ตอนที่ 60. ติวเตอร์กฎหมายจำเป็น
ในการเรียนกฎหมายผมออกจะโชคดีเพราะมีความถนัดในด้านภาษาไทย อันเป็นผลต่อเนื่องมาจากการศึกษาพระไตรปิฎกนั่นเอง ทำให้ความเข้าใจภาษาไทยดีกว่าคนอื่น ๆ มาก จึงอ่านถ้อยคำในกฎหมายได้แตกฉาน ไม่ต้องยึดถือเอาคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นหลัก แต่กระนั้นก็ยังคงต้องถือเป็นแนวทาง
อาจารย์สอนกฎหมายหลายท่านในขณะนั้นถือว่าธงคำตอบเป็นเพียงความเห็น ซึ่งนักกฎหมายควรจะมีความเห็นเป็นของตนเอง จึงไม่เคร่งครัดต่อธงคำตอบเท่าใดนัก โดยเฉพาะศาสตราจารย์ประพนธ์ ศาตะมาน แล้วท่านประกาศในชั้นเรียนว่าการทำข้อสอบในวิชาของท่านจะไม่ยึดถือธงคำตอบเป็นหลัก แต่จะยึดถือเหตุผลเป็นหลัก ซึ่งอาจจะต่างจากอาจารย์สอนกฎหมายในทุกวันนี้ที่เคร่งครัดเข้มงวดเอากับธงคำตอบ ซึ่งมีผลเท่ากับกำหนดกรอบความคิดของนักศึกษาให้อยู่ในกรอบของธงคำตอบนั้น ซึ่งแม้ว่าธงคำตอบทั่วไปจะถือเอาตามคำพิพากษาของศาลฎีกาก็ตาม แต่คำพิพากษาของศาลฎีกาก็เคยมีที่ศาลฎีกาพิพากษากลับความเห็นเดิมหรือแนวการวินิจฉัยเดิมอยู่เสมอ
เพราะเหตุนี้กระมังนักกฎหมายรุ่นใหม่ ๆ ที่ถูกระบบการเรียนการสอนกำหนดกรอบความคิดอ่าน จึงรู้จักใช้ความคิดและเหตุผลของตนเองน้อยลงไป
ผมมีพื้นฐานจากพระไตรปิฎกโดยเฉพาะพระวินัยซึ่งเป็นกฎหมายของสงฆ์มาแต่ก่อน ดังนั้นในขณะที่เพื่อนนักศึกษาต้องซื้อหาตำรับตำราและคำพิพากษาศาลฎีกามาเป็นคู่มือการเรียน ผมกลับถือเอาแต่ตัวบทกฎหมายเป็นหลักเท่านั้น
การที่ถือเอาตัวบทกฎหมายเป็นหลักนั้น ความจริงก็มีเหตุที่มาเนื่องจากผมมีรายได้จากที่ทางบ้านส่งเสียค่อนข้างน้อยมาก แค่ค่ากิน ค่าอยู่ ก็ต้องกระเหม็ดกระแหม่เต็มทีอยู่แล้ว ถึงแม้จะรู้แก่ใจดีว่าเงินค่าซื้อหนังสือนั้น ถ้าหากขอจากทางบ้านเพิ่มเติมก็ย่อมได้รับความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ แต่ผมก็ไม่อยากที่จะรบกวนทางบ้านโดยไม่จำเป็น
เนื่องจากเห็นว่าเมื่อสามารถอ่านตัวบทกฎหมายแล้วเข้าใจถึงความหมายและเหตุผลที่มาของการบัญญัติกฎหมายแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องซื้อหาหนังสือคำอธิบายใด ๆ มาอ่านเพิ่มเติมอีก ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าเพราะสาเหตุทางการเงินอย่างหนึ่ง และเพราะเหตุที่เชื่อมั่นว่ามีความเข้าใจตัวบทกฎหมายเป็นอย่างดี ผมจึงไม่ต้องขวนขวายที่จะซื้อหาตำราหรือคำอธิบายมาอ่านเพิ่มเติม
ต่างกับเพื่อน ๆ ในคณะจำนวนมากที่พยายามขวนขวายซื้อหาตำราและคำอธิบายหลากหลายมาศึกษา ซึ่งอาจารย์ผู้แต่งตำรากฎหมายในขณะนั้นถึงแม้จะยังไม่มากเท่ากับปัจจุบัน แต่ก็ต้องจัดว่ามีผู้แต่งตำรากฎหมายในเรื่องต่าง ๆ ไว้เป็นจำนวนมาก
และเป็นธรรมดาของนักวิชาการทางกฎหมายที่ย่อมมีความคิดความเห็นเป็นของตนเอง ซึ่งมักที่จะแตกต่างไปจากความคิดเห็นของนักวิชาการท่านอื่น ดังนั้นยิ่งอ่านตำราหรือคำอธิบายมากเล่มเข้าเท่าใด ก็ยิ่งสับสนวุ่นวายไปกันใหญ่ว่าอย่างไหนถูก อย่างไหนผิดกันแน่
เพื่อน ๆ จำนวนมากจึงต้องไปขวนขวายซื้อหาหรือค้นคว้าคำพิพากษาศาลฎีกาเก่า ๆ ที่เคยวินิจฉัยในปัญหานั้น ๆ ไว้แล้วว่าจะยึดถืออย่างไร และถ้ายิ่งค้นยิ่งอ่านมากเข้าก็ยิ่งรู้ว่าอันคำพิพากษาของศาลฎีกาในยุคหนึ่งสมัยหนึ่งก็เคยถูกคำพิพากษาศาลฎีกาในชั้นหลังแก้ไขเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จึงพาสับสนกันไปใหญ่ ซึ่งเกินไปสำหรับวัยนักศึกษา
ผมเป็นคนคบหาเพื่อนฝูงมาก คบทุกระดับ ทั้งรุ่นพี่ รุ่นน้อง ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย เพราะถือคติตามคำสอนของก๋งตลอดมาว่าคนเรามีเพื่อนยิ่งมากก็ยิ่งดี ก๋งเคยยกคำจีนโบราณมาสอนว่าคนมีเพื่อนมาก หนทางอนาคตก็ยิ่งกว้าง
แต่มาถึงปัจจุบันนี้ก็เห็นจะต้องเพิ่มเติมหรือแก้ไขใหม่เป็นว่า คนเรามีเพื่อนมากนั้นดีกว่ามีเพื่อนน้อย แต่เพื่อนจะมากหรือน้อยเท่าใดยังไม่สำคัญ เท่ากับต้องมีเพื่อนดี
เพื่อน ๆ ของผมอาจจะจำแนกได้เป็นสามจำพวก
พวกแรกคือพวกนักเรียนดี ที่มุ่งมั่นศึกษาค้นคว้าตำรับตำราและอธิบายกันและกันเป็นเนืองนิตย์ เห็นหน้าคราวใดก็เกาะตัวกันเป็นกลุ่มแล้วติวกฎหมายกันเสมอ
พวกที่สองเป็นพวกนักร้องสมัครเล่น หรือที่ถูกเรียกขานในขณะนั้นว่าเป็นนักร้องปากหมา พวกนี้นิยมร้องเพลงสุนทราภรณ์แล้วเดินร้องเพลงกันเป็นกลุ่ม โดยตีแก้ว ตีขวด หรือตีปี๊บแทนเสียงดนตรีในขณะที่เดินร้องเพลง และเนื่องจากที่สามแยกตึกสังคมหรือนัยหนึ่งคืออาคารเรียนของคณะสังคมศาสตร์ ซึ่งต่อเนื่องกับคณะบัญชีนั้นมีนักศึกษาหญิงเป็นจำนวนมาก เพื่อนกลุ่มนี้จึงมักที่จะไปหยุดร้องเพลงตรงสามแยกนี้
สามแยกดังกล่าวมีชื่อเสียงมาตั้งแต่รุ่นพี่ๆ เพราะเมื่อนักศึกษาชายไปยืนอออยู่แถวนั้น เห็นนักศึกษาหญิงเดินผ่านไปมาก็มักจะแซวกันเล่น จนนักศึกษาหญิงตั้งแต่รุ่นอดีตเรียกสามแยกดังกล่าวว่าสามแยกปากหมา
ดังนั้นเมื่อเพื่อนกลุ่มนี้ไปวอแวหยุดร้องเพลงอยู่ตรงสามแยกปากหมาบ่อยครั้งเข้า จึงถูกเรียกขานว่าเป็นพวกนักร้องปากหมา ซึ่งพวกเราก็ไม่ได้ถือสาหาความอะไรกัน เนื่องจากเข้าใจอย่างดีว่าเป็นเรื่องเพื่อนฝูงล้อกันเล่นเพราะเห็นเป็นมิตรสหาย
พวกที่สามคือพวกสโมสร พวกนี้อาจจำแนกได้เป็นอีกสองกลุ่มย่อย กลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่มั่วสุมอยู่ที่อาคารสโมสรซึ่งทำกิจกรรมนักศึกษากันเป็นประจำ กับอีกพวกหนึ่งถึงแม้ว่าได้ชื่อว่าเป็นพวกสโมสรด้วยกัน แต่ไม่สนใจที่จะเข้าร่วมกิจกรรมใด ๆ ในสโมสรนักศึกษา แต่จะพากันไปที่สโมสรสนามม้าหรือไปเที่ยวเตร่เฮฮาหรือไปตั้งก๊วนดื่มสุรากันตามประสาวัยหนุ่ม
ในพวกที่สามหรือพวกสโมสรนี้ ผมมีเพื่อนอยู่ในกลุ่มแรกมาก คือกลุ่มที่มั่วสุมอยู่ที่อาคารสโมสร
ความที่ผมมีเพื่อนทั้งสามกลุ่ม ซึ่งมีรสนิยมแตกต่างกัน จึงทำให้ผมค่อนข้างจะแปลกประหลาดกว่าคนอื่นเพราะเพื่อนคนอื่นนั้นมีรสนิยมอย่างไหนก็มักจะมั่วสุมเสวนาอยู่เฉพาะในกลุ่มนั้น ๆ โดยเฉพาะพวกกลุ่มเรียนดีด้วยแล้ว มักจะไม่สุงสิงยุ่งเกี่ยวกับกลุ่มอื่น
เพื่อนจำพวกนักร้องปากหมาและจำพวกสโมสรนั้นสนใจการเรียนน้อยไปหน่อย เพราะบางครั้งในชั่วโมงเรียนก็ไม่เข้าเรียน แต่ไปทำกิจกรรมตามรสนิยมของตน แต่ผมนั้นสำนึกดีว่าเป็นคนบ้านนอก มีภารกิจคือการศึกษา ถึงจะมีรสนิยมและกิจกรรมประการใดก็จะไม่ยอมละวางภารกิจหลักเป็นอันขาด
ดังนั้นเมื่อมีกำหนดเรียนวิชาใด ผมก็รักที่จะอ่านตัวบทกฎหมายหรือหนังสือตำราวิชานั้นไว้ก่อนเป็นสัปดาห์หรือสองสัปดาห์ หากยังมีข้อข้องใจสงสัยไม่กระจ่าง ผมก็มักจะตั้งใจมั่นว่าวิชานั้นจะต้องเข้าเรียนในขณะที่มีอาจารย์เข้าสอน ยกเว้นก็แต่บางวิชาที่เชื่อมั่นแก่ใจว่ามีความรู้ มีความเข้าใจดีกระจ่างแจ้งแล้ว หากมีเพื่อนชวนไปทำกิจกรรมที่รักชอบและขัดมิได้ ผมก็มักจะไปตามเพื่อน
เพราะเหตุนี้ในขณะที่เพื่อนในจำพวกนักร้องปากหมาและพวกสโมสรใช้เวลาในห้องเรียนน้อยหรือขาดเรียนในบางวิชา แต่ผมนั้นยังคงมั่นแน่แก่ใจว่ามีความรู้และมีความเข้าใจในวิชานั้นเป็นอย่างดี
เมื่อเป็นเช่นนี้ยามเวลาสอบมาถึง เพื่อนทั้งสองจำพวกนี้ก็มีความเดือดร้อนเพราะเรียนไม่ทัน ศึกษาค้นคว้าก็ไม่ทัน จะไปค้นคว้าหาเอกสารที่อาจารย์ผู้สอนใช้ประกอบการสอนก็ยืมคนอื่นไม่ได้ เพราะต่างคนต่างจำเป็นต้องใช้ด้วยกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องตั้งกลุ่มติวกันเองในวิชานั้น ๆ
เมื่อเพื่อนในกลุ่มมีความเดือดร้อนและต่างคนต่างก็ไม่ได้เข้าเรียนหรือไม่รู้ไม่เข้าใจในวิชาที่กำลังใกล้จะสอบ ผมก็จำเป็นต้องเข้ารับหน้าที่เป็นติวเตอร์ ทำหน้าที่ติวเตอร์วิชาที่จะสอบนั้น ๆ ให้แก่เพื่อนแต่ละกลุ่ม ในบางวันก็ทำหน้าที่ติวทั้งเช้าและบ่าย จนบางครั้งรู้สึกว่าตัวเรานี้เป็นครูผู้สอนกฎหมายไปเสียแล้วหรืออย่างไร
เนื่องจากผมมีความรู้มีความเข้าใจจากตัวบทกฎหมาย ดังนั้นในเวลาติวให้กับเพื่อนก็ติวไปตามตัวบทกฎหมาย โดยไม่มีคำอธิบายจากตำรับตำราอื่นประกอบ การติวแต่ละเรื่องก็จะติวเรียงบทมาตราไปจนครบวิชานั้น ๆ อธิบายความหมายทางภาษาและความเชื่อมโยงทางกฎหมายอย่างง่าย ๆ สั้น ๆ
ปรากฏว่าได้ผลเกินคาด เพราะกลุ่มเพื่อนที่มีเวลาน้อย เมื่อได้รับคำอธิบายเรียงตามตัวบทกฎหมายอย่างง่าย ๆ สั้น ๆ ก็ติดตามได้ทันและเข้าใจได้ง่าย ทั้งได้อ่านตัวบทกฎหมายไปพร้อมๆ กัน
สำหรับผมแล้ว การที่ต้องทำหน้าที่ติวเตอร์จำเป็นกลับมีผลดีแก่การเรียนกฎหมายอย่างคาดคิดไม่ถึง เพราะเมื่อรับหน้าที่ติวเตอร์จำเป็นแล้ว ก็จำเป็นอยู่เองที่ผมต้องอ่านตัวบทกฎหมายทบทวนแล้วทบทวนเล่า ทำความเข้าใจแล้วทำความเข้าใจเล่า และหาหนทางที่จะอธิบายให้กลุ่มเพื่อนได้เข้าใจอย่างง่าย ๆ ด้วย
เพราะหากเข้าใจเสียอย่างหนึ่งแล้วก็ไม่ต้องจำ ทั้งๆ ที่ต้องอาศัยความจำเจือปนอยู่ด้วยนั่นเอง แต่จะไม่เป็นภาระว่าจะหลงจะลืม เพราะเมื่อเข้าใจดีแล้ว มั่นคงแล้ว ความเข้าใจนั้นก็จะจีรังยั่งยืน แม้วันคืนล่วงไปนานเท่าใด ความเข้าใจนั้นก็ยังไม่มลายหายสูญไป
ถึงวันนี้ วันเวลาผ่านมานานช้าเต็มที แต่ตัวบทกฎหมายที่เคยมีความเข้าใจมาแต่ก่อนก็ยังคงมีความเข้าใจมั่นอยู่มิได้รู้คลอนแคลนแต่อย่างใด เพียงแต่จำตัวบทกฎหมายไม่ได้เท่านั้นเอง
เพราะเหตุนี้กลุ่มเพื่อนทั้งกลุ่มนักร้องปากหมา และกลุ่มสโมสร จึงสามารถสอบผ่านได้ทั้งกลางเทอมและปลายเทอม และเป็นที่แน่นอนว่าตัวผมเองก็สามารถสอบผ่านและได้คะแนนค่อนข้างดีในแทบทุกวิชา
ยกเว้นวิชาหนี้ดังได้พรรณนามาก่อนนี้วิชาเดียวที่ผมสอบตกและต้องสอบซ่อม นอกจากนั้นแล้วผมสอบผ่านได้ทุกวิชาด้วยการสอบเพียงครั้งเดียว และได้รับผลคะแนนสอบที่ดีและน่าพอใจอย่างยิ่งด้วย
ดังนั้นตั้งแต่การสอบกลางเทอมแรกของการเรียนกฎหมาย ผมก็ได้กลายเป็นติวเตอร์จำเป็นสำหรับกลุ่มนักร้องปากหมาและกลุ่มสโมสรตลอดมา และเกิดการร่ำลือกันว่าผมติวหนังสือได้ดี เข้าใจได้ดี ที่สำคัญคือสามารถสอบผ่านในวิชานั้นๆ ได้
เพราะเหตุนี้ตั้งแต่การสอบปลายปีของการเรียนกฎหมายปีแรกเป็นต้นมา นอกจากผมจะต้องทำหน้าที่ติวกฎหมายให้กับบรรดาผองเพื่อนที่ใกล้ชิดสนิทสนมแล้ว บางครั้งเพื่อนนอกกลุ่มก็ยังมาขอให้ผมช่วยติวเป็นบางวิชาและเป็นครั้งเป็นคราว
ในการเรียนปีที่ 3 ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมก็กลายเป็นติวเตอร์ไปแล้ว คือนอกจากจะทำหน้าที่ติวกฎหมายให้กับเพื่อนในกลุ่มแล้ว เวลาเดินไปไหนที่เพื่อนนอกกลุ่มเขาติวกฎหมายกัน พอเห็นผมเดินเข้าไปใกล้ก็มักจะถูกกวักมือเรียกเข้าไปร่วมเสวนาด้วย
ผมไม่ได้คิดค่าจ้างค่าแรงใด ๆ ในการติวกฎหมายเลย อย่างมากระหว่างการติว พรรคพวกก็ซื้อขนมหรือน้ำอัดลมมาเลี้ยงเท่านั้น แต่ผลหนึ่งที่ติดตามมาและมีคุณค่ามากก็คือทำให้มีเพื่อนมากขึ้น และทำให้ต้องอ่านตัวบทกฎหมายหนักขึ้น
นี่เรียกว่าเป็นหัวโขนหัวแรกที่ผมสวมใส่ให้กับตัวเองในการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ได้ เพราะเมื่อยึดถือที่จะต้องทำหน้าที่ติวกฎหมายให้กับเพื่อน ๆ แล้ว ก็ต้องยิ่งค้นคว้าศึกษาเพิ่มเติมมากขึ้น จนกลายเป็นภารกิจไปโดยปริยาย แต่เป็นภารกิจที่อำนวยประโยชน์ยิ่งในชีวิตนักศึกษากฎหมายของผม
นานวันเข้าเพื่อนร่วมรุ่นในคณะล้วนรู้จักชื่อเสียงเรียงนามและความเป็นนัก ติวกฎหมายของผมมากขึ้น จนเป็นที่สนใจของกลุ่มนักเรียนดีที่มุ่งหน้าแต่การเรียนอย่างเดียว
หลายครั้งหลายหนกลุ่มนักศึกษาที่เรียนดีกลุ่มนี้พอเห็นผมเดินผ่านไปมาก็รักที่จะเรียกเข้าไปนั่งคุยและซักไซร้ไล่เลียงความรู้ทางกฎหมายในแต่ละวิชา ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนและทำให้เกิดความเข้าใจร่วมกันเพิ่มขึ้น
เพื่อนกลุ่มนี้มีตำรับตำราและคำอธิบายกฎหมายมากมาย แต่ผลการวินิจฉัยปัญหากฎหมายแต่ละครั้งกลับขาดความแม่นยำ หรือบางครั้งก็พร่ามัว ซึ่งแตกต่างกับผมที่ถ้าหากวินิจฉัยปัญหาใดแล้วก็มักจะฟันธง พร้อมทั้งอ้างอิงบทกฎหมายไปพร้อมกัน
ครั้นไปตรวจสอบก็มักจะปรากฏว่าคำวินิจฉัยของผมถูกต้องเป็นส่วนใหญ่ หรือถึงแม้ไม่ตรงกับธงคำตอบที่เคยมีมาแต่ก่อน แต่เหตุผลที่ยกขึ้นแสดงนั้น เพื่อนกลุ่มนี้ก็ไม่มีทางที่จะหักล้างใดๆ ได้
หลายครั้งหลายหนที่โต้กันในปัญหากฎหมาย และเหตุผลในการใช้กฎหมาย ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าบนพื้นฐานของความเข้าใจนั้นย่อมแน่นหนาและกว้างขวางกว่าความรู้ที่ได้จากตำราอย่างเดียว ดังนั้นถึงแม้บางครั้งธงคำตอบของผมจะไม่ถูกต้องกับแนวทางคำพิพากษาของศาลฎีกา แต่เหตุผลที่ยกขึ้นประกอบคำตอบกลับหนักแน่น และสอดคล้องรองรับกับบทกฎหมายเป็นส่วนใหญ่
เมื่อผ่านการโต้แย้งกันในทางกฎหมายมากเข้าเท่าใด ผมก็ยิ่งมีความจัดเจนและมีความชำนาญในการใช้เหตุผลมากขึ้นเท่านั้น เมื่อประกอบเข้ากับวิชาตรรกวิทยาที่ร่ำเรียนมาในปีแรก ผมก็กลายเป็นนักโต้เถียงตัวยงของคณะที่เพื่อนกลุ่มนักศึกษาเรียนดีก็ไม่รู้ที่จะโต้ตอบกับผมประการใด
นี่คือการที่ถูกหล่อหลอมโดยอัตโนมัติ ให้สันทัดในวิชากฎหมาย เพราะการเป็นนักกฎหมายนั้นจะต้องไม่เป็นคนยอมจำนนต่อเหตุผลของคนอื่น จะต้องใคร่ครวญครุ่นคิดและค้นคว้าหาเหตุผลมาโต้แย้งหักล้างเหตุผลของคนอื่นให้จงได้ ที่สำคัญคือต้องหาเหตุผลหลัก เหตุผลรอง และเหตุผลประกอบให้แน่นหนาเข้าไว้เสมอ
การเป็นนักกฎหมายหากไม่รู้จักใช้เหตุใช้ผล หรือรู้จักหาเหตุหาผลก็จะต้องยอมจำนนแก่คนอื่น ซึ่งเป็นหายนะของความเป็นนักกฎหมาย เพราะความเป็นนักกฎหมายนั้นต่างกับนักบัญชีหรือวิชาชีพอย่างอื่น ที่เพียงแต่ทำงานในวิชาชีพให้ถูกต้องครบถ้วนสมบูรณ์ตามมาตรฐานก็เป็นอันใช้ได้แล้ว ส่วนนักกฎหมายนั้นกลับเหมือนกับนักมวย เพราะชกดีแต่ข้างเดียวนั้นไม่พอ จะต้องชกให้ชนะคู่ต่อสู้ด้วยจึงจะใช้ได้
ผมถูกหล่อหลอมความชำนาญในการหาเหตุหาผลและในการใช้เหตุผลตลอดจนการถกเถียงโต้แย้งในทางกฎหมายโดยไม่รู้สึกตัวมาตั้งแต่ครั้งเป็นนักศึกษา กลายเป็นว่าผมมีพื้นฐานเรื่องนี้โดยที่ไม่รู้สึกตัวมาตั้งแต่ครั้งยังเป็นนักศึกษาแล้ว
ความเป็นติวเตอร์จำเป็นนี้ ทำให้ผมมีความรู้ในแต่ละวิชาค่อนข้างจะแน่นหนา โดยเฉพาะวิชาพื้นฐานและวิชาหลักที่ผมมักจะสอบได้คะแนนดี ดังเช่นวิชาพยานหลักฐานและวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความ ซึ่งผมตั้งความสนใจมาแต่ต้นนั้น ผมสอบได้คะแนนค่อนข้างจะดีเยี่ยม
ในยุคนั้นใครสอบได้ในวิชาวิธีพิจารณาความ โดยเฉพาะวิชาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแล้วเขาถือกันว่าเป็นเยี่ยม และผมก็คือหนึ่งในผู้เป็นเยี่ยมในความหมายที่ว่านี้ เพราะสอบวิชาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้คะแนนกว่า 70 ซึ่งนับว่าหาได้ยากในขณะนั้น
แม้วิชากฎหมายล้มละลายซึ่งถือว่าเป็นวิชาปราบเซียน เพราะในบางปีสอบตกกันยกชั้นนั้น ผมก็ยังสอบได้คะแนนดีถึง 70 คะแนน จนท่านอาจารย์หลวงสารนัยประสาธน์ผู้สอนวิชากฎหมายล้มละลายยังจำชื่อผมได้
ท่านอาจารย์หลวงสารนัยประสาธน์นั้น ท่านไม่ชอบให้นักศึกษาไปหาที่บ้าน ดังนั้นใครไม่รู้ท่าไปหาท่านที่บ้านเพื่อขอคะแนนก็ดี หรือขอความกรุณาว่าสอบวิชากฎหมายล้มละลายมาหลายปีจนใกล้จะถูกรีไทน์แล้วก็ยังไม่ได้ ขอให้ช่วยคะแนนเป็นได้ ท่านอาจารย์หลวงสารนัยประสาธน์ก็ไม่มีวันที่จะให้คะแนนเพิ่มตามที่ขอ มิหนำซ้ำจะบอกตรง ๆ ว่าสอบตกทั้งหมด หรือไม่ก็จะบอกว่าสอบตกมาหลายหนแล้ว จะตกอีกสักหนหนึ่งจะเป็นไรไป.
อาจารย์สอนกฎหมายหลายท่านในขณะนั้นถือว่าธงคำตอบเป็นเพียงความเห็น ซึ่งนักกฎหมายควรจะมีความเห็นเป็นของตนเอง จึงไม่เคร่งครัดต่อธงคำตอบเท่าใดนัก โดยเฉพาะศาสตราจารย์ประพนธ์ ศาตะมาน แล้วท่านประกาศในชั้นเรียนว่าการทำข้อสอบในวิชาของท่านจะไม่ยึดถือธงคำตอบเป็นหลัก แต่จะยึดถือเหตุผลเป็นหลัก ซึ่งอาจจะต่างจากอาจารย์สอนกฎหมายในทุกวันนี้ที่เคร่งครัดเข้มงวดเอากับธงคำตอบ ซึ่งมีผลเท่ากับกำหนดกรอบความคิดของนักศึกษาให้อยู่ในกรอบของธงคำตอบนั้น ซึ่งแม้ว่าธงคำตอบทั่วไปจะถือเอาตามคำพิพากษาของศาลฎีกาก็ตาม แต่คำพิพากษาของศาลฎีกาก็เคยมีที่ศาลฎีกาพิพากษากลับความเห็นเดิมหรือแนวการวินิจฉัยเดิมอยู่เสมอ
เพราะเหตุนี้กระมังนักกฎหมายรุ่นใหม่ ๆ ที่ถูกระบบการเรียนการสอนกำหนดกรอบความคิดอ่าน จึงรู้จักใช้ความคิดและเหตุผลของตนเองน้อยลงไป
ผมมีพื้นฐานจากพระไตรปิฎกโดยเฉพาะพระวินัยซึ่งเป็นกฎหมายของสงฆ์มาแต่ก่อน ดังนั้นในขณะที่เพื่อนนักศึกษาต้องซื้อหาตำรับตำราและคำพิพากษาศาลฎีกามาเป็นคู่มือการเรียน ผมกลับถือเอาแต่ตัวบทกฎหมายเป็นหลักเท่านั้น
การที่ถือเอาตัวบทกฎหมายเป็นหลักนั้น ความจริงก็มีเหตุที่มาเนื่องจากผมมีรายได้จากที่ทางบ้านส่งเสียค่อนข้างน้อยมาก แค่ค่ากิน ค่าอยู่ ก็ต้องกระเหม็ดกระแหม่เต็มทีอยู่แล้ว ถึงแม้จะรู้แก่ใจดีว่าเงินค่าซื้อหนังสือนั้น ถ้าหากขอจากทางบ้านเพิ่มเติมก็ย่อมได้รับความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ แต่ผมก็ไม่อยากที่จะรบกวนทางบ้านโดยไม่จำเป็น
เนื่องจากเห็นว่าเมื่อสามารถอ่านตัวบทกฎหมายแล้วเข้าใจถึงความหมายและเหตุผลที่มาของการบัญญัติกฎหมายแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องซื้อหาหนังสือคำอธิบายใด ๆ มาอ่านเพิ่มเติมอีก ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าเพราะสาเหตุทางการเงินอย่างหนึ่ง และเพราะเหตุที่เชื่อมั่นว่ามีความเข้าใจตัวบทกฎหมายเป็นอย่างดี ผมจึงไม่ต้องขวนขวายที่จะซื้อหาตำราหรือคำอธิบายมาอ่านเพิ่มเติม
ต่างกับเพื่อน ๆ ในคณะจำนวนมากที่พยายามขวนขวายซื้อหาตำราและคำอธิบายหลากหลายมาศึกษา ซึ่งอาจารย์ผู้แต่งตำรากฎหมายในขณะนั้นถึงแม้จะยังไม่มากเท่ากับปัจจุบัน แต่ก็ต้องจัดว่ามีผู้แต่งตำรากฎหมายในเรื่องต่าง ๆ ไว้เป็นจำนวนมาก
และเป็นธรรมดาของนักวิชาการทางกฎหมายที่ย่อมมีความคิดความเห็นเป็นของตนเอง ซึ่งมักที่จะแตกต่างไปจากความคิดเห็นของนักวิชาการท่านอื่น ดังนั้นยิ่งอ่านตำราหรือคำอธิบายมากเล่มเข้าเท่าใด ก็ยิ่งสับสนวุ่นวายไปกันใหญ่ว่าอย่างไหนถูก อย่างไหนผิดกันแน่
เพื่อน ๆ จำนวนมากจึงต้องไปขวนขวายซื้อหาหรือค้นคว้าคำพิพากษาศาลฎีกาเก่า ๆ ที่เคยวินิจฉัยในปัญหานั้น ๆ ไว้แล้วว่าจะยึดถืออย่างไร และถ้ายิ่งค้นยิ่งอ่านมากเข้าก็ยิ่งรู้ว่าอันคำพิพากษาของศาลฎีกาในยุคหนึ่งสมัยหนึ่งก็เคยถูกคำพิพากษาศาลฎีกาในชั้นหลังแก้ไขเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จึงพาสับสนกันไปใหญ่ ซึ่งเกินไปสำหรับวัยนักศึกษา
ผมเป็นคนคบหาเพื่อนฝูงมาก คบทุกระดับ ทั้งรุ่นพี่ รุ่นน้อง ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย เพราะถือคติตามคำสอนของก๋งตลอดมาว่าคนเรามีเพื่อนยิ่งมากก็ยิ่งดี ก๋งเคยยกคำจีนโบราณมาสอนว่าคนมีเพื่อนมาก หนทางอนาคตก็ยิ่งกว้าง
แต่มาถึงปัจจุบันนี้ก็เห็นจะต้องเพิ่มเติมหรือแก้ไขใหม่เป็นว่า คนเรามีเพื่อนมากนั้นดีกว่ามีเพื่อนน้อย แต่เพื่อนจะมากหรือน้อยเท่าใดยังไม่สำคัญ เท่ากับต้องมีเพื่อนดี
เพื่อน ๆ ของผมอาจจะจำแนกได้เป็นสามจำพวก
พวกแรกคือพวกนักเรียนดี ที่มุ่งมั่นศึกษาค้นคว้าตำรับตำราและอธิบายกันและกันเป็นเนืองนิตย์ เห็นหน้าคราวใดก็เกาะตัวกันเป็นกลุ่มแล้วติวกฎหมายกันเสมอ
พวกที่สองเป็นพวกนักร้องสมัครเล่น หรือที่ถูกเรียกขานในขณะนั้นว่าเป็นนักร้องปากหมา พวกนี้นิยมร้องเพลงสุนทราภรณ์แล้วเดินร้องเพลงกันเป็นกลุ่ม โดยตีแก้ว ตีขวด หรือตีปี๊บแทนเสียงดนตรีในขณะที่เดินร้องเพลง และเนื่องจากที่สามแยกตึกสังคมหรือนัยหนึ่งคืออาคารเรียนของคณะสังคมศาสตร์ ซึ่งต่อเนื่องกับคณะบัญชีนั้นมีนักศึกษาหญิงเป็นจำนวนมาก เพื่อนกลุ่มนี้จึงมักที่จะไปหยุดร้องเพลงตรงสามแยกนี้
สามแยกดังกล่าวมีชื่อเสียงมาตั้งแต่รุ่นพี่ๆ เพราะเมื่อนักศึกษาชายไปยืนอออยู่แถวนั้น เห็นนักศึกษาหญิงเดินผ่านไปมาก็มักจะแซวกันเล่น จนนักศึกษาหญิงตั้งแต่รุ่นอดีตเรียกสามแยกดังกล่าวว่าสามแยกปากหมา
ดังนั้นเมื่อเพื่อนกลุ่มนี้ไปวอแวหยุดร้องเพลงอยู่ตรงสามแยกปากหมาบ่อยครั้งเข้า จึงถูกเรียกขานว่าเป็นพวกนักร้องปากหมา ซึ่งพวกเราก็ไม่ได้ถือสาหาความอะไรกัน เนื่องจากเข้าใจอย่างดีว่าเป็นเรื่องเพื่อนฝูงล้อกันเล่นเพราะเห็นเป็นมิตรสหาย
พวกที่สามคือพวกสโมสร พวกนี้อาจจำแนกได้เป็นอีกสองกลุ่มย่อย กลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่มั่วสุมอยู่ที่อาคารสโมสรซึ่งทำกิจกรรมนักศึกษากันเป็นประจำ กับอีกพวกหนึ่งถึงแม้ว่าได้ชื่อว่าเป็นพวกสโมสรด้วยกัน แต่ไม่สนใจที่จะเข้าร่วมกิจกรรมใด ๆ ในสโมสรนักศึกษา แต่จะพากันไปที่สโมสรสนามม้าหรือไปเที่ยวเตร่เฮฮาหรือไปตั้งก๊วนดื่มสุรากันตามประสาวัยหนุ่ม
ในพวกที่สามหรือพวกสโมสรนี้ ผมมีเพื่อนอยู่ในกลุ่มแรกมาก คือกลุ่มที่มั่วสุมอยู่ที่อาคารสโมสร
ความที่ผมมีเพื่อนทั้งสามกลุ่ม ซึ่งมีรสนิยมแตกต่างกัน จึงทำให้ผมค่อนข้างจะแปลกประหลาดกว่าคนอื่นเพราะเพื่อนคนอื่นนั้นมีรสนิยมอย่างไหนก็มักจะมั่วสุมเสวนาอยู่เฉพาะในกลุ่มนั้น ๆ โดยเฉพาะพวกกลุ่มเรียนดีด้วยแล้ว มักจะไม่สุงสิงยุ่งเกี่ยวกับกลุ่มอื่น
เพื่อนจำพวกนักร้องปากหมาและจำพวกสโมสรนั้นสนใจการเรียนน้อยไปหน่อย เพราะบางครั้งในชั่วโมงเรียนก็ไม่เข้าเรียน แต่ไปทำกิจกรรมตามรสนิยมของตน แต่ผมนั้นสำนึกดีว่าเป็นคนบ้านนอก มีภารกิจคือการศึกษา ถึงจะมีรสนิยมและกิจกรรมประการใดก็จะไม่ยอมละวางภารกิจหลักเป็นอันขาด
ดังนั้นเมื่อมีกำหนดเรียนวิชาใด ผมก็รักที่จะอ่านตัวบทกฎหมายหรือหนังสือตำราวิชานั้นไว้ก่อนเป็นสัปดาห์หรือสองสัปดาห์ หากยังมีข้อข้องใจสงสัยไม่กระจ่าง ผมก็มักจะตั้งใจมั่นว่าวิชานั้นจะต้องเข้าเรียนในขณะที่มีอาจารย์เข้าสอน ยกเว้นก็แต่บางวิชาที่เชื่อมั่นแก่ใจว่ามีความรู้ มีความเข้าใจดีกระจ่างแจ้งแล้ว หากมีเพื่อนชวนไปทำกิจกรรมที่รักชอบและขัดมิได้ ผมก็มักจะไปตามเพื่อน
เพราะเหตุนี้ในขณะที่เพื่อนในจำพวกนักร้องปากหมาและพวกสโมสรใช้เวลาในห้องเรียนน้อยหรือขาดเรียนในบางวิชา แต่ผมนั้นยังคงมั่นแน่แก่ใจว่ามีความรู้และมีความเข้าใจในวิชานั้นเป็นอย่างดี
เมื่อเป็นเช่นนี้ยามเวลาสอบมาถึง เพื่อนทั้งสองจำพวกนี้ก็มีความเดือดร้อนเพราะเรียนไม่ทัน ศึกษาค้นคว้าก็ไม่ทัน จะไปค้นคว้าหาเอกสารที่อาจารย์ผู้สอนใช้ประกอบการสอนก็ยืมคนอื่นไม่ได้ เพราะต่างคนต่างจำเป็นต้องใช้ด้วยกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องตั้งกลุ่มติวกันเองในวิชานั้น ๆ
เมื่อเพื่อนในกลุ่มมีความเดือดร้อนและต่างคนต่างก็ไม่ได้เข้าเรียนหรือไม่รู้ไม่เข้าใจในวิชาที่กำลังใกล้จะสอบ ผมก็จำเป็นต้องเข้ารับหน้าที่เป็นติวเตอร์ ทำหน้าที่ติวเตอร์วิชาที่จะสอบนั้น ๆ ให้แก่เพื่อนแต่ละกลุ่ม ในบางวันก็ทำหน้าที่ติวทั้งเช้าและบ่าย จนบางครั้งรู้สึกว่าตัวเรานี้เป็นครูผู้สอนกฎหมายไปเสียแล้วหรืออย่างไร
เนื่องจากผมมีความรู้มีความเข้าใจจากตัวบทกฎหมาย ดังนั้นในเวลาติวให้กับเพื่อนก็ติวไปตามตัวบทกฎหมาย โดยไม่มีคำอธิบายจากตำรับตำราอื่นประกอบ การติวแต่ละเรื่องก็จะติวเรียงบทมาตราไปจนครบวิชานั้น ๆ อธิบายความหมายทางภาษาและความเชื่อมโยงทางกฎหมายอย่างง่าย ๆ สั้น ๆ
ปรากฏว่าได้ผลเกินคาด เพราะกลุ่มเพื่อนที่มีเวลาน้อย เมื่อได้รับคำอธิบายเรียงตามตัวบทกฎหมายอย่างง่าย ๆ สั้น ๆ ก็ติดตามได้ทันและเข้าใจได้ง่าย ทั้งได้อ่านตัวบทกฎหมายไปพร้อมๆ กัน
สำหรับผมแล้ว การที่ต้องทำหน้าที่ติวเตอร์จำเป็นกลับมีผลดีแก่การเรียนกฎหมายอย่างคาดคิดไม่ถึง เพราะเมื่อรับหน้าที่ติวเตอร์จำเป็นแล้ว ก็จำเป็นอยู่เองที่ผมต้องอ่านตัวบทกฎหมายทบทวนแล้วทบทวนเล่า ทำความเข้าใจแล้วทำความเข้าใจเล่า และหาหนทางที่จะอธิบายให้กลุ่มเพื่อนได้เข้าใจอย่างง่าย ๆ ด้วย
เพราะหากเข้าใจเสียอย่างหนึ่งแล้วก็ไม่ต้องจำ ทั้งๆ ที่ต้องอาศัยความจำเจือปนอยู่ด้วยนั่นเอง แต่จะไม่เป็นภาระว่าจะหลงจะลืม เพราะเมื่อเข้าใจดีแล้ว มั่นคงแล้ว ความเข้าใจนั้นก็จะจีรังยั่งยืน แม้วันคืนล่วงไปนานเท่าใด ความเข้าใจนั้นก็ยังไม่มลายหายสูญไป
ถึงวันนี้ วันเวลาผ่านมานานช้าเต็มที แต่ตัวบทกฎหมายที่เคยมีความเข้าใจมาแต่ก่อนก็ยังคงมีความเข้าใจมั่นอยู่มิได้รู้คลอนแคลนแต่อย่างใด เพียงแต่จำตัวบทกฎหมายไม่ได้เท่านั้นเอง
เพราะเหตุนี้กลุ่มเพื่อนทั้งกลุ่มนักร้องปากหมา และกลุ่มสโมสร จึงสามารถสอบผ่านได้ทั้งกลางเทอมและปลายเทอม และเป็นที่แน่นอนว่าตัวผมเองก็สามารถสอบผ่านและได้คะแนนค่อนข้างดีในแทบทุกวิชา
ยกเว้นวิชาหนี้ดังได้พรรณนามาก่อนนี้วิชาเดียวที่ผมสอบตกและต้องสอบซ่อม นอกจากนั้นแล้วผมสอบผ่านได้ทุกวิชาด้วยการสอบเพียงครั้งเดียว และได้รับผลคะแนนสอบที่ดีและน่าพอใจอย่างยิ่งด้วย
ดังนั้นตั้งแต่การสอบกลางเทอมแรกของการเรียนกฎหมาย ผมก็ได้กลายเป็นติวเตอร์จำเป็นสำหรับกลุ่มนักร้องปากหมาและกลุ่มสโมสรตลอดมา และเกิดการร่ำลือกันว่าผมติวหนังสือได้ดี เข้าใจได้ดี ที่สำคัญคือสามารถสอบผ่านในวิชานั้นๆ ได้
เพราะเหตุนี้ตั้งแต่การสอบปลายปีของการเรียนกฎหมายปีแรกเป็นต้นมา นอกจากผมจะต้องทำหน้าที่ติวกฎหมายให้กับบรรดาผองเพื่อนที่ใกล้ชิดสนิทสนมแล้ว บางครั้งเพื่อนนอกกลุ่มก็ยังมาขอให้ผมช่วยติวเป็นบางวิชาและเป็นครั้งเป็นคราว
ในการเรียนปีที่ 3 ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมก็กลายเป็นติวเตอร์ไปแล้ว คือนอกจากจะทำหน้าที่ติวกฎหมายให้กับเพื่อนในกลุ่มแล้ว เวลาเดินไปไหนที่เพื่อนนอกกลุ่มเขาติวกฎหมายกัน พอเห็นผมเดินเข้าไปใกล้ก็มักจะถูกกวักมือเรียกเข้าไปร่วมเสวนาด้วย
ผมไม่ได้คิดค่าจ้างค่าแรงใด ๆ ในการติวกฎหมายเลย อย่างมากระหว่างการติว พรรคพวกก็ซื้อขนมหรือน้ำอัดลมมาเลี้ยงเท่านั้น แต่ผลหนึ่งที่ติดตามมาและมีคุณค่ามากก็คือทำให้มีเพื่อนมากขึ้น และทำให้ต้องอ่านตัวบทกฎหมายหนักขึ้น
นี่เรียกว่าเป็นหัวโขนหัวแรกที่ผมสวมใส่ให้กับตัวเองในการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ได้ เพราะเมื่อยึดถือที่จะต้องทำหน้าที่ติวกฎหมายให้กับเพื่อน ๆ แล้ว ก็ต้องยิ่งค้นคว้าศึกษาเพิ่มเติมมากขึ้น จนกลายเป็นภารกิจไปโดยปริยาย แต่เป็นภารกิจที่อำนวยประโยชน์ยิ่งในชีวิตนักศึกษากฎหมายของผม
นานวันเข้าเพื่อนร่วมรุ่นในคณะล้วนรู้จักชื่อเสียงเรียงนามและความเป็นนัก ติวกฎหมายของผมมากขึ้น จนเป็นที่สนใจของกลุ่มนักเรียนดีที่มุ่งหน้าแต่การเรียนอย่างเดียว
หลายครั้งหลายหนกลุ่มนักศึกษาที่เรียนดีกลุ่มนี้พอเห็นผมเดินผ่านไปมาก็รักที่จะเรียกเข้าไปนั่งคุยและซักไซร้ไล่เลียงความรู้ทางกฎหมายในแต่ละวิชา ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนและทำให้เกิดความเข้าใจร่วมกันเพิ่มขึ้น
เพื่อนกลุ่มนี้มีตำรับตำราและคำอธิบายกฎหมายมากมาย แต่ผลการวินิจฉัยปัญหากฎหมายแต่ละครั้งกลับขาดความแม่นยำ หรือบางครั้งก็พร่ามัว ซึ่งแตกต่างกับผมที่ถ้าหากวินิจฉัยปัญหาใดแล้วก็มักจะฟันธง พร้อมทั้งอ้างอิงบทกฎหมายไปพร้อมกัน
ครั้นไปตรวจสอบก็มักจะปรากฏว่าคำวินิจฉัยของผมถูกต้องเป็นส่วนใหญ่ หรือถึงแม้ไม่ตรงกับธงคำตอบที่เคยมีมาแต่ก่อน แต่เหตุผลที่ยกขึ้นแสดงนั้น เพื่อนกลุ่มนี้ก็ไม่มีทางที่จะหักล้างใดๆ ได้
หลายครั้งหลายหนที่โต้กันในปัญหากฎหมาย และเหตุผลในการใช้กฎหมาย ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าบนพื้นฐานของความเข้าใจนั้นย่อมแน่นหนาและกว้างขวางกว่าความรู้ที่ได้จากตำราอย่างเดียว ดังนั้นถึงแม้บางครั้งธงคำตอบของผมจะไม่ถูกต้องกับแนวทางคำพิพากษาของศาลฎีกา แต่เหตุผลที่ยกขึ้นประกอบคำตอบกลับหนักแน่น และสอดคล้องรองรับกับบทกฎหมายเป็นส่วนใหญ่
เมื่อผ่านการโต้แย้งกันในทางกฎหมายมากเข้าเท่าใด ผมก็ยิ่งมีความจัดเจนและมีความชำนาญในการใช้เหตุผลมากขึ้นเท่านั้น เมื่อประกอบเข้ากับวิชาตรรกวิทยาที่ร่ำเรียนมาในปีแรก ผมก็กลายเป็นนักโต้เถียงตัวยงของคณะที่เพื่อนกลุ่มนักศึกษาเรียนดีก็ไม่รู้ที่จะโต้ตอบกับผมประการใด
นี่คือการที่ถูกหล่อหลอมโดยอัตโนมัติ ให้สันทัดในวิชากฎหมาย เพราะการเป็นนักกฎหมายนั้นจะต้องไม่เป็นคนยอมจำนนต่อเหตุผลของคนอื่น จะต้องใคร่ครวญครุ่นคิดและค้นคว้าหาเหตุผลมาโต้แย้งหักล้างเหตุผลของคนอื่นให้จงได้ ที่สำคัญคือต้องหาเหตุผลหลัก เหตุผลรอง และเหตุผลประกอบให้แน่นหนาเข้าไว้เสมอ
การเป็นนักกฎหมายหากไม่รู้จักใช้เหตุใช้ผล หรือรู้จักหาเหตุหาผลก็จะต้องยอมจำนนแก่คนอื่น ซึ่งเป็นหายนะของความเป็นนักกฎหมาย เพราะความเป็นนักกฎหมายนั้นต่างกับนักบัญชีหรือวิชาชีพอย่างอื่น ที่เพียงแต่ทำงานในวิชาชีพให้ถูกต้องครบถ้วนสมบูรณ์ตามมาตรฐานก็เป็นอันใช้ได้แล้ว ส่วนนักกฎหมายนั้นกลับเหมือนกับนักมวย เพราะชกดีแต่ข้างเดียวนั้นไม่พอ จะต้องชกให้ชนะคู่ต่อสู้ด้วยจึงจะใช้ได้
ผมถูกหล่อหลอมความชำนาญในการหาเหตุหาผลและในการใช้เหตุผลตลอดจนการถกเถียงโต้แย้งในทางกฎหมายโดยไม่รู้สึกตัวมาตั้งแต่ครั้งเป็นนักศึกษา กลายเป็นว่าผมมีพื้นฐานเรื่องนี้โดยที่ไม่รู้สึกตัวมาตั้งแต่ครั้งยังเป็นนักศึกษาแล้ว
ความเป็นติวเตอร์จำเป็นนี้ ทำให้ผมมีความรู้ในแต่ละวิชาค่อนข้างจะแน่นหนา โดยเฉพาะวิชาพื้นฐานและวิชาหลักที่ผมมักจะสอบได้คะแนนดี ดังเช่นวิชาพยานหลักฐานและวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความ ซึ่งผมตั้งความสนใจมาแต่ต้นนั้น ผมสอบได้คะแนนค่อนข้างจะดีเยี่ยม
ในยุคนั้นใครสอบได้ในวิชาวิธีพิจารณาความ โดยเฉพาะวิชาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแล้วเขาถือกันว่าเป็นเยี่ยม และผมก็คือหนึ่งในผู้เป็นเยี่ยมในความหมายที่ว่านี้ เพราะสอบวิชาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้คะแนนกว่า 70 ซึ่งนับว่าหาได้ยากในขณะนั้น
แม้วิชากฎหมายล้มละลายซึ่งถือว่าเป็นวิชาปราบเซียน เพราะในบางปีสอบตกกันยกชั้นนั้น ผมก็ยังสอบได้คะแนนดีถึง 70 คะแนน จนท่านอาจารย์หลวงสารนัยประสาธน์ผู้สอนวิชากฎหมายล้มละลายยังจำชื่อผมได้
ท่านอาจารย์หลวงสารนัยประสาธน์นั้น ท่านไม่ชอบให้นักศึกษาไปหาที่บ้าน ดังนั้นใครไม่รู้ท่าไปหาท่านที่บ้านเพื่อขอคะแนนก็ดี หรือขอความกรุณาว่าสอบวิชากฎหมายล้มละลายมาหลายปีจนใกล้จะถูกรีไทน์แล้วก็ยังไม่ได้ ขอให้ช่วยคะแนนเป็นได้ ท่านอาจารย์หลวงสารนัยประสาธน์ก็ไม่มีวันที่จะให้คะแนนเพิ่มตามที่ขอ มิหนำซ้ำจะบอกตรง ๆ ว่าสอบตกทั้งหมด หรือไม่ก็จะบอกว่าสอบตกมาหลายหนแล้ว จะตกอีกสักหนหนึ่งจะเป็นไรไป.