ตอนที่ 6. วีรชนสู่สมรภูมิ

ถ้าแผ่นดินเป็นปกติและการทหารเข้มแข็ง การส่งกองทัพจากเมืองหลวงไปปราบโจรก็เห็นได้ชัดว่ากองทัพจากเมืองหลวงจะได้รับชัยชนะเป็นแน่แท้ แต่เนื่องจากแผ่นดินของเลนเต้อ่อนแอในทุกด้าน รวมทั้งด้านการทหาร ดังนั้นแม้จะส่งกองทัพจากเมืองหลวงออกไปปราบโจรถึงสามด้าน ก็ยังไม่เป็นที่ไว้วางใจ

            นอกจากไม่ไว้วางใจในกองทัพของตนแล้ว อาจจะเกิดจากความขี้ขลาดตาขาวกลัวแพ้โจรก็เป็นได้ ดังนั้นจึงต้องมีท้องตราไปยังหัวเมืองต่าง ๆ ให้ช่วยกันปราบโจรทางหนึ่ง และยังส่งกองทัพเสริมเพิ่มเติมตามไปอีก

            กองทัพที่ส่งเสริมตามไปนี้ พระเจ้าเลนเต้โปรดให้โจโฉเป็นแม่ทัพ นำกำลังห้าพันยกไปช่วยกองทัพที่ยกไปก่อนหน้าแล้ว โดยให้เดินทัพตรงไปยังเมืองเองฉวน ซึ่งขณะนั้นถูกกองทัพโจรโพกผ้าเหลืองที่นำโดยเตียวโป้และเตียวเหลียงล้อมอยู่

            “โจโฉ” นั้น “สูงประมาณห้าศอก จักษุเล็ก หนวดยาว”
             สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ได้พรรณนาประวัติของโจโฉไว้ว่า “เป็นบุตรโจโก๋ เมื่อน้อยมักพอใจไปเล่นป่ายิงเนื้อ มักพอใจฟังร้องรำทำเพลง มีปัญญาความคิดรวดเร็ว” เป็นคนชอบคบหาเพื่อนฝูงมาตั้งแต่น้อย เพื่อนเล่นทั้งปวงยกย่องโจโฉเป็นหัวหน้า จะทำการสิ่งใดก็ประพฤติตนเป็นหัวหน้าคนมาตั้งแต่ยังเด็ก

            โจโฉเป็นคนเจ้าอุบายมาแต่อ้อนแต่ออก และเพราะเหตุที่ซุกซนจึงไม่เป็นที่ถูกอกถูกใจของอาที่ชื่อ “โจเต๊ก” คอยหาเหตุกลั่นแกล้งอยู่เสมอ โจโฉเห็นอากลั่นแกล้งก็คิดแก้แค้น โดยไม่คำนึงว่า โจเต๊กนั้นเป็นญาติผู้ใหญ่ มีฐานะเป็นอาของตน คิดแต่จะเอาชนะอาให้จงได้

            วันหนึ่งโจโฉจึงแกล้งล้มลงร้องไห้ทุรนทุราย โจเต๊กนำความไปบอกโจโก๋ผู้พี่ว่าโจโฉมีอันเป็นไปแล้ว โจโก๋ตกใจวิ่งมาดูปรากฏว่าโจโฉยังคงเล่นหัวกับเพื่อนเป็นปกติ จึงถามความเอากับโจโฉ ดังนั้นจึงเป็นทีของโจโฉได้แก้แค้นอาโดยบอกกับโจโก๋ผู้เป็นพ่อว่าอาชังข้ามาแต่น้อย คิดแต่จะสาปแช่งให้มีอันเป็น ข้ายังเล่นหัวกับเพื่อนเป็นปกติ ไม่เคยเกิดเรื่องราวใด ๆ อากลั่นแกล้งเอาความมาใส่ หลังจากวันนั้นแล้วโจโก๋ก็เชื่อคำโจโฉ แม้อาจะนำความใดมากล่าว โจโก๋ก็ไม่ได้เชื่อฟังอีกต่อไป โจโฉก็ยิ่งฮึกเหิมในสติปัญญาของตน

            เพื่อน ๆ ก็สรรเสริญความคิดของโจโฉเป็นอันมาก ยกยอว่าแผ่นดินเป็นจลาจล ไม่มีผู้ใดมีสติปัญญาจะแก้ไขให้เป็นปกติได้ เห็นแต่โจโฉเท่านั้นที่มีสติปัญญาปราบปรามให้การแผ่นดินเป็นสุข โจโฉได้ฟังแล้วก็มีความลำพองในความคิดและสติปัญญาตนมากขึ้น

            ในเมือง “ลำหยง” ซึ่งเป็นบ้านเดิมของโจโฉ มีหมอดูมีชื่อเสียงอยู่สองคน คนหนึ่งชื่อ “โหเง้า” นิยมชมชอบโจโฉมาตั้งแต่เด็ก ดูบุคลิกลักษณะโจโฉแล้วเชื่อว่าจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน หมอดูคนนี้เป็นคนพูดมาก ดังนั้นไม่ว่าจะไปแห่งหนตำบลใดก็ชอบพูดว่า “แผ่นดินเมืองหลวงนั้นจะสูญเสียแล้ว ซึ่งจะปราบแผ่นดินให้ราบนั้นเห็นแต่โจโฉผู้เดียว”

            การที่หมอดูไปเที่ยวพูดทั่วไปว่าโจโฉจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เท่ากับว่าโจโฉมีฝ่ายประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพที่สุดในยุคนั้น คอยสร้างภาพลักษณ์ให้กับตนเองว่าจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ทำให้มีผู้คนมาเป็นสมัครพรรคพวกมากขึ้น โดยที่ไม่ต้องจ้างขานวานซื้อเหมือนที่ทำกันอยู่ในบ้านเมืองขณะนี้

            หมอดูที่มีชื่อเสียงอีกคนหนึ่งมีชื่อว่า “เขาเฉียว” มีกิตติศัพท์เล่าขานว่าสามารถดูโหงวเฮ้ง พยากรณ์แม่นยำดุจเทพยดา โจโฉอยากรู้อนาคตของตนจึงไปถามหมอดูคนนี้ว่าภายหน้าโชควาสนาตนจะเป็นประการใด หมอดูก็นิ่งเฉยเสีย โจโฉถามซ้ำเข้าไปอีก หมอดูคนนี้จึงกล่าวว่า “ท่านมีปัญญามาก จะป้องกันแผ่นดินได้อยู่ แต่มิได้สัตย์ซื่อต่อแผ่นดิน จะเป็นศัตรูราชสมบัติ”

            คำทำนายแบบนี้หากเกิดขึ้นกับคนทั่วไป หมอดูคงจะถูกเตะเป็นแน่นอน เพราะการเป็นศัตรูราชสมบัติเป็นความผิดฐานกบฎ ต้องตัดหัวเจ็ดชั่วโคตร เป็นข้อหาอันเป็นที่รังเกียจเดียดฉันท์ของสังคมโดยทั่วไป ยากที่จะมีผู้ใดยอมรับได้ แต่โจโฉฟังคำทำนายแล้วกลับหัวเราะชอบใจ

            โจโฉเป็นคนใฝ่อำนาจและใฝ่สูงมาตั้งแต่เด็ก เมื่อประกอบเข้ากับความเฉลียวฉลาด เล็งการไกลแล้ว ดังนั้นเมื่ออายุได้ 20 ปี โจโฉจึงไปสมัครเข้ารับราชการเป็นทหารในเมือง “ลกเอี๋ยง” ซึ่งเป็นเมืองหลวง ในตำแหน่งหน้าที่ทหารลาดตระเวน มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของวังหลวง

            ความตอนนี้เห็นจะข้ามไปไม่ได้ จำเป็นที่จะต้องชี้ให้เห็นว่าการตัดสินใจสมัครเข้ารับราชการทหารและรับราชการในเมืองหลวงนั้นไม่ใช่ความคิดของคนบ้านนอกธรรมดาเท่านั้น

            โจโฉแม้อายุยังน้อยก็เข้าใจถึงศูนย์กลางแห่งอำนาจว่าอยู่ที่เมืองหลวง ดังนั้นจึงดั้นด้นจากเมือง “ลำหยง” มาสมัครเป็นทหารในเมืองหลวง เข้าทำนองเป็นนายสิบอยู่เมืองหลวงดีกว่าเป็นนายร้อยอยู่บ้านนอก ซึ่งตรงกับแนวความคิดทางการค้าของเถาจูกง ปรมาจารย์ทางการค้าของจีนที่ว่า “จะทำการค้าใหญ่ ต้องอยู่เมืองใหญ่”

            และยังสอดคล้องกับคติของลัทธิเต๋าที่ว่า “เป็นปลาใหญ่ต้องอยู่ในน้ำลึก” และเป็นไปตามหลักมงคลข้อหนึ่งในมงคล 38 ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “การอยู่ในประเทศอันสมควรแก่ตนเป็นมงคลอันสูงสุด”

            ทั้งการเลือกเอาอาชีพทางทหารเป็นอาชีพหลักของตนเอง ก็แสดงให้เห็นชัดเจนว่าแม้เยาว์วัยอายุเพียง 20 ปี โจโฉก็เข้าใจแล้วถึงอำนาจรัฐว่าเกิดจากกระบอกปืน ซึ่งเป็นบทสรุปของเหมาเจ๋อตงในเวลาเกือบ 2,000 ปีหลังจากยุคสมัยของโจโฉ

            การสมัครรับราชการทหารในเมืองหลวงของโจโฉ  แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าคำทำนายของหมอดูทั้งสองคน และคำยกย่องของเพื่อนฝูงในวัยเด็กมีบทบาทและอิทธิพลต่อความคิดอ่านของโจโฉ และทำให้โจโฉเชื่อว่าอนาคตของตนจะเป็นเช่นนั้น จึงดำเนินวิถีชีวิตของตนให้สอดคล้องกับคำพยากรณ์และคำยกย่องดังกล่าว

            โจโฉเป็นคนเด็ดขาดมาตั้งแต่เยาว์วัย จะพูดจะจาก็ฉะฉานชัดเจนเด็ดขาด ใครจะพูดจะจาด้วยก็เป็นที่พอใจ และเกิดความเชื่อถือวางใจ เหตุนี้โจโฉจึงเป็นที่รัก ที่เกรงใจของคนอื่น เมื่อมาเป็นทหารลาดตระเวนรักษาความปลอดภัยของวังหลวงก็เคร่งครัดต่อระเบียบวินัย ไม่เห็นแก่หน้าผู้ใด

            เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ โจโฉได้ปักรั้วกำหนดเขตห้ามมิให้คนเดินล้ำเข้าไปใกล้กำแพงพระราชวัง ต่อมาคืนวันหนึ่งขันทีเดินมาผิดเวลา และล่วงล้ำเข้าไปในเขตห้ามล่วงล้ำที่โจโฉกำหนดไว้ โจโฉก็จับเอามาลงโทษให้ทหารโบย ความทราบถึงพระเจ้าเลนเต้ก็พอพระราชหฤทัย เลื่อนตำแหน่งให้เป็นหัวหน้าหน่วยลาดตระเวน

            ครั้นโจรโพกผ้าเหลืองกรีฑาทัพเข้าประชิดหัวเมืองต่าง ๆ และมีพระบรมราชโองการจัดทัพจากเมืองหลวงออกเป็นสามด้าน ยกเข้าตีกองทัพโจรแล้ว ก็ยังไม่เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย พระเจ้าเลนเต้กริ่งว่าจะเสียที จึงโปรดให้โจโฉเป็นนายทัพ คุมทหารห้าพันยกไปช่วยแม่ทัพรองคือ “ฮองฮูสง” และ “จูฮี” ที่เมือง “เองฉวน” ซึ่งขณะนั้นกองทัพของขบวนการกู้ชาติ  ส่วนที่นำโดยแม่ทัพรองคือ “เตียวโป้” และ “เตียวเหลียง” กำลังล้อมเมือง       “เองฉวน” อยู่ และสถานการณ์ของกองทัพเมืองหลวงก็อยู่ในสถานะตั้งรับหรือตั้งยันเท่านั้น

            โจโฉเป็นเพียงทหารชั้นผู้น้อย แค่เพียงหัวหน้าหน่วยลาดตระเวน แต่กลับได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้คุมกองกำลังทหารหลวงถึงห้าพัน ทั้ง ๆ ที่ราชสำนักยังมีแม่ทัพนายกองอื่นอีกมากมายเช่นนี้ แม้สามก๊กทุกฉบับจะมิได้ให้เหตุผลว่า เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่หากไม่ตั้งข้อสังเกตว่าเรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับระบบส่วยสินบนของสิบขันทีแล้ว ก็ออกจะขาดความเคารพต่อวิจารณญาณของท่านผู้อ่านสามก๊กฉบับคนขายชาติเกินไป

            “โจโฉ” จึงเข้าสู่กระแสแห่งอำนาจรัฐ โดยอำนาจทางการทหารเป็นครั้งแรกด้วยการนำทัพกำลังพลถึงห้าพันเคลื่อนเข้าสู่สมรภูมิด้วยประการฉะนี้

            ฝ่ายเมือง “ตองฮ่อ” ซึ่งเป็นเมืองในขอบขัณฑสีมาของราชวงศ์ฮั่น อยู่ทางใต้ของเมืองหลวง ใกล้กับแม่น้ำแยงซี ครั้นได้รับหมายตราจากเมืองหลวงให้ยกกำลังไปปราบโจรแล้ว ได้มอบหมายให้เจ้าเมืองเจียนต๋อง ซึ่งขึ้นกับเมืองตองฮ่อจัดกำลังทหารไปทำการตามหมายรับสั่ง

            เจ้าเมืองเจียนต๋องจึงสั่งให้ “ซุนเกี๋ยน” จัดตั้งกองกำลังอาสาสมัครไปร่วมสมทบกับกองทัพจากเมืองหลวงปราบโจรโพกผ้าเหลือง

            อัน “ซุนเกี๋ยน” นั้น “กิริยาเหมือนเสือ หน้าผากใหญ่ หน้ายาว” เป็นคนแข็งแรงกล้าหาญ เมื่ออายุ 17 ปีไปเมืองเจียนต๋องกับบิดาพบโจรปล้นราษฎรเอาของมาแบ่งปันกัน “ซุนเกี๋ยน” ใช้ความกล้าหาญบุกเข้าไปไล่โจรโดยลำพัง ฆ่าโจรได้คนหนึ่ง อีก 9 คนหนีไปได้ กิตติศัพท์รู้ถึงเจ้าเมืองจึงให้เอาตัวเข้าไปรับราชการเป็นทหาร

            ต่อมาเกิดกบฎขึ้นในเมืองเจียนต๋อง ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากความจลาจลในแผ่นดิน “หือฉง” ตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้า “ซุนเกี๋ยน” ได้เกลี้ยกล่อมชาวเมืองให้เข้าร่วม และไปรบกับฝ่ายกบฎ ปราบกบฎได้สำเร็จ ผู้รักษาเมืองจึงมีหนังสือกราบบังคมทูลฯ รายงานความชอบของ “ซุนเกี๋ยน” ต่อพระเจ้าเลนเต้ แต่เรื่องเงียบหายไป ซึ่งอาจเกิดจากขันทีกักเก็บเรื่องไว้ เพราะช่วงนั้นมีความเป็นไปได้ว่า “ซุนเกี๋ยน” ยังไม่เข้าใจในระบบส่วยสินบนของสิบขันทีจึงไม่ได้ไปติดต่อขอเป็นพวก หรือมิฉะนั้นคุณธรรมในใจตนยังเข้มแข็ง จึงไม่ยอมตนเข้าสู่ระบบส่วยสินบนของขันทีก็เป็นได้ 

            เมื่อได้รับคำสั่งจากเจ้าเมืองเจียนต๋องแล้ว “ซุนเกี๋ยน” จึงจัดระดมพลอาสาสมัครจากชาวเมืองเจียนต๋อง และจากทหารของ “เมืองอ้วนเซีย” ที่แตกทัพ ได้คนประมาณ 1,500 จึงยกไปปราบโจร

            “ซุนเกี๋ยน” แห่งเมืองตองฮ่อจึงได้เข้าสู่สมรภูมิ ปราบโจรโพกผ้าเหลืองด้วยประการฉะนี้            เป็นอันว่า “เล่าปี่”, “โจโฉ” และ “ซุนเกี๋ยน” ได้เคลื่อนตัวเข้าสู่สมรภูมิปราบโจรโพกผ้าเหลืองจากทิศทางที่ต่างกัน แต่เคลื่อนพลเข้าสู่สมรภูมิด้วยเป้าหมายอย่างเดียวกันคือปราบโจรโพกผ้าเหลือง ซึ่งด้านหนึ่งก็คือการปราบปรามขบวนการกู้ชาติของประชาชนนั่นเอง

            ทำให้น่าคิดว่าวีรชนทั้งสามนี้หากเกิดมีความคิดที่พ้องกันว่า  กองทัพของ   “เตียวก๊ก” เป็นกองกำลังติดอาวุธของประชาชน ที่มีเจตนารมย์เพื่อการกอบกู้ฟื้นฟูบ้านเมืองจากการก่อกรรมทำเข็ญของสิบขันที และเข้าร่วมกับขบวนการกู้ชาติ แล้วเคลื่อนทัพเข้ายึดเมืองหลวง จับกุมสิบขันทีประหารเสีย แล้วปรับปรุงอำนาจรัฐเสียใหม่ให้คนดีมีฝีมือได้มีโอกาสบริหารบ้านเมืองดังนี้แล้ว โฉมหน้าของสามก๊กก็จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง แผ่นดินก็จะสงบสุข ราชวงศ์ฮั่นก็จะสถิตสถาพรต่อไป

            แต่ภายใต้ระบบราชการและความศักดิ์สิทธิ์ของพระบรมราชโองการอันเป็นรูปแบบ แต่มีเนื้อหาอยู่ที่การกดขี่ข่มเหงรังแกราษฎร ทำหยาบช้าต่อบ้านเมืองจนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าโดยสิบขันที ปรากฏว่าวีรชนทั้งสามคือทั้งเล่าปี่, โจโฉ และซุนเกี๋ยนได้ยอมรับอำนาจที่เป็นธรรมโดยรูปแบบ แต่เป็นอธรรมโดยเนื้อหานั้น เคลื่อนกำลังเข้าสู่สมรภูมิเพื่อปราบปรามโจรโพกผ้าเหลือง ทั้งๆที่วันเวลาข้างหน้าต่างคนต่างก็ได้กระทำการที่ไม่ต่างอันใดกับการลุกขึ้นสู้ของประชาชนในครั้งนี้

           สามก๊กจึงดำเนินกระบวนการของมันต่อไป.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘