ตอนที่ 56. จากเด็กวัดสู่เด็กบ้าน

นิวาสสถานแห่งใหม่ซึ่งเป็นบ้านของมนูญผลตั้งอยู่ที่ถนนศรีอยุธยา ใกล้กับวัดเทวราชกุญชรและตลาดเทเวศร์ ทำให้ผมรู้สึกว่าดวงชะตาของผมอาจจะสมพงศ์อยู่กับวัดและตลาด เพราะไม่ว่าบ้านเกิดในต่างจังหวัดหรือที่อาศัยแห่งแรกในกรุงเทพฯ ก็ล้วนเกี่ยวข้องกับวัดและตลาด มาถึงที่อยู่แห่งใหม่นี้ก็อยู่ใกล้กับวัดและตลาดอีก  

            อาณาบริเวณนั้นเรียกว่าสี่เสาเทเวศร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ผู้มีอำนาจวาสนาในบ้านเมืองมีบ้านพักอยู่ในบริเวณย่าน นั้น เช่น บ้านสี่เสาของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ และบัดนี้ก็เป็นที่พำนักของประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษอาวุโส พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เป็นต้น

            บ้านของมนูญผลตั้งอยู่ที่ปลายถนนศรีอยุธยา เลยแยกที่ตัดกับถนนสามเสน ตรงเข้ามาทางวัดเทวราชกุญชร ปลูกอยู่ในซอยเล็ก ๆ ในที่เช่าของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นบ้านไม้ยกระดับสองชั้น มีขนาดกว้างราว 10 เมตร ลึกราว ๆ 7 เมตร จัดเป็นบ้านขนาดเล็ก มี 2 ห้องนอน คือห้องนอนชั้นบน ซึ่งเป็นห้องนอนของคุณแม่ของมนูญผลซึ่งผมก็เรียกว่าแม่ตามไปด้วย ลงมาจากห้องนอนเป็นห้องรับแขก ถัดมาจากห้องรับแขกเป็นห้องเก็บของ และถัดมาอีกก็เป็นห้องนอนของน้าผู้หญิงอีก 2 คน ซึ่งยังครองตัวเป็นโสดอยู่ทั้งคู่

            ชั้นล่างของห้องนอนชั้นบนมีลักษณะคล้ายกับจะเป็นห้องใต้ถุน ถ้าหากลงมาจากห้องโถงตรงมาทางห้องเก็บของแล้ว ด้านซ้ายจะเป็นห้องนอนของน้าผู้หญิง มีทางเดินแคบ ๆ อยู่ระหว่างกลาง ทางขวามือก็จะเป็นห้องใต้ถุนที่ว่านี้ ห้องนี้มีขนาดกว้างยาวด้านละราว 3 เมตร ซึ่งเดิมเป็นห้องนอนของมนูญผล

            ครั้นมนู ญผลสอบเข้าเรียนที่โรงเรียนเตรียมทหารและเลื่อนไปเรียนที่โรงเรียนนายร้อย พระจุลจอมเกล้าจึงกลับบ้านเฉพาะเย็นวันศุกร์ และกลับไปโรงเรียนในเย็นวันอาทิตย์ ห้องของมนูญผลจึงว่างอยู่ และคุณแม่ได้ให้ผมพักอาศัยที่ห้องนี้

            เมื่อผมไปถึงบ้านมนูญผล ได้กราบฝากเนื้อฝากตัวกับแม่และน้าแล้วก็ได้ขนย้ายข้าวของไปที่ห้องพัก ข้าวของของผมก็ไม่มีอะไรมาก มีแต่เสื้อผ้า 3-4 ชุด และหนังสืออีก 2-3 ลังเท่านั้น

            พอดีมีหิ้งเก่า ๆ อยู่ทางด้านซ้ายของประตูทางเข้าห้องนอน ผมจึงเชิญรูปเจ้าประคุณสมเด็จที่ได้มาจากตู้พระไตรปิฎกเก่าไปวางไว้บนหิ้ง ภาพหนึ่ง และเอารูปของพระอาจารย์แขวนไว้ทางด้านข้างอีกภาพหนึ่ง พร้อมทั้งนำพระเครื่องของขลังต่างๆ ที่ติดตัวมาเก็บไว้บนหิ้งนั้น

            ในห้องก็มีเตียงสปริงขนาดเล็กนอนได้คนเดียวตัวหนึ่ง มีโต๊ะเขียนหนังสือเล็ก ๆ พร้อมเก้าอี้อีกตัวหนึ่ง มีมุ้งพอคลุมรอบเตียงหลังหนึ่ง และมีโคมไฟเล็ก ๆ ส่องตรงบริเวณโต๊ะหนังสืออีกดวงหนึ่งเท่านั้น แม้ว่าจะเป็นห้องเล็ก ๆ แคบ ๆ เช่นนั้น แต่สำหรับเด็กวัดบ้านนอกอย่างผมก็นับว่าดีถมไปแล้ว

            ห้องนั้นไม่มีเครื่องปรับอากาศหรือพัดลมใด ๆ ทั้งสิ้น แต่มีหน้าต่าง 2 บาน พอได้อากาศถ่ายเทให้เป็นที่สบาย

            ที่พำนักใหม่อยู่ใกล้กับตลาดเทวราช ตลาดนี้เป็นตลาดขนาดใหญ่ ด้านทิศใต้ของตลาดเป็นเพิงขายของประจำของพ่อค้าแม่ค้าเจ้าประจำ จรดกับคลองผดุงกรุงเกษมซึ่งทอดยาวจากแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นไปทางด้านเหนือ และผ่านโรงเรียนวัดมกุฎกษัตริย์ด้วย ทุกวันจะมีเรือของพ่อค้าแม่ค้ามาจอดรับส่งสินค้าเต็มไปหมด เรือเหล่านี้บางทีพ่อค้าแม่ค้าได้ใช้เป็นที่พักผ่อนหลับนอนประจำอีกด้วย

            ตลาดเทวราชนี้เป็นตลาดสดมาช้านานแล้ว จึงยังมีธรรมเนียมตลาดนัดต่อเนื่องตามมาด้วย คือทุกวันจันทร์จะเป็นวันนัดของตลาด จะมีพ่อค้าแม่ค้านำสินค้ามาขายเพิ่มเติมจากปกติเป็นจำนวนมาก และในกรณีเป็นวันนัดของตลาดทางเทศบาลในขณะนั้นก็จะอนุญาตให้วางของขายออก มานอกตัวตลาด คือวางขายบนถนนและลานจอดรถปกติได้อีกด้วย

            เพราะเหตุที่ที่พักใหม่อยู่ใกล้กับตลาด ดังนั้นทุกวันจะมีผู้คนไปมาจับจ่ายใช้สอยสินค้าและอาหารเนืองแน่น และมีอาหารการกินที่อุดมสมบูรณ์ จึงนับได้ว่าเป็นภูมิทำเลที่ดีและอุดมสมบูรณ์ ทั้งทำให้ไม่ลำบากและไม่ขัดสนในเรื่องข้าวปลาอาหารอีกด้วย

            ที่ ตลาดเทวราชนี้นอกจากจะเป็นตลาดสดแล้วยังเป็นแหล่งนักเลงหมากรุกและนักเลง หมากฮอสด้วย มีวงหมากฮอสตั้งประจำอยู่ที่ร้านกาแฟ ซึ่งเป็นแผงลอยอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของตลาด ส่วนวงหมากรุกตั้งวงเล่นเป็นประจำอยู่บริเวณแผงลอยริมคลองผดุงกรุงเกษม และเมื่อถึงวัดนัดของตลาดจะมีร้านกาแฟมาเปิดชั่วคราวอีกร้านหนึ่ง ตั้งวงหมากรุกและหมากฮอสเพิ่มขึ้นอีกจุดหนึ่งด้วย 

            ทั้งวงหมากฮอสและวงหมากรุกต่างก็มีเซียนเจ้าถิ่นเล่นกันเป็นประจำ และเล่นกันทั้งวันทั้งคืน ขาประจำก็มีทั้งพวกพ่อค้าและคนเรือที่นำสินค้ามาขาย รวมทั้งบรรดาผู้คนในย่านนั้น ในกรณีที่เป็นวันนัดของตลาดก็จะมีขาหมากรุกจากถิ่นอื่นมาเล่นด้วย จึงทำให้ตลาดเทวราชนี้กลายเป็นแหล่งชุมนุมของทั้งนักหมากฮอสและนักหมากรุก ซึ่งเป็นลักษณะทำนองเดียวกันกับที่เป็นอยู่ที่ตลาดศรีย่าน ตลาดบางกระบือ และตลาดเทเวศร์ รวมทั้งตลาดสะพานขาวด้วย

            เพราะ เหตุที่มีแหล่งเล่นหมากรุกหมากฮอสมากมายหลายแหล่ง ซึ่งแต่ละแห่งก็มีเซียนเจ้าถิ่นประจำอยู่ ดังนั้นในบางครั้งจึงมีเซียนต่างถิ่นต่างแหล่งแวะเวียนไปเล่นหมากฮอสและหมาก รุกยังถิ่นอื่น กลายเป็นศึกระหว่างถิ่นไปโดยปริยาย ซึ่งเป็นเรื่องที่สนุกสนาน

            ผมไปตรวจดูภูมิประเทศด้านตลาดแล้วก็คำนึงอยู่แต่ในใจว่าเรามาพำนักในที่ใหม่ ไม่รู้จักใคร แต่เห็นจะไม่ยากลำบากและคงจะไม่เหงาเป็นแน่แท้แล้ว ทั้งดีร้ายก็อาจจะได้เพื่อนใหม่ที่รู้ใจและถูกอัชฌาสัยกันได้โดยง่ายอีก ด้วย

            เพราะที่ไหนมีหมากรุก มีหมากฮอส ที่นั่นนั้นแล้วย่อมแสวงหาเพื่อนฝูงมิตรสหายได้ไม่ยาก ไม่ลำบาก ดังนั้นจึงกำหนดการไว้ในใจว่าจะต้องหาโอกาสมาแสดงฝีไม้ลายมือเพื่อหามิตรต่อ ไป

            จากบ้านไปทางด้านตะวันตกซึ่งเป็นปลายสุดของ ถนนศรีอยุธยาเป็นวัดเทวราชกุญชรซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ มีฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้นตรีคือชั้นวรวิหาร ถ้าหากจะนับลำดับชั้นของวัดหลวงแล้ว วัดเทวราชกุญชรนี้ก็จะมีศักดิ์ต่ำกว่าวัดระฆังซึ่งเป็นพระอารามหลวงชั้นโท คือชั้นวรมหาวิหาร

            ที่วัดนี้ไม่มีอะไรสะดุดตาเป็นพิเศษ ยกเว้นก็แต่รถราและผู้คนซึ่งเห็นได้ว่ามีลักษณะมั่งคั่งแวะเวียนมาที่วัด อย่างไม่ขาดสาย ผมรู้สึกประหลาดใจจึงไต่ถามผู้คนในย่านนั้น ก็ได้ความว่าที่วัดนี้มีพระหมอดู มีวิชาดี มีความแม่นยำ ผู้คนขึ้นหาเป็นจำนวนมากมีชื่อว่าพระครูพฤหัส ซึ่งเป็นตำแหน่งพระครูที่เป็นฐานานุกรมของพระราชาคณะรูปใดรูปหนึ่ง แต่จะเป็นฐานานุกรมของรูปใดนั้นผมไม่ได้สนใจไต่ถาม

            ตำแหน่งฐานานุกรมนั้นหากจะพูดให้เข้าใจได้โดยง่ายก็คือตำแหน่งของพระสงฆ์ที่ เป็นบริวารของพระเถระที่มีสมณศักดิ์สูงกว่า โดยแต่ละสมณศักดิ์นั้นจะมีการกำหนดว่าจะมีตำแหน่งพระฐานานุกรมได้กี่ตำแหน่ง และเป็นตำแหน่งอะไรบ้าง หากพระสงฆ์รูปใดมีสมณศักดิ์สูง ตำแหน่งฐานานุกรมก็จะได้รับการกำหนดให้สูงตามไปด้วย และมีตำแหน่งมาก แต่ถ้าเป็นสมณศักดิ์ที่ไม่สูงนักคือเป็นเจ้าคุณชั้นสามัญหรือชั้นราชก็จะมี ฐานานุกรมไม่มาก และตำแหน่งของฐานานุกรมก็เป็นตำแหน่งแค่พระครู

            ตำแหน่งของพระครูนั้นมีทั้งตำแหน่งที่เป็นสัญญาบัตร คือเป็นตำแหน่งที่เป็นสมณศักดิ์โดยตรงกับตำแหน่งที่เป็นฐานานุกรม คือเป็นตำแหน่งบริวารของพระสงฆ์ที่มีสมณศักดิ์สูง 

            พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ที่ได้รับการกำหนดตำแหน่งฐานานุกรมจะเป็นผู้เลือกพระ สงฆ์บริษัทบริวาร เพื่อแต่งตั้งให้เป็นฐานานุกรมได้เอง ดังนั้นพระครูพฤหัสซึ่งเป็นพระหมอดูจึงเป็นพระครูฐานานุกรมที่ได้รับแต่ง ตั้งจากพระสงฆ์ซึ่งทรงสมณศักดิ์สูงกว่า ไม่ใช่พระครูที่ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์แต่ประการใด

            ผมได้ยินความเกี่ยวกับชื่อเสียงทางด้านหมอดูของพระครูพฤหัสแล้วก็มีความสนใจ ทั้งได้ทราบว่าทางบ้านของมนูญผลทุกคนก็มีความสนิทและเป็นอุปัฏฐากของพระครู พฤหัสอยู่ด้วย จึงตั้งใจว่าจะต้องมาทำความรู้จัก สอบถามภูมิรู้กับท่านพระครูสักครั้งหนึ่ง เพราะการได้เสวนาคบหากับพระหมอดูนั้นมีแต่ทางดี ไม่มีทางร้าย

            เนื่อง จากหากทรงวิชาความรู้วิชาหมอดูมากก็จะเป็นทางที่จะได้เล่าเรียนหาความรู้ เพิ่มเติม อย่างน้อยที่สุดพระหมอดูนั้นมีผู้คนขึ้นหามาก อุดมไปด้วยอามิส ก็จะมีโอกาสได้รู้จักผู้คนและความรู้ที่กว้างขวางออกไปอีก

            อย่าได้ดูถูกดูแคลนพระหมอดูเป็นอันขาด เพราะความเป็นพระนั้นเป็นที่ตั้งแห่งความนับถือศรัทธาของประชาชนเป็นเบื้อง ต้นอยู่แล้ว หากเก่งวิชาหมอดูด้วยแล้วก็จะยิ่งทำให้ผู้คนสนใจเลื่อมใสศรัทธา เพราะใคร ๆ ต่างก็ปรารถนาอยากจะรู้การข้างหน้าว่าเป็นประการใด บ้างก็มีความต้องการหาฤกษ์หามยามดีในการประกอบธุรกิจต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งฤกษ์ผานาทีในการเข้าพบเข้าหาผู้หลักผู้ใหญ่ หรือในการเข้าสอบหรือโยกย้ายตำแหน่งแหล่งที่ ดังนั้นพระหมอดูจึงมีลูกศิษย์ลูกหาบริษัทบริวารมาก และมักจะเป็นบริษัทบริวารที่มีอำนาจวาสนาหรือไม่ก็มีความมั่งคั่งในทาง ธุรกิจ

            เหล่านี้ล้วนเป็นโอกาสที่เปิดช่องให้กับคนเราทั้งสิ้น ซึ่งเดิมทีเมื่อครั้งที่สำนักอยู่วัดระฆังและไปช่วยหมอปานดูหมอที่สนามหลวง ผมก็หาได้เห็นโอกาสที่ว่านี้แต่ประการใดไม่ แต่ครั้นมาเห็นมาได้ยินกิตติศัพท์ของพระครูพฤหัสแล้ว สงสัยใคร่ครวญดูจึงได้รู้ได้เห็นว่าการได้เสวนากับพระหมอดูก็อาจเป็นโอกาส สำคัญของชีวิตได้

            ผมได้เล็งไว้ว่ามาอยู่นิวาส สถานแห่งใหม่นี้คงไม่อดอยากเป็นแน่ เพราะหากคราวใดไร้ทรัพย์ก็พอจะขอข้าวพระกินได้ ดีร้ายก็จะได้ช่วยพระทำนายทายทักผู้คนตามวิชาซึ่งได้ศึกษามาแต่ก่อน หรือแม้ขัดสนเข้าจริงก็พอออกไปนั่งตามวงหมาก ฮอส หมากรุกในตลาด ก็อาจใช้วิชาหาพวกหาเพื่อนมาเลี้ยงดูได้ เล็งไว้อย่างนี้แล้วก็รู้สึกครึ้มใจเป็นอันมาก

            ตรงปลายถนนศรีอยุธยานั้น ถ้าไม่ตรงเข้าไปวัดเทวราชกุญชรก็จะมีทางเลี้ยวขวาและตัดตรงไปถึงแม่น้ำเจ้า พระยา น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณนั้นยังคงใสสะอาด ไม่แตกต่างจากความใสสะอาดของน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ท่าน้ำวัดระฆัง ตรงท่าน้ำนั้นไปทางด้านขวามือถัดไปก็จะเป็นท่าวาสุกรี ซึ่งขณะนั้นบริเวณด้านที่ติดกับถนนสามเสนยังอยู่ระหว่างเตรียมการก่อสร้างหอ สมุดแห่งชาติแห่งใหม่แทนแห่งเดิมซึ่งตั้งอยู่บริเวณด้านทิศใต้ของวัดมหาธาตุ ยุวราชรังสฤษฏิ์

            วันไหนถ้ามีเวลาว่างผมก็ชอบไปนั่งที่ริมแม่น้ำที่ท่าวาสุกรี ดูเด็ก ๆ เล่นน้ำเพื่อรำลึกถึงความหลังเมื่อครั้งอยู่ที่บ้านเดิม ดูเด็ก ๆ และผู้คนเขางมกุ้งแม่น้ำซึ่งยังคงชุกชุม เช่นเดียวกับที่เคยเห็นเมื่อครั้งที่พำนักอยู่ที่วัดระฆัง ที่ท่าวาสุกรีในสมัยนั้นเป็นแหล่งชุมนุมของร้านก๋วยเตี๋ยวเรือที่มีความ เอร็ดอร่อยและมีชื่อเสียงมากเพราะมีรสชาติเฉพาะตัว มีกลิ่นหอม และใช้เนื้อวัวแท้ ผักก็ใช้ผักบุ้ง คนขายเป็นชาวอยุธยาเกือบทั้งหมด ใช้เรือจอดอยู่ที่ท่าน้ำท่าวาสุกรีนั้น ล้างถ้วยล้างชามก็ล้างกันในแม่น้ำเจ้าพระยากันนั่นเอง ซึ่งไม่มีใครตั้งความรังเกียจ เพราะน้ำใสสะอาด ผิดกับที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้

            ทุกวันผมจะออกจากบ้านขึ้นรถเมล์ทอดเดียวก็ไปเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยได้ และใช้เวลาเพียงไม่เกินครึ่งชั่วโมงเท่านั้น และแม้ว่าการย้ายนิวาศสถานใหม่ของผมจะทำให้ผมได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้นจาก 300 บาท เป็น 700 บาท แต่ก็ไม่ค่อยพอใช้อยู่นั่นเอง ดังนั้นบางวันจึงต้องเดินกลับบ้าน แต่ก็เป็นผลดีอยู่หน่อยหนึ่งตรงที่ว่าได้ลองวิชาคือได้ทำจิตใจให้เป็นสมาธิ ตั้งความเพียรในการเดิน ภาวนาพระคาถาย่นระยะทางแต่จะได้ผลบ้างประการใดก็ไม่รู้ ถึงกระนั้นผมก็เดินมาถึงบ้านจนได้ และเดือนหนึ่งก็มีหลายครั้งที่เดินด้วยเท้ากลับบ้าน โดยเฉพาะช่วงเวลาปลายเดือน

            เงินเดือน 700 บาทของผมนั้นได้แบ่งจ่ายเป็นการช่วยค่าอาหาร น้ำ ไฟ เสีย 300 บาท ดังนั้นจึงเหลือเงินที่ผมอาจจับจ่ายใช้สอยได้จริงเพียง 400 บาทเท่านั้น

            ทุกเย็นวันศุกร์เมื่อมนูญผลกลับจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าแล้วก็รัก ที่จะชวนกันไปหาอะไรกินกันข้างนอก พอรุ่งเสาร์ อาทิตย์ ก็จะนัดสหายรักคือไสยวิทย์และศิริศักดิ์ไปเที่ยวเตร่เฮฮากันเหมือนอย่างเคย เว้นแต่ว่าเสาร์ อาทิตย์ใดมนูญผลติดเข้าเวรออกมาไม่ได้ ผมก็จะถือโอกาสนั้นไปเยี่ยมหมอปานบ้าง ไปเที่ยววัดระฆังบ้าง ไปเยี่ยมพวกสามตัวประหลาดบ้าง ไปแถววัดมหาธาตุ ย่านชมรมพระเครื่องบ้าง

            ผล จากการแสวงหาความเพลิดเพลินในชีวิตมหาวิทยาลัยปีแรก ซึ่งก็เป็นไปดังที่บทเพลงสุนทราภรณ์บทหนึ่งได้พรรณนาไว้ในเพลงธรรมศาสตร์รัก กันว่า “ก่อนนั้นสุขนัก เมื่อเราเป็นนักศึกษา ใช้วัยชีวาสำราญเริงร่าทุกวัน สำราญเริงร่าทุกวัน เริงร่าทุกวัน เริงร่าทุกวัน” ดังนั้นผลสอบปลายปีผมจึงสอบตกถึง 2 วิชา และถ้าหากสอบแก้ตัวในภาคฤดูร้อนไม่ได้ก็จะต้องเรียนซ้ำในคณะศิลปศาสตร์ต่อไป อีกปีหนึ่ง

            ผมทราบผลการสอบขณะที่กลับไปบ้านก็ตกใจ ได้บอกกล่าวให้พ่อรู้ ซึ่งสร้างความผิดหวังอย่างยิ่งให้กับผู้เป็นพ่อ คำพูดสั้น ๆ ของพ่อในวันนั้นยังก้องอยู่ในหูถึงทุกวันนี้คือ “ถ้าสอบไม่ผ่านก็ต้องออก” เป็นคำขาดที่ไม่ให้โอกาสซ้ำสองอีกเลย ในขณะที่แม่นิ่งฟังด้วยอาการอันสงบ หลังจากพ่อพูดจบแล้วแม่ก็บอกว่าพยายามเอาใหม่ก็แล้วกัน ชีวิตของแม่ผ่านความผิดหวังมามากมายแล้ว เรื่องแค่นี้เป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น

            ผมได้ยินคำพ่อก็รู้ซึ้งถึงความรู้สึกในห้วงลึกของหัวใจของผู้เป็นพ่อที่ตั้ง ความหวังไว้กับลูกชายคนโตมากมายนัก แต่เพราะคุ้นเคยกับความเข้มแข็งเด็ดขาดของพ่อจึงไม่รู้สึกเสียอกเสียใจกระไร นัก ซึ่งอาจจะแตกต่างกับลูกที่ถูกพ่อแม่เลี้ยงดูทะนุถนอมเอาอกเอาใจเหมือนไข่ใน หิน พอได้ยินคำพูดไม่ถูกหูคำสองคำก็พาลเสียใจไปฆ่าตัวตาย คิดถึงตรงนี้แล้วก็รู้สึกว่าเกิดมามีพ่อแม่เด็ดขาดเข้มงวดนั้นก็เป็นเรื่อง ที่ดีเพราะได้สร้างความเข้มแข็งแกร่งกล้าบ่มเพาะไว้กับใจลูกและติดตัวไว้จน วันตาย สามารถเป็นภูมิต้านทานในการครองชีวิตและในการเผชิญหน้ากับปัญหาที่ทุกชีวิต ต้องประสบเป็นอย่างดี

            แต่คำแม่นั้นสะเทือนใจนัก เพราะผมรู้ดีว่าชีวิตแม่เป็นชีวิตของหญิงนักสู้ที่ต่อสู้กับชีวิตและความผิด หวังนานัปการ แต่ด้วยความที่มีจิตใจแข็งแกร่งดังเหล็กไหล แม่จึงสามารถยืนหยัดเป็นหลักชัยให้กับลูก ๆ ได้อย่างแน่นหนา คำแม่จึงเป็นทั้งคำขวัญและเป็นธงชัยให้กับใจลูก

            ผม บอกผลสอบกับพ่อแล้วก็ไปบอกให้ก๋งรู้ ในใจคิดว่าคงจะมีคำขาดเป็นอย่างเดียวกันแต่กลับเป็นคนละเรื่อง ก๋งมีความรักเมตตาอาทรกับผมมาแต่อ้อนแต่ออก พอได้ยินความก็ยิ้มให้ แล้วบอกว่าเมื่อสอบตกวิชาไหนก็สอบกันใหม่ได้ ถึงซ้ำชั้นอีกปีหนึ่งก็ไม่เห็นเป็นไร จะได้มีวิชากล้ากว่าคนอื่น ข้อสำคัญอย่าใจเสียก็ใช้ได้แล้ว

            ผมได้ยินคำก๋งในใจก็เหมือนแผ่นดินที่แห้งแล้งแล้วได้ฝนชะโลมให้ชุ่มฉ่ำ มีความชื่นใจและซาบซึ้งใจจนน้ำตาไหล แล้วบอกก๋งว่าผมจะไม่ทำให้ผิดหวัง

            รุ่งอีกวันหนึ่งก็ไปเยี่ยมพระอาจารย์ หลังจากปรนนิบัติพระอาจารย์เหมือนอย่างเคยมาแต่ก่อนแล้วก็เล่าผลสอบให้ฟัง พระอาจารย์ได้ฟังก็ยิ้มๆ แล้วบอกว่าดีเหมือนกันจะได้เป็นบทเรียนว่าผิดหวัง ผิดพลาดจากการสอบแล้วจะเป็นอย่างไร บทเรียนนี้จะเป็นบทเรียนที่มีค่าต่อไปในวันหน้า

            แล้วพระอาจารย์ก็สอนว่าชีวิตคนต้องผจญกับความสมหวัง ความผิดหวังไม่สร่างสิ้น เมื่อเผชิญกับความสมหวังก็อย่าฮึกเหิมลำพอง เมื่อเผชิญกับความผิดหวังก็อย่าเสียใจจนใจเสีย ให้ตั้งความเพียรพยายามเอาชนะความผิดหวังให้ได้ ชีวิตก็จะก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง

            ผมซึ้งใจในคำสอนของพระอาจารย์ ยกมือขึ้นพนมสาธุ และยังคงจำคำสอนของพระอาจารย์มาสอนลูกสอนหลานจนกระทั่งถึงทุกวันนี้.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘