ตอนที่ 62. แผนเพลิงพิฆาต

ตันก๋งได้เสนอแผนการศึกยกที่สามระหว่างกองทัพของลิโป้กับกองทัพของโจโฉให้แก่ลิโป้ว่า “ในเมืองนั้นมีเศรษฐีคนหนึ่งชื่อเตียนซี มีใจสัตย์ซื่อเป็นที่นับถือแก่ชาวเมืองทั้งปวง ถ้าเตียนซีจะว่าประการใดชาวเมืองก็ทำตาม ขอให้หาเตียนซีออกมาว่ากล่าวให้มีหนังสือไปถึงโจโฉว่า ท่านมีชัยแก่โจโฉแล้ว บัดนี้ให้โกสุ้นอยู่รักษาเมืองปักเอี้ยง ท่านยกทหารไปตีเอาเมืองลิหยง ให้โจโฉยกทหารเข้าปล้นเอาเมืองปักเอี้ยง เตียนซีจะคุมชาวเมืองออกรบกระหนาบ เราจึงลอบยกทหารเข้าไปอยู่ในเมืองปักเอี้ยง แล้วเอาฟืนมากองประตูทั้งสี่ด้าน ถ้าโจโฉเข้ามาแล้วเราจึงจุดเพลิงเผาเมือง และกองฟืนทั้งสี่ประตูขึ้น ถึงโจโฉจะมีความคิดแก้ไขประการใดก็เห็นจะไม่พ้นมือเรา”

            แผนการครั้งนี้ของตันก๋งคือแผนการใช้ธาตุไฟ ซึ่งเป็นหนึ่งในพลังจักรวาลเข้าสังหารข้าศึก นับเป็นความคิดอ่านวางแผนการรบด้วยการใช้พลังจักรวาลเป็นครั้งแรกในสามก๊ก

            อันเพลิงนั้นเป็นพลังแห่งจักรวาลชนิดหนึ่งที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงสุดในยุคนั้น ไม่ต่างกับระเบิดนาปาล์มในยุคปัจจุบัน เป็นพลังที่สามารถทำลายล้างข้าศึกได้เป็นจำนวนมากยิ่งกว่าทหารเอกที่มีฝีมือหรืออาวุธชนิดอื่น

            ทวน ง้าว หอกและเกาทัณฑ์ ใช้เป็นอาวุธสังหารข้าศึกได้อย่างจำกัด ขึ้นอยู่กับกำลังและฝีมือของผู้ใช้ ดังนั้นในการสงครามจึงไม่เคยปรากฏว่าอาวุธเหล่านี้จะใช้สังหารข้าศึกได้ครั้งละถึงหมื่น ต่างกันกับเพลิงที่สามารถทำลายล้างข้าศึกกว่าครั้งละสิบหมื่นได้ โดยนัยยะนี้เพลิงจึงเป็นพลังแห่งจักรวาลที่อาจมีอานุภาพมากกว่าทหารสิบหมื่น

            แต่เพลิงอันเป็นพลังจักรวาลนี้จะมีอานุภาพปานใดย่อมขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของการใช้เพลิงและสติปัญญาคิดอ่านของผู้บัญชาการทัพเป็นสำคัญ สามก๊กดำเนินมาถึงตอนนี้จึงเพิ่งปรากฏว่ามียอดคนที่สามารถคิดอ่านวางแผนใช้พลังจักรวาลในการยุทธคือตันก๋งผู้นี้

            แต่ทว่ารายละเอียดของแผนการกลับทำให้การใช้พลังจักรวาลครั้งนี้ไม่อาจบรรลุอานุภาพสูงสุดได้ 

            เนื่องเพราะในรายละเอียดของแผนการนั้น ตันก๋งยังเสนอให้ลิโป้จัดวางกองทหารซุ่มไว้ในเมืองเพื่อจะเข้าโจมตีโจโฉ ในขณะที่ถูกเพลิงคลอก ในลักษณะเช่นนี้จึงบีบบังคับฝ่ายลิโป้อยู่ในตัว ทำให้ไม่สามารถเผาเมืองทั้งเมืองเพื่อเผาทหารโจโฉให้หมดสิ้นไปได้ เพราะทหารของลิโป้เองก็ยังคงติดอยู่ในเมืองนั้น

            นี่คือจุดอ่อนที่ทำให้ความคิดที่จะใช้พลังจักรวาลในการศึกของตันก๋งไม่สามารถก่อเกิดอานุภาพอันยิ่งใหญ่ได้ ในที่สุดแผนทั้งหมดนี้จึงถูกลดทอนพลังทำลายล้างลง เหลือเพียงระดับที่เป็นแผนปิดประตูตีแมวเท่านั้น

            แต่กระนั้นแผนการนี้ก็ยังนับว่ารัดกุมและยากที่โจโฉจะเอาตัวรอดได้ และต้องถือว่าแผนการครั้งนี้ของตันก๋งเป็นแผนที่ยอดเยี่ยมอีกแผนหนึ่งในการสงครามตั้งแต่เริ่มต้นมาจนถึงวันนี้

            ลิโป้ได้ฟังแผนการของตันก๋งแล้วเห็นชอบกับแผนการดังกล่าว จึงให้หาเตียนซีออกมาที่ค่ายแล้วเกลี้ยกล่อมให้เตียนซีปฏิบัติตามแผนการของตันก๋งทุกประการ

            เตียนซีรับคำลิโป้แล้วก็มีหนังสือให้คนสนิทถือไปให้โจโฉเป็นใจความว่าลิโป้เป็นคนโหดร้ายทารุณ ไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของราษฎร นับตั้งแต่ยกกองทัพมาตั้งอยู่ที่เมืองปักเอี้ยงแล้วราษฎรได้รับความเดือดร้อนยิ่งนัก ข้าพเจ้าสงสารราษฎรนัก จึงคิดจะกำจัดลิโป้เสีย บัดนี้ชาวเมืองมีความยินดีที่ท่านได้ยกกองทัพมาเพื่อจะปลดปล่อยเมืองปักเอี้ยงให้พ้นจากอำนาจเถื่อนของลิโป้ ตัวข้าพเจ้าเองมีความเคารพและศรัทธาตัวท่านเป็นยิ่งนัก หวังเอาบารมีของท่านมาดับร้อนทุกข์เข็ญของราษฎรเมืองปักเอี้ยงนี้ จึงขอให้ท่านยกทหารเข้าชิงเอาเมืองปักเอี้ยง โดยข้าพเจ้าและชาวเมืองจะเปิดประตูเมืองทางด้านตะวันตกต้อนรับท่านในเพลาต้นของคืนนี้ และจะปักธงจารึกคำว่า “คุณธรรม” ไว้เป็นสำคัญ เมื่อท่านยกเข้ามาแล้วข้าพเจ้าและชาวเมืองจะได้ช่วยกันตีกระหนาบช่วยท่านยึดเมืองปักเอี้ยงจากลิโป้ให้จงได้

            โจโฉได้รับหนังสือของเตียนซีแล้วมีความยินดี กล่าวกับคนของเตียนซีว่านี่เป็นเพราะสวรรค์บันดาล ท่านจงไปบอกเตียนซีเถิดว่าเราจะทำการตามคำของเตียนซี ทำนุบำรุงชาวเมืองให้มีความสุขสืบไป ว่าแล้วโจโฉก็สั่งให้จัดเตรียมทหารเตรียมเข้ายึดเมืองปักเอี้ยงในคืนวันนี้

            เล่าหัวที่ปรึกษาของโจโฉได้ท้วงขึ้นว่า การครั้งนี้อาจเป็นกลอุบายของลิโป้ก็เป็นได้ โจโฉแย้งว่าคนแบบลิโป้ย่อมไม่สามารถคิดกลอุบายเช่นนี้ออกมาได้ แต่เล่าหัวยังคงติงว่าแม้ว่าลิโป้จะไร้สติปัญญาแต่มีที่ปรึกษาอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งตันก๋งก็เป็นคนมีสติปัญญาสูง ดังนั้นถึงแม้ท่านจะเชื่อคำของเตียนซี แต่ต้องเตรียมการให้พร้อมเพื่อจะได้ไม่เสียทีหากว่าเป็นกลอุบาย

            โจโฉถามว่าจะให้เตรียมการอย่างไร เล่าหัวชี้แจงว่าในการเข้าโจมตียึดเมืองปักเอี้ยงครั้งนี้ควรจัดทหารออกเป็นสามกอง กองหนึ่งให้เข้าไปดูลาดเลาในเมืองตามคำของเตียนซี ส่วนอีกสองกองให้ตั้งคุมเชิงอยู่นอกเมืองจะได้ช่วยเหลือกันและกันได้ หากแม้เป็นอุบายก็คงจะไม่เสียทีแก่ข้าศึก

            โจโฉเห็นชอบด้วยจึงมีคำสั่งให้แบ่งทหารที่เตรียมไว้นั้นแบ่งออกเป็นสามกองตามคำของเล่าหัว

            ครั้นค่ำลงเพลาแรกผ่านไปแล้ว โจโฉจึงให้ยกทหารทั้งสามกองวกอ้อมไปทางด้านประตูเมืองตะวันตก เห็นธงสีขาวมีข้อความว่า “คุณธรรม” ปักอยู่ตรงตามคำของเตียนซีก็หยุดทหารรอฟังสัญญาณจากข้างในเมือง

            ครั้นใกล้เที่ยงคืน ทหารของลิโป้คือโฮเสงและโกสุ้น ได้คุมทหารเป็นสองกองยกออกจากประตูเมืองด้านตะวันออกมาทางด้านตะวันตกปะทะเข้ากับทหารของโจโฉที่ซุ่มรอสัญญาณอยู่ โจโฉสั่งให้เตียนอุยออกรบ ทหารของลิโป้สู้ไม่ได้ก็แตกหนีเข้าประตูเมืองทางด้านตะวันออก

            การยกทหารสองกองนี้ออกมารบด้วยโจโฉเป็นเรื่องที่ไม่มีระบุไว้ในแผนการ แต่กระนั้นก็เห็นได้ว่าเป็นมาตรการลวงที่ทำให้ฝ่ายโจโฉตายใจว่ากรณีที่เตียนซีมีหนังสือมานั้นไม่ใช่กลอุบาย คือทำเรื่องที่หลอกลวงให้กลายเป็นเรื่องที่น่าเชื่อมากขึ้น

            ในขณะนั้นมีคนของเตียนซีถือหนังสือมาถึงโจโฉทางด้านประตูทิศตะวันตกว่า ก่อนเที่ยงคืนวันนี้จะพาชาวเมืองฆ่าทหารรักษาประตูเมืองเสียแล้วเปิดประตูเมืองรับโจโฉ เมื่อเข้าทำการแล้วจะจุดพลุสัญญาณเป็นสำคัญให้โจโฉรีบยกเข้ายึดเมือง

            โจโฉรับหนังสือของเตียนซีแล้วยิ่งตายใจจึงสั่งให้แฮหัวตุ้นคุมทหารป้องกันกองหนึ่งอยู่ทางด้านซ้ายของประตูเมือง ให้โจหองคุมทหารป้องกันอีกกองหนึ่งอยู่ทางด้านขวาของประตูเมือง ส่วนโจโฉพร้อมแฮหัวเอี๋ยน ลิเตียน งักจิ้น และเตียนอุยคุมทหารเป็นกองกลางเตรียมยกเข้าไปในเมือง

            คืนนั้นเป็นคืนเดือนมืด โจโฉคุมทหารซุ่มรอสัญญาณอยู่จนถึงใกล้เที่ยงคืนก็ได้ยินเสียงพลุสัญญาณ และประตูเมืองด้านตะวันตกเปิดออก โจโฉจึงสั่งให้เคลื่อนกำลังเข้าประตูเมืองด้านตะวันตก

            ลิเตียนฟังคำสั่งแล้วท้วงโจโฉว่า ตัวท่านเป็นแม่ทัพ การครั้งนี้ยังไม่แน่ชัดว่าเป็นกลอุบายหรือไม่ จึงไม่ควรที่ท่านจะนำทหารบุกเข้าไปด้วยตนเอง ข้าพเจ้าจะขออาสานำทหารเข้าไปดูลาดเลาก่อนหากเห็นเป็นการสุจริตแล้ว ท่านจึงค่อยยกตามเข้าไป

            โจโฉจึงว่าตัวเรานั้นเป็นผู้นำทัพ หากเรามินำหน้าทหารเข้าไปก็จะทำให้ทหารเห็นว่าเราขี้ขลาด และจะไม่พร้อมใจกันทำการ การครั้งนี้คงไม่มีกลอุบาย หากเป็นการกระทำโดยสุจริตของชาวเมือง ว่าแล้วก็รีบขับม้านำทหารเข้าประตูเมืองไป

            โจโฉนำทหารจากประตูเมืองด้านตะวันตกตรงเข้าไปจนถึงศาลาว่าราชการที่กลางเมืองแต่ไม่เห็นผู้คนเดินไปมา ทุกอย่างเงียบสงัด โจโฉจึงพรั่นใจว่าต้องกลอุบายของตันก๋งแล้ว จึงรีบสั่งทหารให้รีบถอยกลับออกจากเมือง

            สิ้นเสียงสั่งของโจโฉพลุสัญญาณ ม้าล่อ กลองศึก และเสียงโห่ร้องของทหารลิโป้ก็ดังก้องกระหึ่มขึ้น แสงเพลิงโชติช่วงขึ้นทางด้านประตูเมืองทั้งสี่ทิศ และบ้านเรือนราษฎรหลายแห่งก็เกิดเพลิงลุกไหม้

            ในทันใดนั้นโจป้าทหารเอกของลิโป้ได้คุมทหารยกออกมาแต่ด้านตะวันออกสกัดหน้าโจโฉไว้ ในขณะที่เตียวเลี้ยวทหารเอกของลิโป้คนหนึ่งคุมทหารออกมาสกัดด้านหลังของโจโฉทางด้านตะวันตก

            โจโฉเห็นเช่นนั้นก็ตกใจรีบชักม้าพาทหารจะหนีออกทางประตูด้านทิศเหนือ ปะทะเข้ากับหลันเป้งและโจเสงคุมทหารสกัดไว้ โจโฉจึงชักม้านำทหารเลี้ยวกลับตรงไปยังประตูเมืองด้านทิศใต้ พบโกสุ้น โฮเสง คุมทหารมาสกัดไว้อีก

            สภาพของโจโฉจึงตกอยู่ในท่ามกลางของทหารลิโป้ทั้งสี่ทิศ จึงมีความตกใจเป็นอันมาก เสียงโห่ร้องของทหารลิโป้ ควันไฟและแสงเพลิงทำให้ทหารที่มาด้วย โจโฉแตกตื่นพากันวิ่งหนี แต่เตียนอุยทหารองครักษ์ของโจโฉนั้นคุมสติมั่นนำโจโฉตีฝ่าทหารของโกสุ้นและโฮเสงไปทางด้านประตูเมืองทิศใต้ และฝ่าออกนอกประตูเมืองไปได้

            ครั้นเตียนอุยพ้นออกไปจากประตูเมืองแล้วเหลียวกลับมาไม่เห็นโจโฉก็ตกใจ จึงรบฝ่าเข้าไปในประตูเมืองด้านทิศใต้อีกครั้งหนึ่งพบเข้ากับลิเตียน ต่างคนต่างถามหาโจโฉ ดังนั้นเตียนอุยจึงบอกให้ลิเตียนรีบออกนอกประตูเมืองไปนำทหารเข้ามาช่วย ส่วนเตียนอุยนั้นจะตีฝ่าเข้าไปในเมืองอีกครั้งหนึ่ง

            เตียนอุยตีฝ่าเข้าไปในเมืองแล้วเที่ยวตระเวนหาโจโฉก็ไม่พบ ครั้นฝ่าออกไปถึงคูเมืองด้านทิศเหนือจึงพบเข้ากับงักจิ้น ต่างคนต่างถามหาโจโฉ แต่ไม่ทราบความจึงจะพากันกลับเข้ามาในเมืองอีกครั้งหนึ่ง ครั้นมาถึงประตูเมืองทหารลิโป้ซึ่งอยู่บนเชิงเทินได้เอาเพลิงพะเนียงจุดชนวนโยนลงมา งักจิ้นตกใจชักม้าถอยกลับจึงเข้าเมืองไปไม่ได้ คงมีแต่เตียนอุยขับม้าฝ่าไฟพะเนียงไปตามหาโจโฉในเมืองอีกครั้งหนึ่ง

            ข้างโจโฉเมื่อพลัดกับเตียนอุยแล้วได้ขับม้าฝ่าเพลิงไปทางประตูด้านทิศเหนือเพียงผู้เดียว พลันได้ยินเสียงลิโป้ขับม้าไล่ตามหลังมา เอาทวนเคาะหมวกโจโฉแล้วถามว่าเห็นโจโฉหรือไม่ โจโฉรู้ว่าคำถามเช่นนี้แสดงว่าลิโป้จำตัวเองไม่ได้ จึงตั้งสติมั่นเอามือซ้ายจับบังเหียนม้า ยกมือขวาชี้ไปข้างหน้าบังใบหน้าตัวเองไว้ แล้วว่าโจโฉไปทางข้างหน้านี้

            ลิโป้ไม่ทันสังเกตเข้าใจว่าโจโฉเป็นทหารของตัวเองก็เชื่อคำแล้วขับม้าผ่านหน้าโจโฉไป โจโฉจึงรีบชักม้ากลับไปทางด้านประตูตะวันออก จึงพบเข้ากับเตียนอุย ดังนั้นเตียนอุยจึงนำหน้าม้าโจโฉตีฝ่าทหารของลิโป้ออกไปถึงประตูเมือง เห็นเพลิงลุกไหม้ประตูเมืองอยู่ เตียนอุยก็เอาทวนเขี่ยเพลิงให้แยกออกเป็นทางแล้วขับม้านำหน้าโจโฉออกประตูเมืองไป

            โจโฉจึงขับม้าตามเตียนอุยออกไป พอถึงประตูเมืองคานประตูที่ไหม้ไฟอยู่ได้หล่นลงมาทับเอาม้าของโจโฉล้มลงในกองเพลิงถึงแก่ความตาย “แต่โจโฉนั้นดิ้นออกจากกองเพลิงได้ แต่เสื้อแลผมกับหนวดนั้นไหม้ โจโฉฉีกเสื้อทิ้งเสีย แล้วเอามือซ้ายขวาลูบดับเพลิงซึ่งไหม้หนวดแลผมนั้นดับแล้ว ก็ออกมาจากประตูเมืองได้”

            เตียนอุยเหลียวหลังมาเห็นโจโฉอยู่ในสภาพเช่นนั้นก็ตกใจรีบกระโจนลงจากหลังม้า พอดีแฮหัวเอี๋ยนมาทันก็รีบช่วยกันประคองโจโฉให้นั่งม้าของแฮหัวเอี๋ยน ในขณะนั้นทหารลิโป้ได้ยกไล่ตามตีมาเป็นจำนวนมาก เตียนอุยกับแฮหัวเอี๋ยนได้รบป้องกันโจโฉจนกระทั่งกลับเข้าค่ายได้

            ครั้นรุ่งเช้าขึ้นโจโฉจึงให้สำรวจทหาร ปรากฏว่าทหารของโจโฉได้ล้มหายตายจากไปในการรบครั้งนี้เป็นจำนวนมาก แต่ทหารอีกสองกองที่ตั้งระวังอยู่นอกประตูเมืองส่วนใหญ่ยังอยู่ครบ บรรดานายทหารและที่ปรึกษาได้พากันเข้ามาเยี่ยมโจโฉ ซึ่งบาดเจ็บจากถูกไฟคลอกถึงในค่าย

            โจโฉเห็นบรรดาแม่ทัพนายกองเข้ามาเยี่ยมก็หัวเราะขึ้นว่า ครั้งนี้เราเสียรู้ตันก๋ง เสียทหารไปเป็นจำนวนมาก หากไม่ตายก็ต้องแก้แค้นลิโป้ให้จงได้

            ฝ่ายหนึ่งคิดแผนการอย่างละเอียดถี่ถ้วน หวังเอาโจโฉถึงตายในครั้งนี้แต่โจโฉกลับหนีรอดออกมาได้ นี่แสดงว่าความคิดของคนไม่อาจฝ่าฝืนลิขิตของฟ้าได้ อีกฝ่ายหนึ่งแทนที่จะโศกเศร้าเสียใจกลับหัวเราะ นั่นย่อมเป็นการหัวเราะเยาะตัวเองที่หลงกลข้าศึกอย่างหนึ่ง และหัวเราะเยาะลิโป้ที่สวรรค์ยังเข้าข้างตนจึงรอดตายมาได้อีกอย่างหนึ่ง.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘