ตอนที่ 6 : เตียวก๊ก (Zhang Jiao)- ปรมาจารย์แห่งผ้าเหลือง

         คนจีนมีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นความเชื่อที่มีมานับตั้งแต่ก่อเกิดราชวงศ์ฉินของจิ๋นซีฮ่องเต้จนถึงสิ้นสุดยุคราชวงศ์ชิง



         นั่นคือความเชื่อในเรื่องโองการสวรรค์



         พวกเขามีความเชื่อว่าผู้เป็นฮ่องเต้หรือที่เรียกว่าโอรสสวรรค์นั้น เป็นผู้ที่รับโองการมาจากฟ้าให้มาทำหน้าที่ปกครองแผ่นดิน แต่หากว่าผู้เป็นฮ่องเต้ทำตัวไม่เหมาะสม ทำให้ชาวประชาเดือดร้อนล่ะก็ สวรรค์ก็จะเรียกโองการนั้นกลับ และเปิดโอกาสให้ผู้อื่นที่มีความเหมาะสมกว่าได้ขึ้นมาครองแผ่นดินแทน ด้วยเหตุนี้ในยามที่ฮ่องเต้ไร้ความสามารถ ปวงประชาเดือดร้อน บ้านเมืองลุกเป็นไฟ จะปรากฏเหล่าผู้กล้าและยอดคนต่างลุกฮือขึ้นมาเพื่อที่จะช่วยปวงประชาและที่สุดแล้วก็จะได้รับโองการสวรรค์เพื่อที่จะปกครองแผ่นดินต่อไป



         ดังนั้นในยุคสงครามนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนชนชั้นใด ต่อให้เป็นชาวนาที่ยากจน เขาก็มีสิทธิที่จะขึ้นมาครองแผ่นดินได้ หากมีความสามารถและโชคมากพอ



         ด้วยความคิดนี้เองที่เมื่อเกิดความเดือดร้อนขึ้นในแผ่นดินเมื่อใด ชนชั้นล่างของประเทศอย่างพวกชาวนาจึงพร้อมใจกันลุกฮือขึ้นเพื่อล้มล้างราชบัลลังก์ ซึ่งเรียกกันว่ากบฏชาวนา



         กบฏชาวนาเกิดขึ้นมาครั้งแรกในปลายยุคราชวงศ์ฉิน แต่ในครั้งนั้นพวกเขาถูกราชสำนักกวาดล้างจนพินาศไปหมด



         แต่เจตนารมณ์ของพวกเขานั้นได้รับการสืบทอดต่อและเมื่อเกิดกบฏชาวนาขึ้นอีกครั้งที่นำโดยหลิวปัง ในที่สุดก็ล้มล้างราชวงศ์ฉินลง และหลิวปังก็ได้ก่อตั้งราชวงศ์ฮั่นขึ้นและเป็นชาวนาคนแรกในประวัติศาสตร์ที่สามารถก้าวขึ้นนั่งบัลลังก์มังกรได้สำเร็จ



         จนมาถึงปลายยุคราชวงศ์ฮั่น แผ่นดินเกิดลุกเป็นไฟอีกครั้งหนึ่งเพราะความเหลวแหลกในการปกครองของรราชสำนัก ซึ่งส่งผลให้เกิดกบฏชาวนาขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้ถือเป็นกบฏชาวนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ได้ฝากชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในนาม "โจรโพกผ้าเหลือง"



         และผู้ที่เป็นผู้นำของโจรกลุ่มนี้ก็คือชายผู้หนึ่งที่ว่ากันว่ามีอำนาจวิเศษสามารถเรียกลมเรียกฝนได้ นั่นคือ "เตียวก๊ก"



         เพราะการนำของเขา โจรโพกผ้าเหลืองจึงได้มีกองกำลังนับแสนคนทั่วประเทศ และพวกเขาก็ได้ก่อการจนเกือบที่จะล้มราชวงศ์ได้สำเร็จอยู่แล้ว



         แต่เพราะในกลียุคย่อมเกิดบุรุษผู้กล้า และในยุคนั้นก็ได้เกิดขึ้นมาหลายคนซะด้วย ไม่ว่าจะเป็น เล่าปี่ โจโฉ ซุนเกี๋ยน และก็เป็นพวกเขาเหล่านี้เองที่ร่วมกันกำจัดพวกโจรผ้าเหลืองจนพินาศไป



         โจรผ้าเหลืองและเตียวก๊กนั้นถูกตราหน้าในประวัติศาสตร์ว่าเป็นกลุ่มโจรที่ชั่วช้า เพราะพวกเขาเอาแต่ปล้นสะดมชาวบ้าน ฉุดคร่าหญิงสาวและสร้างความเดือดร้อนไปทั่ว



         ทั้งที่เดิมทีแล้วอุดมการณ์ของเตียวก๊กไม่ใช่เช่นนั้นเลย



         แล้วทำไมบทสุดท้ายของโจรผ้าเหลืองถึงได้เป็นเช่นนั้น





ประวัติโดยย่อ



         เตียวก๊กเดิมทีเป็นชาวกิลกกุ๋น เขาเกิดมาในครอบครัวที่ยากจน และได้พบเห็นความยากลำบากของชาวบ้านและเหล่าชาวนาที่ยากจนตั้งแต่ยังเล็ก เขาจึงมีความใฝ่ฝันว่าสักวันจะต้องเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ให้ได้



         เมื่อเติบโตขึ้นจนเป็นหนุ่มเขาก็ได้ตั้งใจศึกษาหาความรู้ใส่ตัวด้วยเชื่อว่าความรู้ที่เขามีนี้จะสร้างให้เขาได้มีโอกาสเข้ารับราชการเพื่อรับใช้บ้านเมืองและช่วยเหลือชาวบ้านที่กำลังลำบากให้พ้นทุกข์



         เขาได้เข้าสอบราชการด้วยความมุ่งมั่นเต็มเปี่ยม แต่สุดท้ายก็ต้องสอบตก ซึ่งว่ากันว่าไม่ใช่เพราะเขาด้อยความรู้ แต่เพราะขาดเส้นสายในราชสำนัก



         เมื่อกลับมาบ้าน เขาก็ยังไม่ลดละพยายามศึกษาหาความรู้ต่อและตัดตัวเองจากโลกภายนอกเพื่อแสวงหาสัจธรรม



         วัหนึ่งเตียวก๊กได้ขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรและได้พบกับผู้เฒ่าผู้หนึ่งมาปรากกฏยังเบื้องหน้าเขาพร้องมกับสายลม



         เตียวก๊กตกตะลึงและเชื่อว่าเขาเป็นผู้วิเศษ



         ผู้เฒ่าผู้นั้นบอกว่าตัวเองชื่อน่ำฮัวเล่าเซียน และได้มอบคัมภีร์ให้เตียวก๊กสามเล่ม ชื่อว่าคัมภีร์"ไท้ผิง"



         เซียนผู้เฒ่าบอกว่าหากเขาศึกษาวิชาในคัมภีร์เหล่านี้ได้จนแตกฉานแล้วล่ะก็ เขาก็จะสามารถเรียกลมเรียกฝนและสามารถทำนายเหตุการณ์ได้ ซึ่งเซียนผู้เฒ่านั้นหวังที่จะมอบคัมภีร์นี้ให้เตียวก๊กเพื่อให้เขาใช้วิชาความรู้ที่ได้มานั้นไปช่วยเหลือชาวประชาที่กำลังเดือดร้อน



         แต่หากเตียวก๊กนำมันไปใช้ในทางที่ผิดและลุ่มหลงในอำนาจล่ะก็ สวรรค์ก็จะลงอาญาเขา เมื่อพูดจบแล้วเซียนผู้เฒ่าก็หายตัวไป



         เตียวก๊กเชื่อตามที่บอกจึงศึกษาคัมภีร์ไท้ผิงทั้งสามเล่มจนแตกฉาน หลายปีต่อมาเขาก็ได้กลายเป็นผู้ที่มีอิทธิฤทธิ์สามารถเรียกลมฝนได้



         จนเมื่อเตียวก๊กลงมาจากเขาและได้พบเห็นผู้คนที่จ็บป่วยจึงได้ใช้สิ่งที่เรียนมาจากคัมภีร์ช่วยรักษาโรคให้พวกเขาด้วยการใช้น้ำมนต์และบทสวดซึ่งก็สามารถทำให้คนป่วยใกล้ตายเหล่านั้นหายป่วยได้อย่างไม่น่าเชื่อ



         นี่เป็นสิ่งที่อยู่ในนิยายสามก๊ก แต่ตามความเป็นจริงนั้นในคัมภีร์ไท้ผิงน่าจะมีการบอกวิธีการทำนายสภาพอากาศและวิธีรักษาโรคมากกว่า



         แต่ไม่ว่าจะเป็นยังไก็ตามเตียวก๊กก็สามารถที่จะทำนายสภาพอากาศได้ล่วงหน้าแทบทุกครั้ง และยังสามารถรักษาโรคให้ผู้คนด้วยพลังลึกลับจนไม่นานนักเขาก็ได้กลายเป็นที่ศรัทธาและเคารพของชาวบ้านทั่วไป



         มีหลายคนที่เลื่อมใสเขามากจนขอมาเป็นสาวกด้วย ในจำนวนนั้นมีอยู่ 2 คนที่เลื่อมใสเขามากและทั้งคู่ต่างก็มีความเชี่ยวชาญในเชิงยุทธ์จึงได้เปลี่ยนนามสกุลมาเป็นเตียวตามเขาและได้สาบานเป็นพี่น้องด้วยนั่นคือ เตียวโป้และเตียวเหลียง ซึ่งก็มีคนทั่วไปที่เข้าลัทธิเปลี่ยนมาใช้แซ่นี้ตามไปด้วยนับหมื่นนับแสน



         แซ่เตียวหรือแซ่จางนั้นในปัจจุบันเป็นแซ่ที่มีคนใช้มากที่สุดในโลก เหตุเพราะเรื่องในครั้งนั้นนั่นเอง



         เกี่ยวกับแซ่หรือสกุลของคนจีนนี้ ได้มีการสำรวจมาเหมือนกันว่าแซ่ใดที่มีคนใช้มากที่สุด และแซ่ที่มีคนใช้มากที่สุด 5 อันดับแรกนั่นคือ



         เตียว เล่า หลี่ จ้าว โจว



         คนที่ใช้แซ่ทั้ง 5 นี้หลายคนต่างก็ล้วนเป็นคนดังในประวัติศาสตร์รวมถึงยุคปัจจุบัน และในอดีตคนของแซ่เหล่านี้ยกเว้นแซ่เตียวต่างก็เคยสามารถสถาปนาราชวงศ์ของตัวเองได้สำเร็จมาแล้ว



         เล่า-ราชวงศ์ฮั่น โดยเล่าปังหรือหลิวปัง(ฮั่นโกโจ)และเป็นราชวงศ์แรกที่ได้ฮ่องเต้ที่มีพื้นเพเดิมมาจากชาวนาเป็นผู้ก่อตั้งและยังเป็นบรรพบุรุษของเล่าปี่อีกด้วย ซึ่งราชวงศ์นี้ถือเป็นราชวงศ์ที่วางรากฐานหลายๆอย่างไว้ซึ่งได้แทรกซึมเข้าไปในวัฒนธรรมประเพณีของชาวจีนอย่างมากจนชาวจีนในราชวงศ์หลังๆนั้นต่างนิยมเรียกตัวเองว่าชาวฮั่น



         หลี่-ราชวงศ์ถัง โดยหลี่เอียน(ถังไท่จู่)แต่คนส่วนใหญ่นั้นรู้จักราชวงศ์นี้ก็เพราะฮ่องเต้องค์ต่อมาซึ่งรวมประเทศได้สำเร็จนั่นคือหลี่ซื่อหมิน(ถังไท่จง)ซึ่งภายหลังนักประวัติศาสตร์ต่างยอมรับให้เป็นฮ่องเต้มหาราชที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ 4000 ปีของจีน สาเหตุมีมากมายแต่ที่สำคัญที่สุดก็คือท่านนั้นเป็นฮ่องเต้เพียงพระองค์เดียวในประวัติศาสตร์ที่ยินยอมให้ขุนนางสามารถวิจารณ์การกระทำของตัวท่านได้แถมบางครั้งยังวิจารณ์รุนแรงเกินไปอีกด้วย แต่ตัวท่านก็สามารถที่จะอดกลั้นยอมรับฟังและนำไปปรับปรุงโดยไม่เอาผิดกับคนผู้นั้น



         จ้าว-ราชวงศ์ซ่ง โดยจ้าวควงยิ่นหรือเตียวคังเอี๋ยน(ซ่งไท่จู่)ซึ่งเป็นราชวงศ์ที่มีคนดังที่รักชาติอย่างเปาบุ้นจิ้น ขุนศึกตระกูลหยาง แม่ทัพงักฮุย 108 ผู้กล้าแห่งเขาเหลียงซานเกิดขึ้นมา เพราะเป็นราชวงศ์ที่ถูกต่างชาติอย่างมองโกล ต้าเหลียง ซีเซี่ย เข้ารุกรานมากที่สุด



        โจว-ราชวงศ์โจว โดยจีชาง(โจวอุ๋นหวัง)แต่รวมประเทศได้สำเร็จจริงๆจากโอรสของท่านนั่นคือจีพา(โจวอู่หวัง)และเป็นราชวงศ์ที่มีอายุยืนที่สุดของจีนนั่นคือ 800 ปี แม้ว่าช่วง 300-400 ปีหลังเหล่าฮ่องเต้ของราชวงศ์นี้จะสูญเสียอำนาจไปมากก็ตาม ซึ่งรากฐานที่ราชวงศ์นี้ได้สร้างไว้ยังคงส่งผลมายังราชวงศ์ในยุคหลังอีกนับไม่ถ้วน   



         กลับมาที่เรื่องของเตียวก๊กอีกครั้ง ภายหลังเมื่อมีสาวกมากๆเข้าจนมีจำนวนนับหมื่นนับแสนคน ส่วนใหญ่นั้นจะเป็นพวกชาวบ้านและชาวนาที่อดอยาก แต่ในจำนวนนั้นก็มีไม่น้อยที่เป็นเหล่านักดาบและยอดฝีมือที่เลื่อมใสด้วย



         เตียวก๊กจึงได้ตั้งชื่อกลุ่มลัทธิของตัวเองว่าลัทธิไท้ผิงโดยมีสัญลักษณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งนั่นคือทุกคนจะโพกผ้าสีเหลืองไว้ที่หัว



         จากนั้นไม่นานได้เกิดข่าวลือขึ้นอย่างหนึ่งไปทั่วแผ่นดินว่า



         "สวรรค์ถึงคราวล่ม"



         หมายถึงจะเกิดการเปลี่ยนราชวงศ์



         เตียวก๊กจึงได้อ้างโองการสวรรค์ว่าจะมีฮ่องเต้องค์ใหม่เกิดขึ้นมาปกครองแผ่นดินแทนฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน(พระเจ้าเลนเต้) ด้วยเหตุนี้เองเตียวก๊กจึงได้ปลุกระดมสาวกนับแสนคนให้ลุกขึ้นมาจับอาวุธเพื่อสร้างแผ่นดินใหม่ที่เขาอ้างว่าจะเป็นแผ่นดินแห่งความสันติ 



         เตียวก๊กตั้งตนเป็นแม่ทัพเจ้าสวรรค์ เตียวโป้เป็นแม่ทัพเจ้าธรณี เตียวเหลียงเป็นแม่ทัพเจ้ามนุษย์ บัญชาการสาวกและทหารผ้าเหลืองนับแสนคน        



         นี่คือที่มาของกองกำลังโพกผ้าเหลือง



         การลุกฮือครั้งแรกนั้นความจริงแล้วถูกกำหนดในวันที่ 5 เดือน 3 ปี ค.ศ.184



         จุดเริ่มคือยอดฝีมือของกองกำลังผ้าเหลืองที่ชื่อม้าอ้วนยี่ ได้นำนักรบจำนวนหนึ่งลอบเข้าเมืองหลวงเพื่อเตรียมการเข้ายึดวังหลวง แต่พลาดจึงได้ถูกจับประหารจนหมด



         เมื่อราชสำนักรู้ตัว เตียวก๊กจึงได้เลื่อนกำหนดการลุกฮือมาเป็นวันที่ 2 เดือน 2



         เป้าหมายสำคัญในการลุกฮือครั้งนี้คือล้มล้างราชวงศ์ฮั่น และก่อตั้งราชวงศ์เหลืองขึ้น



         ในที่สุดการก่อจลาจลของกองกำลังชาวนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์จึงได้เริ่มขึ้น



         กองกำลังผ้าเหลืองนั้นได้ขยายอิทธิพลแผ่ไปถึง 8 มณฑลจาก 14 มณฑลในประเทศจีน ซึ่งแต่ละเขตนั้นจะมีหัวหน้าที่เป็นยอดฝีมือเป็นผู้คุมกองกำลังที่เรียกว่าหัวหน้าฟาง และทั้ง 8 มณฑลต่างก็ได้ทำการสังหารผู้ว่าของแต่ละที่ และยึดทรัพย์สมบัติมาเป็นของตนเองโดยบางส่วนนำไปแจกจ่ายให้ชาวบ้านที่ยากลำบาก ทำให้เหล่าชาวบ้านที่ถูกดขี่มานานต่างก็พร้อมใจกันเข้าร่วมด้วย



         แรกที่เริ่มก่อการนั้นกองกำลังนี้ได้รับความสนับสนุนจากเหล่าชาวบ้านที่ยากจนที่มีอยู่ทั่วประเทศอย่างมาก แต่เนื่องจากนี่เป็นกลุ่มที่เกิดจากการรวมตัวของเหล่าชาวบ้านที่ยากจนและหิวโหย อีกทั้งยังมีจำนวนนับแสน ดังนั้นจึงไม่มีระเบียบแบบแผนเท่าที่ควร พวกเขาจึงทำการปล้นสดมภ์และทำลายบ้านเรือนไปทั่ว จนกลายเป็นที่เกลียดชังและหวาดกลัวของเหล่าชาวบ้าน



         กองกำลังผ้าเหลืองจึงได้กลายเป็นกองโจรโพกผ้าเหลืองไป



         การลุกฮือขึ้นมาของโจรโพกผ้าเหลืองนั้น ถือเป็นชนวนแรกสุดที่จะทำให้แผ่นดินเกิดความวุ่นวายต่อไปในภายหลังอีกหลายสิบปี



         และเป็นจุดกำเนิดของเหล่ายอดบุรุษที่จะมาแย่งชิงอำนาจกันในภายหลังอีกด้วย



         ราชสำนักทราบข่าวโจรผ้าเหลืองออกอาละวาดก็ไม่รอช้า ส่งกำลังออกปราบปรามทันที



         แต่โจรผ้าเหลืองนั้นมีจำนวนมหาศาลมาก ทหารของราชสำนักต้องประสบกับความพ่ายแพ้หลายต่อหลายครั้ง



         ด้วยเหตุนี้จึงมีการเรียกระดมเหล่าแม่ทัพนายกองทั่วประเทศเป็นการใหญ่ ให้มายุติความวุ่นวายในครั้งนี้



         เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีการประกาศรับสมัครทหารอาสาไปทั่วแผ่นดินอีกด้วย



         ชื่อของโจโฉ เล่าปี่ และซุนเกี๋ยนจึงเริ่มจากจุดนี้เอง



         โจโฉในตอนนั้นดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารม้าเร็วด้วยวัยเพียง 29 ปี ได้รับคำสั่งให้ไปช่วยเหลือแม่ทัพใหญ่ฮองฮูสงเพื่อปราบปรามโจรผ้าเหลือง และในการรบครั้งหลังสุดที่ค่ายเสบียงใหญ่ของโจรผ้าเหลืองที่คุนหยางก็สามารถทำลายค่ายสำคัญของโจรผ้าเหลืองได้



         เล่าปี่ผู้นำทหารอาสาแห่งอิวจิ๋วในวัย 23 ปี นำกองทหารอาสา 500 คน และในภายหลังได้เดินทางไปช่วยเหลือแม่ทัพจูฮี ในท้ายสุดได้ทำการรบกับโจรผ้าเหลืองที่เขาฮั่วน่ำและสามารถเอาชัยชนะได้เช่นกัน



         ซุนเกี๋ยนวัย 29 ปี ผู้ช่วยของแม่ทัพจูฮีได้นำทหารของตนรบชนะโจรผ้าเหลืองหลายครั้งและท้ายสุดได้ถล่มโจรผ้าเหลืองที่ลำหยงจนราบคาบ



         ท้ายที่สุดหลังจากรบแพ้หลายครั้งติดต่อกัน เตียวก๊กที่อยู่ที่กิลกกุ๋นก็ป่วยหนักและได้จบชีวิตลงในเดือน 8  ซึ่งการตายในครั้งนี้ส่งผลให้โจรโพกผ้าเหลืองเสียขวัญกำลังใจไปมากและในที่สุดการลุกฮือขึ้นของกองกำลังชาวนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็สิ้นสุดลง



         สำหรับเตียวเหลียงและเตียวโป้นั้นถูกฆ่าตายลงในเดือน 10 และ 11 ติดต่อกัน



         เมื่อแกนนำสำคัญทั้ง 3 ตายลง เตียวหลิงซึ่งไม่ได้เป็นญาติอะไรกับสามพี่น้องได้เป็นแกนนำโจรผ้าเหลืองต่อสู้ต่อไปซึ่งเหล่าประชาชนที่ร่วมกับโจรผ้าเหลืองในครั้งนี้ต่างก็เปลี่ยนแซ่เป็นเตียวกันหมดจนมีจำนวนนับแสนคน ซึ่งนี่เองที่ภายหลังคนแซ่นี้จึงมีมากที่สุดในโลก



         ความฝันในการก่อตั้งราชวงศ์เหลืองของเตียวก๊กต้องถึงคราวอวสานลง



         แต่การลุกฮือในครั้งนี้ของเขานั้นได้สงผลกระทบที่ทำให้บ้านเมืองต้องพบกับความวุ่นวายไปถึง 1 ทศวรรษ ในภายหลัง



         ประวัติศาสตร์นั้นตาหน้าโจรผ้าเหลืองว่าเป็นกลุ่มโจรที่ชั่วช้า



         ทั้งนี้เพราะเตียวก๊กนั้นได้หลงลืมในอุดมการณ์ดั้งเดิมที่จะช่วยเหลือชาวประชาไป



         หากว่าเขาไม่ใช้ความรุนแรงแต่เลือกที่จะต่อสู้ด้วยพลังศรัทธาเพียงอย่างเดียวไปเรื่อยๆล่ะก็ ชื่อของเขาคงจะถูกจดจำจากคนรุ่นหลังในฐานะผู้ประเสริฐเป็นแน่



         สุดท้ายเตียวก๊กก็ต้องตายอย่างอนาถ ซึ่งนี่อาจเป็นการลงโทษจากสวรรค์อย่างที่น่ำฮั่วเล่าเซียนเคยเตือนเขาเอาไว้ในครั้งโน้น



         แต่จะยังไงก็แล้วแต่ ในปัจจุบันนี้แซ่เตียวของเขาก็ได้กลายเป็นแซ่ที่มีผู้ใช้มากที่สุดโลก



         ซึ่งที่มาของเรื่องนี้ก็คือเขานั่นเอง 

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘