ตอนที่ 618. เคล็ดวิธีสร้างความชอบ

 เตงงายอาศัยความชำนาญภูมิประเทศช่วงชิงเป็นฝ่ายกระทำและลงมือกระทำก่อนอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกียงอุยไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในการรุกได้ และต้องล่าถอยอย่างเป็นขั้นตอน แม้กระทั่งจะล่าถอยเข้าแดนเมืองฮันต๋งแล้วยังคงถูกกองทัพ เตงงายยกไล่มาตามตี

            ฝ่ายต้านท่ายครั้นตีค่ายของเปาเชาที่ซอกเขาปากทางออกเขากิสานแตกแล้ว ได้ไล่ตามตีทหารที่เหลือมาตลอดทาง เห็นป่าข้างซอกเขาใกล้ชายแดนเงียบวังเวงแคบทึบ จึงพาทหารเข้าตั้งซุ่มอยู่ในป่าตามแผนการที่เตงงายกำหนด และให้ทหารลาดตระเวนคอยฟังข่าวคราวของกองทัพเกียงอุย

            อยู่มาวันหนึ่งหน่วยลาดตระเวนของต้านท่ายได้ทราบข่าวจากทหารเดินสารของเตงงายว่าเกียงอุยกำลังถอยทัพมาตามเส้นทางนี้ตามแผนการทุกประการ จึงให้ต้านท่ายเตรียมกำลังทหารไว้ให้พร้อม เมื่อใดที่ได้ยินเสียงสู้รบในซอกเขาก็ให้ยกทหารออกตีกระหนาบ

            ต้านท่ายได้ทราบข่าวดังนั้นก็ดีใจ เตรียมการทั้งปวงพร้อมไว้คอยท่า พอได้ยินเสียงสู้รบดังขึ้นภายในหุบเขาก็รู้ว่าเตงงายยกทหารไล่ตามตีเกียงอุย จึงคุมทหารออกจากจุดซุ่มสกัดทางถอยของกองทัพเกียงอุย แล้วตีกระหนาบกระทบขึ้นไป

            กองทัพของเกียงอุยอยู่ท่ามกลางศึกกระหนาบทั้งหน้าหลัง จึงทำการต่อสู้แบบตะลุมบอนอย่างดุเดือด กองทัพวุยก๊กเป็นฝ่ายกระทำอย่างมีแผน ในขณะที่กองทัพจ๊กก๊กกำลังตกใจแตกตื่น จึงถูกทหารวุยก๊กฆ่าฟันบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก เกียงอุยคุมทหารจ๊กก๊กจะตีฝ่าไปทางด้านเขากิสานก็ถูกทหารเตงงายตีสกัดเข้ามา จนต้องพาทหารกลับมาตีฝ่าจะออกไปทางด้านเมืองฮันต๋ง ก็ถูกทหารของต้านท่ายตีกระทบเข้ามาอีก เกียงอุยพาทหารถอยกลับไปกลับมาอยู่ในหุบเขาเป็นเวลาช้านานจึงอ่อนล้าอิดโรยลง

            ฝ่ายเตียวหงีนายทหารรองเมืองเสฉวน ซึ่งครั้งหนึ่งขงเบ้งเคยใช้ให้แต่งตัวเป็นกองทัพผีหลอกลวงกองทัพของสุมาอี้ หลังจากขงเบ้งตายแล้วได้รับแต่งตั้งมาเป็นเจ้าเมืองชายแดน ครั้นได้ทราบข่าวจากทหารของเปาเชาที่แตกหนีกลับไปทางเมืองฮันต๋งว่ากองทัพเกียงอุยเสียทีแก่ข้าศึก จึงคุมทหารยกสวนขึ้นมาช่วย

            เตียวหงียกทหารมาถึงซอกเขาอันเป็นจุดประจัญบานก็ได้ทราบข่าวจากทหารเกียงอุยซึ่งหนีเล็ดลอดออกไปได้ว่าเกียงอุยและทหารถูกกองทัพวุยก๊กล้อมไว้อย่างแน่นหนา จึงสั่งทหารให้จู่โจมกระหนาบหลังทหารของต้านท่ายขึ้นไป

            ต้านท่ายกำลังฮึกเหิม คิดว่าศึกครั้งนี้จะกำจัดเกียงอุยได้สำเร็จ แต่พลันที่ได้ยินเสียงโกลาหลขึ้นทางด้านหลังก็ตกใจ เหลียวกลับไปมองเห็นเป็นกองทัพจ๊กก๊กอีกกองหนึ่งตีกระหนาบเข้ามาก็ตกใจ สภาพการณ์ที่ต้านท่ายเป็นฝ่ายตีกระหนาบกองทัพจ๊กก๊กกลับตกอยู่ในสภาพการณ์ใหม่ที่เป็นฝ่ายถูกตีกระหนาบเสียเอง ต้านท่ายเห็นทหารถูกฆ่าฟันบาดเจ็บล้มตายดุจใบไม้ร่วง จึงออกคำสั่งให้ทหารทั้งปวงรีบตีฝ่าขึ้นมาทางทหารของเกียงอุย ทหารทั้งสองฝ่ายได้ประจัญบานในซอกเขาแคบ ๆ บาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก

            ในที่สุดต้านท่ายพาทหารหนีกลับไปสมทบกับกองทัพของเตงงายได้ เกียงอุยก็พาทหารหนีกลับไปสมทบกับกองทัพของเตียวหงีได้ แต่พอไปถึงก็เห็นเตียวหงีถูกแทงด้วยทวนบาดเจ็บสาหัสนัก เกียงอุยจึงเข้าไปช่วยประคองเตียวหงีขึ้นม้าแล้วกล่าวขอบคุณเตียวหงีเป็นอันมาก

            เตียวหงีแม้อาการสาหัสแต่พอเห็นหน้าเกียงอุยก็ดีใจ กล่าวว่าข้าพเจ้าเป็นหนี้บุญคุณมหาอุปราชจูกัดเหลียงเป็นอันมาก เห็นหน้าท่านก็เหมือนหนึ่งได้เห็นหน้ามหาอุปราช ข้าพเจ้านี้ลืมตัวไปว่าชราภาพแล้ว จึงขี่ม้าออกไปข้างหน้าทหาร ครั้นประมือกับนายทหารรองของวุยก๊กไม่กี่เพลงก็อ่อนกำลังลง จึงพลาดท่าเสียทีต้องคมทวนของข้าศึก

            เตียวหงีกล่าวแล้วก็ร้องไห้ เอามือกุมที่ท้องน้อยแล้วพริ้มตาลง เลือดไหลออกจากปากและหน้าท้อง เตียวหงีทนพิษบาดแผลไม่ไหวจึงขาดใจตายไปต่อหน้าต่อตา เกียงอุยเห็นดังนั้นก็เสียใจร้องไห้อาลัยรักเตียวหงี

            พระพุทธศาสนายุกาลล่วงแล้วได้เจ็ดร้อยเก้าสิบเก้าพรรษา เดือนเก้า เกียงอุยพาทหารจ๊กก๊กที่เหลือพร้อมกับนำศพของเตียวหงีล่าถอยทัพพ้นจากเขตแดนวุยก๊กเข้าสู่แดนเมืองฮันต๋ง สั่งการให้ตั้งการพิธีศพของเตียวหงีอย่างสมเกียรติ และให้นำศพไปฝังไว้ที่สุสานวีรชนเมืองฮันต๋ง

            เกียงอุยรำลึกถึงคุณเตียวหงีที่ช่วยชีวิตไว้อย่างทันท่วงที จึงให้ปูนบำเหน็จรางวัลแก่บุตรภรรยาครอบครัวของเตียวหงีเป็นอันมาก

            ครั้นจัดงานศพของเตียวหงีเสร็จแล้ว เกียงอุยได้ยินคำเล่าข่าวลือว่าครอบครัวของทหารซึ่งเสียชีวิตในการสงครามได้พากันตำหนิติเตียนนินทาว่า เพราะเหตุที่เกียงอุยกระหายสงคราม ทำลายสันติภาพ จึงเป็นเหตุให้สามีต้องถึงแก่ความตาย ทำให้เมียต้องเป็นม่าย ทำให้บุตรต้องกำพร้า

            เกียงอุยจึงเรียกประชุมขุนนางและแม่ทัพนายกองทั้งปวงที่เมืองฮันต๋ง ปรารภว่าข้าพเจ้ายกกองทัพไปทำการครั้งนี้เสียทีแก่ข้าศึก ทำให้พี่น้องทหารหาญบาดเจ็บ  ล้มตายลงเป็นอันมาก ครอบครัวข้างหลังต้องเดือดร้อนเป็นความผิดหนักหนา โทษข้าพเจ้ามีอยู่เป็นอันมาก จึงขอลงโทษตัวเองตามแบบอย่างของมหาอุปราชจูกัดเหลียง

            ขุนนางและแม่ทัพนายกองทั้งปวงได้ฟังดังนั้นก็พากันนิ่งอึ้ง เกียงอุยจึงให้แต่งฎีกาขึ้นไปกราบบังคมทูลพระเจ้าเล่าเสี้ยน ถวายรายงานให้ทรงทราบถึงความปราชัยในการสงครามครั้งนี้ และขอรับพระบรมราชโองการลดขั้นตำแหน่งลงสามขั้น เหลือเพียงอำนาจว่าราชการทหารเท่านั้น

            พระเจ้าเล่าเสี้ยนทรงทราบฎีกาของเกียงอุยแล้วมิได้ตรัสประการใด

            ฝ่ายเตงงายและต้านท่ายครั้นได้ชัยชนะแก่กองทัพจ๊กก๊กแล้วจึงได้จัดงานเลี้ยงโต๊ะฉลองชัยชนะและปูนบำเหน็จแก่ทหารทั้งปวงซึ่งมีความชอบเป็นอันมาก จากนั้นต้านท่ายจึงทำใบบอกรายงานความชอบของเตงงายส่งเข้าไปเมืองลกเอี๋ยง

            สุมาเจียวได้ทราบความแล้วจึงนำความขึ้นกราบบังคมทูลพระเจ้าโจมอ ขอรับพระราชทานเลื่อนยศและตำแหน่งให้แก่เตงงาย พร้อมกับเตงต๋งผู้บุตรและทหารซึ่งมีความชอบ พระเจ้าโจมอก็โปรดพระราชทานตามเสนอทุกประการ

            พระพุทธศาสนายุกาลล่วงแล้วได้เจ็ดร้อยเก้าสิบเก้าพรรษา ปลายเดือนยี่ อันเป็นปลายปี พระเจ้าโจมอเสวยราชได้ครบสามปี ทรงดำริว่าชื่อศักราชเดิมตั้งแต่ครั้งขึ้นครองราชย์ไม่ต้องสมพงศ์กับนามพระราชวงศ์ ทรงเกรงว่าราชวงศ์จะดับสูญ จึงให้โหรหลวงคิดนามศักราชใหม่ให้สอดคล้องเป็นมงคลแก่ภูมิทำเลเมืองลกเอี๋ยงและนามแห่งพระราชวงศ์ เพื่อหวังให้ราชวงศ์ของพระเจ้าวุยอ๋องโจโฉยั่งยืนสืบไป

            ครั้นโหรหลวงคิดประดิษฐ์นามศักราชใหม่เป็นที่ต้องพระทัยแล้ว พระเจ้าโจมอจึงมีหมายประกาศพระบรมราชโองการให้เปลี่ยนศักราชใหม่ชื่อว่าศักราชกำลอ ซึ่งมีความหมายว่าศักราชแห่งสายธารอมตะ

            สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุความตอนนี้ว่า “ครั้งนั้นพระเจ้าโจมอเสวยราชย์ได้สามปี (พ.ศ. 799) ชื่อเมืองแต่ก่อนนั้นชื่อว่าไกเจ้ง ครั้งนั้นให้แปลงใหม่ชื่อว่ากำลอ” ซึ่งเป็นการเข้าใจและแปลความหมายผิดเพราะกรณีไม่ใช่เรื่องการเปลี่ยนชื่อเมือง แต่เป็นการเปลี่ยนชื่อศักราชประจำรัชกาล

            ความคิดที่จะเปลี่ยนนามศักราช เปลี่ยนชื่อตัวหรือชื่อสกุลจากชื่อเดิมที่ตั้งไว้ไม่ว่าตั้งโดยปู่ย่าตายายหรือผู้ใดก็ดี ด้วยหวังว่าการเปลี่ยนชื่อจะทำให้เกิดความเป็นมงคลนั้น ช่างเป็นความโง่เขลาเบาปัญญาและงมงายโดยแท้ เพราะความเป็นมงคลหรืออัปมงคลไม่ได้อยู่ที่ชื่อแต่อยู่ที่การกระทำอันเป็นกรรมประจำตัว ซึ่งจะให้ผลตามกฎแห่งกรรมนั้น ทำกรรมอันเป็นมงคลย่อมได้ผลอันเป็นมงคล ทำกรรมอันเป็นอัปมงคลย่อมได้ผลที่เป็นอัปมงคลไม่มีวันที่จะหลีกเลี่ยงผิดเพี้ยนไปได้ แต่กระนั้นคนโง่หลงงมงายจำนวนมากก็ไม่ยอมเข้าใจและทำกรรมอันเป็นมงคล กลับไปอุตริเปลี่ยนชื่อด้วยถือว่าจะเป็นมงคล ช่างน่าสมเพชเวทนายิ่งนัก

            พลันที่สถาปนาศักราชใหม่ ความหวังที่จะตั้งใจว่าจะเป็นมงคลก็มิได้เกิดขึ้น แต่ปัญหากลับก่อตัวขึ้นมาแทน เพราะสุมาเจียวได้ตั้งความระแวงแคลงใจพระเจ้าโจมอมาแต่ต้น จึงสำคัญว่าพระเจ้าโจมอเปลี่ยนศักราชใหม่ครั้งนี้เป็นพิธีการอาถรรพ์เพื่อจะทำลายตระกูลสุมาให้ดับสูญ แต่หาหลักฐานประการใดที่จะเอาผิดกับพระเจ้าโจมอไม่ได้ ดังนั้นในใจจึงขุ่นแค้นพระเจ้าโจมอมากขึ้นโดยลำดับแล้วกระทำการหยาบช้าตามอำเภอใจ มิได้ยำเกรงพระเจ้าโจมออีกต่อไป

            วันดีคืนดีสุมาเจียวก็ให้บรรดาขุนนางพรรคพวกแต่งฎีกาขอให้พระเจ้าโจมอมีพระบรมราชโองการตั้งให้สุมาเจียวเป็นจอมพลผู้บัญชาการทหารและพลเรือนสูงสุด ซึ่งไม่มีปรากฏอยู่ในทำเนียบตำแหน่งขุนนางมาก่อน พระเจ้าโจมอก็ทรงโปรดเกล้าตั้งให้ตามขอ

            เท่านั้นยังไม่พอ สุมาเจียวยามจะเข้ามาเฝ้าในท้องพระโรงก็จัดทหารองครักษ์ถึงสามพันคนสวมเกราะเหล็กพร้อมอาวุธครบมือแห่แหนหน้าหลัง ในขณะเข้าประชุมในท้องพระโรงก็ให้ทหารองครักษ์ล้อมพระราชวังไว้อย่างแน่นหนา พระเจ้าโจมอทรงทราบความก็ตรัสว่าสุมาเจียวนี้ช่างจงรักภักดี ถวายอารักขาอย่างเต็มที่ จนรู้สึกว่ามีความปลอดภัยทุกวันเวลา ทั้งเจ้านายก็บ้า ขี้ข้าก็บอดังนี้ จึงเกิดคำร่ำลืออย่างกว้างขวางถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในราชสำนักวุย

            ขุนนางข้าราชการทั้งปวงเห็นสุมาเจียวกำเริบในอำนาจดังนั้นจึงพากันเกรงกลัวและยอมตามใจทุกสิ่งอย่าง สุมาเจียวก็ยิ่งกำเริบ ควบคุมอำนาจทั้งราชการฝ่ายทหาร พลเรือน ทั้งฝ่ายหน้า ฝ่ายในไว้ในอำนาจจนหมดสิ้น เรื่องราวต่าง ๆ ก็ตัดสินสั่งการตามอำเภอใจ ไม่กราบบังคมทูลให้ทรงทราบอีกต่อไป

            บางวันพระเจ้าโจมอเสด็จออกว่าราชการ พอถวายบังคมตามประเพณีเสร็จแล้วสุมาเจียวก็ประกาศว่าไม่มีข้อราชการสิ่งใด ให้เลิกประชุมได้ วันใดสุมาเจียวมีกิจธุระไม่สามารถเข้าประชุม ก็ให้ทหารองครักษ์มาประกาศในท้องพระโรงต่อหน้าพระเจ้าโจมอว่าวันนี้ให้งดการประชุม พระเจ้าโจมอก็มิได้ตรัสประการใด

            สุมาเจียวได้ครองอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจนพระเจ้าโจมอก็ไม่มีความหมายใด ๆ  สุมาเจียวก็ยิ่งกำเริบใจคิดจะได้ราชสมบัติ บางวันพอเสพสุราแล้วก็กล่าวกับคนทั้งหลายว่าพระเจ้าโจมอทุกวันนี้เหมือนเจว็ดไม้ ตั้งหลอกให้ผู้คนกราบไหว้บูชา ไม่มีคุณค่าใดในแผ่นดิน เอาแต่กินอยู่เสพสุขบนความทุกข์ของราษฎรเท่านั้น

            ฝ่ายแกฉงซึ่งเป็นบุตรของแกกุ๋ย และเป็นขุนนางในสังกัดของสุมาเจียว ได้รับความไว้วางใจจากสุมาเจียวมาตั้งแต่ครั้งรุ่นพ่อ เห็นปรากฏการณ์ทั้งปวงแล้วก็รู้น้ำใจนายว่าใคร่ได้ราชสมบัติ ก่อตั้งเศวตฉัตรเป็นพระราชวงศ์ใหม่ จึงหวังใคร่ได้ความชอบปากไว้แก่ตัว คิดว่าการทำความดีในโลกนี้สู้ทำความชอบไม่ได้ และความชอบทั้งหลายทั้งปวงนั้นไม่มีความชอบไหนเสมอด้วยการทำความชอบด้วยปาก ดังที่โบราณได้ว่าไว้ว่าปากเป็นเอก เลขเป็นโทฉะนั้น

            คิดดังนั้นแล้วแกฉงจึงเข้าไปหาสุมาเจียวในที่รโหฐานแล้วกล่าวว่า “ท่านมียศถาศักดิ์สูงใหญ่ในทิศทั้งสี่ ราชสมบัติทั้งนี้เห็นจะอยู่ในมือท่าน ถ้าจะทำการบัดนี้เกรงคนทั้งปวงจะมิสมัครพร้อมใจกัน จำจะฟังระคายดูน้ำใจคนทั้งปวงก่อนจึงจะได้คิดการใหญ่สืบไป”

            สุมาเจียวได้ยินคำแกฉงผู้วางใจจึงเปิดเผยความในใจแบบตรงไปตรงมาว่า “ข้าคิดอยู่นานแล้ว แต่ว่าหารู้ที่จะออกปากแก่ผู้ใดไม่ เจ้ารักเราคิดอ่านดังนี้เป็นความชอบหนักหนา”

            การสร้างความชอบด้วยปากโดยไม่ต้องลงทุนลงแรงใด ๆ ได้ปรากฏผลให้เห็นชัดเจนแล้วว่ามีความชอบยิ่งกว่าความชอบใดและยิ่งกว่าการทำความดีทั้งปวงดังนี้แล.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓