแข็งข้อกับเราอีกเล่า
พระพุทธศาสนายุกาลล่วงแล้วได้แปดร้อยหกพรรษา เดือนสิบสอง กองทัพของเตงงายซึ่งตั้งชุมนุมพลเตรียมจะแยกย้ายกันเดินทัพตามซอกเขาทุรกันดารพร้อมแล้ว เตงงายจึงขี่ม้าออกไปข้างหน้าทหารแล้วประกาศว่า “บัดนี้เราจะยกลอบเข้าไปตีเอาเมืองเสฉวน ท่านทั้งปวงจงอุตส่าห์ทำการอย่าได้เกียจคร้าน แม้นสำเร็จการแล้วก็จะมีความชอบเป็นอันมาก อนึ่งก็จะปรากฏชื่อเสียงไปในภายหน้า ผู้ใดจะเป็นใจด้วยเราบ้าง”
บรรดาทหารทั้งปวงได้ยินคำแม่ทัพกล่าวเสียงดังกึกก้องดังนั้นจึงขานรับพร้อมกันว่า พวกเราพร้อมจะติดตามท่านแม่ทัพไปทุกหนทุกแห่ง ไม่กลัวยากลำบาก ไม่กลัวความตาย
เตงงายได้ยินเสียงทหารทั้งปวงฮึกห้าวเหิมหาญก็มีความยินดี สั่งให้เคลื่อนทัพไปตามแผนที่ภูมิประเทศ ทหารทั้งปวงได้โห่ร้องกึกก้องประสานกับเสียงม้าล่อฆ้องกลองเป็นฤกษ์ชัย.
ครั้นจงโฮยได้ทราบรายงานว่าทหารได้ควบคุมตัวจูกัดสูส่งไปเมืองลกเอี๋ยงแล้ว ก็มีความยินดี และเพื่อต้องการข่มขวัญเตงงายให้ยำเกรงในอำนาจของผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ จงโฮยจึงสั่งให้ทหารตามตัวเพชฌฆาตเข้ามายืนเรียงรายอยู่ในค่ายบัญชาการ แล้ว รีบแต่งตัวเต็มยศออกไปต้อนรับเตงงายที่ด้านนอกค่าย
ต่างคนต่างคำนับกันตามธรรมเนียมแล้ว จงโฮยจึงเชิญเตงงายเข้าไปสนทนากันข้างในค่าย พอเตงงายย่างเท้าก้าวเข้าไปในค่ายจงโฮยเห็นบรรดาเพชฌฆาตซึ่งมิได้มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการดูแลรักษาความปลอดภัยของจงโฮยยืนเรียงรายอยู่หลายคนก็รู้สึกขุ่นเคือง เพราะรู้ดีว่าเหตุการณ์ดังนี้เป็นเพราะจงโฮยจงใจจะแสดงอำนาจ จำจะเย้ยหยันจงโฮยดูท่วงท่าสักครั้งหนึ่ง
เตงงายคิดดังนั้นแล้วจึงแสร้งกล่าวว่า ท่านแม่ทัพยึดได้เมืองฮันต๋งและหัวเมืองข้างเคียงเป็นอันมากนับเป็นความชอบใหญ่หลวงยิ่งกว่าใคร ควรจะเร่งคิดอ่านยึดด่านเกียมโก๊ะจับเกียงอุยให้จงได้
จงโฮยได้ฟังคำเตงงายพูดถึงแต่ความชอบของตัวเองแต่ไม่ยอมเอ่ยถึงความชอบของเตงงายเลย ก็รู้ทันว่าเตงงายกล่าวความทั้งนี้เพราะต้องการเย้ยหยันว่าการที่จงโฮยยึดได้เมืองฮันต๋งหาใช่เป็นความชอบของจงโฮยแต่ผู้เดียวไม่ การยึดเมืองฮันต๋งสำเร็จได้เป็นเพราะเตงงายได้คุมกองทัพสกัดขัดขวางไม่ให้เกียงอุยยกกองทัพไปช่วยเมืองฮันต๋งต่างหาก จงโฮยจึงรู้สึกขุ่นใจเป็นอันมาก
แต่จงโฮยนั้นเป็นคนสุขุมลุ่มลึก รู้สึกดังนั้นแล้วยังคงแสร้งข่มความรู้สึกไว้ภายใน ทำทีเป็นไม่เข้าใจแล้วแสร้งผสมโรงเตงงายว่า ซึ่งท่านเสนอให้เร่งยึดด่านเกียมโก๊ะนั้นข้าพเจ้าเห็นด้วยทุกประการ ตัวท่านมีสติปัญญาและรู้ชำนาญภูมิประเทศเป็นอย่างดี ได้คิดอ่านแผนการไว้เป็นประการใด
เตงงายได้ฟังดังนั้นก็สำคัญว่าจงโฮยต้องการปกปิดความคิดตนเอง และต้องการลวงถามความคิดของเตงงาย จึงแสร้งกล่าวว่าตัวข้าพเจ้ามีสติปัญญาน้อย ไหนเลยจะกล้าคิดอ่านแผนการบุกตีด่านเกียมโก๊ะเล่า
จงโฮยได้ยินคำเตงงายดังนั้นก็หัวเราะ แล้วเร่งเร้าถามความเห็นอีกหลายครั้ง และคะยั้นคะยอว่าตัวท่านรับผิดชอบด่านชายแดนเป็นเวลาช้านาน ย่อมรู้ภูมิประเทศเป็นอันดี และด้วยสติปัญญาของท่านไหนเลยจะไม่มีแผนการเล่า
เตงงายได้ฟังคำคะยั้นคะยอของจงโฮยซึ่งเป็นแม่ทัพขัดมิได้ จึงกล่าวว่าเมื่อท่านแม่ทัพต้องการรับฟัง ข้าพเจ้าก็จำเป็นต้องบอกแผนการอันโง่เขลาให้ท่านพิจารณา
เตงงายกล่าวแล้วจ้องหน้าจงโฮยด้วยแววตาที่เยาะเย้ยถากถาง และกล่าวสืบไปว่า ควรที่จะละเว้นด่านเกียมโก๊ะเอาไว้ก่อน เพราะเป็นด่านแข็งแรงมั่นคง มีชัยภูมิที่ได้เปรียบ หากขืนมุ่งเข้าตีด่านเกียมโก๊ะก็จะเสียเวลาและเปลืองแรงไพร่พลไปเปล่า ๆ
จงโฮยจึงว่า หากไม่ตีด่านเกียมโก๊ะให้ได้ก่อนแล้วจะยกล่วงเข้าไปตีเอาเมืองเสฉวนได้อย่างไร
เตงงายจึงว่า ทางไปเมืองเสฉวนนั้นมีภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงชันขวางกั้น ไม่อาจยกกองทัพใหญ่ล่วงเข้าไปถึงเมืองเสฉวนได้ แต่มีเส้นทางเล็กซอกเขาน้อยเป็นหลายทาง ประกอบด้วยห้วยธารและโขดหินทุรกันดารนัก เส้นทางเล็กทุกสายไปบรรจบกันที่ต้นช่องแคบอิมเป๋งเป็นที่คับขัน แต่ถ้าฝ่าช่องแคบอิมเป๋งไปได้แล้วก็จะเข้าตีเอาเมืองเสฉวนได้โดยง่าย
เตงงายกล่าวแล้วมองหน้าจงโฮย เห็นนั่งนิ่งเสมือนหนึ่งตั้งใจฟังแต่ใบหน้าและสายตาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ดูหมิ่นดูแคลน เตงงายทำเป็นไม่เข้าใจแล้วกล่าวสืบไปว่า ขอให้ท่านแต่งทหารเป็นกองเล็กกองน้อยเดินทัพไปตามซอกเขาวกจากแดนเมืองฮันต๋งไปบรรจบกันที่ต้นช่องแคบอิมเป๋งแล้วบุกเข้ายึดเมืองเสฉวน เมื่อเกียงอุยทราบข่าวก็จะถอนทัพออกจากด่านเกียมโก๊ะเพื่อสกัดไม่ให้ท่านยกไปถึงช่องแคบอิมเป๋ง และในโอกาสนั้นขอให้ท่านยกทหารเข้ายึดด่านเกียมโก๊ะก็จะได้โดยง่าย
จงโฮยมีแผนที่ภูมิประเทศเดินทัพเข้าเมืองเสฉวนอย่างละเอียดถี่ถ้วน พอได้ยินแผนการของเตงงายก็หัวเราะ เพราะสำคัญว่าเตงงายเสนอแผนการดังนี้เพื่อจะลวงให้จงโฮยขึ้นไปติดกับอยู่ตามซอกเขาในป่าพงไพรอันรกชัฏและทุรกันดาร ไม่อาจฝ่าเข้าไปถึงเมืองเสฉวนได้ แล้วเตงงายจะได้ฉวยโอกาสชิงเอาความชอบแต่ผู้เดียว
จงโฮยสำคัญดังนั้นแล้วจึงแสร้งกล่าวว่า แผนการของท่านแม่ทัพลึกล้ำปราดเปรื่องกระจ่างแจ้งยิ่งนัก เห็นจะได้เมืองเสฉวนเป็นมั่นคง จึงให้ท่านคุมทหารยกไปตีเอาเมืองเสฉวนตามแผนการที่ท่านกล่าว ตัวข้าพเจ้าจะตั้งทหารคอยท่าอยู่ที่นี่ เมื่อเกียงอุยยกไปสกัดท่านแล้ว ข้าพเจ้าจะยึดด่านเกียมโก๊ะแล้วจะยกหนุนตามท่านไป
เตงงายได้ยินคำจงโฮยก็รู้ว่าจงโฮยคิดจะแย่งชิงเอาความชอบแต่เพียงผู้เดียว จึงผลักไสไล่ส่งให้ตนต้องไปฝ่าความยากลำบาก อาจถึงแก่ชีวิตในเส้นทางอันทุรกันดาร แต่เตงงายนั้นชำนาญในภูมิประเทศและมีแผนที่เส้นทางเดินทัพตามซอกเล็กทางน้อย รู้ห้วยธารผาชันอย่างละเอียดถี่ถ้วนยิ่งกว่าจงโฮย ทั้งเชื่อมั่นในสติปัญญาและความสามารถของตัวเองว่าจะสามารถทำการได้สำเร็จ ชิงเอาความชอบในการยึดเมืองเสฉวนได้ก่อน เป็นความชอบใหญ่หลวงยิ่งกว่าความชอบของจงโฮยที่ยึดได้เมืองฮันต๋งอีก
เตงงายคิดดังนั้นจึงทำเป็นยินดี แล้วกล่าวว่าเมื่อท่านแม่ทัพมอบหมายภารกิจดังนี้ข้าพเจ้าก็พร้อมที่จะทำการตามคำสั่ง กล่าวแล้วจึงคำนับลาจงโฮยกลับไปค่าย
จงโฮยเดินออกไปส่งเตงงายแล้วเดินกลับเข้าไปในค่าย เรียกประชุมแม่ทัพนายกองทั้งปวงแล้วปรารภว่า คนทั้งปวงสรรเสริญปัญญาความคิดอ่านของเตงงาย เกริกก้องนัก แต่ตัวเราพิเคราะห์ดูแล้วไม่เห็นสม ซึ่งเตงงายรับแผนการยกทหารไปตามซอกเล็กทางน้อยจะไปยึดเมืองเสฉวนนั้น เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเตงงายผู้นี้แท้จริงแล้วโง่เขลาเบาปัญญาอย่างยิ่ง เห็นจะตายในครั้งนี้เป็นแน่แท้
แม่ทัพนายกองทั้งปวงได้ฟังดังนั้นจึงท้วงว่า ถ้าหากเตงงายยึดได้เมืองเสฉวนแล้ว ความชอบก็จะมีแก่เตงงายเป็นอันมาก ล้ำหน้ากว่าท่านแม่ทัพเสียอีก ไฉนท่านจึงกล่าวว่าเตงงายโง่เขลาเบาปัญญาเล่า
จงโฮยจึงว่า ภูมิประเทศซึ่งจะเดินทัพเข้าไปเมืองเสฉวนนั้นเราก็แจ้งอยู่ เป็นเส้นทางในซอกเขาเต็มไปด้วยห้วยธารรกชัฏหน้าผาสูงชัน อันตรายเป็นอันมาก แม้เมื่อไปถึงต้นช่องแคบอิมเป๋งแล้วก็ไม่อาจฝ่าไปได้ เพียงแต่ทหารเมืองเสฉวนสองสามร้อยคนยกมาตั้งสกัดอยู่ที่นั่น ทหารของเตงงายก็จะพากันตายสิ้น เพราะเมื่อยกไปตามเส้นทางสายนั้นแล้วจะล่าถอยกลับไม่ได้ จะรุดหน้าไปก็ถูกทหารเมือง เสฉวนสกัดอยู่ เห็นทีเตงงายยกไปครั้งนี้จะเป็นไข้ป่าตายหรือไม่ก็อดตายทั้งหมดเป็นมั่นคง เมื่อเตงงายตายแล้วเรายกกองทัพไปตามเส้นทางใหญ่แม้จะล่าช้าไปบ้างก็จะยึดเมืองเสฉวนได้โดยสะดวก
แม่ทัพนายกองทั้งปวงได้ฟังดังนั้นต่างพากันสรรเสริญจงโฮยว่ามีสติปัญญาลึกล้ำหลักแหลมเสมอด้วยเทพยดาเข้าดลใจ
จงโฮยได้ฟังคำชมก็มีน้ำใจยินดี สั่งทหารให้สร้างป้อมเข็นสำหรับบุกเข้าหักด่านเกียมโก๊ะ มีขนาดความสูงเท่ากับกำแพงด่าน และให้เตรียมเกาทัณฑ์และศาสตราวุธไว้เป็นอันมาก เตรียมการที่จะบุกเข้าตีด่านเกียมโก๊ะ
ฝ่ายเตงงายพอออกจากค่ายของจงโฮยก็ขึ้นม้าพาทหารคนสนิทเดินทางกลับไปค่าย ระหว่างทางได้หันมาถามนายทหารคนสนิทว่าพวกเรามาหาจงโฮยในวันนี้ได้สังเกตท่าทางท่วงทีของจงโฮยว่าเป็นประการใด
บรรดานายทหารซึ่งติดตามเตงงายไปด้วยได้กล่าวพ้องกันว่า จงโฮยไม่มีความสุจริตใจต่อท่านแม่ทัพ ซึ่งยอมรับแผนการและให้ท่านยกทหารไปตีเมืองเสฉวนก็เพราะเห็นว่าท่านจะไปประสบอันตราย แล้วจงโฮยจะได้ความชอบแต่เพียงผู้เดียว จงโฮยหาได้เห็นชอบกับแผนการของท่านโดยสุจริตไม่
เตงงายได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วกล่าวว่า ไม่เสียแรงที่ร่วมเป็นร่วมตายกันมา ท่านทั้งปวงล้วนเข้าใจสถานการณ์อย่างเดียวกับข้าพเจ้า จงโฮยคิดดังนี้เพราะเล็งเห็นว่าข้าพเจ้าจะไม่สามารถบุกยึดเมืองเสฉวนได้ ใจจริงต้องการให้พวกเราไปตายในระหว่างทาง แล้วจะเอาความชอบไว้แต่ผู้เดียว เหตุนี้พวกเราจะต้องยึดเอาเมืองเสฉวนให้จงได้ แม้นผิดพลาดก็ยอมตายดีกว่าที่จะให้จงโฮยเหยียบย่ำสืบไป
ครั้นกลับไปถึงค่ายแล้วบรรดาแม่ทัพนายกองของเตงงายซึ่งคอยอยู่ที่ค่าย สังเกตเห็นเตงงายเดินทางกลับมาด้วยหน้าตาเคร่งเครียด จึงถามว่าท่านแม่ทัพไปพบจงโฮยครั้งนี้เหตุการณ์เป็นประการใด
เตงงายจึงเล่าความซึ่งได้เจรจาว่ากล่าวกับจงโฮยให้บรรดาแม่ทัพนายกองทั้งปวงฟังทุกประการ แล้วกล่าวว่าตัวเรามีความสุจริตใจจึงเสนอแผนการยึดเมืองเสฉวนให้จงโฮยทราบ แต่จงโฮยกลับดูแคลนว่าตัวเราโง่เขลาเบาปัญญา จงโฮยผู้นี้คิดละโมบโลภมากจะเอาความชอบไว้แต่เพียงผู้เดียว หาความเป็นธรรมมิได้ ซึ่งยึดได้เมืองฮันต๋งนั้นแท้จริงแล้วหาใช่ความชอบของจงโฮยไม่ แต่เป็นเพราะพวกราวางแผนการอุบายสกัดกองทัพเกียงอุยไว้ไม่ให้ยกไปช่วยเมืองฮันต๋งต่างหากเล่า จงโฮยจึงทำการได้โดยสะดวก
เตงงายหยุดหยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวสืบไปว่า พวกเราจะต้องยึดเอาเมืองเสฉวนให้จงได้ ความชอบก็จะมีใหญ่หลวงยิ่งกว่าความชอบของจงโฮย จึงใคร่ขอถามความสมัครใจของพวกท่านว่า การศึกครั้งนี้ยากลำบากเสี่ยงตายยิ่งกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ทหารทุกคนจะต้องทรหดอดทนเด็ดเดี่ยว ไม่กลัวยากลำบาก ไม่กลัวตาย พวกท่านจะยินยอมพร้อมใจไปทำการกับข้าพเจ้าหรือไม่
แม่ทัพนายกองทั้งปวงได้ฟังดังนั้นพากันกล่าวว่าท่านแม่ทัพมีสติปัญญาความสามารถเสมอด้วยเทพยดา พวกเราพร้อมจะร่วมเป็นร่วมตายกับท่านจนถึงที่สุด เตงงายได้ยินคำแม่ทัพนายกองทั้งปวงดังนั้นก็มีความยินดี สั่งให้ทุกคนเตรียมพร้อมที่จะเดินทัพในคืนวันนี้
ในคืนวันนั้นเตงงายได้สั่งให้ทหารทุกกองรื้อถอนค่าย แล้วเดินทัพไปตามแผนการที่กำหนด ครั้นยกทหารห่างออกไปจากด่านเกียมโก๊ะได้แปดร้อยเส้น จึงให้ทหารตั้งค่ายไว้ แล้วแต่งหนังสือลับฉบับหนึ่งให้ทหารถือไปให้สุมาเจียว รายงานความที่เป็นไปให้ทราบทุกประการ
วันรุ่งขึ้นเตงงายได้เรียกประชุมแม่ทัพนายกองอีกครั้งหนึ่ง สั่งให้เตงต๋งคุมทหารห้าพันไม่ต้องสวมเสื้อเกราะ ให้เอาแต่เพียงทวนและกระบี่ประจำกายพร้อมกับเครื่องมือขุดเจาะและมีดขวานสำหรับบุกเบิกเส้นทางเท่านั้น กำชับให้ยกล่วงหน้าไปก่อน ทำหน้าที่บุกเบิกเส้นทางสำหรับกองหนุนจะได้ยกตามไป ตัวเตงงายจะคุมกองทัพหลวงสามหมื่นหนุนตามไป และให้ทหารทั้งปวงเอาอาหารแห้งและเชือกยาวสิบวาติดตัวไปทุกคน
เตงงายได้อธิบายเส้นทางภูมิประเทศให้แม่ทัพนายกองทั้งปวงฟังจนแจ่มแจ้งแล้ว จึงสั่งให้ทุกคนปฏิบัติตามหน้าที่อย่าได้ขาดตกบกพร่อง
ฝ่ายจงโฮยครั้นได้ทราบข่าวจากหน่วยสอดแนมว่า เตงงายได้รื้อค่ายยกทัพไปตามคำสั่งของจงโฮยแล้วก็มีความยินดี รำพึงโดยไม่ทันรู้สึกตัวว่าคราวนี้เตงงายมึงต้องตายแน่นอน เสียแรงเป็นชายชาติทหาร แต่โง่เขลาเบาปัญญา สิยังบังอาจมาท้าทายแข็งข้อกับเราอีกเล่า
พระพุทธศาสนายุกาลล่วงแล้วได้แปดร้อยหกพรรษา เดือนสิบสอง กองทัพของเตงงายซึ่งตั้งชุมนุมพลเตรียมจะแยกย้ายกันเดินทัพตามซอกเขาทุรกันดารพร้อมแล้ว เตงงายจึงขี่ม้าออกไปข้างหน้าทหารแล้วประกาศว่า “บัดนี้เราจะยกลอบเข้าไปตีเอาเมืองเสฉวน ท่านทั้งปวงจงอุตส่าห์ทำการอย่าได้เกียจคร้าน แม้นสำเร็จการแล้วก็จะมีความชอบเป็นอันมาก อนึ่งก็จะปรากฏชื่อเสียงไปในภายหน้า ผู้ใดจะเป็นใจด้วยเราบ้าง”
บรรดาทหารทั้งปวงได้ยินคำแม่ทัพกล่าวเสียงดังกึกก้องดังนั้นจึงขานรับพร้อมกันว่า พวกเราพร้อมจะติดตามท่านแม่ทัพไปทุกหนทุกแห่ง ไม่กลัวยากลำบาก ไม่กลัวความตาย
เตงงายได้ยินเสียงทหารทั้งปวงฮึกห้าวเหิมหาญก็มีความยินดี สั่งให้เคลื่อนทัพไปตามแผนที่ภูมิประเทศ ทหารทั้งปวงได้โห่ร้องกึกก้องประสานกับเสียงม้าล่อฆ้องกลองเป็นฤกษ์ชัย.