ตอนที่ 6. วีรชนสู่สมรภูมิ
ถ้าแผ่นดินเป็นปกติและการทหารเข้มแข็ง การส่งกองทัพจากเมืองหลวงไปปราบโจรก็เห็นได้ชัดว่ากองทัพจากเมืองหลวงจะได้รับชัยชนะเป็นแน่แท้ แต่เนื่องจากแผ่นดินของเลนเต้อ่อนแอในทุกด้าน รวมทั้งด้านการทหาร ดังนั้นแม้จะส่งกองทัพจากเมืองหลวงออกไปปราบโจรถึงสามด้าน ก็ยังไม่เป็นที่ไว้วางใจ
นอกจากไม่ไว้วางใจในกองทัพของตนแล้ว อาจจะเกิดจากความขี้ขลาดตาขาวกลัวแพ้โจรก็เป็นได้ ดังนั้นจึงต้องมีท้องตราไปยังหัวเมืองต่าง ๆ ให้ช่วยกันปราบโจรทางหนึ่ง และยังส่งกองทัพเสริมเพิ่มเติมตามไปอีก
กองทัพที่ส่งเสริมตามไปนี้ พระเจ้าเลนเต้โปรดให้โจโฉเป็นแม่ทัพ นำกำลังห้าพันยกไปช่วยกองทัพที่ยกไปก่อนหน้าแล้ว โดยให้เดินทัพตรงไปยังเมืองเองฉวน ซึ่งขณะนั้นถูกกองทัพโจรโพกผ้าเหลืองที่นำโดยเตียวโป้และเตียวเหลียงล้อมอยู่
“โจโฉ” นั้น “สูงประมาณห้าศอก จักษุเล็ก หนวดยาว”
สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ได้พรรณนาประวัติของโจโฉไว้ว่า “เป็นบุตรโจโก๋ เมื่อน้อยมักพอใจไปเล่นป่ายิงเนื้อ มักพอใจฟังร้องรำทำเพลง มีปัญญาความคิดรวดเร็ว” เป็นคนชอบคบหาเพื่อนฝูงมาตั้งแต่น้อย เพื่อนเล่นทั้งปวงยกย่องโจโฉเป็นหัวหน้า จะทำการสิ่งใดก็ประพฤติตนเป็นหัวหน้าคนมาตั้งแต่ยังเด็ก
โจโฉเป็นคนเจ้าอุบายมาแต่อ้อนแต่ออก และเพราะเหตุที่ซุกซนจึงไม่เป็นที่ถูกอกถูกใจของอาที่ชื่อ “โจเต๊ก” คอยหาเหตุกลั่นแกล้งอยู่เสมอ โจโฉเห็นอากลั่นแกล้งก็คิดแก้แค้น โดยไม่คำนึงว่า โจเต๊กนั้นเป็นญาติผู้ใหญ่ มีฐานะเป็นอาของตน คิดแต่จะเอาชนะอาให้จงได้
วันหนึ่งโจโฉจึงแกล้งล้มลงร้องไห้ทุรนทุราย โจเต๊กนำความไปบอกโจโก๋ผู้พี่ว่าโจโฉมีอันเป็นไปแล้ว โจโก๋ตกใจวิ่งมาดูปรากฏว่าโจโฉยังคงเล่นหัวกับเพื่อนเป็นปกติ จึงถามความเอากับโจโฉ ดังนั้นจึงเป็นทีของโจโฉได้แก้แค้นอาโดยบอกกับโจโก๋ผู้เป็นพ่อว่าอาชังข้ามาแต่น้อย คิดแต่จะสาปแช่งให้มีอันเป็น ข้ายังเล่นหัวกับเพื่อนเป็นปกติ ไม่เคยเกิดเรื่องราวใด ๆ อากลั่นแกล้งเอาความมาใส่ หลังจากวันนั้นแล้วโจโก๋ก็เชื่อคำโจโฉ แม้อาจะนำความใดมากล่าว โจโก๋ก็ไม่ได้เชื่อฟังอีกต่อไป โจโฉก็ยิ่งฮึกเหิมในสติปัญญาของตน
เพื่อน ๆ ก็สรรเสริญความคิดของโจโฉเป็นอันมาก ยกยอว่าแผ่นดินเป็นจลาจล ไม่มีผู้ใดมีสติปัญญาจะแก้ไขให้เป็นปกติได้ เห็นแต่โจโฉเท่านั้นที่มีสติปัญญาปราบปรามให้การแผ่นดินเป็นสุข โจโฉได้ฟังแล้วก็มีความลำพองในความคิดและสติปัญญาตนมากขึ้น
ในเมือง “ลำหยง” ซึ่งเป็นบ้านเดิมของโจโฉ มีหมอดูมีชื่อเสียงอยู่สองคน คนหนึ่งชื่อ “โหเง้า” นิยมชมชอบโจโฉมาตั้งแต่เด็ก ดูบุคลิกลักษณะโจโฉแล้วเชื่อว่าจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน หมอดูคนนี้เป็นคนพูดมาก ดังนั้นไม่ว่าจะไปแห่งหนตำบลใดก็ชอบพูดว่า “แผ่นดินเมืองหลวงนั้นจะสูญเสียแล้ว ซึ่งจะปราบแผ่นดินให้ราบนั้นเห็นแต่โจโฉผู้เดียว”
การที่หมอดูไปเที่ยวพูดทั่วไปว่าโจโฉจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เท่ากับว่าโจโฉมีฝ่ายประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพที่สุดในยุคนั้น คอยสร้างภาพลักษณ์ให้กับตนเองว่าจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ทำให้มีผู้คนมาเป็นสมัครพรรคพวกมากขึ้น โดยที่ไม่ต้องจ้างขานวานซื้อเหมือนที่ทำกันอยู่ในบ้านเมืองขณะนี้
หมอดูที่มีชื่อเสียงอีกคนหนึ่งมีชื่อว่า “เขาเฉียว” มีกิตติศัพท์เล่าขานว่าสามารถดูโหงวเฮ้ง พยากรณ์แม่นยำดุจเทพยดา โจโฉอยากรู้อนาคตของตนจึงไปถามหมอดูคนนี้ว่าภายหน้าโชควาสนาตนจะเป็นประการใด หมอดูก็นิ่งเฉยเสีย โจโฉถามซ้ำเข้าไปอีก หมอดูคนนี้จึงกล่าวว่า “ท่านมีปัญญามาก จะป้องกันแผ่นดินได้อยู่ แต่มิได้สัตย์ซื่อต่อแผ่นดิน จะเป็นศัตรูราชสมบัติ”
คำทำนายแบบนี้หากเกิดขึ้นกับคนทั่วไป หมอดูคงจะถูกเตะเป็นแน่นอน เพราะการเป็นศัตรูราชสมบัติเป็นความผิดฐานกบฎ ต้องตัดหัวเจ็ดชั่วโคตร เป็นข้อหาอันเป็นที่รังเกียจเดียดฉันท์ของสังคมโดยทั่วไป ยากที่จะมีผู้ใดยอมรับได้ แต่โจโฉฟังคำทำนายแล้วกลับหัวเราะชอบใจ
โจโฉเป็นคนใฝ่อำนาจและใฝ่สูงมาตั้งแต่เด็ก เมื่อประกอบเข้ากับความเฉลียวฉลาด เล็งการไกลแล้ว ดังนั้นเมื่ออายุได้ 20 ปี โจโฉจึงไปสมัครเข้ารับราชการเป็นทหารในเมือง “ลกเอี๋ยง” ซึ่งเป็นเมืองหลวง ในตำแหน่งหน้าที่ทหารลาดตระเวน มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของวังหลวง
ความตอนนี้เห็นจะข้ามไปไม่ได้ จำเป็นที่จะต้องชี้ให้เห็นว่าการตัดสินใจสมัครเข้ารับราชการทหารและรับราชการในเมืองหลวงนั้นไม่ใช่ความคิดของคนบ้านนอกธรรมดาเท่านั้น
โจโฉแม้อายุยังน้อยก็เข้าใจถึงศูนย์กลางแห่งอำนาจว่าอยู่ที่เมืองหลวง ดังนั้นจึงดั้นด้นจากเมือง “ลำหยง” มาสมัครเป็นทหารในเมืองหลวง เข้าทำนองเป็นนายสิบอยู่เมืองหลวงดีกว่าเป็นนายร้อยอยู่บ้านนอก ซึ่งตรงกับแนวความคิดทางการค้าของเถาจูกง ปรมาจารย์ทางการค้าของจีนที่ว่า “จะทำการค้าใหญ่ ต้องอยู่เมืองใหญ่”
และยังสอดคล้องกับคติของลัทธิเต๋าที่ว่า “เป็นปลาใหญ่ต้องอยู่ในน้ำลึก” และเป็นไปตามหลักมงคลข้อหนึ่งในมงคล 38 ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “การอยู่ในประเทศอันสมควรแก่ตนเป็นมงคลอันสูงสุด”
ทั้งการเลือกเอาอาชีพทางทหารเป็นอาชีพหลักของตนเอง ก็แสดงให้เห็นชัดเจนว่าแม้เยาว์วัยอายุเพียง 20 ปี โจโฉก็เข้าใจแล้วถึงอำนาจรัฐว่าเกิดจากกระบอกปืน ซึ่งเป็นบทสรุปของเหมาเจ๋อตงในเวลาเกือบ 2,000 ปีหลังจากยุคสมัยของโจโฉ
การสมัครรับราชการทหารในเมืองหลวงของโจโฉ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าคำทำนายของหมอดูทั้งสองคน และคำยกย่องของเพื่อนฝูงในวัยเด็กมีบทบาทและอิทธิพลต่อความคิดอ่านของโจโฉ และทำให้โจโฉเชื่อว่าอนาคตของตนจะเป็นเช่นนั้น จึงดำเนินวิถีชีวิตของตนให้สอดคล้องกับคำพยากรณ์และคำยกย่องดังกล่าว
โจโฉเป็นคนเด็ดขาดมาตั้งแต่เยาว์วัย จะพูดจะจาก็ฉะฉานชัดเจนเด็ดขาด ใครจะพูดจะจาด้วยก็เป็นที่พอใจ และเกิดความเชื่อถือวางใจ เหตุนี้โจโฉจึงเป็นที่รัก ที่เกรงใจของคนอื่น เมื่อมาเป็นทหารลาดตระเวนรักษาความปลอดภัยของวังหลวงก็เคร่งครัดต่อระเบียบวินัย ไม่เห็นแก่หน้าผู้ใด
เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ โจโฉได้ปักรั้วกำหนดเขตห้ามมิให้คนเดินล้ำเข้าไปใกล้กำแพงพระราชวัง ต่อมาคืนวันหนึ่งขันทีเดินมาผิดเวลา และล่วงล้ำเข้าไปในเขตห้ามล่วงล้ำที่โจโฉกำหนดไว้ โจโฉก็จับเอามาลงโทษให้ทหารโบย ความทราบถึงพระเจ้าเลนเต้ก็พอพระราชหฤทัย เลื่อนตำแหน่งให้เป็นหัวหน้าหน่วยลาดตระเวน
ครั้นโจรโพกผ้าเหลืองกรีฑาทัพเข้าประชิดหัวเมืองต่าง ๆ และมีพระบรมราชโองการจัดทัพจากเมืองหลวงออกเป็นสามด้าน ยกเข้าตีกองทัพโจรแล้ว ก็ยังไม่เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย พระเจ้าเลนเต้กริ่งว่าจะเสียที จึงโปรดให้โจโฉเป็นนายทัพ คุมทหารห้าพันยกไปช่วยแม่ทัพรองคือ “ฮองฮูสง” และ “จูฮี” ที่เมือง “เองฉวน” ซึ่งขณะนั้นกองทัพของขบวนการกู้ชาติ ส่วนที่นำโดยแม่ทัพรองคือ “เตียวโป้” และ “เตียวเหลียง” กำลังล้อมเมือง “เองฉวน” อยู่ และสถานการณ์ของกองทัพเมืองหลวงก็อยู่ในสถานะตั้งรับหรือตั้งยันเท่านั้น
โจโฉเป็นเพียงทหารชั้นผู้น้อย แค่เพียงหัวหน้าหน่วยลาดตระเวน แต่กลับได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้คุมกองกำลังทหารหลวงถึงห้าพัน ทั้ง ๆ ที่ราชสำนักยังมีแม่ทัพนายกองอื่นอีกมากมายเช่นนี้ แม้สามก๊กทุกฉบับจะมิได้ให้เหตุผลว่า เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่หากไม่ตั้งข้อสังเกตว่าเรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับระบบส่วยสินบนของสิบขันทีแล้ว ก็ออกจะขาดความเคารพต่อวิจารณญาณของท่านผู้อ่านสามก๊กฉบับคนขายชาติเกินไป
“โจโฉ” จึงเข้าสู่กระแสแห่งอำนาจรัฐ โดยอำนาจทางการทหารเป็นครั้งแรกด้วยการนำทัพกำลังพลถึงห้าพันเคลื่อนเข้าสู่สมรภูมิด้วยประการฉะนี้
ฝ่ายเมือง “ตองฮ่อ” ซึ่งเป็นเมืองในขอบขัณฑสีมาของราชวงศ์ฮั่น อยู่ทางใต้ของเมืองหลวง ใกล้กับแม่น้ำแยงซี ครั้นได้รับหมายตราจากเมืองหลวงให้ยกกำลังไปปราบโจรแล้ว ได้มอบหมายให้เจ้าเมืองเจียนต๋อง ซึ่งขึ้นกับเมืองตองฮ่อจัดกำลังทหารไปทำการตามหมายรับสั่ง
เจ้าเมืองเจียนต๋องจึงสั่งให้ “ซุนเกี๋ยน” จัดตั้งกองกำลังอาสาสมัครไปร่วมสมทบกับกองทัพจากเมืองหลวงปราบโจรโพกผ้าเหลือง
อัน “ซุนเกี๋ยน” นั้น “กิริยาเหมือนเสือ หน้าผากใหญ่ หน้ายาว” เป็นคนแข็งแรงกล้าหาญ เมื่ออายุ 17 ปีไปเมืองเจียนต๋องกับบิดาพบโจรปล้นราษฎรเอาของมาแบ่งปันกัน “ซุนเกี๋ยน” ใช้ความกล้าหาญบุกเข้าไปไล่โจรโดยลำพัง ฆ่าโจรได้คนหนึ่ง อีก 9 คนหนีไปได้ กิตติศัพท์รู้ถึงเจ้าเมืองจึงให้เอาตัวเข้าไปรับราชการเป็นทหาร
ต่อมาเกิดกบฎขึ้นในเมืองเจียนต๋อง ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากความจลาจลในแผ่นดิน “หือฉง” ตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้า “ซุนเกี๋ยน” ได้เกลี้ยกล่อมชาวเมืองให้เข้าร่วม และไปรบกับฝ่ายกบฎ ปราบกบฎได้สำเร็จ ผู้รักษาเมืองจึงมีหนังสือกราบบังคมทูลฯ รายงานความชอบของ “ซุนเกี๋ยน” ต่อพระเจ้าเลนเต้ แต่เรื่องเงียบหายไป ซึ่งอาจเกิดจากขันทีกักเก็บเรื่องไว้ เพราะช่วงนั้นมีความเป็นไปได้ว่า “ซุนเกี๋ยน” ยังไม่เข้าใจในระบบส่วยสินบนของสิบขันทีจึงไม่ได้ไปติดต่อขอเป็นพวก หรือมิฉะนั้นคุณธรรมในใจตนยังเข้มแข็ง จึงไม่ยอมตนเข้าสู่ระบบส่วยสินบนของขันทีก็เป็นได้
เมื่อได้รับคำสั่งจากเจ้าเมืองเจียนต๋องแล้ว “ซุนเกี๋ยน” จึงจัดระดมพลอาสาสมัครจากชาวเมืองเจียนต๋อง และจากทหารของ “เมืองอ้วนเซีย” ที่แตกทัพ ได้คนประมาณ 1,500 จึงยกไปปราบโจร
“ซุนเกี๋ยน” แห่งเมืองตองฮ่อจึงได้เข้าสู่สมรภูมิ ปราบโจรโพกผ้าเหลืองด้วยประการฉะนี้ เป็นอันว่า “เล่าปี่”, “โจโฉ” และ “ซุนเกี๋ยน” ได้เคลื่อนตัวเข้าสู่สมรภูมิปราบโจรโพกผ้าเหลืองจากทิศทางที่ต่างกัน แต่เคลื่อนพลเข้าสู่สมรภูมิด้วยเป้าหมายอย่างเดียวกันคือปราบโจรโพกผ้าเหลือง ซึ่งด้านหนึ่งก็คือการปราบปรามขบวนการกู้ชาติของประชาชนนั่นเอง
ทำให้น่าคิดว่าวีรชนทั้งสามนี้หากเกิดมีความคิดที่พ้องกันว่า กองทัพของ “เตียวก๊ก” เป็นกองกำลังติดอาวุธของประชาชน ที่มีเจตนารมย์เพื่อการกอบกู้ฟื้นฟูบ้านเมืองจากการก่อกรรมทำเข็ญของสิบขันที และเข้าร่วมกับขบวนการกู้ชาติ แล้วเคลื่อนทัพเข้ายึดเมืองหลวง จับกุมสิบขันทีประหารเสีย แล้วปรับปรุงอำนาจรัฐเสียใหม่ให้คนดีมีฝีมือได้มีโอกาสบริหารบ้านเมืองดังนี้แล้ว โฉมหน้าของสามก๊กก็จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง แผ่นดินก็จะสงบสุข ราชวงศ์ฮั่นก็จะสถิตสถาพรต่อไป
แต่ภายใต้ระบบราชการและความศักดิ์สิทธิ์ของพระบรมราชโองการอันเป็นรูปแบบ แต่มีเนื้อหาอยู่ที่การกดขี่ข่มเหงรังแกราษฎร ทำหยาบช้าต่อบ้านเมืองจนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าโดยสิบขันที ปรากฏว่าวีรชนทั้งสามคือทั้งเล่าปี่, โจโฉ และซุนเกี๋ยนได้ยอมรับอำนาจที่เป็นธรรมโดยรูปแบบ แต่เป็นอธรรมโดยเนื้อหานั้น เคลื่อนกำลังเข้าสู่สมรภูมิเพื่อปราบปรามโจรโพกผ้าเหลือง ทั้งๆที่วันเวลาข้างหน้าต่างคนต่างก็ได้กระทำการที่ไม่ต่างอันใดกับการลุกขึ้นสู้ของประชาชนในครั้งนี้
สามก๊กจึงดำเนินกระบวนการของมันต่อไป.
นอกจากไม่ไว้วางใจในกองทัพของตนแล้ว อาจจะเกิดจากความขี้ขลาดตาขาวกลัวแพ้โจรก็เป็นได้ ดังนั้นจึงต้องมีท้องตราไปยังหัวเมืองต่าง ๆ ให้ช่วยกันปราบโจรทางหนึ่ง และยังส่งกองทัพเสริมเพิ่มเติมตามไปอีก
กองทัพที่ส่งเสริมตามไปนี้ พระเจ้าเลนเต้โปรดให้โจโฉเป็นแม่ทัพ นำกำลังห้าพันยกไปช่วยกองทัพที่ยกไปก่อนหน้าแล้ว โดยให้เดินทัพตรงไปยังเมืองเองฉวน ซึ่งขณะนั้นถูกกองทัพโจรโพกผ้าเหลืองที่นำโดยเตียวโป้และเตียวเหลียงล้อมอยู่
“โจโฉ” นั้น “สูงประมาณห้าศอก จักษุเล็ก หนวดยาว”
สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ได้พรรณนาประวัติของโจโฉไว้ว่า “เป็นบุตรโจโก๋ เมื่อน้อยมักพอใจไปเล่นป่ายิงเนื้อ มักพอใจฟังร้องรำทำเพลง มีปัญญาความคิดรวดเร็ว” เป็นคนชอบคบหาเพื่อนฝูงมาตั้งแต่น้อย เพื่อนเล่นทั้งปวงยกย่องโจโฉเป็นหัวหน้า จะทำการสิ่งใดก็ประพฤติตนเป็นหัวหน้าคนมาตั้งแต่ยังเด็ก
โจโฉเป็นคนเจ้าอุบายมาแต่อ้อนแต่ออก และเพราะเหตุที่ซุกซนจึงไม่เป็นที่ถูกอกถูกใจของอาที่ชื่อ “โจเต๊ก” คอยหาเหตุกลั่นแกล้งอยู่เสมอ โจโฉเห็นอากลั่นแกล้งก็คิดแก้แค้น โดยไม่คำนึงว่า โจเต๊กนั้นเป็นญาติผู้ใหญ่ มีฐานะเป็นอาของตน คิดแต่จะเอาชนะอาให้จงได้
วันหนึ่งโจโฉจึงแกล้งล้มลงร้องไห้ทุรนทุราย โจเต๊กนำความไปบอกโจโก๋ผู้พี่ว่าโจโฉมีอันเป็นไปแล้ว โจโก๋ตกใจวิ่งมาดูปรากฏว่าโจโฉยังคงเล่นหัวกับเพื่อนเป็นปกติ จึงถามความเอากับโจโฉ ดังนั้นจึงเป็นทีของโจโฉได้แก้แค้นอาโดยบอกกับโจโก๋ผู้เป็นพ่อว่าอาชังข้ามาแต่น้อย คิดแต่จะสาปแช่งให้มีอันเป็น ข้ายังเล่นหัวกับเพื่อนเป็นปกติ ไม่เคยเกิดเรื่องราวใด ๆ อากลั่นแกล้งเอาความมาใส่ หลังจากวันนั้นแล้วโจโก๋ก็เชื่อคำโจโฉ แม้อาจะนำความใดมากล่าว โจโก๋ก็ไม่ได้เชื่อฟังอีกต่อไป โจโฉก็ยิ่งฮึกเหิมในสติปัญญาของตน
เพื่อน ๆ ก็สรรเสริญความคิดของโจโฉเป็นอันมาก ยกยอว่าแผ่นดินเป็นจลาจล ไม่มีผู้ใดมีสติปัญญาจะแก้ไขให้เป็นปกติได้ เห็นแต่โจโฉเท่านั้นที่มีสติปัญญาปราบปรามให้การแผ่นดินเป็นสุข โจโฉได้ฟังแล้วก็มีความลำพองในความคิดและสติปัญญาตนมากขึ้น
ในเมือง “ลำหยง” ซึ่งเป็นบ้านเดิมของโจโฉ มีหมอดูมีชื่อเสียงอยู่สองคน คนหนึ่งชื่อ “โหเง้า” นิยมชมชอบโจโฉมาตั้งแต่เด็ก ดูบุคลิกลักษณะโจโฉแล้วเชื่อว่าจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน หมอดูคนนี้เป็นคนพูดมาก ดังนั้นไม่ว่าจะไปแห่งหนตำบลใดก็ชอบพูดว่า “แผ่นดินเมืองหลวงนั้นจะสูญเสียแล้ว ซึ่งจะปราบแผ่นดินให้ราบนั้นเห็นแต่โจโฉผู้เดียว”
การที่หมอดูไปเที่ยวพูดทั่วไปว่าโจโฉจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เท่ากับว่าโจโฉมีฝ่ายประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพที่สุดในยุคนั้น คอยสร้างภาพลักษณ์ให้กับตนเองว่าจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ทำให้มีผู้คนมาเป็นสมัครพรรคพวกมากขึ้น โดยที่ไม่ต้องจ้างขานวานซื้อเหมือนที่ทำกันอยู่ในบ้านเมืองขณะนี้
หมอดูที่มีชื่อเสียงอีกคนหนึ่งมีชื่อว่า “เขาเฉียว” มีกิตติศัพท์เล่าขานว่าสามารถดูโหงวเฮ้ง พยากรณ์แม่นยำดุจเทพยดา โจโฉอยากรู้อนาคตของตนจึงไปถามหมอดูคนนี้ว่าภายหน้าโชควาสนาตนจะเป็นประการใด หมอดูก็นิ่งเฉยเสีย โจโฉถามซ้ำเข้าไปอีก หมอดูคนนี้จึงกล่าวว่า “ท่านมีปัญญามาก จะป้องกันแผ่นดินได้อยู่ แต่มิได้สัตย์ซื่อต่อแผ่นดิน จะเป็นศัตรูราชสมบัติ”
คำทำนายแบบนี้หากเกิดขึ้นกับคนทั่วไป หมอดูคงจะถูกเตะเป็นแน่นอน เพราะการเป็นศัตรูราชสมบัติเป็นความผิดฐานกบฎ ต้องตัดหัวเจ็ดชั่วโคตร เป็นข้อหาอันเป็นที่รังเกียจเดียดฉันท์ของสังคมโดยทั่วไป ยากที่จะมีผู้ใดยอมรับได้ แต่โจโฉฟังคำทำนายแล้วกลับหัวเราะชอบใจ
โจโฉเป็นคนใฝ่อำนาจและใฝ่สูงมาตั้งแต่เด็ก เมื่อประกอบเข้ากับความเฉลียวฉลาด เล็งการไกลแล้ว ดังนั้นเมื่ออายุได้ 20 ปี โจโฉจึงไปสมัครเข้ารับราชการเป็นทหารในเมือง “ลกเอี๋ยง” ซึ่งเป็นเมืองหลวง ในตำแหน่งหน้าที่ทหารลาดตระเวน มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของวังหลวง
ความตอนนี้เห็นจะข้ามไปไม่ได้ จำเป็นที่จะต้องชี้ให้เห็นว่าการตัดสินใจสมัครเข้ารับราชการทหารและรับราชการในเมืองหลวงนั้นไม่ใช่ความคิดของคนบ้านนอกธรรมดาเท่านั้น
โจโฉแม้อายุยังน้อยก็เข้าใจถึงศูนย์กลางแห่งอำนาจว่าอยู่ที่เมืองหลวง ดังนั้นจึงดั้นด้นจากเมือง “ลำหยง” มาสมัครเป็นทหารในเมืองหลวง เข้าทำนองเป็นนายสิบอยู่เมืองหลวงดีกว่าเป็นนายร้อยอยู่บ้านนอก ซึ่งตรงกับแนวความคิดทางการค้าของเถาจูกง ปรมาจารย์ทางการค้าของจีนที่ว่า “จะทำการค้าใหญ่ ต้องอยู่เมืองใหญ่”
และยังสอดคล้องกับคติของลัทธิเต๋าที่ว่า “เป็นปลาใหญ่ต้องอยู่ในน้ำลึก” และเป็นไปตามหลักมงคลข้อหนึ่งในมงคล 38 ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “การอยู่ในประเทศอันสมควรแก่ตนเป็นมงคลอันสูงสุด”
ทั้งการเลือกเอาอาชีพทางทหารเป็นอาชีพหลักของตนเอง ก็แสดงให้เห็นชัดเจนว่าแม้เยาว์วัยอายุเพียง 20 ปี โจโฉก็เข้าใจแล้วถึงอำนาจรัฐว่าเกิดจากกระบอกปืน ซึ่งเป็นบทสรุปของเหมาเจ๋อตงในเวลาเกือบ 2,000 ปีหลังจากยุคสมัยของโจโฉ
การสมัครรับราชการทหารในเมืองหลวงของโจโฉ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าคำทำนายของหมอดูทั้งสองคน และคำยกย่องของเพื่อนฝูงในวัยเด็กมีบทบาทและอิทธิพลต่อความคิดอ่านของโจโฉ และทำให้โจโฉเชื่อว่าอนาคตของตนจะเป็นเช่นนั้น จึงดำเนินวิถีชีวิตของตนให้สอดคล้องกับคำพยากรณ์และคำยกย่องดังกล่าว
โจโฉเป็นคนเด็ดขาดมาตั้งแต่เยาว์วัย จะพูดจะจาก็ฉะฉานชัดเจนเด็ดขาด ใครจะพูดจะจาด้วยก็เป็นที่พอใจ และเกิดความเชื่อถือวางใจ เหตุนี้โจโฉจึงเป็นที่รัก ที่เกรงใจของคนอื่น เมื่อมาเป็นทหารลาดตระเวนรักษาความปลอดภัยของวังหลวงก็เคร่งครัดต่อระเบียบวินัย ไม่เห็นแก่หน้าผู้ใด
เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ โจโฉได้ปักรั้วกำหนดเขตห้ามมิให้คนเดินล้ำเข้าไปใกล้กำแพงพระราชวัง ต่อมาคืนวันหนึ่งขันทีเดินมาผิดเวลา และล่วงล้ำเข้าไปในเขตห้ามล่วงล้ำที่โจโฉกำหนดไว้ โจโฉก็จับเอามาลงโทษให้ทหารโบย ความทราบถึงพระเจ้าเลนเต้ก็พอพระราชหฤทัย เลื่อนตำแหน่งให้เป็นหัวหน้าหน่วยลาดตระเวน
ครั้นโจรโพกผ้าเหลืองกรีฑาทัพเข้าประชิดหัวเมืองต่าง ๆ และมีพระบรมราชโองการจัดทัพจากเมืองหลวงออกเป็นสามด้าน ยกเข้าตีกองทัพโจรแล้ว ก็ยังไม่เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย พระเจ้าเลนเต้กริ่งว่าจะเสียที จึงโปรดให้โจโฉเป็นนายทัพ คุมทหารห้าพันยกไปช่วยแม่ทัพรองคือ “ฮองฮูสง” และ “จูฮี” ที่เมือง “เองฉวน” ซึ่งขณะนั้นกองทัพของขบวนการกู้ชาติ ส่วนที่นำโดยแม่ทัพรองคือ “เตียวโป้” และ “เตียวเหลียง” กำลังล้อมเมือง “เองฉวน” อยู่ และสถานการณ์ของกองทัพเมืองหลวงก็อยู่ในสถานะตั้งรับหรือตั้งยันเท่านั้น
โจโฉเป็นเพียงทหารชั้นผู้น้อย แค่เพียงหัวหน้าหน่วยลาดตระเวน แต่กลับได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้คุมกองกำลังทหารหลวงถึงห้าพัน ทั้ง ๆ ที่ราชสำนักยังมีแม่ทัพนายกองอื่นอีกมากมายเช่นนี้ แม้สามก๊กทุกฉบับจะมิได้ให้เหตุผลว่า เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่หากไม่ตั้งข้อสังเกตว่าเรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับระบบส่วยสินบนของสิบขันทีแล้ว ก็ออกจะขาดความเคารพต่อวิจารณญาณของท่านผู้อ่านสามก๊กฉบับคนขายชาติเกินไป
“โจโฉ” จึงเข้าสู่กระแสแห่งอำนาจรัฐ โดยอำนาจทางการทหารเป็นครั้งแรกด้วยการนำทัพกำลังพลถึงห้าพันเคลื่อนเข้าสู่สมรภูมิด้วยประการฉะนี้
ฝ่ายเมือง “ตองฮ่อ” ซึ่งเป็นเมืองในขอบขัณฑสีมาของราชวงศ์ฮั่น อยู่ทางใต้ของเมืองหลวง ใกล้กับแม่น้ำแยงซี ครั้นได้รับหมายตราจากเมืองหลวงให้ยกกำลังไปปราบโจรแล้ว ได้มอบหมายให้เจ้าเมืองเจียนต๋อง ซึ่งขึ้นกับเมืองตองฮ่อจัดกำลังทหารไปทำการตามหมายรับสั่ง
เจ้าเมืองเจียนต๋องจึงสั่งให้ “ซุนเกี๋ยน” จัดตั้งกองกำลังอาสาสมัครไปร่วมสมทบกับกองทัพจากเมืองหลวงปราบโจรโพกผ้าเหลือง
อัน “ซุนเกี๋ยน” นั้น “กิริยาเหมือนเสือ หน้าผากใหญ่ หน้ายาว” เป็นคนแข็งแรงกล้าหาญ เมื่ออายุ 17 ปีไปเมืองเจียนต๋องกับบิดาพบโจรปล้นราษฎรเอาของมาแบ่งปันกัน “ซุนเกี๋ยน” ใช้ความกล้าหาญบุกเข้าไปไล่โจรโดยลำพัง ฆ่าโจรได้คนหนึ่ง อีก 9 คนหนีไปได้ กิตติศัพท์รู้ถึงเจ้าเมืองจึงให้เอาตัวเข้าไปรับราชการเป็นทหาร
ต่อมาเกิดกบฎขึ้นในเมืองเจียนต๋อง ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากความจลาจลในแผ่นดิน “หือฉง” ตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้า “ซุนเกี๋ยน” ได้เกลี้ยกล่อมชาวเมืองให้เข้าร่วม และไปรบกับฝ่ายกบฎ ปราบกบฎได้สำเร็จ ผู้รักษาเมืองจึงมีหนังสือกราบบังคมทูลฯ รายงานความชอบของ “ซุนเกี๋ยน” ต่อพระเจ้าเลนเต้ แต่เรื่องเงียบหายไป ซึ่งอาจเกิดจากขันทีกักเก็บเรื่องไว้ เพราะช่วงนั้นมีความเป็นไปได้ว่า “ซุนเกี๋ยน” ยังไม่เข้าใจในระบบส่วยสินบนของสิบขันทีจึงไม่ได้ไปติดต่อขอเป็นพวก หรือมิฉะนั้นคุณธรรมในใจตนยังเข้มแข็ง จึงไม่ยอมตนเข้าสู่ระบบส่วยสินบนของขันทีก็เป็นได้
เมื่อได้รับคำสั่งจากเจ้าเมืองเจียนต๋องแล้ว “ซุนเกี๋ยน” จึงจัดระดมพลอาสาสมัครจากชาวเมืองเจียนต๋อง และจากทหารของ “เมืองอ้วนเซีย” ที่แตกทัพ ได้คนประมาณ 1,500 จึงยกไปปราบโจร
“ซุนเกี๋ยน” แห่งเมืองตองฮ่อจึงได้เข้าสู่สมรภูมิ ปราบโจรโพกผ้าเหลืองด้วยประการฉะนี้ เป็นอันว่า “เล่าปี่”, “โจโฉ” และ “ซุนเกี๋ยน” ได้เคลื่อนตัวเข้าสู่สมรภูมิปราบโจรโพกผ้าเหลืองจากทิศทางที่ต่างกัน แต่เคลื่อนพลเข้าสู่สมรภูมิด้วยเป้าหมายอย่างเดียวกันคือปราบโจรโพกผ้าเหลือง ซึ่งด้านหนึ่งก็คือการปราบปรามขบวนการกู้ชาติของประชาชนนั่นเอง
ทำให้น่าคิดว่าวีรชนทั้งสามนี้หากเกิดมีความคิดที่พ้องกันว่า กองทัพของ “เตียวก๊ก” เป็นกองกำลังติดอาวุธของประชาชน ที่มีเจตนารมย์เพื่อการกอบกู้ฟื้นฟูบ้านเมืองจากการก่อกรรมทำเข็ญของสิบขันที และเข้าร่วมกับขบวนการกู้ชาติ แล้วเคลื่อนทัพเข้ายึดเมืองหลวง จับกุมสิบขันทีประหารเสีย แล้วปรับปรุงอำนาจรัฐเสียใหม่ให้คนดีมีฝีมือได้มีโอกาสบริหารบ้านเมืองดังนี้แล้ว โฉมหน้าของสามก๊กก็จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง แผ่นดินก็จะสงบสุข ราชวงศ์ฮั่นก็จะสถิตสถาพรต่อไป
แต่ภายใต้ระบบราชการและความศักดิ์สิทธิ์ของพระบรมราชโองการอันเป็นรูปแบบ แต่มีเนื้อหาอยู่ที่การกดขี่ข่มเหงรังแกราษฎร ทำหยาบช้าต่อบ้านเมืองจนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าโดยสิบขันที ปรากฏว่าวีรชนทั้งสามคือทั้งเล่าปี่, โจโฉ และซุนเกี๋ยนได้ยอมรับอำนาจที่เป็นธรรมโดยรูปแบบ แต่เป็นอธรรมโดยเนื้อหานั้น เคลื่อนกำลังเข้าสู่สมรภูมิเพื่อปราบปรามโจรโพกผ้าเหลือง ทั้งๆที่วันเวลาข้างหน้าต่างคนต่างก็ได้กระทำการที่ไม่ต่างอันใดกับการลุกขึ้นสู้ของประชาชนในครั้งนี้
สามก๊กจึงดำเนินกระบวนการของมันต่อไป.