ตอนที่ 55. อำลาชีวิตเด็กวัด
ในคณะศิลปศาสตร์นักศึกษาที่สมัครเรียนทุกคณะจะต้องมาเรียนรวมกัน โดยแบ่งเป็นห้อง ๆ และมีการถ่ายทอดโทรทัศน์วงจรปิดเพื่อให้นักศึกษาได้รับฟังคำบรรยายของ อาจารย์ไปพร้อม ๆ กัน
ยกเว้นก็แต่วิชาเลือกที่มีการแยกห้องเรียนสำหรับนักศึกษาที่เลือกเรียนวิชานั้น ๆ เป็นการเฉพาะ
ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นในความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเกี่ยวกับการเรียนการสอนใน ขณะนั้น เพราะผมไม่เคยเห็นมาก่อน ที่ผ่านมาก็คุ้นอยู่กับการเรียนในชั้นเรียนที่มีครูสอนคนหนึ่งและนักเรียนใน ชั้นเรียนไม่เกิน 60 คนเท่านั้น
ในปีการศึกษาแรกของชีวิตในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ผมได้รู้จักเพื่อนใหม่อีก หลายคน โดยเฉพาะคือเพื่อนร่วมห้องเรียนและเพื่อนร่วมชมรม
ผม ได้รู้จักคุ้นเคยกับเพื่อนนักศึกษาชาวนครปฐมคนหนึ่งซึ่งเป็นนักศึกษาใหม่ ด้วยกันคือประกอบ สงัดศัพท์ ซึ่งเป็นน้องชายของคุณทินวัฒน์ มฤคพิทักษ์ และเป็นพี่ชายของคุณประสาร มฤคพิทักษ์ เป็นแต่มีความจำเป็นในวงศ์ตระกูล ประกอบจึงได้ใช้นามสกุลสงัดศัพท์แทนมฤคพิทักษ์
ประกอบเป็นสมาชิกของชมรมกีฬาในร่ม และเป็นนักหมากรุกฝีมือดีของมหาวิทยาลัย ผมรักทางหมากฮอส ประกอบรักทางหมากรุก ซึ่งแม้จะเป็นกีฬาในร่มคนละแขนงแต่เป็นกีฬาในร่มประเภทที่ต้องใช้ความคิดและ สติปัญญาเหมือนกัน
เมื่อรู้จักคบหากันมาพักหนึ่ง ผมและประกอบก็ถูกอัธยาศัยกันเป็นอันมาก จึงยิ่งมีความสนิทสนมและคุ้นเคยกันเป็นพิเศษ หนักเข้าไปไหนก็ไปด้วยกัน กลายเป็นคู่หูหมากรุกหมากฮอสที่ไปถึงสนามไหนก็มีโอกาสได้เล่นทั้งนั้น เพราะสนามนั้นหากไม่เล่นหมากรุกก็ต้องเล่นหมากฮอส
ในมหาวิทยาลัยมีการรณรงค์เกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ โดยทั่วไปจนแทบจะเต็มไปทุกหนทุกแห่ง คือจะมีใบปลิวบ้าง แผ่นโปสเตอร์บ้าง ติดตามบอร์ดทั่วไปแทบทุกตึก แม้กระทั่งตามหนทางเดิน
การรณรงค์ส่วนใหญ่เป็นเรื่องข่าวสารทางวิชาการ กิจกรรมของชมรม และการรณรงค์เกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมือง ทำให้ผมได้สัมผัสกับรสชาติกลิ่นอายทางการเมืองเป็นครั้งแรกนับแต่เดินทาง เข้ามาเมืองหลวง
ความจริงผมคุ้นเคยกับการเมือง แบบบ้านนอกอยู่บ้างเพราะพ่อผมเป็นนักอ่านและรับหนังสือพิมพ์รายวันทุกวัน พ่อผมอ่านหนังสือพิมพ์แล้วก็วิจารณ์การเมืองให้พรรคพวกเพื่อนฝูงฟัง จึงมีคนมาฟังพ่อผมวิจารณ์การเมืองที่บ้านอยู่เสมอ ทำให้ผมได้ซึมซับกับการเมืองมาตั้งแต่น้อย พอมาสัมผัสกลิ่นอายการเมืองในรั้วมหาวิทยาลัยก็รู้สึกชอบและสนใจการเมือง เป็นพิเศษมาตั้งแต่บัดนั้น
ในรั้วธรรมศาสตร์มีพรรคการเมืองของนักศึกษาอยู่หลายพรรค ทั้งที่เป็นพรรคในระดับคณะและเป็นพรรคในระดับมหาวิทยาลัย ต่างพรรคต่างสร้างสรรค์กิจกรรมและรณรงค์ขยายสมาชิกกันอย่างครึกโครม ทำให้ทั่วทั้งมหาวิทยาลัยมีบรรยากาศของการเมืองซึมซ่านอยู่โดยทั่วไป
เนื่องจากในปีแรกนักศึกษาจะต้องเรียนในคณะศิลปศาสตร์ ดังนั้นการสัมผัสและรับรู้การเมืองในมหาวิทยาลัยจึงเป็นเพียงการให้ความสนใจ และรับรู้ความเคลื่อนไหวเท่านั้น ส่วนใหญ่จะไม่มีใครสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรค ผมเองก็ได้แต่คอยดูท่าทีและดูกิจกรรมของแต่ละพรรคเหมือนกับเพื่อนนักศึกษา โดยทั่วไปนั่นเอง
พรรคนักศึกษาแต่ละพรรค รวมทั้งชมรมที่มีกิจกรรมทางการเมืองต่างก็พิมพ์หนังสือที่ให้ความรู้เกี่ยว กับการเมืองทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งหนังสือเกี่ยวกับปรัชญาความคิดและลัทธิการเมืองต่าง ๆ
ใน ขณะนั้นถึงแม้ว่ากฎหมายคอมมิวนิสต์ยังมีผลใช้บังคับ แต่การบังคับใช้กฎหมายยังคงมุ่งเน้นไปที่การต่อสู้ปราบปรามผู้ก่อการร้าย คอมมิวนิสต์หรือที่เรียกกันโดยภาษาทางจิตวิทยาว่า ผกค. ซึ่งทำให้คนทั้งหลายที่ได้ยินคำนี้แล้วก็จะรู้สึกว่าผู้ที่ถูกกล่าวหาว่า เป็นคอมมิวนิสต์เป็นผู้ก่อการร้ายและเป็นผู้ร้าย เพื่อจะได้มีใจรังเกียจไม่อยากข้องแวะเกี่ยวข้องด้วย
ในขณะนั้นยังไม่มีการห้ามการมีหนังสือที่เขาเรียกกันว่าหนังสือก้าวหน้า จึงมีการจัดพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับบุคคลและวีรกรรมของชาวพรรคคอมมิวนิสต์ ตลอดจนหนังสือเกี่ยวกับทฤษฎีและการปฏิบัติของฝ่ายสังคมนิยมหรือฝ่าย คอมมิวนิสต์เผยแพร่อย่างกว้างขวาง ผมจึงได้มีโอกาสรับรู้และเรียนรู้เกี่ยวกับลัทธิคอมมิวนิสต์เป็นครั้งแรก
ถึงกระนั้นผมก็มิได้เข้าร่วมในการอบรมหรือในการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับ ลัทธิการเมืองการปกครอง ซึ่งบรรดารุ่นพี่นิยมที่จะจับกลุ่มกันวิพากษ์วิจารณ์หรือถกแถลงเกี่ยวกับการ เมืองการปกครองกันโดยทั่วไป ความรู้สึกในขณะนั้นอยู่ในขั้นสนใจและตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศใหม่ ๆ ภายในรั้วมหาวิทยาลัยเท่านั้น แม้เพียงเท่านี้เวลาของผมส่วนใหญ่ก็สิ้นเปลืองไปกับกิจกรรมต่าง ๆ จนมีเวลาให้กับการศึกษาเพียงเท่าที่ได้เข้าฟังอาจารย์สอนในห้องเรียนเท่า นั้น
ชีวิตในมหาวิทยาลัยปีที่หนึ่งจึงเป็น ชีวิตที่มีกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัยมากหลาย และผมยังมีกิจกรรมที่ต้องพบปะสังสรรค์เสวนากับเพื่อนสนิทมิตรสหาย รวมทั้งสามตัวประหลาด ตลอดจนการเดินทางไปเล่นหมากฮอสในต่างจังหวัด ดังนั้นจึงทำให้เวลาส่วนใหญ่ถูกใช้ไปในกิจกรรมนอกหลักสูตร และย่อมส่งผลกระทบต่อการเรียนเป็นธรรมดา
ผลการเรียนของผมเริ่มแย่ลง ถึงกระนั้นก็ยังไม่รู้สึกตัว ยังคงใช้เวลาไปกับกิจกรรมนอกหลักสูตร ชีวิตในช่วงนี้จึงโลดแล่นและเต็มไปด้วยความเพลิดเพลินชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้น มาก่อนเลยในชีวิตของผม ซึ่งเป็นไปตามความในบทเพลงธรรมศาสตร์รักกัน ซึ่งวงดนตรีสุนทราภรณ์แต่งให้กับมหาวิทยาลัยไว้ตอนหนึ่งว่า
“ก่อนนั้นสุขนัก เมื่อเราเป็นนักศึกษา ใช้วัยชีวา สำราญเริงร่าทุกวันๆๆๆ”
เป็นจริงดังความในบทเพลงที่ว่านี้ เพราะในชีวิตของผมนั้นไม่เคยมีช่วงเวลาไหนที่มีการใช้วัยชีวา ใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานสำราญเริงร่า ปราศจากความทุกข์ร้อนกังวลใดๆ เหมือนกับเมื่อครั้งที่เรียนหนังสือในคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เลย
เป็นช่วงชีวิตที่ไม่มีความรับผิดชอบอะไร เพราะได้ผ่านช่วงเวลาสำคัญในการสอบแข่งขันมาแล้ว ฐานะการเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยก็มีความมั่นคง เพราะไม่ต้องแข่งขันกับใคร เพียงแต่แข่งขันกับตัวเองเท่านั้น ไม่ต้องรับผิดชอบครอบครัวหรือรายได้ใด ๆ ทั้งขณะช่วงของวัยนั้นก็เป็นวัยที่รู้ความทั้งปวงแล้ว ช่วงชีวิตเช่นนี้จึงถือได้ว่าเป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขสนุกสนานที่สุด
ความ จริงวันเวลานั้นผมได้ย่างเข้าสู่วัยหนุ่มแล้ว พ้นจากความเป็นวัยรุ่นแล้ว ผมได้ใช้ชีวิตคะนองโลดแล่นไปด้วยความเริงร่าในรั้วมหาวิทยาลัย การอันใดที่เด็กหนุ่มในวัยนั้นจะพึงรู้ พึงเรียน พึงสัมผัสรับประสบการณ์ ผมก็พลอยได้รับรู้ เรียนรู้และสัมผัสและได้รับประสบการณ์ไปพร้อม ๆ กับเพื่อน ๆ นักศึกษาที่อยู่ในวัยเดียวกัน
เหตุทั้งหลายย่อมส่งผลที่แน่นอน กรรมทั้งหลายย่อมมีวิบากที่แน่นอน เมื่อเหตุของการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยในปีแรกเป็นเช่นนี้ ผลการเรียนของผมซึ่งมีการทดสอบอยู่เป็นระยะ ๆ จึงแย่ลงกว่าทุกระยะเวลาที่ผ่านมา แต่ยังคงถือเสียว่าไม่เป็นไร เพราะหวังไว้ว่าเมื่อถึงเวลาสอบจริง หากได้ทุ่มเทเวลาเรียนหนังสือสักหน่อยก็คงจะสอบได้
นั่นเป็นการตั้งตัวอยู่ในความประมาทโดยไม่รู้สึกตัว คือประมาทในการใช้ชีวิตและประมาทในความคิดที่ว่าเมื่อถึงเวลาใกล้สอบก็ ทุ่มเทศึกษาได้ทัน
แต่การไม่เป็นไปเช่นนั้น เพราะสรรพวิชาที่เล่าเรียนในคณะศิลปศาสตร์ล้วนเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยเรียน รู้มาแต่ก่อน และเป็นวิธีการเรียนที่แตกต่างจากที่เคยเรียนมา เพราะอาจารย์ผู้บรรยายสอนแล้วก็แล้วไป เป็นหน้าที่ของนักศึกษาที่ต้องจดคำบรรยายและตั้งความสังเกตสนใจและทำความ เข้าใจกันเอาเอง
ความประพฤติของผมในช่วงนั้นอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นเด็กเกเรไปแล้วก็ว่าได้ แม้กลับถึงวัดแทนที่จะดูหนังสือตำรับตำราเหมือนแต่ก่อน ก็เอาแต่นัดเพื่อนฝูงแล้วไปเที่ยวกันในเวลากลางคืน บางคืนเข้ากุฏิไม่ได้เพราะกุฏิปิดแล้วและอาจจะด้วยผลจากการเสพสุรา บางครั้งผมจึงต้องนอนอยู่ที่สนามหญ้าริมแม่น้ำหน้ากุฏิ
ความประพฤติเช่นนี้ย่อมไม่ต้องใจพระ เพราะพระต้องการให้เด็กวัดเป็นเด็กดี ดังนั้นพระมหาวิสุทธิ์จึงเรียกผมไปตักเตือนเป็นหลายครั้ง มาถึงวันนี้ก็สำนึกได้ว่าคำเตือนของพระที่ให้ไปในทางสูงสู้แรงที่ชักพาไปใน ทางต่ำไม่ได้ และทำให้พระมหาวิสุทธิ์ไม่พอใจ แล้วตำหนิผมอย่างรุนแรงมากขึ้น
ยามนั้นผมเองก็รู้สึกไม่ค่อยพอใจพระ ถึงวันนี้ก็สำนึกได้เช่นเดียวกันว่าเป็นบาปและเป็นความผิดที่ใหญ่หลวงมากของ ชีวิต เพราะแทนที่จะเข้าใจและปฏิบัติตามคำครูผู้หวังดี สิกลับมีน้ำใจรังเกียจแล้วไม่พอใจ
ช่วงเดียว กันนั้นเองผมได้ทราบข่าวจากทางบ้านว่าน้องและญาติอีกหลายคนจะขึ้นมาเรียนที่ กรุงเทพฯ ให้ผมเตรียมจัดหาที่ทางไว้รองรับ จึงอาจเป็นช่องโอกาสให้ผมก่อเกิดความคิดที่จะออกจากวัด เพราะนับแต่นั้นมาผมก็คิดแต่จะหาที่พักอาศัยใหม่ คล้าย ๆ กับพระที่ร้อนผ้าเหลืองอยากจะสึกอย่างไรก็อย่างนั้น
ความร้อนที่อยู่และความร้อนใจได้เพิ่มดีกรีมากขึ้น เพราะวันหนึ่งหลานชายของพระมหาวิสุทธิ์ซึ่งพักอาศัยอยู่ด้วยกันได้บอกว่าใน ปีหน้าจะมีญาติมาพักอาศัยที่วัดอีก 2-3 คน แม้จะพูดกันเป็นเชิงปรารภแต่ผมกลับรู้สึกว่าเท่ากับเป็นการบอกว่าให้ผมหาที่ ทางใหม่เพื่อให้ญาติของหลานพระมหาวิสุทธิ์ได้มาอยู่แทน ใจของผมซึ่งเอนเอียงไปทางจะออกจากวัดอยู่แล้วก็ยิ่งโน้มหนักไปในทางที่จะออก จากวัดไปอาศัยที่อื่น
ผมคิดใคร่ครวญไปมาเกี่ยวกับเรื่องที่จะออกจากวัดก็เกิดเป็นความกังวลทุกข์ ร้อนขึ้น คือร้อนทั้งจิตใจและร้อนทั้งที่อยู่ ทำให้เข้าใจจิตใจของพระยามใกล้จะสึกว่ายามนั้นพระคงจะร้อนผ้าเหลือง ครองเพศบรรพชิตต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว จึงต้องลาสิกขา
ครั้น ถึงวันสุดสัปดาห์มนูญผลก็มาเยี่ยมที่วัดเหมือนอย่างเคย ครั้นมนูญผลทราบความและเห็นเพื่อนเป็นทุกข์ร้อนก็เห็นใจ ชวนปรึกษาหาทางออก
เพราะพวกเราอยู่ในวัยเดียวกัน มีความรู้สึกคล้าย ๆ กัน รักความสนุกสนานเหมือนกัน ยิ่งมนูญผลนั้นยิ่งไปกันใหญ่ เพราะขณะนั้นได้เข้าเรียนในโรงเรียนนายร้อย จปร. แล้ว ด้วยเครื่องแบบที่หรูหราสง่างามตามความนิยมของสาว ๆ ยุคนั้น มนูญผลจึงมีเพื่อนหญิงติดกันเกรียวกราว ถึงกระนั้นน้ำใจรักเพื่อนก็หาได้สร่างซาไปจากตัวมนูญผลแต่ประการใดไม่ ทุกยามว่างจึงเพียรมาเยือนเพื่อนมิได้ขาด
ตอนแรกก็ปรึกษากันว่าจะไปเช่าหอพัก แต่ผมก็ท้วงว่าตั้งแต่ย่างเท้าเข้ามากรุงเทพฯ พ่อไม่มีความประสงค์ที่จะให้ผมไปอยู่หอพัก เพราะเข็ดขยาดกับข่าวคราวลูกเศรษฐีหลายคนที่มาเช่าหอพักอาศัยเรียนแล้วต้อง เสียผู้เสียคนไป จึงดิ้นรนพาผมมาฝากพระอาศัยวัด ดังนั้นถึงจะคับขันประการใดก็ไม่อยากที่จะไปอยู่หอพักซึ่งขัดกับความประสงค์ ของพ่อ
เมื่อความคิดที่จะไปอยู่หอพักตกไปแล้ว ก็ปรึกษากันว่าจะไปอาศัยวัดอื่นอยู่ได้หรือไม่ แต่ผลก็ลงเอยเป็นอย่างเดียวกันว่าการจะไปขออาศัยพระวัดอื่นอยู่โดยที่ไม่ รู้จักคุ้นเคยย่อมเป็นการยาก แม้วัดเทวราชกุญชรซึ่งมนูญผลบอกว่าพระที่วัดนี้มีความสนิทสนมกัน แต่ผมก็ยังคงเกี่ยงว่ากับพระที่มีพื้นเพมาจากที่เดียวกันยังอาศัยอยู่ไม่ได้ การจะไปฝากตัวอาศัยอยู่กับพระวัดอื่นก็เหมือนกับการประจานพระบ้านเดียวกัน แม้ที่สุดแล้วหากยังประพฤติตัวเหมือนเดิมก็คงเป็นที่รังเกียจของพระเช่น เดียวกัน
ดังนั้นเมื่อการไปอยู่หอพักหรือไปขออาศัยวัดอื่นตีบตันเช่นนั้นแล้ว จึงเหลืออยู่ทางเดียวว่าจะไปอาศัยอยู่กับเพื่อนคนไหน
เพราะ เหตุนี้มนูญผลจึงได้ชักชวนให้ผมไปอยู่ด้วยกันที่บ้านย่านเทเวศร์ โดยบอกว่าที่บ้านของมนูญผลนั้นมีคนอยู่ด้วยกันเพียงห้าคนเท่านั้น คือแม่ น้าอีกสองคน และน้องอีกหนึ่งคน ส่วนมนูญผลเองวันธรรมดาต้องไปอยู่ประจำที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จะกลับมาบ้านก็เฉพาะแต่เย็นวันศุกร์และต้องกลับไปใหม่ในเย็นวันอาทิตย์
มนูญผลบอกว่าที่บ้านยังมีห้องชั้นล่างถึงสองห้อง มีพื้นที่กว้างขวางพอเป็นที่พักอาศัยสำหรับผมและน้อง ๆ ที่จะมาเรียนกรุงเทพฯ ในปีหน้าได้ แต่ผมก็ยังคงลังเลไม่ตัดสินใจ เพราะเห็นว่าพอมีเวลาเหลืออยู่ที่จะคิดหาทางออกที่ดีที่สุดได้
แต่ในที่สุดผมก็ต้องตัดสินใจ เนื่องจากผมติดเพื่อน รักเพื่อน และใจก็ร้อนไม่อยากอยู่วัดอีกแล้ว เมื่อมนูญผลยืนยันคำชวนให้ไปอยู่ที่บ้านอีกครั้งหนึ่ง ผมจึงตัดสินใจที่จะออกจากวัดไปอยู่กับมนูญผล
ผมตัดสินใจโดยไม่ปรึกษาหารือพ่อแม่ผู้ใหญ่ทางบ้านเลยซึ่งเป็นเรื่องปกติ สำหรับผม เพราะตั้งแต่ผมย่างเท้าเข้ามาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ พ่อแม่ญาติผู้ใหญ่ก็ปล่อยให้ผมตัดสินใจอะไรด้วยตนเอง ไม่เคยบ่งชี้ว่าต้องทำอย่างนั้นต้องทำอย่างนี้ ขอเพียงอย่างเดียวว่าอย่าทำชั่วก็เป็นอันใช้ได้แล้ว
ความ จริงก่อนหน้านี้ก็มีบางเรื่องที่ผมปรึกษากับพ่อ แต่แทนที่จะได้คำตอบ พ่อกลับบอกว่าลูกมาเรียนในกรุงเทพฯ อันเป็นเมืองหลวง พื้นที่ก็กว้าง ผู้คนก็มาก ความรู้ก็มาก ไฉนจึงต้องไปขอคำปรึกษาจากพ่อซึ่งอยู่บ้านนอก พื้นที่เป็นชนบท ผู้คนไม่มาก ทั้งห่างเหินจากวิชาความรู้ ขอให้ใช้ความรู้และความรู้จักผู้คนที่มีสติปัญญา ตลอดจนความคิดอ่านปัญญาตัวตัดสินใจเอาเองจะดีกว่า
ดังนั้นหลังจากฟังคำของพ่อคราวนั้นแล้ว ในเวลาต่อมาไม่ว่ามีปัญหาเรื่องราวใดผมจึงมักจะพิจารณาใคร่ครวญตัดสินใจด้วย ตนเอง โดยแทบจะไม่มีการปรึกษาหารือหรือขอความเห็นจากพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ทางบ้านเลย
เมื่อใคร่ครวญการตัดสินใจที่จะออกจากวัดไปอาศัยบ้านมนูญผลแน่วแน่มั่นคงแล้ว ผมจึงเลือกเอาเวลาหลังจากสอบกลางปีแล้วเข้าไปกราบบอกพระมหาวิสุทธิ์ว่าจะออก จากวัดไปอยู่กับเพื่อน
พระมหาวิสุทธิ์ได้ยินดังนั้นจึงเตือนว่าให้ผมคิดใคร่ครวญให้จงดีก่อน แต่ถ้าคิดดีแล้วก็ไม่เป็นไร
ผมได้กราบยืนยันว่าได้คิดใคร่ครวญเป็นอันดีแล้ว ทั้งในปีหน้าจะมีน้องมาเรียนที่กรุงเทพฯอีก ที่ทางซึ่งเคยอยู่คับแคบ ไม่พอที่จะให้น้องมาพักอาศัยได้ จึงจำเป็นต้องไปหาที่ทางใหม่ เมื่อเป็นเช่นนี้พระมหาวิสุทธิ์ก็อนุญาต
ผมนัดกับมนูญผลเพื่อขนย้ายข้าวของออกจากวัด ส่วนน้องชายของผมเองนั้นได้รับคำแนะนำจากแม่ว่าให้ไปอยู่กับพระที่วัดสร้อย ทองเชิงสะพานพระรามหก ซึ่งแม่ได้อุปถัมภ์ให้ทุนการศึกษาเล่าเรียนมาแต่ก่อน และจบการศึกษาเป็นพุทธศาสน์บัณฑิต ส่วนลูกผู้น้องจะยังคงอาศัยอยู่ที่วัดต่อไป
ถึงวันนัดผมกราบลาพระมหาวิสุทธิ์แล้วเข้าไปกราบลาเจ้าประคุณสมเด็จ ในใจก็อธิษฐานขอบารมีเจ้าประคุณได้คุ้มครองศิษย์บ้านนอกให้มีความปลอดภัย ให้ประสพความสำเร็จในชีวิตทุกประการ กราบเจ้าประคุณสมเด็จแล้วผมก็นั่งสวดพระคาถาชินบัญชรอีกจบหนึ่ง แล้วเอาทองคำเปลวที่ตกหล่นอยู่ภายในวิหารขึ้นมาเจิมที่หน้าผากเพื่อความเป็น สิริมงคลแก่ตัว
ครั้นจะออกจากวิหารสมเด็จเข้าจริง ๆ ก็รู้สึกใจหาย แต่ก็ตัดใจออกจากวัดไปอยู่ที่บ้านมนูญผลตั้งแต่วันนั้น
ชีวิต เด็กวัดของผมที่สำนักอยู่วัดระฆังตั้งแต่ก้าวต้น ๆ ที่เข้ามาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ จึงเป็นอันสิ้นสุดลง แต่สิ่งหนึ่งซึ่งติดตัวตลอดมาก็คือความรู้ ความผูกพันที่ใกล้ชิดลึกซึ้งและด้วยความสำนึกว่าเป็นศิษย์ของเจ้าประคุณ สมเด็จทุกเมื่อ.
ยกเว้นก็แต่วิชาเลือกที่มีการแยกห้องเรียนสำหรับนักศึกษาที่เลือกเรียนวิชานั้น ๆ เป็นการเฉพาะ
ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นในความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเกี่ยวกับการเรียนการสอนใน ขณะนั้น เพราะผมไม่เคยเห็นมาก่อน ที่ผ่านมาก็คุ้นอยู่กับการเรียนในชั้นเรียนที่มีครูสอนคนหนึ่งและนักเรียนใน ชั้นเรียนไม่เกิน 60 คนเท่านั้น
ในปีการศึกษาแรกของชีวิตในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ผมได้รู้จักเพื่อนใหม่อีก หลายคน โดยเฉพาะคือเพื่อนร่วมห้องเรียนและเพื่อนร่วมชมรม
ผม ได้รู้จักคุ้นเคยกับเพื่อนนักศึกษาชาวนครปฐมคนหนึ่งซึ่งเป็นนักศึกษาใหม่ ด้วยกันคือประกอบ สงัดศัพท์ ซึ่งเป็นน้องชายของคุณทินวัฒน์ มฤคพิทักษ์ และเป็นพี่ชายของคุณประสาร มฤคพิทักษ์ เป็นแต่มีความจำเป็นในวงศ์ตระกูล ประกอบจึงได้ใช้นามสกุลสงัดศัพท์แทนมฤคพิทักษ์
ประกอบเป็นสมาชิกของชมรมกีฬาในร่ม และเป็นนักหมากรุกฝีมือดีของมหาวิทยาลัย ผมรักทางหมากฮอส ประกอบรักทางหมากรุก ซึ่งแม้จะเป็นกีฬาในร่มคนละแขนงแต่เป็นกีฬาในร่มประเภทที่ต้องใช้ความคิดและ สติปัญญาเหมือนกัน
เมื่อรู้จักคบหากันมาพักหนึ่ง ผมและประกอบก็ถูกอัธยาศัยกันเป็นอันมาก จึงยิ่งมีความสนิทสนมและคุ้นเคยกันเป็นพิเศษ หนักเข้าไปไหนก็ไปด้วยกัน กลายเป็นคู่หูหมากรุกหมากฮอสที่ไปถึงสนามไหนก็มีโอกาสได้เล่นทั้งนั้น เพราะสนามนั้นหากไม่เล่นหมากรุกก็ต้องเล่นหมากฮอส
ในมหาวิทยาลัยมีการรณรงค์เกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ โดยทั่วไปจนแทบจะเต็มไปทุกหนทุกแห่ง คือจะมีใบปลิวบ้าง แผ่นโปสเตอร์บ้าง ติดตามบอร์ดทั่วไปแทบทุกตึก แม้กระทั่งตามหนทางเดิน
การรณรงค์ส่วนใหญ่เป็นเรื่องข่าวสารทางวิชาการ กิจกรรมของชมรม และการรณรงค์เกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมือง ทำให้ผมได้สัมผัสกับรสชาติกลิ่นอายทางการเมืองเป็นครั้งแรกนับแต่เดินทาง เข้ามาเมืองหลวง
ความจริงผมคุ้นเคยกับการเมือง แบบบ้านนอกอยู่บ้างเพราะพ่อผมเป็นนักอ่านและรับหนังสือพิมพ์รายวันทุกวัน พ่อผมอ่านหนังสือพิมพ์แล้วก็วิจารณ์การเมืองให้พรรคพวกเพื่อนฝูงฟัง จึงมีคนมาฟังพ่อผมวิจารณ์การเมืองที่บ้านอยู่เสมอ ทำให้ผมได้ซึมซับกับการเมืองมาตั้งแต่น้อย พอมาสัมผัสกลิ่นอายการเมืองในรั้วมหาวิทยาลัยก็รู้สึกชอบและสนใจการเมือง เป็นพิเศษมาตั้งแต่บัดนั้น
ในรั้วธรรมศาสตร์มีพรรคการเมืองของนักศึกษาอยู่หลายพรรค ทั้งที่เป็นพรรคในระดับคณะและเป็นพรรคในระดับมหาวิทยาลัย ต่างพรรคต่างสร้างสรรค์กิจกรรมและรณรงค์ขยายสมาชิกกันอย่างครึกโครม ทำให้ทั่วทั้งมหาวิทยาลัยมีบรรยากาศของการเมืองซึมซ่านอยู่โดยทั่วไป
เนื่องจากในปีแรกนักศึกษาจะต้องเรียนในคณะศิลปศาสตร์ ดังนั้นการสัมผัสและรับรู้การเมืองในมหาวิทยาลัยจึงเป็นเพียงการให้ความสนใจ และรับรู้ความเคลื่อนไหวเท่านั้น ส่วนใหญ่จะไม่มีใครสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรค ผมเองก็ได้แต่คอยดูท่าทีและดูกิจกรรมของแต่ละพรรคเหมือนกับเพื่อนนักศึกษา โดยทั่วไปนั่นเอง
พรรคนักศึกษาแต่ละพรรค รวมทั้งชมรมที่มีกิจกรรมทางการเมืองต่างก็พิมพ์หนังสือที่ให้ความรู้เกี่ยว กับการเมืองทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งหนังสือเกี่ยวกับปรัชญาความคิดและลัทธิการเมืองต่าง ๆ
ใน ขณะนั้นถึงแม้ว่ากฎหมายคอมมิวนิสต์ยังมีผลใช้บังคับ แต่การบังคับใช้กฎหมายยังคงมุ่งเน้นไปที่การต่อสู้ปราบปรามผู้ก่อการร้าย คอมมิวนิสต์หรือที่เรียกกันโดยภาษาทางจิตวิทยาว่า ผกค. ซึ่งทำให้คนทั้งหลายที่ได้ยินคำนี้แล้วก็จะรู้สึกว่าผู้ที่ถูกกล่าวหาว่า เป็นคอมมิวนิสต์เป็นผู้ก่อการร้ายและเป็นผู้ร้าย เพื่อจะได้มีใจรังเกียจไม่อยากข้องแวะเกี่ยวข้องด้วย
ในขณะนั้นยังไม่มีการห้ามการมีหนังสือที่เขาเรียกกันว่าหนังสือก้าวหน้า จึงมีการจัดพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับบุคคลและวีรกรรมของชาวพรรคคอมมิวนิสต์ ตลอดจนหนังสือเกี่ยวกับทฤษฎีและการปฏิบัติของฝ่ายสังคมนิยมหรือฝ่าย คอมมิวนิสต์เผยแพร่อย่างกว้างขวาง ผมจึงได้มีโอกาสรับรู้และเรียนรู้เกี่ยวกับลัทธิคอมมิวนิสต์เป็นครั้งแรก
ถึงกระนั้นผมก็มิได้เข้าร่วมในการอบรมหรือในการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับ ลัทธิการเมืองการปกครอง ซึ่งบรรดารุ่นพี่นิยมที่จะจับกลุ่มกันวิพากษ์วิจารณ์หรือถกแถลงเกี่ยวกับการ เมืองการปกครองกันโดยทั่วไป ความรู้สึกในขณะนั้นอยู่ในขั้นสนใจและตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศใหม่ ๆ ภายในรั้วมหาวิทยาลัยเท่านั้น แม้เพียงเท่านี้เวลาของผมส่วนใหญ่ก็สิ้นเปลืองไปกับกิจกรรมต่าง ๆ จนมีเวลาให้กับการศึกษาเพียงเท่าที่ได้เข้าฟังอาจารย์สอนในห้องเรียนเท่า นั้น
ชีวิตในมหาวิทยาลัยปีที่หนึ่งจึงเป็น ชีวิตที่มีกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัยมากหลาย และผมยังมีกิจกรรมที่ต้องพบปะสังสรรค์เสวนากับเพื่อนสนิทมิตรสหาย รวมทั้งสามตัวประหลาด ตลอดจนการเดินทางไปเล่นหมากฮอสในต่างจังหวัด ดังนั้นจึงทำให้เวลาส่วนใหญ่ถูกใช้ไปในกิจกรรมนอกหลักสูตร และย่อมส่งผลกระทบต่อการเรียนเป็นธรรมดา
ผลการเรียนของผมเริ่มแย่ลง ถึงกระนั้นก็ยังไม่รู้สึกตัว ยังคงใช้เวลาไปกับกิจกรรมนอกหลักสูตร ชีวิตในช่วงนี้จึงโลดแล่นและเต็มไปด้วยความเพลิดเพลินชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้น มาก่อนเลยในชีวิตของผม ซึ่งเป็นไปตามความในบทเพลงธรรมศาสตร์รักกัน ซึ่งวงดนตรีสุนทราภรณ์แต่งให้กับมหาวิทยาลัยไว้ตอนหนึ่งว่า
“ก่อนนั้นสุขนัก เมื่อเราเป็นนักศึกษา ใช้วัยชีวา สำราญเริงร่าทุกวันๆๆๆ”
เป็นจริงดังความในบทเพลงที่ว่านี้ เพราะในชีวิตของผมนั้นไม่เคยมีช่วงเวลาไหนที่มีการใช้วัยชีวา ใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานสำราญเริงร่า ปราศจากความทุกข์ร้อนกังวลใดๆ เหมือนกับเมื่อครั้งที่เรียนหนังสือในคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เลย
เป็นช่วงชีวิตที่ไม่มีความรับผิดชอบอะไร เพราะได้ผ่านช่วงเวลาสำคัญในการสอบแข่งขันมาแล้ว ฐานะการเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยก็มีความมั่นคง เพราะไม่ต้องแข่งขันกับใคร เพียงแต่แข่งขันกับตัวเองเท่านั้น ไม่ต้องรับผิดชอบครอบครัวหรือรายได้ใด ๆ ทั้งขณะช่วงของวัยนั้นก็เป็นวัยที่รู้ความทั้งปวงแล้ว ช่วงชีวิตเช่นนี้จึงถือได้ว่าเป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขสนุกสนานที่สุด
ความ จริงวันเวลานั้นผมได้ย่างเข้าสู่วัยหนุ่มแล้ว พ้นจากความเป็นวัยรุ่นแล้ว ผมได้ใช้ชีวิตคะนองโลดแล่นไปด้วยความเริงร่าในรั้วมหาวิทยาลัย การอันใดที่เด็กหนุ่มในวัยนั้นจะพึงรู้ พึงเรียน พึงสัมผัสรับประสบการณ์ ผมก็พลอยได้รับรู้ เรียนรู้และสัมผัสและได้รับประสบการณ์ไปพร้อม ๆ กับเพื่อน ๆ นักศึกษาที่อยู่ในวัยเดียวกัน
เหตุทั้งหลายย่อมส่งผลที่แน่นอน กรรมทั้งหลายย่อมมีวิบากที่แน่นอน เมื่อเหตุของการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยในปีแรกเป็นเช่นนี้ ผลการเรียนของผมซึ่งมีการทดสอบอยู่เป็นระยะ ๆ จึงแย่ลงกว่าทุกระยะเวลาที่ผ่านมา แต่ยังคงถือเสียว่าไม่เป็นไร เพราะหวังไว้ว่าเมื่อถึงเวลาสอบจริง หากได้ทุ่มเทเวลาเรียนหนังสือสักหน่อยก็คงจะสอบได้
นั่นเป็นการตั้งตัวอยู่ในความประมาทโดยไม่รู้สึกตัว คือประมาทในการใช้ชีวิตและประมาทในความคิดที่ว่าเมื่อถึงเวลาใกล้สอบก็ ทุ่มเทศึกษาได้ทัน
แต่การไม่เป็นไปเช่นนั้น เพราะสรรพวิชาที่เล่าเรียนในคณะศิลปศาสตร์ล้วนเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยเรียน รู้มาแต่ก่อน และเป็นวิธีการเรียนที่แตกต่างจากที่เคยเรียนมา เพราะอาจารย์ผู้บรรยายสอนแล้วก็แล้วไป เป็นหน้าที่ของนักศึกษาที่ต้องจดคำบรรยายและตั้งความสังเกตสนใจและทำความ เข้าใจกันเอาเอง
ความประพฤติของผมในช่วงนั้นอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นเด็กเกเรไปแล้วก็ว่าได้ แม้กลับถึงวัดแทนที่จะดูหนังสือตำรับตำราเหมือนแต่ก่อน ก็เอาแต่นัดเพื่อนฝูงแล้วไปเที่ยวกันในเวลากลางคืน บางคืนเข้ากุฏิไม่ได้เพราะกุฏิปิดแล้วและอาจจะด้วยผลจากการเสพสุรา บางครั้งผมจึงต้องนอนอยู่ที่สนามหญ้าริมแม่น้ำหน้ากุฏิ
ความประพฤติเช่นนี้ย่อมไม่ต้องใจพระ เพราะพระต้องการให้เด็กวัดเป็นเด็กดี ดังนั้นพระมหาวิสุทธิ์จึงเรียกผมไปตักเตือนเป็นหลายครั้ง มาถึงวันนี้ก็สำนึกได้ว่าคำเตือนของพระที่ให้ไปในทางสูงสู้แรงที่ชักพาไปใน ทางต่ำไม่ได้ และทำให้พระมหาวิสุทธิ์ไม่พอใจ แล้วตำหนิผมอย่างรุนแรงมากขึ้น
ยามนั้นผมเองก็รู้สึกไม่ค่อยพอใจพระ ถึงวันนี้ก็สำนึกได้เช่นเดียวกันว่าเป็นบาปและเป็นความผิดที่ใหญ่หลวงมากของ ชีวิต เพราะแทนที่จะเข้าใจและปฏิบัติตามคำครูผู้หวังดี สิกลับมีน้ำใจรังเกียจแล้วไม่พอใจ
ช่วงเดียว กันนั้นเองผมได้ทราบข่าวจากทางบ้านว่าน้องและญาติอีกหลายคนจะขึ้นมาเรียนที่ กรุงเทพฯ ให้ผมเตรียมจัดหาที่ทางไว้รองรับ จึงอาจเป็นช่องโอกาสให้ผมก่อเกิดความคิดที่จะออกจากวัด เพราะนับแต่นั้นมาผมก็คิดแต่จะหาที่พักอาศัยใหม่ คล้าย ๆ กับพระที่ร้อนผ้าเหลืองอยากจะสึกอย่างไรก็อย่างนั้น
ความร้อนที่อยู่และความร้อนใจได้เพิ่มดีกรีมากขึ้น เพราะวันหนึ่งหลานชายของพระมหาวิสุทธิ์ซึ่งพักอาศัยอยู่ด้วยกันได้บอกว่าใน ปีหน้าจะมีญาติมาพักอาศัยที่วัดอีก 2-3 คน แม้จะพูดกันเป็นเชิงปรารภแต่ผมกลับรู้สึกว่าเท่ากับเป็นการบอกว่าให้ผมหาที่ ทางใหม่เพื่อให้ญาติของหลานพระมหาวิสุทธิ์ได้มาอยู่แทน ใจของผมซึ่งเอนเอียงไปทางจะออกจากวัดอยู่แล้วก็ยิ่งโน้มหนักไปในทางที่จะออก จากวัดไปอาศัยที่อื่น
ผมคิดใคร่ครวญไปมาเกี่ยวกับเรื่องที่จะออกจากวัดก็เกิดเป็นความกังวลทุกข์ ร้อนขึ้น คือร้อนทั้งจิตใจและร้อนทั้งที่อยู่ ทำให้เข้าใจจิตใจของพระยามใกล้จะสึกว่ายามนั้นพระคงจะร้อนผ้าเหลือง ครองเพศบรรพชิตต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว จึงต้องลาสิกขา
ครั้น ถึงวันสุดสัปดาห์มนูญผลก็มาเยี่ยมที่วัดเหมือนอย่างเคย ครั้นมนูญผลทราบความและเห็นเพื่อนเป็นทุกข์ร้อนก็เห็นใจ ชวนปรึกษาหาทางออก
เพราะพวกเราอยู่ในวัยเดียวกัน มีความรู้สึกคล้าย ๆ กัน รักความสนุกสนานเหมือนกัน ยิ่งมนูญผลนั้นยิ่งไปกันใหญ่ เพราะขณะนั้นได้เข้าเรียนในโรงเรียนนายร้อย จปร. แล้ว ด้วยเครื่องแบบที่หรูหราสง่างามตามความนิยมของสาว ๆ ยุคนั้น มนูญผลจึงมีเพื่อนหญิงติดกันเกรียวกราว ถึงกระนั้นน้ำใจรักเพื่อนก็หาได้สร่างซาไปจากตัวมนูญผลแต่ประการใดไม่ ทุกยามว่างจึงเพียรมาเยือนเพื่อนมิได้ขาด
ตอนแรกก็ปรึกษากันว่าจะไปเช่าหอพัก แต่ผมก็ท้วงว่าตั้งแต่ย่างเท้าเข้ามากรุงเทพฯ พ่อไม่มีความประสงค์ที่จะให้ผมไปอยู่หอพัก เพราะเข็ดขยาดกับข่าวคราวลูกเศรษฐีหลายคนที่มาเช่าหอพักอาศัยเรียนแล้วต้อง เสียผู้เสียคนไป จึงดิ้นรนพาผมมาฝากพระอาศัยวัด ดังนั้นถึงจะคับขันประการใดก็ไม่อยากที่จะไปอยู่หอพักซึ่งขัดกับความประสงค์ ของพ่อ
เมื่อความคิดที่จะไปอยู่หอพักตกไปแล้ว ก็ปรึกษากันว่าจะไปอาศัยวัดอื่นอยู่ได้หรือไม่ แต่ผลก็ลงเอยเป็นอย่างเดียวกันว่าการจะไปขออาศัยพระวัดอื่นอยู่โดยที่ไม่ รู้จักคุ้นเคยย่อมเป็นการยาก แม้วัดเทวราชกุญชรซึ่งมนูญผลบอกว่าพระที่วัดนี้มีความสนิทสนมกัน แต่ผมก็ยังคงเกี่ยงว่ากับพระที่มีพื้นเพมาจากที่เดียวกันยังอาศัยอยู่ไม่ได้ การจะไปฝากตัวอาศัยอยู่กับพระวัดอื่นก็เหมือนกับการประจานพระบ้านเดียวกัน แม้ที่สุดแล้วหากยังประพฤติตัวเหมือนเดิมก็คงเป็นที่รังเกียจของพระเช่น เดียวกัน
ดังนั้นเมื่อการไปอยู่หอพักหรือไปขออาศัยวัดอื่นตีบตันเช่นนั้นแล้ว จึงเหลืออยู่ทางเดียวว่าจะไปอาศัยอยู่กับเพื่อนคนไหน
เพราะ เหตุนี้มนูญผลจึงได้ชักชวนให้ผมไปอยู่ด้วยกันที่บ้านย่านเทเวศร์ โดยบอกว่าที่บ้านของมนูญผลนั้นมีคนอยู่ด้วยกันเพียงห้าคนเท่านั้น คือแม่ น้าอีกสองคน และน้องอีกหนึ่งคน ส่วนมนูญผลเองวันธรรมดาต้องไปอยู่ประจำที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จะกลับมาบ้านก็เฉพาะแต่เย็นวันศุกร์และต้องกลับไปใหม่ในเย็นวันอาทิตย์
มนูญผลบอกว่าที่บ้านยังมีห้องชั้นล่างถึงสองห้อง มีพื้นที่กว้างขวางพอเป็นที่พักอาศัยสำหรับผมและน้อง ๆ ที่จะมาเรียนกรุงเทพฯ ในปีหน้าได้ แต่ผมก็ยังคงลังเลไม่ตัดสินใจ เพราะเห็นว่าพอมีเวลาเหลืออยู่ที่จะคิดหาทางออกที่ดีที่สุดได้
แต่ในที่สุดผมก็ต้องตัดสินใจ เนื่องจากผมติดเพื่อน รักเพื่อน และใจก็ร้อนไม่อยากอยู่วัดอีกแล้ว เมื่อมนูญผลยืนยันคำชวนให้ไปอยู่ที่บ้านอีกครั้งหนึ่ง ผมจึงตัดสินใจที่จะออกจากวัดไปอยู่กับมนูญผล
ผมตัดสินใจโดยไม่ปรึกษาหารือพ่อแม่ผู้ใหญ่ทางบ้านเลยซึ่งเป็นเรื่องปกติ สำหรับผม เพราะตั้งแต่ผมย่างเท้าเข้ามาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ พ่อแม่ญาติผู้ใหญ่ก็ปล่อยให้ผมตัดสินใจอะไรด้วยตนเอง ไม่เคยบ่งชี้ว่าต้องทำอย่างนั้นต้องทำอย่างนี้ ขอเพียงอย่างเดียวว่าอย่าทำชั่วก็เป็นอันใช้ได้แล้ว
ความ จริงก่อนหน้านี้ก็มีบางเรื่องที่ผมปรึกษากับพ่อ แต่แทนที่จะได้คำตอบ พ่อกลับบอกว่าลูกมาเรียนในกรุงเทพฯ อันเป็นเมืองหลวง พื้นที่ก็กว้าง ผู้คนก็มาก ความรู้ก็มาก ไฉนจึงต้องไปขอคำปรึกษาจากพ่อซึ่งอยู่บ้านนอก พื้นที่เป็นชนบท ผู้คนไม่มาก ทั้งห่างเหินจากวิชาความรู้ ขอให้ใช้ความรู้และความรู้จักผู้คนที่มีสติปัญญา ตลอดจนความคิดอ่านปัญญาตัวตัดสินใจเอาเองจะดีกว่า
ดังนั้นหลังจากฟังคำของพ่อคราวนั้นแล้ว ในเวลาต่อมาไม่ว่ามีปัญหาเรื่องราวใดผมจึงมักจะพิจารณาใคร่ครวญตัดสินใจด้วย ตนเอง โดยแทบจะไม่มีการปรึกษาหารือหรือขอความเห็นจากพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ทางบ้านเลย
เมื่อใคร่ครวญการตัดสินใจที่จะออกจากวัดไปอาศัยบ้านมนูญผลแน่วแน่มั่นคงแล้ว ผมจึงเลือกเอาเวลาหลังจากสอบกลางปีแล้วเข้าไปกราบบอกพระมหาวิสุทธิ์ว่าจะออก จากวัดไปอยู่กับเพื่อน
พระมหาวิสุทธิ์ได้ยินดังนั้นจึงเตือนว่าให้ผมคิดใคร่ครวญให้จงดีก่อน แต่ถ้าคิดดีแล้วก็ไม่เป็นไร
ผมได้กราบยืนยันว่าได้คิดใคร่ครวญเป็นอันดีแล้ว ทั้งในปีหน้าจะมีน้องมาเรียนที่กรุงเทพฯอีก ที่ทางซึ่งเคยอยู่คับแคบ ไม่พอที่จะให้น้องมาพักอาศัยได้ จึงจำเป็นต้องไปหาที่ทางใหม่ เมื่อเป็นเช่นนี้พระมหาวิสุทธิ์ก็อนุญาต
ผมนัดกับมนูญผลเพื่อขนย้ายข้าวของออกจากวัด ส่วนน้องชายของผมเองนั้นได้รับคำแนะนำจากแม่ว่าให้ไปอยู่กับพระที่วัดสร้อย ทองเชิงสะพานพระรามหก ซึ่งแม่ได้อุปถัมภ์ให้ทุนการศึกษาเล่าเรียนมาแต่ก่อน และจบการศึกษาเป็นพุทธศาสน์บัณฑิต ส่วนลูกผู้น้องจะยังคงอาศัยอยู่ที่วัดต่อไป
ถึงวันนัดผมกราบลาพระมหาวิสุทธิ์แล้วเข้าไปกราบลาเจ้าประคุณสมเด็จ ในใจก็อธิษฐานขอบารมีเจ้าประคุณได้คุ้มครองศิษย์บ้านนอกให้มีความปลอดภัย ให้ประสพความสำเร็จในชีวิตทุกประการ กราบเจ้าประคุณสมเด็จแล้วผมก็นั่งสวดพระคาถาชินบัญชรอีกจบหนึ่ง แล้วเอาทองคำเปลวที่ตกหล่นอยู่ภายในวิหารขึ้นมาเจิมที่หน้าผากเพื่อความเป็น สิริมงคลแก่ตัว
ครั้นจะออกจากวิหารสมเด็จเข้าจริง ๆ ก็รู้สึกใจหาย แต่ก็ตัดใจออกจากวัดไปอยู่ที่บ้านมนูญผลตั้งแต่วันนั้น
ชีวิต เด็กวัดของผมที่สำนักอยู่วัดระฆังตั้งแต่ก้าวต้น ๆ ที่เข้ามาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ จึงเป็นอันสิ้นสุดลง แต่สิ่งหนึ่งซึ่งติดตัวตลอดมาก็คือความรู้ ความผูกพันที่ใกล้ชิดลึกซึ้งและด้วยความสำนึกว่าเป็นศิษย์ของเจ้าประคุณ สมเด็จทุกเมื่อ.