ตอนที่ 622. ศึกวุยก๊กครั้งที่ห้า
กองทัพจูกัดเอี๋ยนถูกสุมาเจียวล้อมอยู่ในเมืองชิวฉุนเป็นเวลานาน จึงขาดแคลนเสบียงอาหารและเกิดความระส่ำระสายขึ้นภายใน ทหารจำนวนมาก รวมทั้งบุนเอ๋งและบุนเฮาบุตรสองคนของบุนขิมได้แปรพักตร์ไปเข้ากับสุมาเจียว แต่สุมาเจียวมีความแค้นกับบุนเอ๋งมาแต่ก่อนจึงสั่งประหารบุนเอ๋ง จงโฮยจึงได้ห้ามผู้คุมให้ชะลอเอาไว้ก่อน
ครั้นจงโฮยห้ามทหารซึ่งคุมตัวบุนเอ๋งและบุนเฮาว่าอย่าเพิ่งเอาตัวไปประหาร แล้วจึงกล่าวกับสุมาเจียวว่า ความแค้นของท่านเกิดจากความผิดของบุนขิม บัดนี้บุนขิมตายแล้ว ไม่ชอบที่ท่านจะถือสาเอาโทษกับบุตรทั้งสอง “บุนเอ๋ง บุนเฮาถึงที่อับจน แลยอมสมัครมาอยู่ด้วยเรา ถ้าท่านเอาไปฆ่าเสีย ข้าศึกผู้ใดจะมาสมัครเข้ามาหาเราสืบไปหามิได้”
จงโฮยได้แนะนำสุมาเจียวให้ทำนุบำรุงปูนบำเหน็จบุตรทั้งสองของบุนขิมให้ถึงขนาดเพื่อเป็นแบบอย่างให้พรรคพวกของบุนขิมยอมสวามิภักดิ์ต่อไป สุมาเจียวเห็นชอบกับแผนการของจงโฮย จึงเกลี้ยกล่อมบุตรทั้งสองของบุนขิมเข้าเป็นพวก แล้วตั้งเป็นนายทหารรอง และปูนบำเหน็จข้าวของเงินทองแก่บุนเอ๋งและบุนเฮาเป็นอันมาก
บุตรทั้งสองของบุนขิมพ้นโทษตายและยังได้ตำแหน่งพร้อมกับทรัพย์สินเงินทองเป็นจำนวนมากก็คิดถึงคุณของสุมาเจียว จึงขออาสาสุมาเจียวออกไปเกลี้ยกล่อมพรรคพวกของบุนขิม สุมาเจียวได้ฟังคำอาสาก็ยินดี อนุญาตให้สองพี่น้องแซ่บุนพาทหารออกไปที่หน้าประตูเมืองชิวฉุน
บุนเอ๋งและบุนเฮาสวมเกราะใหม่ แต่งเครื่องแบบทหารของวุยก๊ก ถือทวนขึ้นม้าพาทหารออกไปที่หน้าประตูเมือง แล้วประกาศแก่ทหารทั้งปวงที่รักษากำแพงเมืองว่า สุมาเจียวเป็นผู้มีน้ำใจเอื้ออาทรต่อข้าทหาร ไม่เอาแต่โทโสโกรธา นิดก็เข่นหน่อยก็ฆ่าเหมือนกับจูกัดเอี๋ยน ตัวเราทำความแค้นไว้กับสุมาเจียวเป็นอันมาก ครั้นเข้านอบน้อมก็ได้รับความเมตตาแต่งตั้งให้เป็นนายทหารและปูนบำเหน็จให้เป็นอันมาก พวกท่านจะยอมเป็นข้ารับใช้จูกัดเอี๋ยนให้ได้ยากและเสี่ยงตายโดยเปล่าประโยชน์ทำไมกัน จงทำตามแบบอย่างเราเถิด
ทหารบนกำแพงเมืองและข้างในเมืองชิวฉุนได้ยินคำบุนเอ๋งก็ชอบใจ พากันพูดจาต่อ ๆ กันไป จูกัดเอี๋ยนทราบความดังนั้นก็ระแวงทหารทั้งปวง แต่จะลงโทษผู้ใดก็ไม่ถนัด เนื่องจากทหารที่พูดจาในทำนองดังกล่าวมีจำนวนมากกว่ามากนัก หลังจากวันนั้นแล้วจูกัดเอี๋ยนก็ไม่ไว้ใจทหารทั้งปวง ออกตรวจตราเวรยามด้วยตนเองทั้งกลางวันและกลางคืน เห็นทหารคนใดมีอากัปกิริยาไม่ต้องใจก็สั่งโบยตีหรือประหารชีวิต
ทหารข้างในเมืองชิวฉุนจึงยิ่งพากันระส่ำระสาย คิดจะเอาใจออกหากจากจูกัดเอี๋ยน ครั้นจงโฮยทราบความว่าข้างในเมืองไม่เป็นอันสู้รบแล้ว จึงเสนอให้สุมาเจียวหักเข้าตีเมืองพร้อมกันทั้งสี่ด้าน
สุมาเจียวเห็นชอบกับแผนการของจงโฮย จึงสั่งให้กองทัพทุกหน่วยโหมเข้าตีเมืองพร้อมกัน ทหารวุยก๊กโห่ร้องรุดเข้าตีเมืองอย่างดุเดือด ฝ่ายเจงสวนซึ่งเป็นผู้รักษาประตูเมืองด้านทิศเหนือเพิ่งถูกจูกัดเอี๋ยนโบยตีเพราะจ้องมองหน้าในขณะจูกัดเอี๋ยน ออกตรวจการ มีความโกรธแค้นพยาบาทจูกัดเอี๋ยนเป็นกำลัง พอเห็นทหารวุยก๊กโหมเข้าตีเมือง จึงสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเปิดประตูเมืองด้านทิศเหนือรับทหารวุยก๊ก
ทหารวุยก๊กกรูเข้าไปในเมืองได้แล้วบุกเข้าไปฆ่าฟันทหารเมืองชิวฉุนบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก จูกัดเอี๋ยนทราบข่าวว่าข้าศึกบุกเข้าเมืองได้แล้ว จึงพาทหารคนสนิทประมาณสามร้อยคนหนีออกจากเมือง
ในขณะที่จูกัดเอี๋ยนกำลังขี่ม้านำหน้าทหารตีฝ่าทหารวุยก๊กจะข้ามสะพานศิลาหน้าประตูเมือง ได้พบกับเฮาหุนนายทหารของสุมาเจียว ทั้งสองฝ่ายได้ขี่ม้าเข้าต่อสู้กัน แต่เนื่องจากจูกัดเอี๋ยนคิดแต่จะหนีให้พ้นจากการสกัดกั้นของข้าศึกและต้องระวังเกาทัณฑ์ของทหารวุยก๊ก ดังนั้นจึงไม่มีสมาธิที่จะต่อสู้ เพียงห้าเพลงจูกัดเอี๋ยนก็ถูกเฮาหุนเอาง้าวฟันพลัดตกลงจากหลังม้าถึงแก่ความตาย
ทหารวุยก๊กเห็นได้ทีจึงล้อมจับทหารซึ่งหนีตามจูกัดเอี๋ยนทั้งสามร้อยคนไว้จนหมดสิ้น
ฝ่ายอองกี๋คุมทหารหักเข้าตีกำแพงเมืองด้านทิศตะวันตกซึ่งอีจ้วนนายทหารเมืองกังตั๋งทำหน้าที่รักษากำแพงเมือง อองกี๋เห็นหน้าอีจ้วนจึงเกลี้ยกล่อมว่าธรรมดาชายชาติทหาร เมื่อเห็นว่าสู้ได้จึงพึงต่อสู้ เมื่อเห็นว่าต่อสู้ไม่ได้ก็ควรยอมจำนน สถานการณ์บัดนี้แพ้ชนะประจักษ์แล้ว ท่านจะสู้รบกันถึงไหนอีก
อีจ้วนได้ยินดังนั้นก็โกรธ โยนหมวกเกราะลงมาจากกำแพงเมือง แล้วลงมาขึ้นม้าพาทหารออกไปรบกับอองกี๋และกล่าวว่า “เรารับคำนายเรายกทัพมาช่วยจูกัดเอี๋ยน เรามาช่วยก็มิได้ ซึ่งจะสมัครเข้าด้วยท่านนั้นหาควรไม่ ด้วยเราเป็นคนมีความสัตย์ ถ้าทำศึกตายในณรงค์ ก็จะได้ลือชื่อมีเกียรติยศปรากฏไว้ในแผ่นดิน”
กล่าวแล้วอีจ้วนจึงเข้ารบกับอองกี๋ ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันได้สามสิบเพลง ทหารของอองกี๋ได้ล้อมกระหนาบรุมกันฟันแทงอีจ้วนจนตายทั้งม้าทั้งคน
ทหารข้างในเมืองชิวฉุนเห็นข้าศึกบุกเข้าเมืองได้จึงพากันยอมจำนน สุมาเจียวจึงสั่งให้กรีฑาทัพเข้าไปตั้งในเมืองชิวฉุน และสั่งทหารให้จับบุตรภรรยาจูกัดเอี๋ยน ตลอดจนญาติพี่น้องสามชั่วโคตรเอาไปประหารชีวิตเสียทั้งสิ้น
ส่วนทหารคนสนิทของจูกัดเอี๋ยนสามร้อยคนซึ่งตกเป็นเชลยนั้น สุมาเจียวให้ไต่สวนว่าผู้ใดจะยอมนอบน้อมหรือไม่ ถ้าหากยอมนอบน้อมก็จะไว้ชีวิต ทหารทั้งสามร้อยคนนั้นกล่าวตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า พวกเราแม้เป็นทหารผู้น้อยแต่ก็เป็นชาติทหาร มีนายเดียว เจ้าเดียว ไม่ยอมเป็นข้าสองเจ้า บ่าวสองนาย ถึงจะตายก็ขอตามไปเป็นบ่าวของจูกัดเอี๋ยน
สุมาเจียวทราบความก็โกรธ สั่งให้เอาตัวทหารของจูกัดเอี๋ยนทั้งสามร้อยคนไปประหารชีวิต แต่ความเด็ดเดี่ยวในน้ำใจของทหารเหล่านั้นได้ทำให้สุมาเจียวสะเทือนใจและนับถือน้ำใจเป็นอันมาก จึงสั่งผู้คุมให้สอบถามเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะลงดาบประหารว่าผู้ใดจะเปลี่ยนใจนอบน้อมบ้าง แต่ทหารทั้งสามร้อยคนนั้นยังคงยืนกรานคำเดิม จึงถูกประหารจนหมดสิ้น
สุมาเจียวเห็นทหารทั้งสามร้อยคนซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อนายจนตัวตายก็ไม่แปรผันจึงมีน้ำใจสงสาร สั่งทหารให้เอาศพทหารทั้งสามร้อยคนนั้นไปฝังไว้อย่างสมเกียรติ
ขุนนางและทหารในเมืองชิวฉุนนอกจากคนสนิทของจูกัดเอี๋ยนทั้งสามร้อยคน ครั้นเห็นสุมาเจียวได้เมืองชิวฉุนแล้วจึงพากันนอบน้อมต่อสุมาเจียวทั้งสิ้น
ฝ่ายโปยสิวซึ่งเป็นที่ปรึกษาของสุมาเจียวเห็นว่าทหารในเมืองชิวฉุนที่ยอมเข้านอบน้อมนั้นมีจำนวนมากเป็นทหารเมืองกังตั๋งยกมาช่วยรบ จึงเสนอสุมาเจียวว่าทหารเมืองกังตั๋งซึ่งเข้านอบน้อมนั้นจะวางใจมิได้ ชอบที่จะประหารชีวิตเสียให้สิ้นด้วย
จงโฮยได้ยินดังนั้นจึงท้วงว่า ซึ่งจะประหารเชลยศึกที่ยอมเข้าสวามิภักดิ์นั้นไม่ชอบ การศึกสืบไปเมื่อหน้าข้าศึกจะสู้ตาย ไม่ยอมเข้านอบน้อม จะทำการใหญ่ย่อมขัดสน มิหนำซ้ำหากประหารชีวิตทหารเมืองกังตั๋งแล้วญาติพี่น้องพรรคพวกจะ พยาบาทสืบไป ดังนั้นจึงควรปล่อยทหารเมืองกังตั๋งกลับไปเมืองเพื่อให้กิตติศัพท์เลื่องลือไปว่าท่านมีน้ำใจโอบอ้อมอารีแก่ทหาร ผิว่ามีการศึกกับเมืองกังตั๋งในวันหน้าทหารเมืองกังตั๋งจะไม่เป็นใจสู้รบกับท่าน
สุมาเจียวได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบ จึงสั่งให้ปล่อยตัวทหารเมืองกังตั๋งกลับไปเมืองเสียทั้งสิ้น
ฝ่ายกึ่งจูนายทหารเอกเมืองกังตั๋งซึ่งมาช่วยรบ พอได้ฟังคำสั่งปล่อยตัวกลับไปเมืองจึงกล่าวกับสุมาเจียวว่า ข้าพเจ้ามาขอนอบน้อมต่อท่านแล้ว ไม่อาจกลับใจกลับไปเมืองกังตั๋งได้ จะขออยู่กับท่านทำการแทนคุณจนตลอดชีวิต
สุมาเจียวได้ฟังก็มีความยินดี จึงตั้งให้กึ่งจูเป็นขุนนางประจำเมืองชิวฉุน แล้วแต่งฎีกาให้ทหารนำไปกราบบังคมทูลพระเจ้าโจมอให้ทรงทราบ และทูลเชิญให้เสด็จกลับเมืองลกเอี๋ยง แต่ตัวสุมาเจียวนั้นยังคงจัดแจงหัวเมืองฝ่ายใต้ต่อไป
ฝ่ายเกียงอุยพักทหารอยู่ที่เมืองฮันต๋ง ครั้นได้ทราบความจากหน่วยสอดแนมว่าจูกัดเอี๋ยนทำสงครามกับสุมาเจียว และได้กองทัพของซุนหลิมเมืองกังตั๋งยกมาช่วย ก็คิดว่าสุมาเจียวอยู่ในท่ามกลางศึกกระหนาบหลายด้าน ถึงขนาดต้องเชิญเสด็จพระเจ้าโจมอและพระนางก๊วยไทเฮาออกไปบัญชาการศึก จึงปรึกษากับต้าจิ๋วขุนนางเมืองฮันต๋งว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะยกกองทัพไปตีวุยก๊กอีกครั้งหนึ่ง
ต้าจิ๋วได้ฟังดังนั้นก็ทอดถอนใจใหญ่แล้วกล่าวว่า พระเจ้าเล่าเสี้ยนในบัดนี้เหลิงหลงเสพสุข หมกมุ่นอยู่กับการเสพสุราและขันที การทั้งปวงไม่ฟังคำขุนนาง หลงฟังคำของฮุยโฮขันทีแต่ผู้เดียว ราชการทั้งปวงได้วิปริตผันแปรไป ตัวท่านเล่าทำศึกเสียทีวุยก๊กมาหลายครั้ง จะตรำศึกต่อไปก็ป่วยการ ชอบที่จะรักษาบ้านเมืองไว้ให้ปลอดภัยจึงจะควร
เกียงอุยได้ฟังดังนั้นก็โกรธ ตวาดใส่ต้าจิ๋วว่าเสียแรงเราหลงปรึกษาด้วยเห็นว่าเป็นขุนนางผู้ใหญ่ สิกลับไม่ภักดีต่อแผ่นดิน คิดแต่เอาตัวรอดเสพสุขไปวัน ๆ เปลืองข้าวแดงแกงร้อนและภาษีราษฎรเปล่า ๆ ว่าดังนั้นแล้วเกียงอุยจึงขับต้าจิ๋วออกไป
วันรุ่งขึ้นเกียงอุยได้ทำฎีกาขึ้นไปกราบบังคมทูลพระเจ้าเล่าเสี้ยน ขออาสายกกองทัพไปตีวุยก๊กเป็นครั้งที่ห้า พระเจ้าเล่าเสี้ยนก็โปรดเกล้าพระราชทานพระบรมราชานุญาตตามที่กราบทูล
ครั้นถึงวันฤกษ์ดีเกียงอุยจึงจัดแจงกองทัพจะยกไปตีวุยก๊ก ตั้งให้เปาเขียมและเจียวฉีเป็นกองทัพหน้า เกียงอุยคุมกองทัพหลวง เคลื่อนพลออกจากเมืองฮันต๋ง กำหนดแผนการสงครามครั้งที่ห้าว่าจะเข้ายึดเนินยุทธศาสตร์ซินเฉียให้ได้ก่อน แล้วบุกเข้าตีเมืองเตียงเสียซึ่งเป็นฐานเสบียงสำคัญของวุยก๊ก จากนั้นจึงยกไปตีเอาเมืองจิวฉวนแล้วรุดเข้าตีเมืองลกเอี๋ยง
ฝ่ายสุมาปองซึ่งเป็นเจ้าเมืองเตียงเสีย ครั้นได้ทราบข่าวศึกจึงคุมทหารยกออกไปตั้งขัดตาทัพที่นอกเมืองเป็นระยะทางไกลสองร้อยเส้น พอกองทัพของเกียงอุยยกมาถึงสุมาปองจึงยกทหารออกไปเผชิญหน้า กองหน้าทั้งสองฝ่ายได้ตั้งขบวนเตรียมรบ
เกียงอุยขี่ม้าออกไปหน้าทหาร แล้วร้องด่าสุมาปองว่าพวกแซ่สุมาคิดชิงเอาราชสมบัติ ทรยศต่อราชวงศ์ฮั่นแล้วยังคิดหักหลังเชื้อสายของพระเจ้าวุยอ๋องโจโฉอีกเล่า สุมาเจียวบัดนี้ทำตัวเหมือนกับลิฉุย กุยกี ลูกน้องเก่าของตั๋งโต๊ะจอมทรราช พระเจ้าเล่าเสี้ยนทรงยึดมั่นในสัจธรรม ไม่อาจทนเห็นพฤติกรรมทรราชได้ จึงตรัสสั่งให้เรายกกองทัพมากำจัดศัตรูแผ่นดินเสีย ตัวท่านเป็นลูกน้องของสุมาเจียว หากแจ้งแก่โทษแล้วจงยอมอ่อนน้อมแต่โดยดี หาไม่แล้วเราจะประหารชีวิตเสียทั้งโคตร
สุมาปองได้ยินดังนั้นก็โกรธ ขับทหารเอกทหารรองให้เข้ารบกับเกียงอุย แต่สู้กำลังฝีมือของเกียงอุยและทหารจ๊กก๊กไม่ได้ ต้องถอยทัพกลับเข้าไปตั้งหลักอยู่ในเมือง
ในคืนวันนั้นเกียงอุยได้วางแผนเผด็จศึก แล้วเรียกแม่ทัพนายกองทั้งปวงมามอบหมายแผนการเข้าโจมตี ครั้นเวลาใกล้รุ่งทหารของจ๊กก๊กได้ยกหักเข้าตีเมืองพร้อมกัน ระดมยิงเกาทัณฑ์ผูกชุดไฟเข้าไปในเมืองราวห่าฝน ทหารเมืองเตียงเสียสาละวนกับการป้องกันตัวและดับไฟ เกียงอุยจึงให้ทหารเอาฟืนสุมกำแพงเมืองแล้วจุดเพลิงเผาขึ้น ทหารและชาวเมืองพากันแตกตื่นตกใจระส่ำระสายไปทั่ว สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุว่า “ไอเพลิงร้อนตลบเข้าไปในเมือง ทหารแลราษฎรชาวเมืองทั้งปวงก็ตกใจ เข้าอุ้มลูกร้องไห้อื้ออึงไปทั้งเมือง”
ข้างในเมืองพยายามป้องกันรักษาเมืองไว้เป็นสามารถ จนเวลาเย็นเกียงอุยยังหักเข้าตีเมืองไม่ได้ จึงถอยทหารออกมาล้อมเมืองไว้ทั้งสี่ด้าน
ฝ่ายสุมาเจียวเมื่อจัดแจงหัวเมืองฝ่ายใต้เสร็จแล้ว พลันได้รับรายงานว่าเกียงอุยยกกองทัพบุกวุยก๊ก จึงรีบเลิกทัพกลับไปเมืองลกเอี๋ยง แล้วสั่งเตงงายให้รีบยกทหารหนุนไปช่วยสุมาปอง
เตงงายรับคำสั่งแล้วจัดแจงทหารยกไปเมืองเตียงเสีย ให้เตงต๋งผู้บุตรคุมกองหน้า เตงงายคุมกองหลวงยกหนุนตามไป
เกียงอุยทราบว่ากองทัพของเตงงายยกเข้ามาใกล้เขตเมืองเตียงเสีย จึงแบ่งทหารเป็นสองกอง กองหนึ่งตั้งประชิดเมือง อีกกองหนึ่งเตรียมรับมือกับกองทัพเมืองลกเอี๋ยง
ครั้นกองทัพหน้าของเตงงายยกมาถึง เกียงอุยจึงขี่ม้าพาทหารยกออกไปตั้งขบวนเตรียมรบกับกองหน้าของกองทัพเมืองลกเอี๋ยง และร้องท้าให้นายทัพออกมารบกันให้เป็นขวัญตาของทหารทั้งสองฝ่าย.
ครั้นจงโฮยห้ามทหารซึ่งคุมตัวบุนเอ๋งและบุนเฮาว่าอย่าเพิ่งเอาตัวไปประหาร แล้วจึงกล่าวกับสุมาเจียวว่า ความแค้นของท่านเกิดจากความผิดของบุนขิม บัดนี้บุนขิมตายแล้ว ไม่ชอบที่ท่านจะถือสาเอาโทษกับบุตรทั้งสอง “บุนเอ๋ง บุนเฮาถึงที่อับจน แลยอมสมัครมาอยู่ด้วยเรา ถ้าท่านเอาไปฆ่าเสีย ข้าศึกผู้ใดจะมาสมัครเข้ามาหาเราสืบไปหามิได้”
จงโฮยได้แนะนำสุมาเจียวให้ทำนุบำรุงปูนบำเหน็จบุตรทั้งสองของบุนขิมให้ถึงขนาดเพื่อเป็นแบบอย่างให้พรรคพวกของบุนขิมยอมสวามิภักดิ์ต่อไป สุมาเจียวเห็นชอบกับแผนการของจงโฮย จึงเกลี้ยกล่อมบุตรทั้งสองของบุนขิมเข้าเป็นพวก แล้วตั้งเป็นนายทหารรอง และปูนบำเหน็จข้าวของเงินทองแก่บุนเอ๋งและบุนเฮาเป็นอันมาก
บุตรทั้งสองของบุนขิมพ้นโทษตายและยังได้ตำแหน่งพร้อมกับทรัพย์สินเงินทองเป็นจำนวนมากก็คิดถึงคุณของสุมาเจียว จึงขออาสาสุมาเจียวออกไปเกลี้ยกล่อมพรรคพวกของบุนขิม สุมาเจียวได้ฟังคำอาสาก็ยินดี อนุญาตให้สองพี่น้องแซ่บุนพาทหารออกไปที่หน้าประตูเมืองชิวฉุน
บุนเอ๋งและบุนเฮาสวมเกราะใหม่ แต่งเครื่องแบบทหารของวุยก๊ก ถือทวนขึ้นม้าพาทหารออกไปที่หน้าประตูเมือง แล้วประกาศแก่ทหารทั้งปวงที่รักษากำแพงเมืองว่า สุมาเจียวเป็นผู้มีน้ำใจเอื้ออาทรต่อข้าทหาร ไม่เอาแต่โทโสโกรธา นิดก็เข่นหน่อยก็ฆ่าเหมือนกับจูกัดเอี๋ยน ตัวเราทำความแค้นไว้กับสุมาเจียวเป็นอันมาก ครั้นเข้านอบน้อมก็ได้รับความเมตตาแต่งตั้งให้เป็นนายทหารและปูนบำเหน็จให้เป็นอันมาก พวกท่านจะยอมเป็นข้ารับใช้จูกัดเอี๋ยนให้ได้ยากและเสี่ยงตายโดยเปล่าประโยชน์ทำไมกัน จงทำตามแบบอย่างเราเถิด
ทหารบนกำแพงเมืองและข้างในเมืองชิวฉุนได้ยินคำบุนเอ๋งก็ชอบใจ พากันพูดจาต่อ ๆ กันไป จูกัดเอี๋ยนทราบความดังนั้นก็ระแวงทหารทั้งปวง แต่จะลงโทษผู้ใดก็ไม่ถนัด เนื่องจากทหารที่พูดจาในทำนองดังกล่าวมีจำนวนมากกว่ามากนัก หลังจากวันนั้นแล้วจูกัดเอี๋ยนก็ไม่ไว้ใจทหารทั้งปวง ออกตรวจตราเวรยามด้วยตนเองทั้งกลางวันและกลางคืน เห็นทหารคนใดมีอากัปกิริยาไม่ต้องใจก็สั่งโบยตีหรือประหารชีวิต
ทหารข้างในเมืองชิวฉุนจึงยิ่งพากันระส่ำระสาย คิดจะเอาใจออกหากจากจูกัดเอี๋ยน ครั้นจงโฮยทราบความว่าข้างในเมืองไม่เป็นอันสู้รบแล้ว จึงเสนอให้สุมาเจียวหักเข้าตีเมืองพร้อมกันทั้งสี่ด้าน
สุมาเจียวเห็นชอบกับแผนการของจงโฮย จึงสั่งให้กองทัพทุกหน่วยโหมเข้าตีเมืองพร้อมกัน ทหารวุยก๊กโห่ร้องรุดเข้าตีเมืองอย่างดุเดือด ฝ่ายเจงสวนซึ่งเป็นผู้รักษาประตูเมืองด้านทิศเหนือเพิ่งถูกจูกัดเอี๋ยนโบยตีเพราะจ้องมองหน้าในขณะจูกัดเอี๋ยน ออกตรวจการ มีความโกรธแค้นพยาบาทจูกัดเอี๋ยนเป็นกำลัง พอเห็นทหารวุยก๊กโหมเข้าตีเมือง จึงสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเปิดประตูเมืองด้านทิศเหนือรับทหารวุยก๊ก
ทหารวุยก๊กกรูเข้าไปในเมืองได้แล้วบุกเข้าไปฆ่าฟันทหารเมืองชิวฉุนบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก จูกัดเอี๋ยนทราบข่าวว่าข้าศึกบุกเข้าเมืองได้แล้ว จึงพาทหารคนสนิทประมาณสามร้อยคนหนีออกจากเมือง
ในขณะที่จูกัดเอี๋ยนกำลังขี่ม้านำหน้าทหารตีฝ่าทหารวุยก๊กจะข้ามสะพานศิลาหน้าประตูเมือง ได้พบกับเฮาหุนนายทหารของสุมาเจียว ทั้งสองฝ่ายได้ขี่ม้าเข้าต่อสู้กัน แต่เนื่องจากจูกัดเอี๋ยนคิดแต่จะหนีให้พ้นจากการสกัดกั้นของข้าศึกและต้องระวังเกาทัณฑ์ของทหารวุยก๊ก ดังนั้นจึงไม่มีสมาธิที่จะต่อสู้ เพียงห้าเพลงจูกัดเอี๋ยนก็ถูกเฮาหุนเอาง้าวฟันพลัดตกลงจากหลังม้าถึงแก่ความตาย
ทหารวุยก๊กเห็นได้ทีจึงล้อมจับทหารซึ่งหนีตามจูกัดเอี๋ยนทั้งสามร้อยคนไว้จนหมดสิ้น
ฝ่ายอองกี๋คุมทหารหักเข้าตีกำแพงเมืองด้านทิศตะวันตกซึ่งอีจ้วนนายทหารเมืองกังตั๋งทำหน้าที่รักษากำแพงเมือง อองกี๋เห็นหน้าอีจ้วนจึงเกลี้ยกล่อมว่าธรรมดาชายชาติทหาร เมื่อเห็นว่าสู้ได้จึงพึงต่อสู้ เมื่อเห็นว่าต่อสู้ไม่ได้ก็ควรยอมจำนน สถานการณ์บัดนี้แพ้ชนะประจักษ์แล้ว ท่านจะสู้รบกันถึงไหนอีก
อีจ้วนได้ยินดังนั้นก็โกรธ โยนหมวกเกราะลงมาจากกำแพงเมือง แล้วลงมาขึ้นม้าพาทหารออกไปรบกับอองกี๋และกล่าวว่า “เรารับคำนายเรายกทัพมาช่วยจูกัดเอี๋ยน เรามาช่วยก็มิได้ ซึ่งจะสมัครเข้าด้วยท่านนั้นหาควรไม่ ด้วยเราเป็นคนมีความสัตย์ ถ้าทำศึกตายในณรงค์ ก็จะได้ลือชื่อมีเกียรติยศปรากฏไว้ในแผ่นดิน”
กล่าวแล้วอีจ้วนจึงเข้ารบกับอองกี๋ ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันได้สามสิบเพลง ทหารของอองกี๋ได้ล้อมกระหนาบรุมกันฟันแทงอีจ้วนจนตายทั้งม้าทั้งคน
ทหารข้างในเมืองชิวฉุนเห็นข้าศึกบุกเข้าเมืองได้จึงพากันยอมจำนน สุมาเจียวจึงสั่งให้กรีฑาทัพเข้าไปตั้งในเมืองชิวฉุน และสั่งทหารให้จับบุตรภรรยาจูกัดเอี๋ยน ตลอดจนญาติพี่น้องสามชั่วโคตรเอาไปประหารชีวิตเสียทั้งสิ้น
ส่วนทหารคนสนิทของจูกัดเอี๋ยนสามร้อยคนซึ่งตกเป็นเชลยนั้น สุมาเจียวให้ไต่สวนว่าผู้ใดจะยอมนอบน้อมหรือไม่ ถ้าหากยอมนอบน้อมก็จะไว้ชีวิต ทหารทั้งสามร้อยคนนั้นกล่าวตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า พวกเราแม้เป็นทหารผู้น้อยแต่ก็เป็นชาติทหาร มีนายเดียว เจ้าเดียว ไม่ยอมเป็นข้าสองเจ้า บ่าวสองนาย ถึงจะตายก็ขอตามไปเป็นบ่าวของจูกัดเอี๋ยน
สุมาเจียวทราบความก็โกรธ สั่งให้เอาตัวทหารของจูกัดเอี๋ยนทั้งสามร้อยคนไปประหารชีวิต แต่ความเด็ดเดี่ยวในน้ำใจของทหารเหล่านั้นได้ทำให้สุมาเจียวสะเทือนใจและนับถือน้ำใจเป็นอันมาก จึงสั่งผู้คุมให้สอบถามเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะลงดาบประหารว่าผู้ใดจะเปลี่ยนใจนอบน้อมบ้าง แต่ทหารทั้งสามร้อยคนนั้นยังคงยืนกรานคำเดิม จึงถูกประหารจนหมดสิ้น
สุมาเจียวเห็นทหารทั้งสามร้อยคนซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อนายจนตัวตายก็ไม่แปรผันจึงมีน้ำใจสงสาร สั่งทหารให้เอาศพทหารทั้งสามร้อยคนนั้นไปฝังไว้อย่างสมเกียรติ
ขุนนางและทหารในเมืองชิวฉุนนอกจากคนสนิทของจูกัดเอี๋ยนทั้งสามร้อยคน ครั้นเห็นสุมาเจียวได้เมืองชิวฉุนแล้วจึงพากันนอบน้อมต่อสุมาเจียวทั้งสิ้น
ฝ่ายโปยสิวซึ่งเป็นที่ปรึกษาของสุมาเจียวเห็นว่าทหารในเมืองชิวฉุนที่ยอมเข้านอบน้อมนั้นมีจำนวนมากเป็นทหารเมืองกังตั๋งยกมาช่วยรบ จึงเสนอสุมาเจียวว่าทหารเมืองกังตั๋งซึ่งเข้านอบน้อมนั้นจะวางใจมิได้ ชอบที่จะประหารชีวิตเสียให้สิ้นด้วย
จงโฮยได้ยินดังนั้นจึงท้วงว่า ซึ่งจะประหารเชลยศึกที่ยอมเข้าสวามิภักดิ์นั้นไม่ชอบ การศึกสืบไปเมื่อหน้าข้าศึกจะสู้ตาย ไม่ยอมเข้านอบน้อม จะทำการใหญ่ย่อมขัดสน มิหนำซ้ำหากประหารชีวิตทหารเมืองกังตั๋งแล้วญาติพี่น้องพรรคพวกจะ พยาบาทสืบไป ดังนั้นจึงควรปล่อยทหารเมืองกังตั๋งกลับไปเมืองเพื่อให้กิตติศัพท์เลื่องลือไปว่าท่านมีน้ำใจโอบอ้อมอารีแก่ทหาร ผิว่ามีการศึกกับเมืองกังตั๋งในวันหน้าทหารเมืองกังตั๋งจะไม่เป็นใจสู้รบกับท่าน
สุมาเจียวได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบ จึงสั่งให้ปล่อยตัวทหารเมืองกังตั๋งกลับไปเมืองเสียทั้งสิ้น
ฝ่ายกึ่งจูนายทหารเอกเมืองกังตั๋งซึ่งมาช่วยรบ พอได้ฟังคำสั่งปล่อยตัวกลับไปเมืองจึงกล่าวกับสุมาเจียวว่า ข้าพเจ้ามาขอนอบน้อมต่อท่านแล้ว ไม่อาจกลับใจกลับไปเมืองกังตั๋งได้ จะขออยู่กับท่านทำการแทนคุณจนตลอดชีวิต
สุมาเจียวได้ฟังก็มีความยินดี จึงตั้งให้กึ่งจูเป็นขุนนางประจำเมืองชิวฉุน แล้วแต่งฎีกาให้ทหารนำไปกราบบังคมทูลพระเจ้าโจมอให้ทรงทราบ และทูลเชิญให้เสด็จกลับเมืองลกเอี๋ยง แต่ตัวสุมาเจียวนั้นยังคงจัดแจงหัวเมืองฝ่ายใต้ต่อไป
ฝ่ายเกียงอุยพักทหารอยู่ที่เมืองฮันต๋ง ครั้นได้ทราบความจากหน่วยสอดแนมว่าจูกัดเอี๋ยนทำสงครามกับสุมาเจียว และได้กองทัพของซุนหลิมเมืองกังตั๋งยกมาช่วย ก็คิดว่าสุมาเจียวอยู่ในท่ามกลางศึกกระหนาบหลายด้าน ถึงขนาดต้องเชิญเสด็จพระเจ้าโจมอและพระนางก๊วยไทเฮาออกไปบัญชาการศึก จึงปรึกษากับต้าจิ๋วขุนนางเมืองฮันต๋งว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะยกกองทัพไปตีวุยก๊กอีกครั้งหนึ่ง
ต้าจิ๋วได้ฟังดังนั้นก็ทอดถอนใจใหญ่แล้วกล่าวว่า พระเจ้าเล่าเสี้ยนในบัดนี้เหลิงหลงเสพสุข หมกมุ่นอยู่กับการเสพสุราและขันที การทั้งปวงไม่ฟังคำขุนนาง หลงฟังคำของฮุยโฮขันทีแต่ผู้เดียว ราชการทั้งปวงได้วิปริตผันแปรไป ตัวท่านเล่าทำศึกเสียทีวุยก๊กมาหลายครั้ง จะตรำศึกต่อไปก็ป่วยการ ชอบที่จะรักษาบ้านเมืองไว้ให้ปลอดภัยจึงจะควร
เกียงอุยได้ฟังดังนั้นก็โกรธ ตวาดใส่ต้าจิ๋วว่าเสียแรงเราหลงปรึกษาด้วยเห็นว่าเป็นขุนนางผู้ใหญ่ สิกลับไม่ภักดีต่อแผ่นดิน คิดแต่เอาตัวรอดเสพสุขไปวัน ๆ เปลืองข้าวแดงแกงร้อนและภาษีราษฎรเปล่า ๆ ว่าดังนั้นแล้วเกียงอุยจึงขับต้าจิ๋วออกไป
วันรุ่งขึ้นเกียงอุยได้ทำฎีกาขึ้นไปกราบบังคมทูลพระเจ้าเล่าเสี้ยน ขออาสายกกองทัพไปตีวุยก๊กเป็นครั้งที่ห้า พระเจ้าเล่าเสี้ยนก็โปรดเกล้าพระราชทานพระบรมราชานุญาตตามที่กราบทูล
ครั้นถึงวันฤกษ์ดีเกียงอุยจึงจัดแจงกองทัพจะยกไปตีวุยก๊ก ตั้งให้เปาเขียมและเจียวฉีเป็นกองทัพหน้า เกียงอุยคุมกองทัพหลวง เคลื่อนพลออกจากเมืองฮันต๋ง กำหนดแผนการสงครามครั้งที่ห้าว่าจะเข้ายึดเนินยุทธศาสตร์ซินเฉียให้ได้ก่อน แล้วบุกเข้าตีเมืองเตียงเสียซึ่งเป็นฐานเสบียงสำคัญของวุยก๊ก จากนั้นจึงยกไปตีเอาเมืองจิวฉวนแล้วรุดเข้าตีเมืองลกเอี๋ยง
ฝ่ายสุมาปองซึ่งเป็นเจ้าเมืองเตียงเสีย ครั้นได้ทราบข่าวศึกจึงคุมทหารยกออกไปตั้งขัดตาทัพที่นอกเมืองเป็นระยะทางไกลสองร้อยเส้น พอกองทัพของเกียงอุยยกมาถึงสุมาปองจึงยกทหารออกไปเผชิญหน้า กองหน้าทั้งสองฝ่ายได้ตั้งขบวนเตรียมรบ
เกียงอุยขี่ม้าออกไปหน้าทหาร แล้วร้องด่าสุมาปองว่าพวกแซ่สุมาคิดชิงเอาราชสมบัติ ทรยศต่อราชวงศ์ฮั่นแล้วยังคิดหักหลังเชื้อสายของพระเจ้าวุยอ๋องโจโฉอีกเล่า สุมาเจียวบัดนี้ทำตัวเหมือนกับลิฉุย กุยกี ลูกน้องเก่าของตั๋งโต๊ะจอมทรราช พระเจ้าเล่าเสี้ยนทรงยึดมั่นในสัจธรรม ไม่อาจทนเห็นพฤติกรรมทรราชได้ จึงตรัสสั่งให้เรายกกองทัพมากำจัดศัตรูแผ่นดินเสีย ตัวท่านเป็นลูกน้องของสุมาเจียว หากแจ้งแก่โทษแล้วจงยอมอ่อนน้อมแต่โดยดี หาไม่แล้วเราจะประหารชีวิตเสียทั้งโคตร
สุมาปองได้ยินดังนั้นก็โกรธ ขับทหารเอกทหารรองให้เข้ารบกับเกียงอุย แต่สู้กำลังฝีมือของเกียงอุยและทหารจ๊กก๊กไม่ได้ ต้องถอยทัพกลับเข้าไปตั้งหลักอยู่ในเมือง
ในคืนวันนั้นเกียงอุยได้วางแผนเผด็จศึก แล้วเรียกแม่ทัพนายกองทั้งปวงมามอบหมายแผนการเข้าโจมตี ครั้นเวลาใกล้รุ่งทหารของจ๊กก๊กได้ยกหักเข้าตีเมืองพร้อมกัน ระดมยิงเกาทัณฑ์ผูกชุดไฟเข้าไปในเมืองราวห่าฝน ทหารเมืองเตียงเสียสาละวนกับการป้องกันตัวและดับไฟ เกียงอุยจึงให้ทหารเอาฟืนสุมกำแพงเมืองแล้วจุดเพลิงเผาขึ้น ทหารและชาวเมืองพากันแตกตื่นตกใจระส่ำระสายไปทั่ว สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุว่า “ไอเพลิงร้อนตลบเข้าไปในเมือง ทหารแลราษฎรชาวเมืองทั้งปวงก็ตกใจ เข้าอุ้มลูกร้องไห้อื้ออึงไปทั้งเมือง”
ข้างในเมืองพยายามป้องกันรักษาเมืองไว้เป็นสามารถ จนเวลาเย็นเกียงอุยยังหักเข้าตีเมืองไม่ได้ จึงถอยทหารออกมาล้อมเมืองไว้ทั้งสี่ด้าน
ฝ่ายสุมาเจียวเมื่อจัดแจงหัวเมืองฝ่ายใต้เสร็จแล้ว พลันได้รับรายงานว่าเกียงอุยยกกองทัพบุกวุยก๊ก จึงรีบเลิกทัพกลับไปเมืองลกเอี๋ยง แล้วสั่งเตงงายให้รีบยกทหารหนุนไปช่วยสุมาปอง
เตงงายรับคำสั่งแล้วจัดแจงทหารยกไปเมืองเตียงเสีย ให้เตงต๋งผู้บุตรคุมกองหน้า เตงงายคุมกองหลวงยกหนุนตามไป
เกียงอุยทราบว่ากองทัพของเตงงายยกเข้ามาใกล้เขตเมืองเตียงเสีย จึงแบ่งทหารเป็นสองกอง กองหนึ่งตั้งประชิดเมือง อีกกองหนึ่งเตรียมรับมือกับกองทัพเมืองลกเอี๋ยง
ครั้นกองทัพหน้าของเตงงายยกมาถึง เกียงอุยจึงขี่ม้าพาทหารยกออกไปตั้งขบวนเตรียมรบกับกองหน้าของกองทัพเมืองลกเอี๋ยง และร้องท้าให้นายทัพออกมารบกันให้เป็นขวัญตาของทหารทั้งสองฝ่าย.