ตอนที่ 609. กษัตริย์หุ่น

รอยกรรม รอยเกวียน ที่โจโฉและโจผีเคยกระทำกับพระเจ้าเหี้ยนเต้ประการใด รอยกรรม รอยเกวียนนั้นกำลังตามสนองเอากับโจฮองอย่างเดียวกัน ตามกฎแห่งกรรมที่ทำกรรมใดไว้ย่อมต้องได้รับผลแห่งกรรมนั้น ไม่มีวันหลีกพ้นได้ เป็นแต่ว่าโจฮองนั้นแท้จริงแล้วมิใช่คนในตระกูลโจ จะเป็นลูกเต้าเหล่าใครมิได้มีชื่อเสียงปรากฏ

            พระนางก๊วยไทเฮาแม้จะมีฐานะเป็นไทเฮาคือพระราชมารดาของฮ่องเต้ แต่แท้จริงก็มิใช่มารดาแท้ เพราะพระเจ้าโจฮองมิได้เป็นโอรสอันเกิดแต่พระนาง ดังนั้นจึงมิได้มีความผูกพันรักใคร่เหมือนหนึ่งความรักของมารดากับบุตร พอได้ฟังปรารภของสุมาสูก็ทรงรู้ชะตากรรมของโจฮองว่าจะเป็นแบบอย่างเดียวกันกับพระเจ้าเหี้ยนเต้ จึงทรงคิดเอาตัวรอด

            ดังนั้นจึงตรัสกับสุมาสูว่า ซึ่งจะตั้งโจกี๋ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์นั้นไม่ควร เพราะโจกี๋มีศักดิ์เป็นอาของพระเจ้าโจฮอง ไม่มีประเพณีแต่โบราณมาว่าจะเอาอาขึ้นเป็นเจ้าแทนหลาน ดังนั้นเพื่อให้การเป็นไปตามประเพณี มิให้เป็นที่ครหาของคนทั้งปวง จึงควรที่จะตั้งโจมอซึ่งเป็นหลานของพระเจ้าโจผี และบัดนี้เป็นเจ้าเมืองงวนเสียขึ้นเสวยราชย์แทน

            ทรงตรัสต่อไปว่า “โจมอหลานพระเจ้าโจผีเป็นเจ้าเมืองงวนเสีย ฉลาดเฉลียว มีสติปัญญาพอจะรักษาแผ่นดินได้อยู่ ขอให้ท่านทั้งปวงปรึกษากันดู”

            สุมาสูได้ยินดังนั้นก็คิดว่าพระนางก๊วยไทเฮานี้ฉลาดเฉลียว เห็นว่าโจกี๋เป็นผู้ใหญ่ จะไม่ยอมเชื่อฟังไทเฮา จึงเสนอโจมอซึ่งยังเยาว์และหัวอ่อนขึ้นเป็นฮ่องเต้ จะได้ว่ากล่าวตามใจชอบ แต่สุมาสูก็คิดว่าความคิดของไทเฮาดังนี้ต้องด้วยความคิดของเรา ก็แลเมื่อโจมอยังเยาว์และหัวอ่อนเชื่อฟังไทเฮา ก็ย่อมต้องอยู่ในบังคับสุดแท้แต่เราจะว่ากล่าวเช่นเดียวกัน

            สุมาสูคิดดังนั้นจึงทูลว่า ซึ่งพระองค์ตรัสทั้งนี้ชอบด้วยประเพณีแล้ว ข้าพระองค์จะทำตามรับสั่ง ทูลแล้วจึงหันมาถามขุนนางทั้งปวงว่าพวกท่านจะเห็นเป็นประการใด

            ขุนนางพลอยพยักเห็นดังนั้นจึงพากันกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ซึ่งไทเฮาและมหาอุปราชเห็นชอบพร้อมกันดังนี้ ต้องด้วยประเพณีอันมีมาสำหรับแผ่นดินแล้ว

            สุมาสูจึงสั่งทหารให้ถือรับสั่งของพระนางก๊วยไทเฮาไปเมืองงวนเสีย เชิญตัวโจมอมาที่เมืองลกเอี๋ยงเป็นการด่วน แล้วจึงทูลพระนางก๊วยไทเฮาว่าพระเจ้าโจฮองกระทำความผิดคิดร้ายต่อขุนนางผู้ใหญ่ จึงขอเชิญพระองค์เสด็จออกท้องพระโรงเป็นตุลาการชำระความผิดของพระเจ้าโจฮอง

            พระนางก๊วยไทเฮาเห็นสุมาสูให้เกียรติยกย่องพระองค์ก็มีความยินดีในพระทัย มีพระราชเสาวนีย์สั่งให้นางกำนัลไปที่พระตำหนักที่ประทับเชิญเสด็จพระเจ้าโจฮองแล้วจึงเสด็จนำหน้าสุมาสูและขุนนางทั้งปวงไปที่ท้องพระโรง

            พอพระเจ้าโจฮองเสด็จมาถึง พระนางก๊วยไทเฮาก็ตรัสสั่งให้ประทับยืนอยู่ข้าง   พระราชบัลลังก์ แล้วตรัสว่า “เจ้าเสวยราชสมบัติไม่ต้องด้วยขนบธรรมเนียมกษัตริย์แต่ก่อน ตั้งใจแต่จะเสพสุรา แล้วก็มัวเมาไปด้วยการเล่นทั้งปวงแลสตรี ไม่เอาใจใส่ราชการเลย ซึ่งจะเป็นเจ้าแผ่นดินครองราชสมบัตินั้นไม่ควร แล้วขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวงปรึกษาพร้อมกันเห็นว่าเจ้าไม่ควรแก่ราชสมบัติแล้ว เจ้าเร่งเอาพระแสงกระบี่แลตราหยกสำหรับกษัตริย์มาคืนให้ขุนนางเขา จะได้ยกคนอื่นซึ่งมีสติปัญญาเป็นเจ้าแผ่นดินสืบไป ฝ่ายตัวเจ้าให้ไปรับราชการที่เจอ๋องซึ่งพระบิดาตั้งไว้แต่ก่อนนั้น ถ้าไม่มีรับสั่งให้หาอย่าเข้ามาเป็นอันขาดทีเดียว”

            พระนางก๊วยไทเฮามิได้ไต่สวนทวนคดี กลับมีพระราชเสาวนีย์พิพากษาโทษของพระเจ้าโจฮองไปทีเดียว พระเจ้าโจฮองได้ยินพระราชเสาวนีย์ดังนั้นก็ผินพระพักตร์ไป ทอดพระเนตรขุนนางทั้งปวง เห็นพากันก้มหน้านิ่งไปทั้งท้องพระโรงก็ทรงรู้ว่าการทั้งปวงได้คิดอ่านเตรียมการไว้พร้อมแล้ว ถึงจะโต้แย้งขัดขืนหรือชะลอประการใดก็ไม่อาจเป็นผล จึงถวายบังคมพระนางก๊วยไทเฮา แล้วตรัสสั่งให้ข้าหลวงประจำพระองค์เข้าไปเชิญพระแสงกระบี่อาญาสิทธิ์และตราพระราชลัญจกรเอามามอบให้แก่พนักงานราชพิธีที่คอยทีอยู่ในท้องพระโรงแล้ว

            พระนางก๊วยไทเฮาเห็นดังนั้นก็ตรัสว่าดีมาก แล้วเบือนพระพักตร์ไปอีกทางหนึ่ง พระเจ้าโจฮองเห็นดังนั้นจึงถวายบังคมลากลับไปจัดแจงข้าวของที่พระตำหนัก ขุนนางสี่ห้าคนที่มีความจงรักภักดีต่อพระเจ้าโจฮองสงสารจึงเดินตามไปส่งเสด็จ ในขณะที่ขุนนางที่เหลือทั้งหมดมิได้มีผู้ใดสนใจไยดีแม้แต่น้อย

            ในขณะนั้นทหารได้เตรียมเกวียนสำหรับประทับรอพร้อมอยู่หน้าพระตำหนักแล้ว ครั้นพระเจ้าโจฮองจัดเก็บข้าวของส่วนพระองค์และเสื้อผ้าไม่กี่ชิ้นเสร็จแล้ว จึงหิ้วข้าวของด้วยพระองค์เองออกมาด้านหน้าพระตำหนัก ทหารซึ่งคอยทีอยู่จึงทูลเชิญให้รีบเสด็จประทับบนเกวียน พระเจ้าโจฮองเหลียวพระพักตร์ทอดพระเนตรดูพระตำหนักเป็นครั้งสุดท้ายแล้วทรงกันแสง จากนั้นจึงข่มพระทัยเสด็จขึ้นประทับบนเกวียนเสด็จออกจากพระราชวังไปประทับอยู่ที่เมืองเจ๋ตามพระราชเสาวนีย์ ขณะนั้นพระพุทธศาสนายุกาลล่วงแล้วได้เจ็ดร้อยเก้าสิบเจ็ดพรรษา เดือนสิบสอง 

            ฝ่ายโจมอเป็นเชื้อพระวงศ์ของพระเจ้าวุยอ๋องโจโฉ เป็นบุตรของโจหลิมอ๋องและมีศักดิ์เป็นหลานของพระเจ้าโจผี ได้ครองตำแหน่งเจ้าเมืองงวนเสีย วันหนึ่งได้รับหมายรับสั่งของพระนางก๊วยไทเฮาให้รีบเดินทางเข้าไปในเมืองลกเอี๋ยงทันทีก็แปลกใจ จึงไต่ถามทหารที่เชิญหมายรับสั่งแต่ไม่ทราบความประการใด  จึงรีบเดินทางเข้าไปเมืองลกเอี๋ยง

            ทหารได้นำโจมอเข้าเมืองลกเอี๋ยง แล้วตรงไปที่ประตูพระราชวังด้านทิศเหนือและให้พรรคพวกรีบล่วงหน้าเข้าไปรายงานความให้สุมาสูทราบ

            สุมาสูทราบข่าวแล้วจึงพาขุนนางทั้งปวงออกไปรอต้อนรับอยู่ที่หน้าประตูพระบรมมหาราชวังด้านทิศเหนือ พอโจมอมาถึงสุมาสูก็นำขุนนางทั้งปวงถวายบังคม

            โจมอแม้จะเป็นเชื้อพระวงศ์แต่ก็เป็นขุนนางหัวเมืองเล็ก มิได้รู้ความนัยว่าโชคเคราะห์ใหญ่มาถึงตัวว่าในวันนี้จะได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ ครั้นได้เห็นขุนนางตั้งแต่มหาอุปราชลงมาพากันถวายบังคมก็ตกใจ รีบลงจากเกวียนแล้วคุกเข่าคำนับสุมาสูและขุนนางทั้งปวง

            ฝ่ายออกสกซึ่งเป็นขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายทหาร เห็นดังนั้นจึงเข้าไปถวายบังคมโจมอแล้วกล่าวว่า บัดนี้พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ เมื่อขุนนางถวายบังคมย่อมไม่ชอบที่จะทรงคำนับตอบ

            โจมอได้ยินดังนั้นก็ยิ่งตกใจแทบไม่เชื่อหูตนเองว่าบัดนี้มีฐานะเป็นพระมหากษัตริย์แล้ว ยังคงคิดว่าเป็นเจ้าเมืองเล็กอยู่ดังก่อน จึงกล่าวว่าข้าพเจ้าเป็นขุนนางชั้นผู้น้อยในพระเจ้าอยู่หัว เมื่ออยู่ต่อหน้าขุนนางผู้ใหญ่ ไฉนเล่าจะไม่กระทำคำนับตอบ

            สุมาสูเห็นดังนั้นจึงพยักหน้าให้กับขุนนางทั้งปวง ขุนนางฝ่ายราชสำนักเห็นสัญญาณแล้วพากันเข้าไปประคองโจมอให้ลุกขึ้น และเชิญนั่งบนรถพระที่นั่งซึ่งจัดเตรียมรอไว้ที่ประตูพระบรมมหาราชวัง

            โจมอเห็นรถพระที่นั่งอยู่เบื้องหน้าก็ไม่กล้าก้าวเท้าขึ้นไป หันกลับมากล่าวว่าพระนางก๊วยไทเฮามีรับสั่งเรียกตัวข้าพเจ้าเข้ามาเมืองลกเอี๋ยง มิรู้ว่าเป็นราชการประการใด ไฉนจะให้ข้าพเจ้าขึ้นไปนั่งบนรถพระที่นั่งด้วยเล่า

            ข้าราชสำนักเห็นดังนั้นจึงพร้อมกันถวายบังคมและผายมือเชิญให้โจมอขึ้นไปนั่งบนรถพระที่นั่ง แต่โจมอไม่ยอม สุมาสูเห็นดังนั้นจึงสั่งให้เคลื่อนขบวน โจมอจึงเดินตามขบวนเข้าไปในท้องพระโรง

            ครู่หนึ่งพระนางก๊วยไทเฮาเสด็จออกท้องพระโรง ประทับบนพระเก้าอี้ข้างพระราชบัลลังก์ แล้วมีพระราชเสาวนีย์กับโจมอว่า “เมื่อน้อยๆ ข้าพิเคราะห์ดูเห็นประหลาด ทั้งกิริยามารยาแลลัขนาราศีดีนัก แปลกเด็กทั้งปวง ข้าก็นึกอยู่ในใจว่าเจ้าจะได้เป็นเจ้าแผ่นดินเป็นมั่นคง บัดนี้ก็สมที่นึกไว้ ขุนนางทั้งปวงปรึกษาพร้อมกันจะให้เสวยราชสมบัติสืบเชื้อพระวงศ์ ถ้าเจ้าได้เป็นเจ้าแผ่นดินแล้วจงตั้งอยู่ในสัตย์สุจริต อุตส่าห์เอาใจใส่ในราชการทั้งปวง จะทำการสิ่งใดให้พิเคราะห์จงดี ให้รู้จักข้อผิด ข้อชอบหนักเบา อย่ามัวเมาไปด้วยการเล่นแลสตรี จงทำตามขนบธรรมเนียมโบราณราชประเพณีวงศ์กษัตริย์ซึ่งเสวยราชสมบัติมาแต่ก่อน”

            โจมอแม้จะครุ่นคิดมาตลอดทางถึงเรื่องราวที่ขุนนางตั้งขบวนรับถวายบังคมประหนึ่งว่าจะได้เป็นพระมหากษัตริย์ แต่ยังไม่เชื่อหูตาของตนเอง เพราะเป็นเรื่องใหญ่หลวงเกินความคิดนัก พอได้ยินพระราชเสาวนีย์ของพระนางก๊วยไทเฮาก็รู้ว่าสิ่งที่ครุ่นคิดอยู่นั้นเป็นความจริงขึ้นแล้ว แต่ถ่อมตัวทูลว่าข้าพระองค์เป็นผู้มีสติปัญญาอันน้อย มิรู้การบ้านเมือง ไม่ควรที่จะได้สืบราชสมบัติอันหนักอึ้งนี้

            พระนางก๊วยไทเฮาจึงตรัสว่า การทั้งนี้เป็นเพราะขุนนางทั้งปวงได้ปรึกษาพร้อมเพรียงกันแล้ว เจ้าอย่าได้ขัดคนทั้งปวงสืบไปเลย ในขณะนั้นสุมาสูและขุนนางชั้นผู้ใหญ่ได้เข้ามาถวายบังคม แล้วเชิญให้โจมอขึ้นไปนั่งบนพระราชบัลลังก์ โจมอก็ทำตาม

            เมื่อโจมอขึ้นไปนั่งบนพระราชบัลลังก์แล้ว สุมาสูจึงให้อาลักษณ์อ่านประกาศสถาปนาว่าบัดนี้แผ่นดินว่างพระมหากษัตริย์ ขุนนางทั้งปวงได้ปรึกษาเห็นชอบพร้อมกันตามคำแนะนำของไทเฮาแล้ว ให้สถาปนาโจมอขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ ทรงพระนามว่าพระเจ้าเจงหงวน ขอจงรับเป็นธุระปกครองแผ่นดินและอาณาประชาราษฎรให้ได้ความสุข สืบสันตติวงศ์ของพระเจ้าวุยอ๋องโจโฉสืบไป

            ครั้นอาลักษณ์อ่านประกาศสถาปนาแล้ว ขุนนางฝ่ายราชพิธีจึงเชิญพระแสงอาญาสิทธิ์และตราพระราชลัญจกรสำหรับพระมหากษัตริย์ขึ้นทูลเกล้าถวาย พระเจ้าโจมอรับมอบของทั้งปวงจากขุนนาง แล้วตรัสว่าตัวเรายังเยาว์ แลสติปัญญาก็น้อย การแผ่นดินทั้งปวงต้องพึ่งพาพวกท่านช่วยทำนุบำรุง เมื่อปรึกษาการสิ่งใดพร้อมกันแล้วเราจะทำตามสิ้นทุกสิ่ง

            ตรัสดังนั้นแล้วจึงโปรดเกล้าตั้งสุมาสูเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินและอัครมหาเสนาบดี มีอภิสิทธิ์เข้าเฝ้าได้ทุกเมื่อ และสามารถถือศาสตราวุธเข้ามาในที่เฝ้าได้โดยไม่ต้องถวายบังคมตามประเพณี

            เมื่อโปรดเกล้าแต่งตั้งสุมาสูแล้ว อาลักษณ์จึงอ่านประกาศพระบรมราชโองการเปลี่ยนศักราชใหม่ตามประเพณี เป็นศักราชเจี้ยหงีหรือศักราชเที่ยงธรรม โปรดพระราชทานอภัยโทษทั่วทั้งแผ่นดิน และให้เลื่อนตำแหน่งขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊โดยถ้วนหน้ากัน

            ฝ่ายบู๊ขิวเขียมชาวเมืองเกงจิ๋วซึ่งพระเจ้าโจฮองโปรดเกล้าตั้งให้ไปเป็นเจ้าเมือง  ซงหยงและว่าราชการเมืองห้วยหลำ เมืองชิวฉุนอีกสองหัวเมือง มีความจงรักภักดีต่อพระเจ้าโจฮองที่ได้ทำนุบำรุงชุบเลี้ยงให้เป็นใหญ่กว่าคนทั้งปวง วันหนึ่งเมื่อได้ทราบข่าวว่าสุมาสูถอดพระเจ้าโจฮองออกจากตำแหน่งแล้วแต่งตั้งโจมอขึ้นแทนที่ก็โกรธ ปรารภกับบู๊ขิวเตี้ยนผู้เป็นบุตรว่าสุมาสูทำการทั้งนี้เหมือนหนึ่งทรราชตั๋งโต๊ะ เจ้าจะเห็นเป็นประการใด

            บู๊ขิวเตี้ยนจึงกล่าวว่า ครอบครัวเราได้รับพระมหากรุณาธิคุณแต่พระเจ้าโจฮองเป็นอันมาก เมื่อสุมาสูคิดกบฏต่อแผ่นดินดังนี้ จะนิ่งอยู่นั้นไม่สมควร ชอบที่จะกำจัดสุมาสูเสียแล้วอัญเชิญพระเจ้าโจฮองขึ้นครองราชย์ดังแต่ก่อน

            บู๊ขิวเขียมได้ฟังคำบุตรก็เห็นด้วย จึงเรียกบุนขิมซึ่งเป็นพรรคพวกของโจซองและหลบหนีมาอยู่ที่เมืองซงหยง ปรารภความซึ่งสุมาสูทำการแบบเดียวกับตั๋งโต๊ะแล้วกล่าวว่าพวกพี่น้องสกุลสุมาคิดอ่านจะชิงเอาราชสมบัติ เชิดโจมอขึ้นเป็นเจ้าแล้วบงการแผ่นดินอยู่ข้างหลังพระราชบัลลังก์ ตัวท่านเป็นพรรคพวกของโจซอง ได้รับความเดือดร้อนเพราะพวกพี่น้องสกุลสุมา ชอบที่จะมาร่วมกับเราคิดอ่านกำจัดสุมาสูเสีย จะเห็นเป็นประการใด

            บุนขิมได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวว่า ซึ่งท่านคิดอ่านทั้งนี้ต้องด้วยความเห็นของข้าพเจ้า พวกเราจงมาร่วมมือกันกำจัดสุมาสูเสีย แล้วอัญเชิญพระเจ้าโจฮองขึ้นครองราชย์ดังแต่ก่อน แลข้าพเจ้านี้มีบุตรชายคนหนึ่งชื่อว่าบุนเอ๋ง มีกำลังเป็นอันมาก ทั้งฝีมือรบพุ่งก็เข้มแข็งเด็ดขาด สามารถเอาชนะศัตรูนับพันหมื่นได้ ข้าพเจ้าและบุตรคิดแค้นสุมาสูอยู่ทุกวันมิได้ขาด ถ้าหากท่านจะยกกองทัพเมืองซงหยงไปกำจัดสุมาสูเมื่อใด จะขออาสาทำหน้าที่เป็นแม่ทัพกองทัพหน้า เห็นจะมีชัยแก่ข้าศึกเป็นแน่นอน.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘