ตอนที่ 57. มุ่งหน้าแสวงหาเพื่อนใหม่
ผมกลับขึ้นมากรุงเทพฯ อีกครั้งหนึ่งเพื่อสอบซ่อมในภาคฤดูร้อน ความคิดที่ต่อสู้อยู่ในใจคือความผิดหวัง ความเสียใจ ที่ทำให้บุพการีผิดหวังกับความมุ่งมั่นที่จะต้องเอาชนะกับความผิดพลาดในการสอบให้ได้ บางห้วงของเวลาที่นั่งในรถไฟกลับกรุงเทพฯ ก็ได้ทบทวนถึงการปล่อยตัวใช้ชีวิตเริงร่าในมหาวิทยาลัยจนให้ผลดังที่ประสบอยู่ ทำให้ได้คิดว่าควรจะกำหนดถึงความพอดีเอาไว้บ้างว่าจะมีความพอดีอยู่ที่ตรงไหน
อันความพอนั้นเป็นเรื่องสำคัญ เป็นสิ่งที่ก๋งพร่ำสอนหนักหนา ก๋งสอนว่าคนเราถ้ารู้จักความพอแล้วก็จะมีชีวิตที่ประเสริฐ จะไม่มีวันลำบากยากจนเลย ซึ่งต่อมาภายหลังก็ได้พบกลอนบทหนึ่งซึ่งกล่าวถึงเรื่องเดียวกันนี้ว่า
“ถ้าไม่จนความพอก็ไม่จนความมี ถ้าจนความพอก็ต้องจนความมี”
ดังนั้นเศรษฐีมีเงินนับร้อยล้านแต่ยังหิวโหยกระหายตกอยู่ในอำนาจความโลภไม่รู้จักพอจึงยังเป็นคนยากจน ผิดกับลุงเจิมซึ่งเป็นชาวนาใกล้บ้านเดิม แม้จะเป็นชาวนามีรายได้ไม่มากนัก แต่มีความเพียงพออยู่ในใจเป็นนิตย์ ทุกวันก็มีชีวิตที่เป็นสุขได้
ความรู้จักพอที่ตั้งอยู่บนเหตุผลและสอดคล้องกับความเป็นจริงของแต่ละคน เป็นความสุขชนิดหนึ่งเพราะเมื่อถึงซึ่งความพอนั้นแล้ว ชีวิตก็จะอิ่ม จิตใจก็จะอิ่ม ความเร่าร้อนหรือความดิ้นรนกระวนกระวายย่อมหมดสิ้นไป ชีวิตเช่นนี้เป็นชีวิตที่พระท่านว่าเป็นมงคล ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนไว้ว่าเป็น 1 ใน 38 ประการแห่งมงคลของชีวิต คือสันโดษ เป็นมงคลสูงสุดของชีวิตนั่นแล
หลักปรัชญาพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงอบรมสั่งสอนแนะนำให้ประชาชนชาวไทยประพฤติปฏิบัติในยามที่ประเทศไทยได้เข้าสู่ภาวะวิกฤตทางการเงินในราวปี 2540 นั้น สะท้อนให้เห็นว่าพระมหาราชเจ้าพระองค์นี้ทรงรู้ซึ้งและแจ้งในคำสอนแห่งพระบรมศาสดาว่าสามารถบรรเทาทุกข์บำรุงสุขให้แก่มวลมหาประชาราษฎร์ได้ทุกระดับชั้นชน และทั่วทุกหนแห่ง
เมื่อใดที่ประชาชนมีความพอเพียงในจิตใจ ทำการทั้งปวงด้วยความพอเพียง และเมื่อถึงซึ่งความเพียงพอในจิตใจแล้ว ชีวิตของอาณาประชาราษฎรก็จะเป็นสุข และแม้ว่าในบางห้วงของเวลา อานุภาพแห่งโลกทุนนิยมครอบงำจิตใจของผู้คนให้เห็นแต่ความสำคัญของอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่พอย่างเข้าศตวรรษที่ 21 เท่านั้น ความคิดของประชาคมโลกก็เปลี่ยนแปลงไป โดยกลับมาให้ความสำคัญแก่ดัชนีแห่งความสุขหรืออัตราความสุขที่ประชาชนได้รับมากขึ้นโดยลำดับ
คำสอนของก๋งทำให้ผมได้คิดและถือเป็นหลักคิดในกิจการทั้งปวง รวมทั้งในเวลาต่อมาก็ได้กำหนดเป้าหมายความสำเร็จของชีวิตตนว่าแค่ไหนเพียงใดจะถือว่าเป็นความสำเร็จแห่งชีวิตนี้ และทำให้ผมประสพความสำเร็จในชีวิตอย่างสมบูรณ์
ผมได้ตั้งเป้าหมายความสำเร็จในเรื่องครอบครัว ในเรื่องสังคม ในเรื่องการเงิน ในเรื่องการงาน ในเรื่องเกียรติยศ และในเรื่องการศึกษาปฏิบัติในพระพุทธศาสนา และเมื่อได้ตั้งเป้าหมายฉะนี้แล้ว ผมก็ได้ทุ่มเทศึกษาและปฏิบัติเพื่อบรรลุถึงเป้าหมายดังกล่าว
เมื่อผมมีอายุครบ 45 ปีผมได้ก้าวถึงเป้าหมายแห่งชีวิตที่ได้ตั้งไว้ตั้งแต่บัดนั้นในทุก ๆ ทาง ดังนั้นในวัยหลังอายุ 45 ปีผมจึงเป็นคนที่มีความอิ่ม ไม่มีความทุกข์ร้อนเหมือนกับชาวบ้าน ไม่มีความดิ้นรนกระวนกระวายเหมือนกับที่เป็นอยู่โดยทั่วไป ชีวิตที่อิ่มและอยู่เย็นสบายเช่นนี้จึงสามารถทำอาณาประโยชน์ให้แก่ตนและแก่ผู้อื่นเป็นกำไรเพิ่มเติมของชีวิตได้อีกโสตหนึ่ง
ฉะนั้นการตั้งเป้าหมายของชีวิตด้วยความคิดจิตใจที่พอเพียง บนเหตุผล บนความรู้ประมาณและโดยสอดคล้องกับความเป็นจริงของตัวและสังคม จึงทำให้ชีวิตก้าวไปอย่างมีทิศทาง ไม่หลงทาง ไม่วอกแวก และอาจถึงเป้าหมายได้ทุกคน ดีกว่าที่จะปล่อยให้ชีวิตร่อนเร่ไปในวัฏฏะประดุจดั่งสวะที่ลอยไปตามน้ำ ที่ไม่รู้ที่หมายปลายทางประการใด
ผมกลับมาถึงกรุงเทพฯ ก็แวะไปวัดระฆัง ซื้อพวงมาลัยดอกมะลิเข้าไปกราบเจ้าประคุณสมเด็จและบอกกล่าวความต่อเจ้าประคุณว่าชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยออกจะเริงร่าไปสักหน่อยจึงทำให้สอบตกไปถึงสองวิชา บัดนี้สำนึกแล้วจึงมาบอกกล่าวให้เจ้าประคุณทราบ ขอเจ้าประคุณได้อวยชัยให้พรให้สอบผ่านในเทศกาลสอบฤดูร้อนนี้ด้วย
ออกจากวิหารสมเด็จแล้วก็ไปกราบพระมหาวิสุทธิ์ แล้วเล่าความให้ฟังพร้อมทั้งได้บอกความระลึกถึงจากพระอาจารย์ให้ได้ทราบด้วย พระมหาวิสุทธิ์พดได้ยินว่าพระอาจารย์ฝากความระลึกถึงมาก็ผินหน้าไปทางทิศใต้อันเป็นทิศที่ตั้งสำนักพระอาจารย์ แล้วยกมือขึ้นไหว้แล้วหันมากล่าวกับผมว่า ชีวิตเด็กวัดแม้ลำบากกายแต่จิตใจจะเข้มแข็งทนทานต่อความเย้ายวน เมื่อไปมีชีวิตเป็นเด็กบ้านก็ต้องรักษาจิตใจของตนอย่าให้หวั่นไหวไปกับอิทธิพลฝ่ายต่ำ หากทำได้เช่นนี้ก็จะประสพความสำเร็จ
ผมกลับมาถึงบ้านแล้วก็ตั้งหน้าอ่านตำรับตำราในวิชาที่สอบตกนั้น อ่านทบทวนเที่ยวแล้วเที่ยวเล่าแล้วมาตั้งปัญหาในใจว่ายังมีสิ่งใดที่ยังไม่รู้ในวิชาที่สอบตกบ้าง ทบทวนอยู่หลายครั้งหลายหนก็มีความมั่นใจว่าจะสามารถเข้าสู่สนามสอบได้
อานุภาพแห่งความเพียรย่อมให้ผล ผลการสอบฤดูร้อนประกาศแล้ว ผมสอบผ่านได้ทั้งสองวิชา เป็นอันว่าผมได้ผ่านจากคณะศิลปศาสตร์ไปเรียนที่คณะนิติศาสตร์สมความปรารถนา
พอรู้ผลสอบและรู้ว่าจะได้เข้าเรียนในคณะนิติศาสตร์สมความปรารถนาแล้ว ความปีติเบิกบานก็บังเกิดขึ้น สหายรักทั้งสามคนมาเลี้ยงฉลองความสำเร็จของผมกันเป็นการใหญ่ แต่ที่ว่าเป็นการใหญ่นั้นก็เพียงแค่ชวนกันไปนั่งดื่มสุราที่ริมคลองผดุงกรุงเกษมตรงบริเวณย่านนางเลิ้ง ซึ่งขณะนั้นมีร้านขายสุราอยู่หลายร้าน มีหอยแคลง และอาหารทะเล และลาบผสมผสานกัน
ระหว่างรอเปิดเทอมผมจึงได้แวะเวียนเข้าไปที่วงหมากฮอสในตลาดเทวราชซึ่งตั้งวงเล่นกันเป็นประจำเช้ายันค่ำ แต่การเข้าไปเล่นหมากฮอสในครั้งนี้มีความปรารถนาอยู่ประการเดียวคือเพื่อแสวงหาเพื่อนใหม่สำหรับใช้แก้เหงาในยามว่าง
เริ่มต้นผมก็ไปยืนดูเขาเล่นกันก่อนเพื่อศึกษาดูลู่ทางว่านักหมากฮอสในพื้นนั้นฝีไม้ลายมือเป็นประการใด สังเกตอยู่ 2-3 วัน ก็พอรู้ว่าใครเป็นใคร และฝีมือเป็นอย่างไร ครั้นพอผ่าน 2-3 วันไปแล้ว พวกวงการหมากฮอสในพื้นนั้นก็ค่อย ๆ คุ้นหน้ากับผม บางทีเขาเล่นพนันกัน คนที่ชนะก็สั่งโอเลี้ยงมาเลี้ยงคนที่มุงดู ผมเลยกลายเป็นกรรมกินไปโดยอัตโนมัติ
พอคุ้นอัชฌาสัยกันแล้วผมก็เริ่มเข้าแทรกแซงการเล่น คือฝ่ายไหนเพลี่ยงพล้ำลง และถ้าไม่ใช่เป็นการเล่นพนันผมก็ช่วยออกความคิดเห็นว่าให้เดินตัวนั้น ตัวนี้ ครั้นเขาเดินตามที่บอกก็ได้ผล หนักเข้าฝ่ายที่แพ้ก็ชวนให้ผมลงเล่นเสียเอง
ผมก็ลงเล่นไปตามคำชวน แรก ๆ ก็เล่นแบบอ่อนมือให้ เพราะรู้ดีว่าฝีไม้ลายมือของนักหมากฮอสในย่านนั้นพอประมาณ ไม่จัดจ้านแม่ไม้ลูกไม้เท่าใดนัก กะเอาแต่ว่าให้ชนะแต่น้อย พอเป็นเครื่องจูงใจให้อีกฝ่ายหนึ่งอยากจะเล่นต่อไป
ในบางครั้งก็แสดงความพลิกแพลงของกระบวนหมากให้ปรากฏ ทำให้เกิดการตื่นตาตื่นใจ เพราะนักหมากฮอสย่านนั้นไม่เคยพบพานนักหมากฮอสระดับเซียนแบบสามตัวประหลาดมาแต่ก่อน ในที่สุดเซียนเจ้าถิ่นก็ถูกเชิญมาเล่นกับผม แต่เพราะเป็นพื้นเดียวกันจึงเล่นกันอย่างมิตรภาพ คือเล่นสนุก ๆ เอากันแค่ใครแพ้ก็เลี้ยงโอเลี้ยงเท่านั้น
ในครั้งแรกที่ประฝีมือกัน บรรดากองเชียร์ก็พากันมามุงดูเป็นกลุ่มใหญ่ เพราะถือว่าเซียนเจ้าถิ่นเดิมมีฝีมือล้ำเลิศนัก และไม่มีใครคาดคิดว่ามิตรหน้าใหม่มีฝีไม้ลายมือประการใด คงเข้าใจเอาแต่ว่าอีกไม่กี่กระดานเซียนเจ้าเก่าก็จะจับทางหมากได้ และคงเอาชนะได้ต่อเนื่องตลอดไป
เซียนเจ้าถิ่นคงเห็นว่าผมเป็นเพื่อนใหม่ หะแรกก็อ่อนมือให้ หวังจะให้ชนะแต่น้อย แต่ที่ไหนได้กลับแพ้ ครั้นเริ่มกระดานใหม่เล่นเต็มแรงขึ้นก็ยังแพ้อยู่อีก เมื่อตั้งกระดานใหม่ด้วยใจฉงนก็ยังแพ้อยู่นั่นเอง สร้างความตกตะลึงพรึงเพริดให้กับนักหมากฮอสในย่านนั้น เพราะที่เคยเล่นกับผมมาก็ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ หรือบ้างชนะก็ไม่มากนัก แต่ไฉนพอมาเล่นกับเซียนตัวจริง เซียนเจ้าถิ่นนั้นกลับพ่ายแพ้แบบหมดรูป
นั่นเป็นความตั้งใจของผมเองที่ต้องการสร้างความประทับใจให้เพื่อนใหม่ในย่านนั้น เซียนเจ้าถิ่นแพ้ทุกกระดานก็ยอมรับความพ่ายแพ้ด้วยความสนิทใจ ขอจับไม้จับมือเป็นสหาย ผมก็จับไม้จับมือตอบด้วยความยินดี
กลายเป็นว่าการเล่นหมากฮอสในวันนั้นผมได้ฐานะเป็นเซียนเจ้าถิ่นคนใหม่และได้มิตรสหายเป็นโขยง
นี่แหละที่โบราณว่า “รู้อะไรรู้ให้จริงสักสิ่งเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล” หรืออีกบทหนึ่งที่ว่า “รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม” นั่นเอง การเล่นหมากฮอสที่ดูเหมือนว่าไม่มีคุณค่าราคาอะไรก็ได้กลายเป็นเครื่องมือในการผูกมิตรที่มีความสนิทแน่นแฟ้นได้เหมือนกัน
หลังจากได้รับการยอมรับจากนักหมากฮอสในคราวนั้นแล้ว เมื่อผมแวะเวียนไปเล่นหมากฮอสคราใดก็ได้รับการต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี กลายเป็นเพื่อนที่สนิทชิดเชื้อกันได้ไม่ว่าวัยเด็ก วัยหนุ่ม หรือวัยแก่
เลิกจากเล่นหมากฮอสวันใด หากมีเวลาไม่ค่ำนักผมก็รักที่จะไปเล่นหมากรุกต่อที่ริมคลองผดุงกรุงเกษม ฝีมือหมากรุกของผมในยามนั้นจัดว่าพอเดินได้เดินเป็น แต่ไม่ถึงกับเดินเก่งเดินกล้า จึงได้แต่ไปนั่งดูเป็นกองเชียร์ข้างวง และดูไปแล้วนักหมากรุกในย่านนั้นก็ค่อนข้างมีฝีมือดี
แต่ฝีมือดีเห็นจะไม่เท่ากับฝีปากที่ต่างคนต่างจัดจ้านเหลือประมาณนัก เล่น หมากรุกไปคุยโวโอ้อวดกันไป ข่มขวัญกันไปตามประสา ทำให้เกิดอารมณ์สนุกสนานเบิกบานใจเป็นที่ยิ่ง นักหมากรุกส่วนใหญ่ในย่านนั้นล้วนเป็นผู้มีอายุเกิน 40 กว่าไปถึง 70 ปีทั้งสิ้น ทำให้รู้สึกว่าการเล่นหมากรุกก็เป็นยาทางอารมณ์อย่างหนึ่งที่ทำให้คนมีความสุข สนุกเบิกบาน และมีสุขภาพแข็งแรง
เฉพาะคืนวันอาทิตย์นั้นเป็นรอยต่อที่จะมีตลาดนัดในเช้าวันจันทร์ ดังนั้นชาวตลาดจึงพลุกพล่านตั้งแต่เวลากลางคืน วงหมากรุกจึงมักที่จะเล่นกันทั้งคืน ต่อเนื่องไปถึงกลางวันอีกวันหนึ่ง ดังนั้นตั้งแต่วันอาทิตย์กลางวันตลอดไปถึงกลางคืนและตลอดวันจันทร์จึงเป็นช่วงเวลาที่วงหมากรุกวงนี้เล่นกันต่อเนื่อง ใครหิวก็สั่งข้าวแกงมากินบ้าง สั่งโอเลี้ยงมากินบ้าง
ว่ากันว่านักหมากรุกข้างกระดานนั้นมักตาใส เพราะเมื่อนั่งข้างกระดานถึงแม้ฝีมือไม่จัดจ้านเท่าใด แต่บางครั้งก็เห็นแต้มใส ๆ ที่เป็นตาเด็ด ดังนั้นการเล่นหมากรุกจึงเป็นเรื่องที่สนุกทั้งคนเล่นและคนดู ทั้งเล่นทั้งดูกันได้ทั้งวันทั้งคืน หามรุ่งหามค่ำ จนบางคนเมียต้องให้ลูกมาตาม ถึงกระนั้นก็ไม่ยอมกลับบ้าน จนเมียต้องถือมีดอีโต้มาตามนั่นแหละจึงค่อยเดินกลับบ้านด้วยความสงบเสงี่ยมเจียมตัว
ไม่นานเท่าใดนักผมก็มีมิตรสหายในย่านนั้นเป็นจำนวนมาก ทั้งในวงหมากฮอสและในวงหมากรุก หนักเข้าก็ลามไปถึงบรรดาพ่อค้าแม่ค้าเพราะไป ๆ มา ๆ ก็คุ้นเคยกันไปหมด จะกิน จะหยิบ จะฉวยอะไรก็ไม่ว่ากัน
ผมคบทั้งนักหมากฮอส นักหมากรุก พ่อค้า แม่ค้า เด็กขนผัก และคนขายถ่านอย่างสนิทแน่นแฟ้น และไปมาหาสู่เสวนากันแทบทุกวัน ทำให้คลายเหงาไปได้มาก
ในวันนัดของตลาดจะมีวงหมากฮอสอีกวงหนึ่งตั้งอยู่หน้าห้องแถวรอบนอกของตลาด เจ้าของห้องแถวนั้นทำร้านค้า ออกจะมีฐานะดีกว่าใครในย่านนั้น ร้านค้าร้านนี้มีลูกสาวอยู่ 2 คน คนโตสวยเหมือนนางเอกงิ้ว ผมเล่นหมากฮอสไปก็ชำเลืองดูไป หนัก ๆ เข้าก็ต้องตาแล้วพานมาต้องใจ
ถ้าหากจะนับสตรีที่ต้องใจนับแต่ย่างเท้าก้าวแรกมาถึงกรุงเทพฯ แล้ว อาหมวยรูปสวยคนนี้ก็เป็นคนที่ 3 โดยคนแรกนั้นคือคุณชมพู่ที่เคยดูถูกดูแคลนว่าผมเป็นหมาวัด คนถัดมาก็เป็นอาหมวยอีก เป็นลูกเจ้าของร้านชำอยู่ที่ซอยวังหลัง อาหมวยเจ้าเรียบร้อย ร่าเริงนัก เป็นคนใจบุญศุลทาน ใส่บาตรพระทุกวัน วันไหนมีกับข้าวผมก็ต้องเอาปิ่นโตไปรับ แต่ก็เพียงแค่ดูกันไปดูกันมา ทักทายกันบ้างเป็นบางครั้ง แต่ก็พอจะรู้ว่าสาวเจ้าไม่ได้ดูแคลนว่าเป็นหมาวัดเหมือนที่เคยประสบมา
ก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นเพียงแค่ต้องตา แต่หาต้องใจไม่ และความจริงในยามนั้นก็ไม่รู้จักความรักเสียด้วยซ้ำว่าเป็นอย่างไร แต่เพราะเหตุที่สาวเจ้าใส่บาตรพระเป็นประจำ จึงเป็นสตรีเดียวที่ค่อนข้างจะคุ้นเคยกว่าใคร
จากวัดระฆังมาแล้วก็มาเห็นอาหมวยเข้าอีกคนหนึ่ง คนนี้ออกจะต้องใจคิดใคร่จะจีบแต่ก็จีบไม่เป็น เวลาสาวเจ้าไปเรียนกวดวิชาในตอนค่ำก็พยายามติดตามไปชวนคุยด้วย แต่สาวเจ้าก็มิได้ใยดีแต่ประการใด ต่อมาจึงรู้ว่าสาวเจ้ามีคู่หมั้นมาตั้งแต่อายุ 6-7 ขวบตามธรรมเนียมจีนโบราณจึงโล่งใจว่าเออ! ผ่านไปเสียทีก็ดีเหมือนกัน
และแล้วผมก็พบรักแรกในวัยเรียน สาวเจ้าคนใหม่นี้บ้านอยู่ห้องแถวฟากตรงข้ามกับปากซอยเข้าบ้านมนูญผลนั่นเอง มีเค้าหน้าคล้ายกับลูกครึ่งฝรั่ง หน้าตาเบิกบานแจ่มใส แววตาร่าเริงยิ่งนัก ห้องนอนของสาวเจ้าอยู่บนชั้นสองด้านติดถนน และผมพบเห็นเข้าโดยบังเอิญ
วันหนึ่งเมื่อผมกลับจากมหาวิทยาลัย เข้าบ้านแล้วก็เปลี่ยนเสื้อผ้าจะออกไปเล่นหมากฮอส เหลือบตาไปที่ชั้นสองของห้องแถว เห็นใบหน้าสาวเจ้าแฉล้มนักก็หยุดกึกเพ่งมองดูด้วยความสนใจ สาวเจ้าเยี่ยมหน้าอยู่ที่หน้าต่าง เห็นผมยืนดูด้วยความตั้งใจก็หลบหน้าเข้าไป ผมยังคงยืนจ้องอยู่ที่นั่นราว ๆ สัก 10 นาที สาวเจ้าก็เยี่ยมหน้ามาดูอีกครั้งหนึ่ง ผมก็ทำทีโบกไม้โบกมือให้ สาวเจ้าก็หลบเข้าไปอีก ผมจึงเดินไปเล่นหมากฮอส
เกือบสามทุ่ม กำลังจะกลับเข้าบ้าน เหลือบมองไปที่ชั้นสองของห้องแถวก็เห็นสาวเจ้ายืนอยู่ที่หน้าต่าง ยังจำเสื้อผ้าได้ถึงวันนี้ว่าใส่ชุดสีฟ้า ผมก็โบกมือให้อีก สาวเจ้าก็หลบหน้าเข้าไป ผมกลับเข้าไปบ้านแล้วในใจก็อยากจะรู้ว่าสาวเจ้าจะรู้สึกประการใด เกือบสี่ทุ่มจึงออกมาอีกครั้งหนึ่ง ก็เห็นสาวเจ้ายืนอยู่ที่หน้าต่างอีก แต่พอโบกมือให้สาวเจ้าก็หลบเข้าไปอีก
อันก้านบัวบอกลึกตื้นชลธาร กิริยาอาการของสาวเจ้าแม้ไม่ได้พูดไม่ได้จา และหลบหน้าทุกครั้งที่ผมโบกมือให้ก็พอจะหยั่งได้ว่าสาวเจ้าอาจจะสนใจอยู่บ้าง หยั่งได้ฉะนี้แล้วในใจก็ตั้งความเพียรว่าจะลองพยายามพบตัวสาวเจ้าให้จงได้ เพราะเพียงแค่ใบหน้าที่เห็นผ่านทางหน้าต่างก็ช่างต้องใจนัก
วันต่อมาผมก็ไปยืนที่ปากซอยอีก ก็เห็นสาวเจ้าเหมือนอย่างเคย คราวนี้ผมโบกมือให้แล้วชี้ไปทางตลาดเพื่อเป็นการส่งภาษาว่าไปตลาดกันดีไหม? สาวเจ้าโบกมือเป็นเชิงปฏิเสธ ผมก็ไม่ว่ากระไร คงไปเล่นหมากฮอสเหมือนเดิม
วันถัด ๆ มาผมก็ทำอย่างเดียวกันนี้ ก็ได้รับคำตอบในทางโบกมือปฏิเสธทุกครั้ง ถึงกระนั้นผมก็พอจะหยั่งรู้ว่าสาวเจ้ามีใจให้อยู่บ้างแล้ว ดังนั้นความพยายามจึงมากขึ้น คราวนี้จึงตั้งใจว่าจะต้องเอาชนะใจสาวเจ้าให้จงได้
จึงวางแผนลองหยั่งใจไปอีกขั้นหนึ่ง คือเมื่อผมกลับจากเล่นหมากฮอสเกือบสามทุ่ม คราวนี้ผมยืนปักหลักอยู่ที่ปากซอย จ้องขึ้นไปที่ชั้นสอง สาวเจ้าเห็นเข้าก็หลบ แต่ผมไม่ถอยคงยืนปักหลักอยู่นั่นเอง ไม่ถึง 20 นาที สาวเจ้าก็เยี่ยมหน้ามาอีก คราวนี้ผมเอามือชี้ไปที่หัวใจ สาวเจ้าก็หลบเข้าไปเหมือนอย่างเคย
ผมไม่ละความพยายาม คงยืนปักหลักอยู่นั่นเองเพื่อจะลองใจสาวว่ามีความห่วงหาอาลัยเกิดขึ้นบ้างหรือไม่
เหตุการณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่จนเกือบสองยาม คราวนี้เห็นทีจะสัมฤทธิ์ผล เพราะเป็นเวลาดึกมาก สาวเจ้าเยี่ยมหน้ามาคราวนี้ก็โบกมือให้ผมและโบกมือไปทางด้านหน้า พอเป็นสัญญาณว่าให้ผมไปนอนได้แล้ว
ผมรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่ง และเป็นความสุขอย่างยิ่ง รู้ชัดขึ้นว่าสาวเจ้ามีความห่วงหาอาทร กลัวผมจะอดตาหลับขับตานอน จึงโบกมือขับให้กลับไปนอนได้แล้ว เมื่อคะเนหยั่งความในใจกระจ่างผมก็ส่งจูบให้ แล้วรีบเดินกลับเข้าบ้านโดยไม่หวังคำตอบใด ๆ อีก ดึกคืนนั้นจึงเป็นค่ำคืนที่ผมนอนหลับฝันดีเป็นที่สุด.
อันความพอนั้นเป็นเรื่องสำคัญ เป็นสิ่งที่ก๋งพร่ำสอนหนักหนา ก๋งสอนว่าคนเราถ้ารู้จักความพอแล้วก็จะมีชีวิตที่ประเสริฐ จะไม่มีวันลำบากยากจนเลย ซึ่งต่อมาภายหลังก็ได้พบกลอนบทหนึ่งซึ่งกล่าวถึงเรื่องเดียวกันนี้ว่า
“ถ้าไม่จนความพอก็ไม่จนความมี ถ้าจนความพอก็ต้องจนความมี”
ดังนั้นเศรษฐีมีเงินนับร้อยล้านแต่ยังหิวโหยกระหายตกอยู่ในอำนาจความโลภไม่รู้จักพอจึงยังเป็นคนยากจน ผิดกับลุงเจิมซึ่งเป็นชาวนาใกล้บ้านเดิม แม้จะเป็นชาวนามีรายได้ไม่มากนัก แต่มีความเพียงพออยู่ในใจเป็นนิตย์ ทุกวันก็มีชีวิตที่เป็นสุขได้
ความรู้จักพอที่ตั้งอยู่บนเหตุผลและสอดคล้องกับความเป็นจริงของแต่ละคน เป็นความสุขชนิดหนึ่งเพราะเมื่อถึงซึ่งความพอนั้นแล้ว ชีวิตก็จะอิ่ม จิตใจก็จะอิ่ม ความเร่าร้อนหรือความดิ้นรนกระวนกระวายย่อมหมดสิ้นไป ชีวิตเช่นนี้เป็นชีวิตที่พระท่านว่าเป็นมงคล ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนไว้ว่าเป็น 1 ใน 38 ประการแห่งมงคลของชีวิต คือสันโดษ เป็นมงคลสูงสุดของชีวิตนั่นแล
หลักปรัชญาพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงอบรมสั่งสอนแนะนำให้ประชาชนชาวไทยประพฤติปฏิบัติในยามที่ประเทศไทยได้เข้าสู่ภาวะวิกฤตทางการเงินในราวปี 2540 นั้น สะท้อนให้เห็นว่าพระมหาราชเจ้าพระองค์นี้ทรงรู้ซึ้งและแจ้งในคำสอนแห่งพระบรมศาสดาว่าสามารถบรรเทาทุกข์บำรุงสุขให้แก่มวลมหาประชาราษฎร์ได้ทุกระดับชั้นชน และทั่วทุกหนแห่ง
เมื่อใดที่ประชาชนมีความพอเพียงในจิตใจ ทำการทั้งปวงด้วยความพอเพียง และเมื่อถึงซึ่งความเพียงพอในจิตใจแล้ว ชีวิตของอาณาประชาราษฎรก็จะเป็นสุข และแม้ว่าในบางห้วงของเวลา อานุภาพแห่งโลกทุนนิยมครอบงำจิตใจของผู้คนให้เห็นแต่ความสำคัญของอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่พอย่างเข้าศตวรรษที่ 21 เท่านั้น ความคิดของประชาคมโลกก็เปลี่ยนแปลงไป โดยกลับมาให้ความสำคัญแก่ดัชนีแห่งความสุขหรืออัตราความสุขที่ประชาชนได้รับมากขึ้นโดยลำดับ
คำสอนของก๋งทำให้ผมได้คิดและถือเป็นหลักคิดในกิจการทั้งปวง รวมทั้งในเวลาต่อมาก็ได้กำหนดเป้าหมายความสำเร็จของชีวิตตนว่าแค่ไหนเพียงใดจะถือว่าเป็นความสำเร็จแห่งชีวิตนี้ และทำให้ผมประสพความสำเร็จในชีวิตอย่างสมบูรณ์
ผมได้ตั้งเป้าหมายความสำเร็จในเรื่องครอบครัว ในเรื่องสังคม ในเรื่องการเงิน ในเรื่องการงาน ในเรื่องเกียรติยศ และในเรื่องการศึกษาปฏิบัติในพระพุทธศาสนา และเมื่อได้ตั้งเป้าหมายฉะนี้แล้ว ผมก็ได้ทุ่มเทศึกษาและปฏิบัติเพื่อบรรลุถึงเป้าหมายดังกล่าว
เมื่อผมมีอายุครบ 45 ปีผมได้ก้าวถึงเป้าหมายแห่งชีวิตที่ได้ตั้งไว้ตั้งแต่บัดนั้นในทุก ๆ ทาง ดังนั้นในวัยหลังอายุ 45 ปีผมจึงเป็นคนที่มีความอิ่ม ไม่มีความทุกข์ร้อนเหมือนกับชาวบ้าน ไม่มีความดิ้นรนกระวนกระวายเหมือนกับที่เป็นอยู่โดยทั่วไป ชีวิตที่อิ่มและอยู่เย็นสบายเช่นนี้จึงสามารถทำอาณาประโยชน์ให้แก่ตนและแก่ผู้อื่นเป็นกำไรเพิ่มเติมของชีวิตได้อีกโสตหนึ่ง
ฉะนั้นการตั้งเป้าหมายของชีวิตด้วยความคิดจิตใจที่พอเพียง บนเหตุผล บนความรู้ประมาณและโดยสอดคล้องกับความเป็นจริงของตัวและสังคม จึงทำให้ชีวิตก้าวไปอย่างมีทิศทาง ไม่หลงทาง ไม่วอกแวก และอาจถึงเป้าหมายได้ทุกคน ดีกว่าที่จะปล่อยให้ชีวิตร่อนเร่ไปในวัฏฏะประดุจดั่งสวะที่ลอยไปตามน้ำ ที่ไม่รู้ที่หมายปลายทางประการใด
ผมกลับมาถึงกรุงเทพฯ ก็แวะไปวัดระฆัง ซื้อพวงมาลัยดอกมะลิเข้าไปกราบเจ้าประคุณสมเด็จและบอกกล่าวความต่อเจ้าประคุณว่าชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยออกจะเริงร่าไปสักหน่อยจึงทำให้สอบตกไปถึงสองวิชา บัดนี้สำนึกแล้วจึงมาบอกกล่าวให้เจ้าประคุณทราบ ขอเจ้าประคุณได้อวยชัยให้พรให้สอบผ่านในเทศกาลสอบฤดูร้อนนี้ด้วย
ออกจากวิหารสมเด็จแล้วก็ไปกราบพระมหาวิสุทธิ์ แล้วเล่าความให้ฟังพร้อมทั้งได้บอกความระลึกถึงจากพระอาจารย์ให้ได้ทราบด้วย พระมหาวิสุทธิ์พดได้ยินว่าพระอาจารย์ฝากความระลึกถึงมาก็ผินหน้าไปทางทิศใต้อันเป็นทิศที่ตั้งสำนักพระอาจารย์ แล้วยกมือขึ้นไหว้แล้วหันมากล่าวกับผมว่า ชีวิตเด็กวัดแม้ลำบากกายแต่จิตใจจะเข้มแข็งทนทานต่อความเย้ายวน เมื่อไปมีชีวิตเป็นเด็กบ้านก็ต้องรักษาจิตใจของตนอย่าให้หวั่นไหวไปกับอิทธิพลฝ่ายต่ำ หากทำได้เช่นนี้ก็จะประสพความสำเร็จ
ผมกลับมาถึงบ้านแล้วก็ตั้งหน้าอ่านตำรับตำราในวิชาที่สอบตกนั้น อ่านทบทวนเที่ยวแล้วเที่ยวเล่าแล้วมาตั้งปัญหาในใจว่ายังมีสิ่งใดที่ยังไม่รู้ในวิชาที่สอบตกบ้าง ทบทวนอยู่หลายครั้งหลายหนก็มีความมั่นใจว่าจะสามารถเข้าสู่สนามสอบได้
อานุภาพแห่งความเพียรย่อมให้ผล ผลการสอบฤดูร้อนประกาศแล้ว ผมสอบผ่านได้ทั้งสองวิชา เป็นอันว่าผมได้ผ่านจากคณะศิลปศาสตร์ไปเรียนที่คณะนิติศาสตร์สมความปรารถนา
พอรู้ผลสอบและรู้ว่าจะได้เข้าเรียนในคณะนิติศาสตร์สมความปรารถนาแล้ว ความปีติเบิกบานก็บังเกิดขึ้น สหายรักทั้งสามคนมาเลี้ยงฉลองความสำเร็จของผมกันเป็นการใหญ่ แต่ที่ว่าเป็นการใหญ่นั้นก็เพียงแค่ชวนกันไปนั่งดื่มสุราที่ริมคลองผดุงกรุงเกษมตรงบริเวณย่านนางเลิ้ง ซึ่งขณะนั้นมีร้านขายสุราอยู่หลายร้าน มีหอยแคลง และอาหารทะเล และลาบผสมผสานกัน
ระหว่างรอเปิดเทอมผมจึงได้แวะเวียนเข้าไปที่วงหมากฮอสในตลาดเทวราชซึ่งตั้งวงเล่นกันเป็นประจำเช้ายันค่ำ แต่การเข้าไปเล่นหมากฮอสในครั้งนี้มีความปรารถนาอยู่ประการเดียวคือเพื่อแสวงหาเพื่อนใหม่สำหรับใช้แก้เหงาในยามว่าง
เริ่มต้นผมก็ไปยืนดูเขาเล่นกันก่อนเพื่อศึกษาดูลู่ทางว่านักหมากฮอสในพื้นนั้นฝีไม้ลายมือเป็นประการใด สังเกตอยู่ 2-3 วัน ก็พอรู้ว่าใครเป็นใคร และฝีมือเป็นอย่างไร ครั้นพอผ่าน 2-3 วันไปแล้ว พวกวงการหมากฮอสในพื้นนั้นก็ค่อย ๆ คุ้นหน้ากับผม บางทีเขาเล่นพนันกัน คนที่ชนะก็สั่งโอเลี้ยงมาเลี้ยงคนที่มุงดู ผมเลยกลายเป็นกรรมกินไปโดยอัตโนมัติ
พอคุ้นอัชฌาสัยกันแล้วผมก็เริ่มเข้าแทรกแซงการเล่น คือฝ่ายไหนเพลี่ยงพล้ำลง และถ้าไม่ใช่เป็นการเล่นพนันผมก็ช่วยออกความคิดเห็นว่าให้เดินตัวนั้น ตัวนี้ ครั้นเขาเดินตามที่บอกก็ได้ผล หนักเข้าฝ่ายที่แพ้ก็ชวนให้ผมลงเล่นเสียเอง
ผมก็ลงเล่นไปตามคำชวน แรก ๆ ก็เล่นแบบอ่อนมือให้ เพราะรู้ดีว่าฝีไม้ลายมือของนักหมากฮอสในย่านนั้นพอประมาณ ไม่จัดจ้านแม่ไม้ลูกไม้เท่าใดนัก กะเอาแต่ว่าให้ชนะแต่น้อย พอเป็นเครื่องจูงใจให้อีกฝ่ายหนึ่งอยากจะเล่นต่อไป
ในบางครั้งก็แสดงความพลิกแพลงของกระบวนหมากให้ปรากฏ ทำให้เกิดการตื่นตาตื่นใจ เพราะนักหมากฮอสย่านนั้นไม่เคยพบพานนักหมากฮอสระดับเซียนแบบสามตัวประหลาดมาแต่ก่อน ในที่สุดเซียนเจ้าถิ่นก็ถูกเชิญมาเล่นกับผม แต่เพราะเป็นพื้นเดียวกันจึงเล่นกันอย่างมิตรภาพ คือเล่นสนุก ๆ เอากันแค่ใครแพ้ก็เลี้ยงโอเลี้ยงเท่านั้น
ในครั้งแรกที่ประฝีมือกัน บรรดากองเชียร์ก็พากันมามุงดูเป็นกลุ่มใหญ่ เพราะถือว่าเซียนเจ้าถิ่นเดิมมีฝีมือล้ำเลิศนัก และไม่มีใครคาดคิดว่ามิตรหน้าใหม่มีฝีไม้ลายมือประการใด คงเข้าใจเอาแต่ว่าอีกไม่กี่กระดานเซียนเจ้าเก่าก็จะจับทางหมากได้ และคงเอาชนะได้ต่อเนื่องตลอดไป
เซียนเจ้าถิ่นคงเห็นว่าผมเป็นเพื่อนใหม่ หะแรกก็อ่อนมือให้ หวังจะให้ชนะแต่น้อย แต่ที่ไหนได้กลับแพ้ ครั้นเริ่มกระดานใหม่เล่นเต็มแรงขึ้นก็ยังแพ้อยู่อีก เมื่อตั้งกระดานใหม่ด้วยใจฉงนก็ยังแพ้อยู่นั่นเอง สร้างความตกตะลึงพรึงเพริดให้กับนักหมากฮอสในย่านนั้น เพราะที่เคยเล่นกับผมมาก็ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ หรือบ้างชนะก็ไม่มากนัก แต่ไฉนพอมาเล่นกับเซียนตัวจริง เซียนเจ้าถิ่นนั้นกลับพ่ายแพ้แบบหมดรูป
นั่นเป็นความตั้งใจของผมเองที่ต้องการสร้างความประทับใจให้เพื่อนใหม่ในย่านนั้น เซียนเจ้าถิ่นแพ้ทุกกระดานก็ยอมรับความพ่ายแพ้ด้วยความสนิทใจ ขอจับไม้จับมือเป็นสหาย ผมก็จับไม้จับมือตอบด้วยความยินดี
กลายเป็นว่าการเล่นหมากฮอสในวันนั้นผมได้ฐานะเป็นเซียนเจ้าถิ่นคนใหม่และได้มิตรสหายเป็นโขยง
นี่แหละที่โบราณว่า “รู้อะไรรู้ให้จริงสักสิ่งเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล” หรืออีกบทหนึ่งที่ว่า “รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม” นั่นเอง การเล่นหมากฮอสที่ดูเหมือนว่าไม่มีคุณค่าราคาอะไรก็ได้กลายเป็นเครื่องมือในการผูกมิตรที่มีความสนิทแน่นแฟ้นได้เหมือนกัน
หลังจากได้รับการยอมรับจากนักหมากฮอสในคราวนั้นแล้ว เมื่อผมแวะเวียนไปเล่นหมากฮอสคราใดก็ได้รับการต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี กลายเป็นเพื่อนที่สนิทชิดเชื้อกันได้ไม่ว่าวัยเด็ก วัยหนุ่ม หรือวัยแก่
เลิกจากเล่นหมากฮอสวันใด หากมีเวลาไม่ค่ำนักผมก็รักที่จะไปเล่นหมากรุกต่อที่ริมคลองผดุงกรุงเกษม ฝีมือหมากรุกของผมในยามนั้นจัดว่าพอเดินได้เดินเป็น แต่ไม่ถึงกับเดินเก่งเดินกล้า จึงได้แต่ไปนั่งดูเป็นกองเชียร์ข้างวง และดูไปแล้วนักหมากรุกในย่านนั้นก็ค่อนข้างมีฝีมือดี
แต่ฝีมือดีเห็นจะไม่เท่ากับฝีปากที่ต่างคนต่างจัดจ้านเหลือประมาณนัก เล่น หมากรุกไปคุยโวโอ้อวดกันไป ข่มขวัญกันไปตามประสา ทำให้เกิดอารมณ์สนุกสนานเบิกบานใจเป็นที่ยิ่ง นักหมากรุกส่วนใหญ่ในย่านนั้นล้วนเป็นผู้มีอายุเกิน 40 กว่าไปถึง 70 ปีทั้งสิ้น ทำให้รู้สึกว่าการเล่นหมากรุกก็เป็นยาทางอารมณ์อย่างหนึ่งที่ทำให้คนมีความสุข สนุกเบิกบาน และมีสุขภาพแข็งแรง
เฉพาะคืนวันอาทิตย์นั้นเป็นรอยต่อที่จะมีตลาดนัดในเช้าวันจันทร์ ดังนั้นชาวตลาดจึงพลุกพล่านตั้งแต่เวลากลางคืน วงหมากรุกจึงมักที่จะเล่นกันทั้งคืน ต่อเนื่องไปถึงกลางวันอีกวันหนึ่ง ดังนั้นตั้งแต่วันอาทิตย์กลางวันตลอดไปถึงกลางคืนและตลอดวันจันทร์จึงเป็นช่วงเวลาที่วงหมากรุกวงนี้เล่นกันต่อเนื่อง ใครหิวก็สั่งข้าวแกงมากินบ้าง สั่งโอเลี้ยงมากินบ้าง
ว่ากันว่านักหมากรุกข้างกระดานนั้นมักตาใส เพราะเมื่อนั่งข้างกระดานถึงแม้ฝีมือไม่จัดจ้านเท่าใด แต่บางครั้งก็เห็นแต้มใส ๆ ที่เป็นตาเด็ด ดังนั้นการเล่นหมากรุกจึงเป็นเรื่องที่สนุกทั้งคนเล่นและคนดู ทั้งเล่นทั้งดูกันได้ทั้งวันทั้งคืน หามรุ่งหามค่ำ จนบางคนเมียต้องให้ลูกมาตาม ถึงกระนั้นก็ไม่ยอมกลับบ้าน จนเมียต้องถือมีดอีโต้มาตามนั่นแหละจึงค่อยเดินกลับบ้านด้วยความสงบเสงี่ยมเจียมตัว
ไม่นานเท่าใดนักผมก็มีมิตรสหายในย่านนั้นเป็นจำนวนมาก ทั้งในวงหมากฮอสและในวงหมากรุก หนักเข้าก็ลามไปถึงบรรดาพ่อค้าแม่ค้าเพราะไป ๆ มา ๆ ก็คุ้นเคยกันไปหมด จะกิน จะหยิบ จะฉวยอะไรก็ไม่ว่ากัน
ผมคบทั้งนักหมากฮอส นักหมากรุก พ่อค้า แม่ค้า เด็กขนผัก และคนขายถ่านอย่างสนิทแน่นแฟ้น และไปมาหาสู่เสวนากันแทบทุกวัน ทำให้คลายเหงาไปได้มาก
ในวันนัดของตลาดจะมีวงหมากฮอสอีกวงหนึ่งตั้งอยู่หน้าห้องแถวรอบนอกของตลาด เจ้าของห้องแถวนั้นทำร้านค้า ออกจะมีฐานะดีกว่าใครในย่านนั้น ร้านค้าร้านนี้มีลูกสาวอยู่ 2 คน คนโตสวยเหมือนนางเอกงิ้ว ผมเล่นหมากฮอสไปก็ชำเลืองดูไป หนัก ๆ เข้าก็ต้องตาแล้วพานมาต้องใจ
ถ้าหากจะนับสตรีที่ต้องใจนับแต่ย่างเท้าก้าวแรกมาถึงกรุงเทพฯ แล้ว อาหมวยรูปสวยคนนี้ก็เป็นคนที่ 3 โดยคนแรกนั้นคือคุณชมพู่ที่เคยดูถูกดูแคลนว่าผมเป็นหมาวัด คนถัดมาก็เป็นอาหมวยอีก เป็นลูกเจ้าของร้านชำอยู่ที่ซอยวังหลัง อาหมวยเจ้าเรียบร้อย ร่าเริงนัก เป็นคนใจบุญศุลทาน ใส่บาตรพระทุกวัน วันไหนมีกับข้าวผมก็ต้องเอาปิ่นโตไปรับ แต่ก็เพียงแค่ดูกันไปดูกันมา ทักทายกันบ้างเป็นบางครั้ง แต่ก็พอจะรู้ว่าสาวเจ้าไม่ได้ดูแคลนว่าเป็นหมาวัดเหมือนที่เคยประสบมา
ก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นเพียงแค่ต้องตา แต่หาต้องใจไม่ และความจริงในยามนั้นก็ไม่รู้จักความรักเสียด้วยซ้ำว่าเป็นอย่างไร แต่เพราะเหตุที่สาวเจ้าใส่บาตรพระเป็นประจำ จึงเป็นสตรีเดียวที่ค่อนข้างจะคุ้นเคยกว่าใคร
จากวัดระฆังมาแล้วก็มาเห็นอาหมวยเข้าอีกคนหนึ่ง คนนี้ออกจะต้องใจคิดใคร่จะจีบแต่ก็จีบไม่เป็น เวลาสาวเจ้าไปเรียนกวดวิชาในตอนค่ำก็พยายามติดตามไปชวนคุยด้วย แต่สาวเจ้าก็มิได้ใยดีแต่ประการใด ต่อมาจึงรู้ว่าสาวเจ้ามีคู่หมั้นมาตั้งแต่อายุ 6-7 ขวบตามธรรมเนียมจีนโบราณจึงโล่งใจว่าเออ! ผ่านไปเสียทีก็ดีเหมือนกัน
และแล้วผมก็พบรักแรกในวัยเรียน สาวเจ้าคนใหม่นี้บ้านอยู่ห้องแถวฟากตรงข้ามกับปากซอยเข้าบ้านมนูญผลนั่นเอง มีเค้าหน้าคล้ายกับลูกครึ่งฝรั่ง หน้าตาเบิกบานแจ่มใส แววตาร่าเริงยิ่งนัก ห้องนอนของสาวเจ้าอยู่บนชั้นสองด้านติดถนน และผมพบเห็นเข้าโดยบังเอิญ
วันหนึ่งเมื่อผมกลับจากมหาวิทยาลัย เข้าบ้านแล้วก็เปลี่ยนเสื้อผ้าจะออกไปเล่นหมากฮอส เหลือบตาไปที่ชั้นสองของห้องแถว เห็นใบหน้าสาวเจ้าแฉล้มนักก็หยุดกึกเพ่งมองดูด้วยความสนใจ สาวเจ้าเยี่ยมหน้าอยู่ที่หน้าต่าง เห็นผมยืนดูด้วยความตั้งใจก็หลบหน้าเข้าไป ผมยังคงยืนจ้องอยู่ที่นั่นราว ๆ สัก 10 นาที สาวเจ้าก็เยี่ยมหน้ามาดูอีกครั้งหนึ่ง ผมก็ทำทีโบกไม้โบกมือให้ สาวเจ้าก็หลบเข้าไปอีก ผมจึงเดินไปเล่นหมากฮอส
เกือบสามทุ่ม กำลังจะกลับเข้าบ้าน เหลือบมองไปที่ชั้นสองของห้องแถวก็เห็นสาวเจ้ายืนอยู่ที่หน้าต่าง ยังจำเสื้อผ้าได้ถึงวันนี้ว่าใส่ชุดสีฟ้า ผมก็โบกมือให้อีก สาวเจ้าก็หลบหน้าเข้าไป ผมกลับเข้าไปบ้านแล้วในใจก็อยากจะรู้ว่าสาวเจ้าจะรู้สึกประการใด เกือบสี่ทุ่มจึงออกมาอีกครั้งหนึ่ง ก็เห็นสาวเจ้ายืนอยู่ที่หน้าต่างอีก แต่พอโบกมือให้สาวเจ้าก็หลบเข้าไปอีก
อันก้านบัวบอกลึกตื้นชลธาร กิริยาอาการของสาวเจ้าแม้ไม่ได้พูดไม่ได้จา และหลบหน้าทุกครั้งที่ผมโบกมือให้ก็พอจะหยั่งได้ว่าสาวเจ้าอาจจะสนใจอยู่บ้าง หยั่งได้ฉะนี้แล้วในใจก็ตั้งความเพียรว่าจะลองพยายามพบตัวสาวเจ้าให้จงได้ เพราะเพียงแค่ใบหน้าที่เห็นผ่านทางหน้าต่างก็ช่างต้องใจนัก
วันต่อมาผมก็ไปยืนที่ปากซอยอีก ก็เห็นสาวเจ้าเหมือนอย่างเคย คราวนี้ผมโบกมือให้แล้วชี้ไปทางตลาดเพื่อเป็นการส่งภาษาว่าไปตลาดกันดีไหม? สาวเจ้าโบกมือเป็นเชิงปฏิเสธ ผมก็ไม่ว่ากระไร คงไปเล่นหมากฮอสเหมือนเดิม
วันถัด ๆ มาผมก็ทำอย่างเดียวกันนี้ ก็ได้รับคำตอบในทางโบกมือปฏิเสธทุกครั้ง ถึงกระนั้นผมก็พอจะหยั่งรู้ว่าสาวเจ้ามีใจให้อยู่บ้างแล้ว ดังนั้นความพยายามจึงมากขึ้น คราวนี้จึงตั้งใจว่าจะต้องเอาชนะใจสาวเจ้าให้จงได้
จึงวางแผนลองหยั่งใจไปอีกขั้นหนึ่ง คือเมื่อผมกลับจากเล่นหมากฮอสเกือบสามทุ่ม คราวนี้ผมยืนปักหลักอยู่ที่ปากซอย จ้องขึ้นไปที่ชั้นสอง สาวเจ้าเห็นเข้าก็หลบ แต่ผมไม่ถอยคงยืนปักหลักอยู่นั่นเอง ไม่ถึง 20 นาที สาวเจ้าก็เยี่ยมหน้ามาอีก คราวนี้ผมเอามือชี้ไปที่หัวใจ สาวเจ้าก็หลบเข้าไปเหมือนอย่างเคย
ผมไม่ละความพยายาม คงยืนปักหลักอยู่นั่นเองเพื่อจะลองใจสาวว่ามีความห่วงหาอาลัยเกิดขึ้นบ้างหรือไม่
เหตุการณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่จนเกือบสองยาม คราวนี้เห็นทีจะสัมฤทธิ์ผล เพราะเป็นเวลาดึกมาก สาวเจ้าเยี่ยมหน้ามาคราวนี้ก็โบกมือให้ผมและโบกมือไปทางด้านหน้า พอเป็นสัญญาณว่าให้ผมไปนอนได้แล้ว
ผมรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่ง และเป็นความสุขอย่างยิ่ง รู้ชัดขึ้นว่าสาวเจ้ามีความห่วงหาอาทร กลัวผมจะอดตาหลับขับตานอน จึงโบกมือขับให้กลับไปนอนได้แล้ว เมื่อคะเนหยั่งความในใจกระจ่างผมก็ส่งจูบให้ แล้วรีบเดินกลับเข้าบ้านโดยไม่หวังคำตอบใด ๆ อีก ดึกคืนนั้นจึงเป็นค่ำคืนที่ผมนอนหลับฝันดีเป็นที่สุด.